ได้ยินว่าโบท็อกซ์อยู่ 3–6 เดือน แต่ทำไมบางคนสั้นกว่า? ปัจจัยที่มีผล ทั้งเผาผลาญ ปริมาณยา และความถี่

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→
🔗 ไปยังบทความอื่น ๆ
โบท็อกซ์คืออะไร? — 1.1 ประวัติศาสตร์ของโบท็อกซ์ · 1.2 หลักการทำงาน
ประเภท — 2.1 เปรียบเทียบแบรนด์ (Botox, Dysport, Nabota, Coretox)
บริเวณที่ฉีด — 3.1 บริเวณริ้วรอย (หน้าผาก·หว่างคิ้ว·หางตา·รอบปาก) · 3.2 การปรับรูปหน้า (กราม·น่อง·ต่อมน้ำลายใต้หู)
ข้อควรรู้ — 4.2 ผลข้างเคียง · 4.3 ตอบ 8 คำถามที่พบบ่อย
สรุปให้อ่านง่าย ๆ เลยนะครับ คำพูดที่ว่าโบท็อกซ์อยู่ได้ "3~6 เดือน" นั้น มีทั้งส่วนที่ถูกและผิดครับ แม้จะเป็นช่วงเวลาเฉลี่ยทั่วไป แต่ในความเป็นจริง บางคนฉีดไปไม่ทันถึง 2 เดือนก็เริ่มหมดฤทธิ์แล้ว ในขณะที่บางคนอยู่ได้นานถึง 6~8 เดือนเลยละครับ ถ้าเรารู้ปัจจัยที่ทำให้เกิดความแตกต่างนี้ ก็จะเข้าใจครับว่าทำไมโบท็อกซ์ถึงอยู่กับเราสั้นกว่าคนอื่น แล้วจะทำอย่างไรให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้นครับ
ความเร็วในการเชื่อมต่อใหม่ของเส้นประสาทคือหัวใจสำคัญ
สาเหตุที่โบท็อกซ์หมดฤทธิ์ เป็นเพราะเส้นประสาทจะสร้างแขนงใหม่เพื่อกลับไปเชื่อมต่อกับกล้ามเนื้ออีกครั้งครับ มีรายงานทางคลินิกระบุว่า โดยทั่วไปเส้นประสาทจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือนในการงอกปลายประสาทใหม่เพื่อให้กล้ามเนื้อกลับมาทำงาน ซึ่งระยะเวลานี้อาจยาวนานกว่านั้นขึ้นอยู่กับบริเวณที่ฉีด โดยความเร็วในการเชื่อมต่อใหม่นี้จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลครับ
คนที่มีระบบเผาผลาญ (Metabolism)* เร็ว, คนที่อบอุ่นร่างกายหรือออกกำลังกายเยอะ และกลุ่มคนอายุน้อย มักจะมีการเชื่อมต่อใหม่ของประสาทที่รวดเร็วกว่าครับ ในทางกลับกัน ยิ่งเราขยับกล้ามเนื้อบริเวณนั้นน้อยลง หรือยิ่งฉีดซ้ำบ่อยครั้ง ผลลัพธ์ก็จะยิ่งอยู่ได้นานขึ้นครับ แม้จะเป็นคนเดียวกัน แต่ระยะเวลาเห็นผลก็อาจมีความแตกต่างกันได้ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ฉีด, สภาพร่างกาย และระดับความเครียด ณ ขณะนั้นครับ
ระบบเผาผลาญ*: คือความเร็วที่ร่างกายของเราย่อยสลายอาหารและสารเคมีเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงาน ยิ่งระบบเผาผลาญทำงานเร็วเท่าไหร่ ตัวยาหรือท็อกซินก็จะถูกขับออกเร็วขึ้นเท่านั้นครับ

แต่ละบริเวณ... มีระยะเวลาคงอยู่ไม่เท่ากัน
ต่อให้เป็นคน ๆ เดียวกัน แต่ระยะเวลาของผลลัพธ์ก็จะแตกต่างกันไปตามจุดที่ฉีดครับ
บริเวณที่ต้องแสดงอารมณ์บ่อย ๆ เช่น หน้าผาก หรือระหว่างคิ้ว จะมีการทำงานของกล้ามเนื้อเยอะ ทำให้เส้นประสาทเชื่อมต่อใหม่ได้เร็วกว่าครับ ในทางกลับกัน กล้ามเนื้อที่มีความถี่ในการใช้งานน้อยกว่า เช่น กล้ามเนื้อกราม (Masseter) หรือกล้ามเนื้อน่อง (Gastrocnemius) ผลลัพธ์มักจะอยู่ได้นานกว่ามากครับ
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหลาย ๆ คนถึงรู้สึกว่าการฉีดโบท็อกซ์ปรับรูปหน้า (กราม·น่อง) จะอยู่ได้นานกว่าโบท็อกซ์ลดริ้วรอยครับ

ปริมาณยาที่น้อยเกินไป ย่อมหมดฤทธิ์ไวขึ้น
หากปริมาณยูนิตของโบท็อกซ์น้อยเกินไป การบล็อกเส้นประสาทก็อาจทำงานได้ไม่เต็มที่ครับ หากคุณเพิ่งเคยฉีดครั้งแรกแล้วรู้สึกว่า "ผลลัพธ์อยู่ไม่ถึง 2 เดือนเลย" อาจจำเป็นต้องลองทบทวนเรื่องปริมาณยูนิตที่ใช้ดูนะครับ
แต่ในทางกลับกัน หากฉีดมากเกินไป ก็อาจทำให้แสดงอารมณ์ไม่ได้หรือหน้าแข็งตึงเกินไปได้ครับ การเริ่มฉีดในปริมาณน้อย ๆ ก่อน แล้วค่อย ๆ ปรับตามการตอบสนองของร่างกาย จึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยและให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติมากกว่าครับ

ฉีดซ้ำอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ผลลัพธ์ยาวนานขึ้น
สำหรับผู้ที่ฉีดโบท็อกซ์อย่างสม่ำเสมอเป็นประจำมานาน มักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "หลังจากนั้นผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้น" นั่นเป็นเพราะการฉีดซ้ำ ๆ จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้น ๆ ฝ่อตัวเล็กลงและแรงหดตัวลดลง จึงทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อลดลงได้เองแม้จะไม่มีโบท็อกซ์ครับ โดยทั่วไปแล้ว หลายคนจะมีแพทเทิร์นของระยะเวลาที่ค่อย ๆ ยาวนานขึ้น เช่น ครั้งแรกอยู่ได้ 3~4 เดือน, ครั้งที่สองอยู่ได้ 4~5 เดือน และตั้งแต่ครั้งที่สามเป็นต้นไป อยู่ได้ 5~6 เดือนเลยครับ และเมื่อรอบการฉีดห่างออกไปอย่างเป็นธรรมชาติ คุณก็จะเจอรอบเวลาที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุดครับ
นี่แตกต่างจากความเข้าใจผิดที่ว่า "ถ้าฉีดบ่อย ๆ กล้ามเนื้อจะเสีย" นะครับ เพราะหากหยุดฉีด หน้าที่การทำงานของกล้ามเนื้อก็จะค่อย ๆ ฟื้นฟูกลับมาเหมือนเดิมครับ อาการฝ่อตัว* ชั่วคราวกับการถูกทำลายอย่างถาวรนั้นไม่เหมือนกันครับ อย่างไรก็ตาม สำหรับโบท็อกซ์ปรับรูปหน้า (กราม·น่อง) หากหยุดฉีดไปเลยอย่างสิ้นเชิง กล้ามเนื้อก็จะค่อย ๆ พัฒนากลับมามีขนาดเท่าเดิมได้ครับ

ทำไมคุณหมอถึงแนะนำให้ฉีดทุก ๆ 6 เดือน
เหตุผลที่คลินิกปรับรูปหน้าแนะนำว่า "ควรกลับมาฉีดทุก ๆ 6 เดือนนะคะ" ไม่ใช่แค่เรื่องของการคงผลลัพธ์ให้อยู่นานเท่านั้นครับ หลังจากที่กล้ามเนื้อถูกบล็อกสัญญาณประสาทจนฝ่อตัวลงเต็มที่ และสภาวะฝ่อตัวนั้นเริ่มคงตัว จะใช้เวลาประมาณ 3~4 เดือน และเมื่อเส้นประสาทกลับมาเชื่อมต่อกันใหม่จนกล้ามเนื้อเริ่มกลับมาทำงานและค่อย ๆ คืนขนาดเดิม จะใช้เวลาเพิ่มอีกประมาณ 2~3 เดือน เมื่อรวมภาพรวมทั้งหมดแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่ได้จากการฉีด 1 ครั้ง จะใช้เวลาประมาณ 6 เดือนกว่าจะคลายออกทั้งหมดครับ
ดังนั้น หากเรากลับมาฉีดซ้ำในช่วงเวลาก่อนที่โบท็อกซ์จะหมดฤทธิ์โดยสมบูรณ์ (ซึ่งเป็นช่วงที่กล้ามเนื้อเริ่มจะกลับมาโตอีกครั้ง) จะช่วยให้เกิดการสะสมของการฝ่อตัวของกล้ามเนื้อ ผลลัพธ์จึงอยู่ได้นานขึ้น และในที่สุดก็จะใช้จำนวนยูนิตที่น้อยลงแต่ได้ผลลัพธ์เท่าเดิมครับ หากฉีดเร็วเกินไปก็อาจเสี่ยงต่อการดื้อยา (สร้างแอนติบอดี) แต่ถ้าฉีดช้าเกินไป กล้ามเนื้อก็จะฟื้นตัวกลับสู่สภาพเดิมจนไม่ได้รับประโยชน์จากการสะสมผลลัพธ์ครับ นี่คือเบื้องหลังทางการแพทย์ที่ทำให้รอบ "ทุก ๆ 6 เดือน" เป็นรอบที่เหมาะสมที่สุดครับ
ฝ่อตัว*: สภาวะที่กล้ามเนื้อที่ไม่ได้ใช้งานมีขนาดและกำลังลดลงชั่วคราว หากกลับมาใช้งานอีกครั้งก็จะฟื้นตัวกลับมาได้ครับ
วิธีดูแลตัวเองเพื่อให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้น
ห้ามนวดหน้า: ภายใน 24~48 ชั่วโมงแรกหลังฉีด ไม่ควรนวดหรือถูบริเวณที่ฉีดแรง ๆ ครับ เพราะอาจทำให้ตัวยากระจายไปยังบริเวณอื่นที่เราไม่ต้องการได้
งดออกกำลังกายหนัก: อัตราการไหลเวียนของเลือดที่เร็วขึ้นอาจทำให้ตัวยาสลายตัวเร็วขึ้น แนะนำให้พักผ่อนสบาย ๆ ในวันแรกที่ฉีดจะดีที่สุดครับ
งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: การดื่มแอลกอฮอล์ทั้งก่อนและหลังทำหัตถการจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดรอยช้ำและทำให้ร่างกายฟื้นตัวช้าลงครับ
คำถามที่พบบ่อย
Q. รู้สึกว่าโบท็อกซ์หมดฤทธิ์เร็วมากเลยครับ ควรทำอย่างไรดี?
แนะนำให้เช็กก่อนครับว่าปริมาณยูนิตที่ได้รับเพียงพอหรือไม่ หากยูนิตถูกต้องแล้ว สาเหตุอาจมาจากสรีระส่วนตัวที่มีระบบเผาผลาญเร็ว หรือการขยับกล้ามเนื้อบริเวณนั้นบ่อยเกินไปครับ เบื้องต้นสามารถปรึกษาคุณหมอเพื่อลองเพิ่มยูนิตขึ้นเล็กน้อย หรือปรับระยะห่างในการฉีดให้ถี่ขึ้นดูได้ครับ
Q. สามารถฉีดซ้ำก่อนที่โบท็อกซ์รอบเก่าจะหมดฤทธิ์ได้ไหมคะ?
ทำได้ครับ การฉีดก่อนที่ยาจะหมดฤทธิ์โดยสมบูรณ์จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์การคงสภาพที่ต่อเนื่องดีขึ้นครับ อย่างไรก็ตาม หากฉีดถี่เกินไปก็อาจเสี่ยงต่อการดื้อยาได้ ดังนั้นควรปรึกษาเรื่องระยะเวลากับคุณหมอผู้เชี่ยวชาญก่อนนะครับ
Q. หากเกิดอาการดื้อยาขึ้นมาจะเป็นอย่างไรครับ?
หากระบบภูมิคุ้มกันสร้างแอนติบอดีขึ้นมาต่อต้านท็อกซิน ผลลัพธ์จากการฉีดจะลดลงหรือแทบไม่เห็นผลเลยครับ ในกรณีนี้ คุณหมออาจแนะนำให้เปลี่ยนไปใช้ท็อกซินประเภทอื่น หรือแนะนำให้พักการฉีดไปเลยระยะหนึ่งครับ
บทความน่าอ่านเพิ่มเติม

ผิว
รวมบทความทั้งหมดจากบล็อก Beautystone — เลือกดูตามหมวดหมู่ได้ง่ายๆ ในลิงก์เดียว
รวมบทความทั้งหมดจากบล็อกของ Beautystone Clinic ไว้ให้คุณแล้วแยกตามหมวดหมู่! เลือกอ่านเรื่องที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นยกกระชับ เลเซอร์ขน บอดี้ หรือ skin booster ได้ง่ายๆ ในหน้าเดียว

ยกกระชับ
หลังทำ Sofwave คลำเจอก้อนแข็ง ผิดปกติหรือเปล่า?
คลำเจอก้อนแข็งใต้ผิวหลังทำ Sofwave ไม่ได้แปลว่าผิดปกติเสมอไป มาดูสาเหตุ ระยะเวลาที่ก้อนมักนิ่มลง วิธีดูแลระหว่างรอ และสัญญาณที่ควรกลับไปพบแพทย์

ผิว
ผิวเพิ่งไหม้แดด ทำเลเซอร์ฝ้ากระได้เลยไหม รอนานแค่ไหน?
ผิวที่เพิ่งโดนแดดจัดเปลี่ยนจุดที่พลังงานเลเซอร์ลงไปทำงาน มาดูว่าควรรอนานแค่ไหนก่อนทำเลเซอร์ฝ้ากระ ทำไมต้องรอ และดูยังไงว่าผิวพร้อมแล้ว

ลบรอยสัก
กำลังลบตาตูด้วย Pico laser อยู่ค่ะ แต่ตรงส่วนที่เป็นสีเนื้อกลับคล้ำลงกว่าเดิม เป็นเพราะหมึกสีขาวหรือเปล่าคะ?
อธิบายถึงสิ่งที่คุณต้องเช็คและข้อมูลที่ต้องเตรียมไว้ปรึกษาในการรักษาเซสชันถัดไป เมื่อพยายามลบรอยสักแบบ cover-up แล้วกลับพบว่าสีผิวกลับเข้มขึ้นกว่าเดิม

ผิว
หลังจากทำ Thermage แล้ว สามารถกลับไปเข้าซาวน่า สปาร้อน หรือออกกำลังกายได้ตั้งแต่วันไหนคะ?
เราได้อธิบายรายละเอียดอย่างเจาะลึก โดยแบ่งออกเป็นสองส่วน คือกระบวนการฟื้นฟูผิวที่เกิดขึ้นในชั้นผิวแท้ทันทีหลังทำ Thermage และกระบวนการที่การกระตุ้นด้วยความร้อนทำให้เกิดรอยแดงเป็นเวลานานค่ะ

ผิว
ต่อขนตาอยู่ทำหัตถการรอบดวงตาได้ไหม ถอดเมื่อไหร่ดี
ต่อขนตาอยู่จะทำ HIFU ยกกระชับ สกินบูสเตอร์ หรือเลเซอร์รอบดวงตาได้ไหม มาดูว่าหัตถการไหนต้องถอดขนตาออกก่อน และควรต่อใหม่เมื่อไหร่ดีค่ะ



