
เหตุผลจริงที่คนวัย 30 กว่า ๆ กว่าครึ่งเลือกทำ Juvelook แค่ 3 ครั้งแล้วจบ
เหตุผลจริงที่คนวัย 30 กว่า ๆ กว่าครึ่งเลือกทำ Juvelook แค่ 3 ครั้งแล้วจบ
เหตุผลจริงที่คนวัย 30 กว่า ๆ กว่าครึ่งเลือกทำ Juvelook แค่ 3 ครั้งแล้วจบ
หากเริ่มทำ Juvelook ในวัย 30 กว่า ๆ จะเห็นผลเร็วกว่าในวัย 40 กว่า ๆ ประมาณ 1.5 เท่า ทั้งที่ปริมาณอนุภาคเท่ากัน ทำไมถึงต่างกันล่ะ มาดูเป็นกรณีที่ทำเพียง 3 ครั้งก็เพียงพอ และกรณีที่ยังไม่พอ
![[30대 쥬베룩] 아직 처지지도 않았는데 시작해도 될까? 비용·유지기간·부작용 팩트체크](https://framerusercontent.com/images/ocJyyMxPctns1fWLJVpKYEvOVGM.jpg)
จูเบลุควัย 30+,
คนที่จบแค่ 3 ครั้ง
มีมากกว่าครึ่ง เพราะอะไรจริงๆ
โปรดตรวจสอบก่อนอ่าน
Q. คนวัย 30+ ต้องรับครบ 4 ครั้งเต็มคอร์สเลยไหม?
A. ไม่ใช่ค่ะ มากกว่าครึ่งพอใจและหยุดที่ครั้งที่ 3
เพราะความสามารถในการสร้างคอลลาเจนยังคงดีอยู่
คอลลาเจนยังสร้างได้อยู่ค่ะ
Q. แล้วทำไมทั้งที่ปริมาณอนุภาคเท่ากัน
แต่ผลลัพธ์ต่างจากวัย 40+ คะ?
A. แม้อนุภาคจะเข้าไปแล้ว
สิ่งที่เปลี่ยนมันให้เป็นคอลลาเจนคือ
เซลล์ผิวของตัวคุณเองค่ะ
เซลล์เหล่านั้นในวัย 30+ ยังทำงานได้ดีอยู่

ไม่ต้องฉีดครบ 4 ครั้งก็ได้,
มีคนแบบนี้เยอะกว่าที่คิด
Juvelook คือการนำอนุภาค PDLLA (โพลีดีแอลแลกติกแอซิด)
เข้าไปในชั้นหนังแท้ เพื่อกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนของตัวเอง
ถือเป็นคอลลาเจนบูสเตอร์ค่ะ
ถ้า Rejuran ให้สัญญาณการฟื้นฟูเซลล์ด้วย PN
Juvelook ก็คือให้ตัวอนุภาคค่อยๆ สลายตัวลง
แล้วคอลลาเจนก็จะค่อยๆ เติมเต็มในตำแหน่งนั้น
เป็นวิธีการแบบนี้ค่ะ

เรื่องที่ว่าฉีดจูเบลุคยิ่งบ่อยยิ่งดี,
จริงๆ อาจตรงกันข้ามเลย
ประเด็นสำคัญของบทความนี้
วัย 30+ หลายกรณีแค่ Juvelook 3 ครั้งก็เพียงพอค่ะ
เพราะความสามารถในการสร้างคอลลาเจนยังดีอยู่
ด้วยปริมาณอนุภาคเท่ากัน
ผลลัพธ์มักออกมาดีกว่าวัย 40+ ถึง 1.5 เท่า
ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไร
ก็ยิ่งใช้ปริมาณน้อยแต่เห็นผลมาก
เรื่องที่ว่า “คอลลาเจนบูสเตอร์ ยิ่งฉีดเยอะยิ่งดี”
คงเคยได้ยินกันมาบ้างนะคะ
แต่สำหรับคนวัย 30+ เรื่องนี้กลับ
ทำงานตรงกันข้ามอยู่ไม่น้อย
เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟังว่าทำไมค่ะ
อนุภาค PDLLA ที่อยู่ใน Juvelook เองนั้น
ไม่ได้สร้างวอลุ่มขึ้นมาด้วยตัวมันเอง
เมื่ออนุภาคเข้าไปอยู่ในชั้นหนังแท้ ไฟโบรบลาสต์ของเรา
จะห่อหุ้มมันไว้และสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา
หัวใจของผลลัพธ์จึงไม่ใช่ปริมาณอนุภาคที่ฉีดเข้าไป
แต่เป็นว่าไฟโบรบลาสต์ของผิวเรา
ทำงานได้ดีแค่ไหน
และความกระฉับกระเฉงของไฟโบรบลาสต์นี้
จะลดลงค่อนข้างชันตั้งแต่ช่วงกลางวัย 30+
ความต่างที่ผมเห็นจากเคสจริงเป็นแบบนี้ค่ะ
แม้ฉีด 1 ไวอัลในความลึกเท่ากันก็ตาม,
คนวัยต้นถึงกลาง 30+ จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของ
สีผิวและความกระชับเร็วกว่า วัย 40+ ราว 1.5 เท่า
อัตราคนที่ส่องกระจกในครั้งที่ 2 แล้วพูดว่า
“อ๋อ ดูต่างไปนะ”
ในวัย 30+ อยู่ประมาณครึ่งหนึ่ง
ส่วนวัย 40+ ปลายๆ อยู่ราว 1/4 ค่ะ
เคสของลูกค้าวัย 28 ปีที่กลับมาพบเมื่อเดือนก่อน
ก็เป็นแบบนี้เป๊ะเลยค่ะ
ประมาณ 1 ปีก่อนเธอมาครั้งแรก
และรับที่แก้ม-ร่องแก้มไป 3 ครั้ง
พอจบครั้งที่ 3 ก็พูดว่า “แค่นี้พอแล้ว”
แล้วหยุดไปค่ะ
พอครบ 1 ปีที่กลับมา ผิวสัมผัสและความกระชับกลับ
ยังคงเกือบเหมือนสภาพหลังทำครั้งที่ 3 ในปีที่แล้ว
เลยค่ะ
ครั้งนี้เราไม่ได้ตั้งใจจะฉีดให้ครบ 4 ครั้ง
แต่บอกว่า “ปีละครั้ง ใส่แค่ 1 ไวอัลก็พอค่ะ” แล้ว
เปลี่ยนเป็นโหมดคงสภาพแทน
นี่คือกลยุทธ์ที่ทำได้เฉพาะในวัย 30+ เท่านั้นค่ะ
พอเกินวัยกลาง 40+ ไปแล้ว
คอลลาเจนที่สร้างจาก 3 ครั้งจะอยู่ไม่ถึง 1 ปี
เพราะความเร็วในการสลายคอลลาเจนเดิม
เร็วกว่าความเร็วในการสร้างใหม่
สรุปประเด็นสำคัญโดยคุณหมอวียองจิน
วัย 30+ คือ “ช่วงเวลาทองด้านความคุ้มค่า” ของ Juvelook ค่ะ
ใช้ปริมาณเท่าเดิม
แต่ได้ผลมากกว่าและอยู่ได้นานกว่า
แทนที่จะฝืนฉีดให้ครบ 4 ครั้งแบบเต็มคอร์ส,
ทำแค่ 3 ครั้งให้เกิดผลก่อน
แล้วคงสภาพด้วยการเติมปีละ 1 ครั้ง
ถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่ฉลาดกว่า

แม้ในวัย 30+ เองก็ยังต่างกัน,
ดูว่าคุณอยู่กลุ่มไหน
“แล้วฉันควรแค่ 3 ครั้ง หรือ
ต้องไปถึง 4 ครั้งดีคะ?”
นี่คือคำถามที่คนวัย 30+
ถามบ่อยที่สุดเลยค่ะ
ประเภท | จำนวนครั้งที่แนะนำ | กลยุทธ์การคงผล |
ต้นวัย 30+ · ความยืดหยุ่นผิวดี | 2~3 ครั้ง | คงสภาพปีละ 1 ครั้ง |
กลางวัย 30+ · เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของผิว | 3 ครั้ง | คงสภาพทุก 8~10 เดือน 1 ครั้ง |
ปลายวัย 30+ · เริ่มยุบ | 3~4 ครั้ง | คงสภาพทุก 6~8 เดือน 1 ครั้ง |
ภาวะภูมิคุ้มกันตนเอง·แนวโน้มคีลอยด์ | ไม่แนะนำ | ปรึกษาทางเลือกอื่น |
ไม่ได้หมายความว่าคนวัย 30+ ทุกคนจะทำได้ค่ะ
ถ้ามีโรคภูมิคุ้มกันตนเองหรือมีแนวโน้มคีลอยด์,
หรือมีการอักเสบเรื้อรังบริเวณที่จะทำหัตถการ
ก็ไม่แนะนำ Juvelook เลย
เพราะปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันต่ออนุภาคอาจ
รุนแรงกว่าที่คาดไว้
และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดก้อน
ถ้าเกิดก้อนขึ้น การดูแลเบื้องต้น
ก็ควรรู้ไว้ล่วงหน้าจะดีกว่าค่ะ
ระยะแรกจะใช้การนวดช่วยคลายเป็นการตอบสนองขั้นแรก,
ถ้า 2~3 สัปดาห์แล้วยังไม่ดีขึ้น
ก็ใช้สเตียรอยด์ขนาดต่ำ
ฉีดเฉพาะที่เพื่อลดลงค่ะ
พูดตรงๆ คือในวัย 30+
ถ้าเลือกเคสให้เหมาะกับข้อบ่งชี้แล้วทำ
แทบไม่เคยเห็นกรณีที่ต้องกรีดหรือผ่าออกเลย
3 เรื่องที่คนวัย 30+ ถามบ่อยที่สุด
ในห้องตรวจ
Q1. ยังไม่ได้หย่อนเลย
เริ่มตอนนี้เร็วเกินไปไหม?
A. Juvelook ไม่ใช่หัตถการยกผิวที่หย่อนให้ตึงขึ้น
แต่เป็นการกระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนใหม่ค่ะ
ดังนั้นการเริ่มก่อนที่จะหย่อน
กลับเป็นแนวทางที่ถูกต้องที่สุด
ถ้าทำไว้สัก 2 ครั้งในช่วงต้นวัย 30+
จะเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าคนที่มาทำ 4 ครั้งทีหลัง
และสภาพผิวก็ดีกว่าด้วยค่ะ
Q2. ถ้าเทียบวัย 30+ ค่าใช้จ่ายต่อครั้ง
แล้วระยะคงผลล่ะคะ?
A. ขึ้นอยู่กับบริเวณและจำนวนไวอัลค่อนข้างมากค่ะ
แต่ถ้าคนวัย 30+ ทำเป็นคอร์ส 3 ครั้ง,
ค่าใช้จ่ายสะสมจะน้อยกว่าวัย 40+
ประมาณ 25~30%
ระยะคงผลหลังทำครั้งสุดท้ายจะอยู่ที่ประมาณ
8~12 เดือน
และถ้าระหว่างนั้นเติมทีละ 1 ไวอัล
ช่วงเวลาก็จะยืดออกไปอีกค่ะ
Q3. ผลข้างเคียงในวัย 30+ ก็เกิดเหมือนกันไหม?
A. ความถี่ในวัย 30+ จะน้อยกว่า
แต่ขั้นตอนการดูแลเหมือนกันค่ะ
รอยช้ำมักหายภายใน 2~3 วัน
ถ้าเป็นก้อนจะไล่ขั้นจากการนวด → สเตียรอยด์
มีอีกเรื่องที่อยากย้ำไว้ค่ะ
หลังทำหนึ่งสัปดาห์ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก
และซาวน่า
ถ้าให้เอาไปแค่ข้อเดียววันนี้
— วัย 30+ ควรใช้ Juvelook แบบ “เริ่มเร็ว, ใช้น้อย” ไม่ใช่
“ฉีดเยอะ” แบบนั้นถึงจะคุ้มที่สุดค่ะ
บทความถัดไป
'ระหว่างการฉีดจูเบลุคครั้งแรกกับครั้งที่สอง,
4 สัปดาห์หรือ 6 สัปดาห์ดีกว่ากัน' จะมาอธิบายให้ฟังค่ะ
ขอแนะนำโดย วี ยองจินค่ะ
อ่านเพิ่มเติม
![[30대 쥬베룩] 아직 처지지도 않았는데 시작해도 될까? 비용·유지기간·부작용 팩트체크](https://framerusercontent.com/images/ocJyyMxPctns1fWLJVpKYEvOVGM.jpg)
จูเบลุควัย 30+,
คนที่จบแค่ 3 ครั้ง
มีมากกว่าครึ่ง เพราะอะไรจริงๆ
โปรดตรวจสอบก่อนอ่าน
Q. คนวัย 30+ ต้องรับครบ 4 ครั้งเต็มคอร์สเลยไหม?
A. ไม่ใช่ค่ะ มากกว่าครึ่งพอใจและหยุดที่ครั้งที่ 3
เพราะความสามารถในการสร้างคอลลาเจนยังคงดีอยู่
คอลลาเจนยังสร้างได้อยู่ค่ะ
Q. แล้วทำไมทั้งที่ปริมาณอนุภาคเท่ากัน
แต่ผลลัพธ์ต่างจากวัย 40+ คะ?
A. แม้อนุภาคจะเข้าไปแล้ว
สิ่งที่เปลี่ยนมันให้เป็นคอลลาเจนคือ
เซลล์ผิวของตัวคุณเองค่ะ
เซลล์เหล่านั้นในวัย 30+ ยังทำงานได้ดีอยู่

ไม่ต้องฉีดครบ 4 ครั้งก็ได้,
มีคนแบบนี้เยอะกว่าที่คิด
Juvelook คือการนำอนุภาค PDLLA (โพลีดีแอลแลกติกแอซิด)
เข้าไปในชั้นหนังแท้ เพื่อกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนของตัวเอง
ถือเป็นคอลลาเจนบูสเตอร์ค่ะ
ถ้า Rejuran ให้สัญญาณการฟื้นฟูเซลล์ด้วย PN
Juvelook ก็คือให้ตัวอนุภาคค่อยๆ สลายตัวลง
แล้วคอลลาเจนก็จะค่อยๆ เติมเต็มในตำแหน่งนั้น
เป็นวิธีการแบบนี้ค่ะ

เรื่องที่ว่าฉีดจูเบลุคยิ่งบ่อยยิ่งดี,
จริงๆ อาจตรงกันข้ามเลย
ประเด็นสำคัญของบทความนี้
วัย 30+ หลายกรณีแค่ Juvelook 3 ครั้งก็เพียงพอค่ะ
เพราะความสามารถในการสร้างคอลลาเจนยังดีอยู่
ด้วยปริมาณอนุภาคเท่ากัน
ผลลัพธ์มักออกมาดีกว่าวัย 40+ ถึง 1.5 เท่า
ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไร
ก็ยิ่งใช้ปริมาณน้อยแต่เห็นผลมาก
เรื่องที่ว่า “คอลลาเจนบูสเตอร์ ยิ่งฉีดเยอะยิ่งดี”
คงเคยได้ยินกันมาบ้างนะคะ
แต่สำหรับคนวัย 30+ เรื่องนี้กลับ
ทำงานตรงกันข้ามอยู่ไม่น้อย
เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟังว่าทำไมค่ะ
อนุภาค PDLLA ที่อยู่ใน Juvelook เองนั้น
ไม่ได้สร้างวอลุ่มขึ้นมาด้วยตัวมันเอง
เมื่ออนุภาคเข้าไปอยู่ในชั้นหนังแท้ ไฟโบรบลาสต์ของเรา
จะห่อหุ้มมันไว้และสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา
หัวใจของผลลัพธ์จึงไม่ใช่ปริมาณอนุภาคที่ฉีดเข้าไป
แต่เป็นว่าไฟโบรบลาสต์ของผิวเรา
ทำงานได้ดีแค่ไหน
และความกระฉับกระเฉงของไฟโบรบลาสต์นี้
จะลดลงค่อนข้างชันตั้งแต่ช่วงกลางวัย 30+
ความต่างที่ผมเห็นจากเคสจริงเป็นแบบนี้ค่ะ
แม้ฉีด 1 ไวอัลในความลึกเท่ากันก็ตาม,
คนวัยต้นถึงกลาง 30+ จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของ
สีผิวและความกระชับเร็วกว่า วัย 40+ ราว 1.5 เท่า
อัตราคนที่ส่องกระจกในครั้งที่ 2 แล้วพูดว่า
“อ๋อ ดูต่างไปนะ”
ในวัย 30+ อยู่ประมาณครึ่งหนึ่ง
ส่วนวัย 40+ ปลายๆ อยู่ราว 1/4 ค่ะ
เคสของลูกค้าวัย 28 ปีที่กลับมาพบเมื่อเดือนก่อน
ก็เป็นแบบนี้เป๊ะเลยค่ะ
ประมาณ 1 ปีก่อนเธอมาครั้งแรก
และรับที่แก้ม-ร่องแก้มไป 3 ครั้ง
พอจบครั้งที่ 3 ก็พูดว่า “แค่นี้พอแล้ว”
แล้วหยุดไปค่ะ
พอครบ 1 ปีที่กลับมา ผิวสัมผัสและความกระชับกลับ
ยังคงเกือบเหมือนสภาพหลังทำครั้งที่ 3 ในปีที่แล้ว
เลยค่ะ
ครั้งนี้เราไม่ได้ตั้งใจจะฉีดให้ครบ 4 ครั้ง
แต่บอกว่า “ปีละครั้ง ใส่แค่ 1 ไวอัลก็พอค่ะ” แล้ว
เปลี่ยนเป็นโหมดคงสภาพแทน
นี่คือกลยุทธ์ที่ทำได้เฉพาะในวัย 30+ เท่านั้นค่ะ
พอเกินวัยกลาง 40+ ไปแล้ว
คอลลาเจนที่สร้างจาก 3 ครั้งจะอยู่ไม่ถึง 1 ปี
เพราะความเร็วในการสลายคอลลาเจนเดิม
เร็วกว่าความเร็วในการสร้างใหม่
สรุปประเด็นสำคัญโดยคุณหมอวียองจิน
วัย 30+ คือ “ช่วงเวลาทองด้านความคุ้มค่า” ของ Juvelook ค่ะ
ใช้ปริมาณเท่าเดิม
แต่ได้ผลมากกว่าและอยู่ได้นานกว่า
แทนที่จะฝืนฉีดให้ครบ 4 ครั้งแบบเต็มคอร์ส,
ทำแค่ 3 ครั้งให้เกิดผลก่อน
แล้วคงสภาพด้วยการเติมปีละ 1 ครั้ง
ถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่ฉลาดกว่า

แม้ในวัย 30+ เองก็ยังต่างกัน,
ดูว่าคุณอยู่กลุ่มไหน
“แล้วฉันควรแค่ 3 ครั้ง หรือ
ต้องไปถึง 4 ครั้งดีคะ?”
นี่คือคำถามที่คนวัย 30+
ถามบ่อยที่สุดเลยค่ะ
ประเภท | จำนวนครั้งที่แนะนำ | กลยุทธ์การคงผล |
ต้นวัย 30+ · ความยืดหยุ่นผิวดี | 2~3 ครั้ง | คงสภาพปีละ 1 ครั้ง |
กลางวัย 30+ · เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของผิว | 3 ครั้ง | คงสภาพทุก 8~10 เดือน 1 ครั้ง |
ปลายวัย 30+ · เริ่มยุบ | 3~4 ครั้ง | คงสภาพทุก 6~8 เดือน 1 ครั้ง |
ภาวะภูมิคุ้มกันตนเอง·แนวโน้มคีลอยด์ | ไม่แนะนำ | ปรึกษาทางเลือกอื่น |
ไม่ได้หมายความว่าคนวัย 30+ ทุกคนจะทำได้ค่ะ
ถ้ามีโรคภูมิคุ้มกันตนเองหรือมีแนวโน้มคีลอยด์,
หรือมีการอักเสบเรื้อรังบริเวณที่จะทำหัตถการ
ก็ไม่แนะนำ Juvelook เลย
เพราะปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันต่ออนุภาคอาจ
รุนแรงกว่าที่คาดไว้
และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดก้อน
ถ้าเกิดก้อนขึ้น การดูแลเบื้องต้น
ก็ควรรู้ไว้ล่วงหน้าจะดีกว่าค่ะ
ระยะแรกจะใช้การนวดช่วยคลายเป็นการตอบสนองขั้นแรก,
ถ้า 2~3 สัปดาห์แล้วยังไม่ดีขึ้น
ก็ใช้สเตียรอยด์ขนาดต่ำ
ฉีดเฉพาะที่เพื่อลดลงค่ะ
พูดตรงๆ คือในวัย 30+
ถ้าเลือกเคสให้เหมาะกับข้อบ่งชี้แล้วทำ
แทบไม่เคยเห็นกรณีที่ต้องกรีดหรือผ่าออกเลย
3 เรื่องที่คนวัย 30+ ถามบ่อยที่สุด
ในห้องตรวจ
Q1. ยังไม่ได้หย่อนเลย
เริ่มตอนนี้เร็วเกินไปไหม?
A. Juvelook ไม่ใช่หัตถการยกผิวที่หย่อนให้ตึงขึ้น
แต่เป็นการกระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนใหม่ค่ะ
ดังนั้นการเริ่มก่อนที่จะหย่อน
กลับเป็นแนวทางที่ถูกต้องที่สุด
ถ้าทำไว้สัก 2 ครั้งในช่วงต้นวัย 30+
จะเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าคนที่มาทำ 4 ครั้งทีหลัง
และสภาพผิวก็ดีกว่าด้วยค่ะ
Q2. ถ้าเทียบวัย 30+ ค่าใช้จ่ายต่อครั้ง
แล้วระยะคงผลล่ะคะ?
A. ขึ้นอยู่กับบริเวณและจำนวนไวอัลค่อนข้างมากค่ะ
แต่ถ้าคนวัย 30+ ทำเป็นคอร์ส 3 ครั้ง,
ค่าใช้จ่ายสะสมจะน้อยกว่าวัย 40+
ประมาณ 25~30%
ระยะคงผลหลังทำครั้งสุดท้ายจะอยู่ที่ประมาณ
8~12 เดือน
และถ้าระหว่างนั้นเติมทีละ 1 ไวอัล
ช่วงเวลาก็จะยืดออกไปอีกค่ะ
Q3. ผลข้างเคียงในวัย 30+ ก็เกิดเหมือนกันไหม?
A. ความถี่ในวัย 30+ จะน้อยกว่า
แต่ขั้นตอนการดูแลเหมือนกันค่ะ
รอยช้ำมักหายภายใน 2~3 วัน
ถ้าเป็นก้อนจะไล่ขั้นจากการนวด → สเตียรอยด์
มีอีกเรื่องที่อยากย้ำไว้ค่ะ
หลังทำหนึ่งสัปดาห์ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก
และซาวน่า
ถ้าให้เอาไปแค่ข้อเดียววันนี้
— วัย 30+ ควรใช้ Juvelook แบบ “เริ่มเร็ว, ใช้น้อย” ไม่ใช่
“ฉีดเยอะ” แบบนั้นถึงจะคุ้มที่สุดค่ะ
บทความถัดไป
'ระหว่างการฉีดจูเบลุคครั้งแรกกับครั้งที่สอง,
4 สัปดาห์หรือ 6 สัปดาห์ดีกว่ากัน' จะมาอธิบายให้ฟังค่ะ
ขอแนะนำโดย วี ยองจินค่ะ
อ่านเพิ่มเติม
บทความแนะนำ
บทความแนะนำ
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

กำจัดขน
คำว่าเลเซอร์กำจัดขนถาวร พอเห็นคนที่กลับมากันอีกหลัง 1 ปี ก็แล้วแต่มุมมองกันเลย
คำว่าเลเซอร์กำจัดขนแบบถาวร จะถือว่าเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อผ่านไป 1–2 ปีแล้วขนยังไม่ขึ้นอีก ตั้งแต่หลักการที่ใช้เผาเซลล์ต้นกำเนิดของรูขุมขน ไปจนถึงจำนวนครั้งและผลข้างเคียง

ลบรอยสัก
จำนวนครั้งในการกำจัดรอยสัก, เปรียบเทียบความลึกของหมึกระหว่างการรีทัชกับการทำครั้งเดียว
เหตุผลที่การลบรอยสักต้องใช้จำนวนครั้งนานกว่าที่คาดไว้ คำตอบอยู่ที่ว่ามีการรีทัชหรือไม่ เพราะมันก็เหมือนกับเอาเค้กอีกชั้นมาวางซ้อนบนเค้กนั่นเอง

ยกกระชับ
เทอร์มาจ vs อัลเทอร่า: เหตุผลที่คนวัย 30 และ 40 ควรเลือกต่างกัน
เทอร์มาจ vs อัลเทอร่า ได้ยินมาว่าต้องทำทั้งสองอย่างใช่ไหม? ความกระชับที่ลดลงในวัย 30 กับความหย่อนคล้อยในวัย 40 มีจุดเริ่มต้นที่ต่างกัน เดี๋ยวเราอธิบายให้เข้าใจตั้งแต่ความลึกที่แตกต่างกันของ RF และ HIFU

ยกกระชับ
ต้องทำอัลเทอร่าบริเวณกรอบหน้ากี่ครั้ง — เรื่องจุดเปลี่ยน 300 ช็อต
อัลเทอร่าแนวกรามควรทำกี่ครั้งถึงจะเหมาะกันแน่ ความเชื่อที่ว่าจำนวนช็อตยิ่งมากยิ่งดีนั้น จริงๆ แล้ว 300 ช็อตคือจุดเปลี่ยนสำคัญ หากเกิน 500 ช็อต ความเจ็บก็จะเพิ่มขึ้นเท่านั้น
![[คอลัมน์ วียองจิน] หากหลังเลเซอร์กำจัดขนแล้วรักแร้กลับคล้ำขึ้น? ความย้อนแย้งของเลเซอร์ 755nm](https://framerusercontent.com/images/dAMLPxjkmTXEJ7vv8Ax4rmg74c.jpg?width=1080&height=1080)
กำจัดขน
ผลข้างเคียงจากการกำจัดขน อย่าเชื่อคำพูดที่ว่า '755nm ปลอดภัยกว่า' แบบตรงตัว
สรุปว่าทำไมหลังเลเซอร์กำจัดขนจึงเกิดแผลไหม้ รูขุมขนอักเสบ และรอยดำหลังการอักเสบ เหตุผลที่แสง 1064nm ปลอดภัยกว่าสำหรับผิวคนเกาหลี รวมถึงแนวทางดูแลเรื่องรังสียูวีในช่วงฤดูร้อนด้วย
![[คอลัมน์ วี ยองจิน] ผลลัพธ์ Juvelook: ทำไมใบหน้าที่ดูอิ่มฟูหลังทำทันทีถึงยุบแฟบลงภายใน 2 สัปดาห์](https://framerusercontent.com/images/MciXXHO5k5lYnpU2dYcWUAUIUxo.jpg?width=1080&height=1080)
โครงหน้า&วอลลุ่ม
ผลลัพธ์ของ Juvelook: ปริมาตรหลังทำทันที 3/4 แท้จริงแล้วคืออาการบวม
ผลลัพธ์ของจูวีลุก (Juvelook) หลังทำทันที ปริมาตรที่เห็นทั้งหมดเป็นคอลลาเจนจริงไหม? จริงแค่ 1/4 เท่านั้น ส่วนที่เหลือคืออาการบวม สรุปไทม์ไลน์ตามแต่ละรอบและเหตุผลที่ความรู้สึกเห็นผลต่างกัน



![[บิวตี้สโตน] อยากไม่ให้การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาคล้ำล้มเหลวใช่ไหม? "ความละเอียดที่ระดับ 0.3cc เปลี่ยนผลลัพธ์ได้"](https://framerusercontent.com/images/F4Q84TUWgjbZJV6MNheLnWHnaw.jpg?width=1080&height=1080)
