เริ่มจูวีลุคตอน 30 เห็นผลเร็วกว่า 40 ราว 1.5 เท่า แม้อนุภาคเท่ากัน ทำไม? มาดูเคสจบใน 3 ครั้งกัน
![[จูเวลุควัย 30] ยังไม่หย่อนคล้อยเลย เริ่มทำได้ไหม? ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องค่าใช้จ่าย ระยะเวลาคงผล และผลข้างเคียง](https://framerusercontent.com/images/ocJyyMxPctns1fWLJVpKYEvOVGM.jpg)
สิ่งที่ควรรู้ก่อนอ่านนะครับ
Q. อายุ 30 กว่าก็ต้องการคอร์สเต็ม 4 ครั้งเหมือนกันไหมคะ?
A. ไม่จำเป็นเลยครับ เกินครึ่งมักจะพึงพอใจ
และหยุดทำตั้งแต่ครั้งที่ 3 แล้วครับ
เนื่องจากความสามารถในการสร้างคอลลาเจนของผิวพวกเรายังทำงานได้ดีอยู่นั่นเองครับ
Q. งั้นทำไมปริมาณโมเลกุลที่ฉีดเข้าไปเท่ากัน
แต่ผลลัพธ์ถึงได้ต่างกับคนวัย 40 ล่ะครับ?
A. เพราะต่อให้เราฉีดโมเลกุลเข้าไป
แต่สิ่งที่จะช่วยเปลี่ยนโมเลกุลเหล่านั้นให้กลายเป็นคอลลาเจน
ก็คือเซลล์ผิวของเราเองครับ
ซึ่งสำหรับคนวัย 30 เซลล์ผิวเหล่านี้ยังทำงานได้อย่างแข็งขันครับ

หลายคนอาจจะไม่จำเป็นต้องฉีดครบ 4 ครั้งเสมอไปนะครับ
มีแบบนี้เยอะกว่าที่คิดครับ
จูวีลุค คือ คอลลาเจน skin booster
ที่จะพานุภาค PDLLA (Poly-D, L-Lactic Acid) เข้าสู่ชั้นผิวแท้
เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนของตัวเราเองครับ
หาก รีจูรัน ใช้ PN
ในการส่งสัญญาณให้เซลล์ฟื้นฟูตัวเองแล้วล่ะก็
จูวีลุค จะเป็นวิธีการที่ตัวอนุภาคจะค่อยๆ สลายตัวไป
แล้วกระตุ้นให้คอลลาเจนใหม่เข้ามาเติมเต็มในจุดนั้นแทนครับ

ที่ว่ายิ่งฉีด จูวีลุค บ่อยยิ่งดียั้น
จริงๆ แล้วอาจจะตรงกันข้ามเลยนะครับ
ประเด็นสำคัญของบทความนี้
สำหรับวัย 30 การทำ จูวีลุค 3 ครั้งก็ถือว่าเพียงพอแล้วในหลายๆ เคสครับ
เนื่องจากผิวมีความสามารถในการสร้างคอลลาเจนที่ดี
ดังนั้น แม้จะใช้ปริมาณโมเลกุลที่เท่ากัน
แต่ก็ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าคนวัย 40 ถึง 1.5 เท่าเลยครับ
ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่
ก็ยิ่งได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนโดยใช้ปริมาณที่น้อยกว่าครับ
หลายคนน่าจะเคยผ่านตาเรื่องที่ว่า "คอลลาเจน skin booster ยิ่งฉีดยิ่งดี" กันมาบ้างนะครับ
แต่สำหรับคนวัย 30 นั้นค่อนข้างพบบ่อยเลยครับ
ที่ผลลัพธ์กลับทำงานตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
มาฟังกันครับว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น
โมเลกุล PDLLA ใน จูวีลุค นั้นไม่ได้ทำหน้าที่
สร้างวอลลุ่มขึ้นมาได้ด้วยตัวเองนะครับ
แต่มันเป็นโครงสร้างที่เมื่ออนุภาคเข้าไปอยู่ในชั้นผิวแท้แล้ว เซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ของเรา
จะเข้ามาล้อมรอบอนุภาคนั้น แล้วค่อยๆ สร้างคอลลาเจนใหม่ออกมาครับ
หัวใจสำคัญของผลลัพธ์จึงไม่ใช่ปริมาณโมเลกุลที่ฉีดเข้าไป
แต่เป็นเรื่องที่ว่าไฟโบรบลาสต์ของตนเอง
ทำงานได้ดีแค่ไหนต่างหากครับ
และการทำงานของไฟโบรบลาสต์นี้
จะเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อก้าวเข้าสู่วัย 30 ปีกลางๆ ครับ
นี่คือผลลัพธ์ที่ฉันพบจากการปฏิบัติงานจริงในคลินิกครับ
ต่อให้ฉีด 1 Vial ในระดับความลึกที่เท่ากัน
คนวัย 30 ต้นๆ ถึงกลางๆ จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของโทนสีผิวและความยืดหยุ่น
ได้เร็วกว่าคนช่วงวัย 40 ปลายๆ ถึง 1.5 เท่าเลยครับ
สัดส่วนของคนที่ส่องกระจกในครั้งที่ 2 แล้วพูดว่า
"เอ๊ะ ผิวดูเปลี่ยนไปนะ"
มีประมาณครึ่งหนึ่งในกลุ่มคนอายุ 30
ในขณะที่กลุ่มอายุ 40 ปลายๆ จะมีเพียงแค่ 1 ใน 4 เท่านั้นครับ
เคสของลูกค้าท่านหนึ่งอายุ 28 ปีที่กลับมาหาเราเมื่อเดือนก่อน
ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากครับ
เธอมาครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว เพื่อรับบริการ
บริเวณแก้มและร่องแก้มไป 3 ครั้ง
พอจบครั้งที่ 3 เธอบอกว่า "หน้าได้เท่านี้ก็โอเคแล้วค่ะ"
แล้วเธอก็หยุดทำไป
พอผ่านไป 1 ปี เธอกลับมาอีกครั้ง แต่สภาพผิวและความยืดหยุ่น
ยังคงรักษาไว้ได้ดีเกือบจะเท่ากับตอนหลังทำครั้งที่ 3 ใหม่ๆ เมื่อปีที่แล้วเลยครับ
รอบนี้เราไม่ได้แนะให้เธอทำต่อให้ครบ 4 ครั้งนะครับ
แต่ปรับแผนเป็นเข้าสู่โหมดรักษาผลลัพธ์โดยแนะนำว่า
"งั้นเรามาเติมให้ปีละ 1 Vial พอค่ะ"
ซึ่งนี่เป็นกลยุทธ์การรักษาที่ทำได้เฉพาะในวัย 30 เท่านั้นครับ
เพราะหากเข้าสู่วัย 40 กลางๆ แล้ว
คอลลาเจนที่สร้างจากสปอนเซอร์ 3 ครั้งจะไม่สามารถอยู่ทนได้นานถึง 1 ปีครับ
เนื่องจากอัตราการสลายตัวของคอลลาเจนเดิม
มันเร็วกว่าความเร็วในการสร้างคอลลาเจนตัวใหม่ขึ้นมาครับ
สรุปประเด็นสำคัญโดย หมอวี ยองจิน
วัย 30 คือ "ช่วงเวลาทองคำสุดคุ้มค่า" ในการทำ จูวีลุค ครับ
เพราะในปริมาณที่เท่ากัน
แต่ให้ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าและคงอยู่ได้ยาวนานกว่าครับ
แทนที่จะฝืนฉีดให้ครบหลักสูตร 4 ครั้ง
การฉีดเพียง 3 ครั้งเพื่อสร้างคอลลาเจนไว้ก่อน
แล้วเติมเพื่อรักษาผลลัพธ์ปีละ 1 ครั้ง
ถือเป็นวิธีที่ชาญฉลาดกว่ามากเลยครับ

แม้จะอยู่วัย 30 เหมือนกัน แต่ก็มีความต้องการต่างกันนะครับ
ลองเช็กดูครับว่าตัวเราอยู่ในกลุ่มไหน
"แล้วสรุปหนูทำแค่ 3 ครั้งพอ หรือต้อง
ต่อยาวถึง 4 ครั้งดีคะ?"
นี่คือคำถามที่คนวัย 30
ถามบ่อยที่สุดเลยครับ
ประเภทผิว | จำนวนครั้งที่แนะนำ | กลยุทธ์การรักษาผลลัพธ์ |
วัย 30 ต้นๆ · ความยืดหยุ่นดี | 2~3 ครั้ง | เติมปีละ 1 ครั้งเพื่อคงสภาพ |
วัย 30 กลางๆ · เริ่มสังเกตเห็นผิวเปลี่ยนไป | 3 ครั้ง | เติมทุกๆ 8~10 เดือนครั้ง เพื่อคงสภาพ |
วัย 30 ปลายๆ · เริ่มมีปัญหาผิวหย่อนคล้อย | 3~4 ครั้ง | เติมทุกๆ 6~8 เดือนครั้ง เพื่อคงสภาพ |
ผู้ที่มีภาวะแพ้ภูมิตัวเอง · เป็นคีลอยด์ง่าย | ไม่แนะนำ | แนะปรึกษาทางเลือกอื่นแทน |
ใช่ว่าคนวัย 30 ทุกคนจะทำได้เหมือนกันนะครับ
สำหรับผู้ที่มีโรคแพ้ภูมิตัวเอง ผิวแพ้ง่ายเป็นแผลเป็นคีลอยด์ได้ง่าย
หรือกรณีที่บริเวณที่จะฉีดมีการอักเสบเรื้อรัง
เราจะไม่แนะนำให้ทำ จูวีลุค ครับ
เพราะปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันต่อโมเลกุลสาร
อาจมีความรุนแรงเกินกว่าที่คาดคิด
ส่งผลให้มีความเสี่ยงที่จะเกิดตุ่มไตหรือปุ่มนูน (nodule) ได้สูงครับ
และขั้นตอนแนวทางการรักษาเมื่อเกิดตุ่มไต
ก็เป็นเรื่องที่รู้ติดตัวไว้ก่อนก็จะเป็นประโยชน์มากครับ
ในระยะแรก การนวดเพื่อสลายตัวคือการปฐมพยาบาลด่านแรก
แต่หากเวลาผ่านไป 2~3 สัปดาห์แล้วยังไม่ยุบลง
หมอจะใช้วิธีฉีดสเตียรอยด์ระดับต่ำ
เฉพาะจุดเพื่อช่วยให้ตุ่มยุบตัวตัวลงครับ
แต่เอาเข้าจริงๆ นะครับ หากเลือกทำหัตถการกับคุณหมอที่ประเมินข้อห้ามได้ถูกต้อง
สำหรับวัย 30 ด้วยกันแล้ว
แทบไม่มีเคสไหนที่รุนแรงถึงขั้นต้องผ่าตัดกรีดชิ้นเนื้ออกเลยครับ
3 คำถามยอดฮิตที่คนวัย 30
มักจะถามบ่อยที่สุดในห้องตรวจ
Q1. หนูก็ยังไม่มีริ้วรอยหรือผิวหย่อนคล้อยเลย
เริ่มทำตอนนี้เร็วเกินไปไหมคะ?
A. จูวีลุค ไม่ใช่หัตถการที่ช่วยดึงกระชับหน้าที่หย่อนคล้อยขึ้นมาโดยตรงนะครับ
แต่เป็นหัตถการที่ช่วยสร้างคอลลาเจนตัวใหม่ขึ้นมาครับ
ดังนั้น การเริ่มทำตั้งแต่วันที่ "ผิวยังไม่หย่อนคล้อย"
จึงถือเป็นวิธีการตามสูตรมาตรฐานที่ถูกต้องที่สุดเลยครับ
หากเรามาดูแลผิวไว้สัก 2 ครั้งตั้งแต่ช่วงวัย 30 ต้นๆ
นอกจากจะประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าคนที่มาเริ่มทำตอนอายุเยอะที่ต้องทำถึง 4 ครั้งแล้ว
คุณภาพผิวโดยรวมยังจะดูดีกว่าอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ
Q2. สำหรับคนวัย 30 ราคาประเมินต่อครั้งกับ
ระยะเวลาที่ผลลัพธ์จะอยู่ตัวล่ะครับ?
A. ราคานั้นค่อนข้างมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำและจำนวน Vial ครับ
แต่สรุปสั้นๆ คือ หากคนช่วงวัย 30 เลือกจบคอร์สที่สปอนเซอร์ 3 ครั้ง
ราคาสุทธิที่จ่ายจะเซฟกว่า
ช่วงวัย 40 ประมาณ 25~30% เลยครับ
ส่วนระยะเวลายืนพื้นหลังการทำครั้งสุดท้าย
จะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8~12 เดือนครับ
และหากระหว่างนั้นเราคอยแวะมาเติมครั้งละ 1 Vial
ระยะเวลาผลลัพธ์ก็จะยืดต่อเนื่องยาวออกไปอีกครับ
Q3. โอกาสเกิดผลข้างเคียงในวัย 30 มีเท่าคนวัยอื่นไหม?
A. ในแง่ความห่างแล้ว วัย 30 มีโอกาสเกิดได้น้อยกว่าครับ
แต่ขั้นตอนการรักษาก็เหมือนกันครับ
เช่น หากมีรอยช้ำจะจางหายไปใน 2~3 วันครับ
สำหรับเรื่องของตุ่มไต เราจะใช้วิธีนวดเป็นอันดับแรก ก่อนขยับไปฉีดสเตียรอยด์ครับ
มีอยู่สิ่งหนึ่งที่หมออยากฝากย้ำเตือนไว้เสมอคือ
หลังทำหัตถการเสร็จภายใน 1 สัปดาห์แรก
ขอให้หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักๆ และการเข้าซาวน่าด้วยนะครับ
หากวันนี้จำได้แค่อย่างเดียว
— สำหรับคนวัย 30 แล้ว จุดประสงค์ของการฉีด จูวีลุค ไม่ใช่เรื่อง "จำนวนครั้งที่มากๆ"
แต่เป็นเรื่องของหัวใจที่ว่า "เริ่มทำแต่เนิ่นๆ โดยใช้จำนวนครั้งน้อยกว่า" ถึงจะเป็นดีลที่คุ้มค่ามากที่สุดครับ
ในบทความหน้า
เราจะมาเฉลยกันว่า 'ทำ จูวีลุค ระหว่างเข็มที่หนึ่งกับเข็มที่สอง
เว้นระยะห่าง 4 สัปดาห์ หรือ 6 สัปดาห์แบบไหนจะดีกว่ากันครับ'
ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวจาก หมอวี ยองจิน ครับ
บทความน่าสนใจเพิ่มเติม

ยกกระชับ
ใส่คอนแทคเลนส์หลังทำหัตถการบริเวณตาได้เมื่อไหร่?
หลังทำเลเซอร์หรือลิฟติ้งรอบดวงตา ควรรอนานแค่ไหนก่อนใส่คอนแทคเลนส์อีกครั้ง บทความนี้อธิบายตามช่วงเวลา

กำจัดขน
ย้อมผมหลังทำหัตถการที่ใบหน้า รอกี่วันถึงจะปลอดภัย?
หลังเลเซอร์ ลิฟติ้ง หรือฉีดสาร ควรรอกี่วันก่อนย้อมผม บทความนี้อธิบายแนวทางตามแต่ละหัตถการ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Juvelook Volume กับการเติมวอลลุ่มบริเวณหน้าผาก เหมาะกับใครบ้าง?
Juvelook Volume เติมวอลลุ่มหน้าผากได้ไหม? หลักการ ความต่างจากฟิลเลอร์ และใครเหมาะกับวิธีนี้

ยกกระชับ
Ultherapy Prime ทำครั้งแรกแล้ว ครั้งต่อไปควรทำเมื่อไหร่ดี?
สัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาทำ Ultherapy Prime ซ้ำ ทำเร็วหรือช้าเกินไปต่างกันยังไง อธิบายให้เข้าใจค่ะ

กำจัดขน
กำจัดขนด้วย GentleMax Pro Plus ช่วงซัมเมอร์ อันตรายจริงไหม?
หน้าร้อนกำจัดขนด้วยเลเซอร์ได้ไหม? อธิบายหลักการ GentleMax Pro Plus และข้อควรระวังสำหรับฤดูร้อน

ยกกระชับ
Alltite RF เห็นผลเมื่อไหร่? ไทม์ไลน์ผลลัพธ์และระยะเวลาที่อยู่ได้
ไทม์ไลน์ผลลัพธ์ Alltite RF ตั้งแต่สัปดาห์แรกถึง 12 สัปดาห์ ระยะเวลาที่อยู่ได้ และข้อควรระวัง



