• Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด

Juvelook วัย 30 ทำไมหลายคนจบที่ 3 ครั้ง

Juvelook วัย 30 ทำไมหลายคนจบที่ 3 ครั้ง

Juvelook วัย 30 ทำไมหลายคนจบที่ 3 ครั้ง

วัย 30 ทำ Juvelook กี่ครั้งพอ? จำนวนครั้งที่แนะนำ ระยะห่าง ผลอยู่ได้นานแค่ไหน และใครไม่ควรทำ

เผยแพร่ -

อัปเดต -

Beautystone Clinic, Wi Young-jin, Chief director

Author

Wi Young-jin · Chief director

Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist

Juvelook วัย 30 ต้องทำกี่ครั้งถึงพอ? ทำไมหลายคนจบที่ 3 ครั้ง

เคยไหมคะ เวลาส่องกระจกตอนเช้าแล้วรู้สึกว่ากรอบหน้าไม่คมเหมือนเมื่อก่อน ผิวไม่ฟูเท่าเดิม ทั้งที่ยังไม่มีริ้วรอยชัดให้ชี้ได้สักเส้น คนวัย 30 จำนวนมากสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ แบบนี้ก่อนคนรอบตัวจะทันสังเกต พอลองหาข้อมูลก็มักเจอคำแนะนำว่าคอลลาเจนบูสเตอร์ต้องทำให้ครบคอร์ส 4 ครั้งถึงจะเห็นผล จนเกิดคำถามค้างใจว่าถ้าทำแค่ 3 ครั้งแล้วหยุด จะเรียกว่าเสียของหรือเปล่า

จริง ๆ แล้วความรู้สึกว่าผิวไม่แน่นเหมือนเดิมในวัยนี้ ไม่ได้มาจากผิวชั้นนอกอย่างเดียว แต่มาจากเซลล์ที่ผลิตคอลลาเจนอยู่ใต้ผิวเริ่มทำงานช้าลงทีละนิด ครีมบำรุงและการนอนให้พอช่วยเรื่องความชุ่มชื้นได้ระดับหนึ่ง แต่แทบไม่ได้ลงไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในชั้นหนังแท้โดยตรง บทความนี้ Beautystone Clinic จะพาคุณไปดูว่า Juvelook ทำงานอย่างไร วัย 30 ควรทำกี่ครั้งถึงพอดี ผลอยู่ได้นานแค่ไหน และใครที่ยังไม่ควรทำ พร้อมแนะนำแนวทางการดูแลหลังทำค่ะ

 

Juvelook คืออะไร แล้วทำไมวัย 30 ถึงได้เปรียบ

Juvelook คือคอลลาเจนบูสเตอร์ (Collagen Booster) ที่ใช้อนุภาค PDLLA เป็นตัวหลัก แพทย์จะฉีดอนุภาคนี้ลงไปที่ชั้นหนังแท้ แล้วปล่อยให้ร่างกายตอบสนองด้วยการสร้างคอลลาเจนของตัวเองขึ้นมาใหม่ จุดที่หลายคนเข้าใจสลับกันบ่อยคือ ตัวอนุภาคไม่ได้เติมวอลลุ่มโดยตรงเหมือนฟิลเลอร์ (Filler) แต่ทำหน้าที่เหมือนโครงร่างชั่วคราวที่ค่อย ๆ สลายตัวไป แล้วเปิดทางให้คอลลาเจนใหม่เข้ามาแทนที่ในตำแหน่งนั้น

พูดง่าย ๆ คือ ลองนึกภาพโครงเหล็กที่ช่างใช้ค้ำไว้ตอนเทปูน พอปูนก่อตัวแข็งแรงดีแล้ว โครงนั้นก็ถูกถอดออก สิ่งที่เหลืออยู่จริง ๆ คือเนื้อปูนที่ก่อตัวขึ้นเอง อนุภาค PDLLA ทำงานคล้ายกัน คือเข้ามาจุดชนวนให้เซลล์ผิวลงมือทำงาน ไม่ได้เข้ามาเป็นเนื้อผิวเสียเอง ผลลัพธ์จึงค่อยเป็นค่อยไป

ตัวละครสำคัญของกระบวนการนี้คือเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ซึ่งผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินอยู่ในชั้นหนังแท้ เมื่ออนุภาคเข้าไปอยู่ในตำแหน่ง เซลล์กลุ่มนี้จะเข้ามาล้อมรอบและเริ่มสร้างเส้นใยใหม่ทีละน้อย ผลลัพธ์จึงขึ้นอยู่กับว่าไฟโบรบลาสต์ของแต่ละคนยังทำงานได้ดีแค่ไหน มากกว่าจะขึ้นอยู่กับจำนวนขวดที่ใช้

ภาพประกอบการทำงานของอนุภาค PDLLA ในชั้นหนังแท้เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

และตรงนี้เองคือเหตุผลที่วัย 30 ได้เปรียบ โดยทั่วไปการทำงานของไฟโบรบลาสต์มักเริ่มชะลอตัวลงอย่างสังเกตได้ตั้งแต่ช่วงวัย 30 กลาง ๆ เป็นต้นไป คนที่ดูแลไว้ก่อนตั้งแต่เซลล์ยังตอบสนองดี จึงมักใช้จำนวนครั้งน้อยกว่าเพื่อให้ได้ความเปลี่ยนแปลงที่รู้สึกได้ ขณะที่การเริ่มตอนความหย่อนคล้อยชัดแล้ว มักต้องอาศัยทั้งจำนวนครั้งที่มากขึ้นและรอบการดูแลที่ถี่ขึ้น

  • ผิวดูแน่นขึ้น สัมผัสแล้วรู้สึกว่าเนื้อผิวมีน้ำหนักกว่าเดิม

  • โทนสีผิวดูสม่ำเสมอขึ้น หน้าดูไม่โทรมเท่าช่วงก่อนทำ

  • กรอบหน้าดูคมขึ้นเล็กน้อยจากเนื้อผิวที่แน่นกว่าเดิม ไม่ใช่จากการดึงรั้ง

  • ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเอง

 

วัย 30 ทำ Juvelook กี่ครั้งถึงพอ?

คำตอบสั้น ๆ คือ คนวัย 30 จำนวนไม่น้อยจบที่ 3 ครั้ง โดยไม่ต้องฝืนทำให้ครบคอร์ส 4 ครั้ง เหตุผลไม่ใช่เรื่องประหยัดอย่างเดียว แต่เป็นเพราะเมื่อเซลล์ยังตอบสนองดี การกระตุ้นซ้ำเกินความจำเป็นอาจไม่ได้เพิ่มผลลัพธ์ในสัดส่วนเดียวกับจำนวนครั้งที่เพิ่มขึ้น จำนวนครั้งที่เหมาะจึงควรให้แพทย์ประเมินเป็นรายบุคคล มากกว่ายึดตัวเลขคอร์สสำเร็จรูปที่เห็นตามโฆษณา

ช่วงวัยและสภาพผิว

จำนวนครั้งที่มักแนะนำ

แนวทางรักษาผลลัพธ์

วัย 30 ต้น ๆ ผิวยังแน่น ความกระชับดี

2-3 ครั้ง

เติมประมาณปีละ 1 ครั้ง

วัย 30 กลาง ๆ เริ่มรู้สึกว่าผิวไม่ฟูเท่าเดิม

3 ครั้ง

เติมทุก 8-10 เดือน

วัย 30 ปลาย ๆ เริ่มเห็นความหย่อนคล้อย

3-4 ครั้ง

เติมทุก 6-8 เดือน

มีโรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือเป็นคีลอยด์ได้ง่าย

ยังไม่แนะนำ

ปรึกษาแพทย์เพื่อดูทางเลือกอื่น

ตารางนี้เป็นกรอบคร่าว ๆ ให้เห็นภาพ ไม่ใช่สูตรตายตัว เพราะอายุตามบัตรประชาชนกับอายุผิวมักไม่ตรงกันเสมอไป บางคนอายุ 32 แต่ทำงานกลางแดดและนอนดึกติดต่อกันหลายปี ผิวก็อาจตอบสนองใกล้เคียงกับช่วงวัย 30 ปลาย ๆ

ตารางสรุปจำนวนครั้งที่แนะนำในการทำ Juvelook ตามช่วงวัย 30

แล้วทำไมยิ่งทำบ่อยถึงไม่ได้แปลว่ายิ่งดี หลังฉีดแต่ละครั้ง เซลล์ต้องใช้เวลาสร้างเส้นใยใหม่จริง ๆ ถ้าเติมซ้ำเร็วเกินไปโดยที่รอบก่อนหน้ายังทำงานไม่จบ สิ่งที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นค่าใช้จ่ายมากกว่าผลลัพธ์ที่มองเห็น

จากการดูแลคนไข้ในคลินิก มีไม่น้อยที่เลือกหยุดหลังครั้งที่ 3 แล้วกลับมาอีกครั้งในราวหนึ่งปีถัดมา โดยที่ผิวยังกระชับใกล้เคียงกับช่วงหลังทำครั้งที่ 3 ใหม่ ๆ กรณีแบบนี้เรามักไม่แนะนำให้ไล่ทำต่อจนครบ 4 ครั้ง แต่ปรับแผนเข้าสู่โหมดรักษาผลลัพธ์ด้วยการเติมปีละครั้งแทน ซึ่งเป็นแนวทางที่ทำได้ค่อนข้างสบายในวัย 30 เพราะการสลายของคอลลาเจนเดิมยังไม่แซงหน้าการสร้างใหม่มากนัก

  • จบชุดแรกที่ 2-3 ครั้ง เพื่อสร้างฐานคอลลาเจนไว้ก่อน

  • เว้นระยะให้ผิวได้สร้างเนื้อใหม่เต็มที่ ก่อนประเมินผลอีกรอบ

  • เข้ามาเติมปีละครั้ง หรือทุก 8-10 เดือน แทนการทำถี่ ๆ ติดกัน

  • ทบทวนแผนกับคุณหมอทุกครั้ง เพราะสภาพผิวเปลี่ยนได้ตามฤดูกาลและไลฟ์สไตล์

 

เห็นผลตอนไหน อยู่ได้นานแค่ไหน แล้วคุ้มไหม

ความเปลี่ยนแปลงจาก Juvelook เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่แบบเห็นตั้งแต่ลุกจากเตียง โดยทั่วไปช่วงที่หลายคนเริ่มรู้สึกได้ชัดคือหลังครั้งที่สองเป็นต้นไป เพราะกว่าคอลลาเจนใหม่จะก่อตัวจนเปลี่ยนสัมผัสของเนื้อผิว ต้องอาศัยเวลาเป็นสัปดาห์ ไม่ใช่เป็นวัน

  1. ครั้งที่ 1 : สัปดาห์แรกผิวอาจดูอิ่มขึ้นเล็กน้อยจากตัวน้ำที่ผสมมา ก่อนกลับสู่สภาพเดิม จากนั้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนจึงเริ่มทำงาน

  2. ครั้งที่ 2 : เว้นระยะประมาณ 4-6 สัปดาห์ ช่วงนี้หลายคนเริ่มสังเกตว่าโทนผิวดูสว่างขึ้นและผิวแน่นขึ้นกว่าเดิม

  3. ครั้งที่ 3 : ผลสะสมมักชัดขึ้นในรอบนี้ และเป็นจุดที่คนวัย 30 จำนวนมากรู้สึกว่าพอแล้ว

  4. ช่วงรักษาผลลัพธ์ : เติมตามรอบที่แพทย์แนะนำ เพื่อยืดระยะเวลาของผลลัพธ์โดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่

หลังทำครั้งสุดท้าย ผลลัพธ์โดยเฉลี่ยมักอยู่ได้ราว 8-12 เดือน และถ้ามีการเติมระหว่างทางตามที่คุณหมอวางแผนไว้ ระยะเวลานี้ก็มักยืดออกไปได้อีก ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิว การพักผ่อน การโดนแดด และการดูแลตัวเองหลังทำ

เรื่องราคา ตัวเลขจริงขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำและจำนวนขวดที่ใช้ในแต่ละครั้ง จึงไม่มีราคาเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน Beautystone Clinic ตั้งอยู่ที่ย่านฮับจอง กรุงโซล ราคาที่คลินิกในกรุงโซลอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามช่วงเวลา แนะนำให้ทักมาสอบถามรายละเอียดและประเมินแผนคร่าว ๆ ก่อนวางแผนเดินทาง

ถ้ามองยาว ๆ การเริ่มดูแลตั้งแต่ผิวยังตอบสนองดีแล้วใช้จำนวนครั้งน้อยกว่า มักคุ้มกว่าการรอจนความหย่อนคล้อยชัดแล้วค่อยเริ่ม เพราะเมื่อถึงตอนนั้นมักต้องพิจารณาหัตถการกลุ่มยกกระชับร่วมด้วย ซึ่งเป็นคนละงบประมาณกัน

 

ใครเหมาะกับ Juvelook และใครที่ยังไม่ควรทำ

หัตถการทุกอย่างมีคนที่เหมาะและคนที่ยังไม่ควรทำเสมอ การรู้ล่วงหน้าว่าตัวเองอยู่กลุ่มไหน ช่วยให้การพูดคุยกับคุณหมอในห้องตรวจตรงประเด็นขึ้น และลดความเสี่ยงที่จะเจอผลข้างเคียงซึ่งป้องกันได้ตั้งแต่แรก

กลุ่มที่มักเหมาะกับการเริ่ม Juvelook ในวัย 30 :

  • อายุ 30 ต้น ๆ ยังไม่มีริ้วรอยชัด แต่อยากดูแลไว้ก่อน

  • รู้สึกว่าผิวไม่แน่นเหมือนเดิม ทั้งที่นอนพอและทาครีมสม่ำเสมอ

  • อยากได้ผลแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องการเปลี่ยนโครงหน้าให้เห็นชัดทันที

  • เคยทำฟิลเลอร์หรือโบท็อกซ์มาแล้ว แต่ยังรู้สึกว่าคุณภาพเนื้อผิวเองยังไม่เปลี่ยน

กลุ่มที่ยังไม่แนะนำ หรือควรเลื่อนออกไปก่อน :

  • กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

  • มีโรคแพ้ภูมิตัวเองที่ยังควบคุมอาการได้ไม่ดี

  • เป็นแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์ได้ง่าย

  • มีการอักเสบ ติดเชื้อ หรือสิวอักเสบอยู่ในบริเวณที่จะฉีด

  • เคยแพ้ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มาก่อน

การประเมินสภาพผิวและซักประวัติกับแพทย์ก่อนตัดสินใจทำ Juvelook

เหตุผลที่กลุ่มหลังต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะปฏิกิริยาของภูมิคุ้มกันต่ออนุภาคอาจรุนแรงกว่าที่คาด และมีโอกาสเกิดตุ่มนูนใต้ผิวหรือ nodule สูงกว่าคนทั่วไป ก่อนทำทุกครั้ง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะซักประวัติโรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ ประวัติการแพ้ และหัตถการเดิมที่เคยทำบริเวณเดียวกัน เพราะข้อมูลเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อการเลือกความลึกและปริมาณที่เหมาะสม

 

ผลข้างเคียงที่พบได้ การดูแลหลังทำ และสรุปสำหรับวัย 30

หลังทำอาจมีรอยแดง บวมเล็กน้อย หรือรอยช้ำบริเวณที่ฉีด ซึ่งมักหายได้เองภายใน 2-3 วัน บางคนอาจรู้สึกตึงหรือคลำเจอความไม่เรียบใต้ผิวในช่วงแรกได้เช่นกัน หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ บวมแดงร้อน หรือมีไข้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที ไม่ควรรอดูอาการเองที่บ้าน

สำหรับตุ่มนูนใต้ผิว แนวทางดูแลมักเริ่มจากการนวดเพื่อช่วยให้กระจายตัว หากผ่านไป 2-3 สัปดาห์แล้วยังไม่ยุบ แพทย์อาจพิจารณาฉีดสเตียรอยด์ขนาดต่ำเฉพาะจุด โดยทั่วไปเมื่อคัดกรองข้อห้ามได้ถูกต้องตั้งแต่แรก โอกาสที่จะต้องใช้วิธีซับซ้อนกว่านี้ในกลุ่มวัย 30 ถือว่าพบได้น้อย

  • หนึ่งสัปดาห์แรก เลี่ยงออกกำลังกายหนัก ซาวน่า และห้องอบไอน้ำ

  • งดแอลกอฮอล์ประมาณ 1-2 วันแรก เพื่อลดโอกาสบวมและรอยช้ำ

  • ทากันแดดสม่ำเสมอ และเลี่ยงแดดจัดในช่วงวันแรก ๆ

  • ไม่กดหรือนวดบริเวณที่ฉีดแรง ๆ เอง ยกเว้นกรณีที่แพทย์แนะนำวิธีไว้

  • ดื่มน้ำให้พอและพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการฟื้นตัวของเซลล์ต้องอาศัยทั้งสองอย่าง

สรุปสำหรับวัย 30 หัวใจของ Juvelook ไม่ได้อยู่ที่การไล่ทำให้ครบคอร์สให้ได้มากรอบ แต่อยู่ที่การเริ่มแต่เนิ่น ๆ ด้วยจำนวนครั้งที่พอดี แล้วรักษาผลลัพธ์ด้วยการเติมตามรอบ คนวัยนี้ส่วนมากจบที่ 2-3 ครั้ง เว้นระยะครั้งละ 4-6 สัปดาห์ และเข้ามาเติมปีละครั้งหรือทุก 8-10 เดือน ส่วนคนที่มีโรคแพ้ภูมิตัวเอง เป็นคีลอยด์ได้ง่าย หรือมีการอักเสบในบริเวณที่จะฉีด ควรคุยกับแพทย์เพื่อหาทางเลือกอื่นก่อน

ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินสภาพผิวก่อนตัดสินใจ เพราะแผนที่เหมาะกับเพื่อนของคุณ อาจไม่ใช่แผนที่เหมาะกับผิวของคุณเสมอไป

หากคุณกำลังกังวลว่ากรอบหน้าไม่คมเหมือนเมื่อก่อน ผิวไม่ฟูเท่าเดิม และยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มที่กี่ครั้งดี ทักมาคุยกับเราได้เลย Beautystone Clinic ย่านฮับจอง กรุงโซล ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย แอด LINE มาปรึกษาคุณหมอเพื่อประเมินแผนที่เหมาะกับผิวของคุณได้เลยนะคะ

 

คำถามที่พบบ่อย

เริ่มทำ Juvelook ตอนอายุ 30 เร็วเกินไปไหม?

ไม่ถือว่าเร็วเกินไปค่ะ เพราะ Juvelook ไม่ใช่หัตถการที่ดึงผิวซึ่งหย่อนแล้วให้กลับขึ้นมา แต่เป็นการกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนใหม่ของตัวเอง การเริ่มตั้งแต่เซลล์ยังตอบสนองดีจึงมักใช้จำนวนครั้งน้อยกว่า และดูแลต่อเนื่องได้ง่ายกว่าการเริ่มตอนความหย่อนคล้อยชัดแล้ว ทั้งนี้ควรให้แพทย์ประเมินสภาพผิวก่อนเสมอนะคะ

Juvelook วัย 30 ต้องทำกี่ครั้ง และเว้นระยะห่างกี่สัปดาห์?

โดยทั่วไปวัย 30 มักอยู่ที่ 2-3 ครั้ง เว้นระยะประมาณ 4-6 สัปดาห์ต่อครั้งค่ะ คนที่เริ่มเห็นความหย่อนคล้อยในช่วงวัย 30 ปลาย ๆ อาจอยู่ที่ 3-4 ครั้ง จากนั้นจึงเข้าสู่ช่วงรักษาผลลัพธ์ด้วยการเติมปีละครั้งหรือทุก 6-10 เดือน ตัวเลขนี้เป็นกรอบคร่าว ๆ แพทย์จะเป็นผู้ประเมินเป็นรายบุคคลอีกครั้ง

ทำ Juvelook เจ็บไหม ต้องพักฟื้นนานไหม?

ระหว่างฉีดจะรู้สึกตึงและเจ็บเล็กน้อย โดยทั่วไปแพทย์จะใช้ยาชาเฉพาะที่เพื่อช่วยลดความรู้สึกค่ะ หลังทำอาจมีรอยแดงหรือรอยช้ำเล็กน้อย ซึ่งมักหายได้เองภายใน 2-3 วัน ส่วนใหญ่กลับไปทำงานได้ตามปกติในวันถัดมา แต่ควรเลี่ยงออกกำลังกายหนักและซาวน่าในสัปดาห์แรก

Juvelook กับ Rejuran ต่างกันยังไง เหมาะกับใคร?

ต่างกันที่กลไกค่ะ Rejuran ใช้สาร PN ส่งสัญญาณให้เซลล์ซ่อมแซมตัวเอง จึงเน้นคุณภาพผิวและความชุ่มชื้น ส่วน Juvelook ใช้อนุภาค PDLLA กระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนใหม่ จึงเน้นให้ผิวดูแน่นขึ้น หากกังวลเรื่องผิวไม่แน่นและกรอบหน้าดูไม่คมเท่าเดิม Juvelook มักตรงโจทย์กว่า แต่ถ้าผิวบางและระคายเคืองง่าย แพทย์อาจแนะนำให้เริ่มจาก Rejuran ก่อน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินก่อนตัดสินใจนะคะ

  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด โดยบิวตี้ส์ด็อกเตอร์
  • Beautystone Clinic บิวตี้สโตนคลินิก สาขาฮงแด
ปรึกษาทาง LINE

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 ปรึกษาผ่าน Line

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1