
ราคาจูเวลูค: ทำไมดูราคาต่อครั้งแล้วจะเสียใจ
ราคาจูเวลูค: ทำไมดูราคาต่อครั้งแล้วจะเสียใจ
ราคาจูเวลูค: ทำไมดูราคาต่อครั้งแล้วจะเสียใจ
สับสนกับราคาจูเวลูค? อธิบายเหตุผลราคา 300,000-800,000 วอน/ครั้ง และเกณฑ์คำนวณค่าใช้จ่ายจริง

ราคาของจูเบลุก ถ้ามองแค่ราคาต่อครั้ง
เหตุผลจริงที่ทำให้ต้องเสียดาย
“เห็นในอินเทอร์เน็ตว่าจูเบลุกมีแบบครั้งละ 190,000 วอนด้วย,
ต่างจากที่นั่นยังไง?” ที่ถาม
กันเยอะมากเลยค่ะ
วันนี้จะอธิบายเหตุผลนั้น
ให้ฟังทีละขั้นตอนนะคะ

จูเบลุก สรุปสั้น ๆ ก่อนเลยว่ามันคืออะไร
จูเบลุกคือการฉีดสาร PDLLA (โพลีดีแลกติกแอซิด)
ในรูปแบบอนุภาคขนาดเล็กเข้าไป
เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน จึงเป็นคอลลาเจนบูสเตอร์
ต่างจากรีจูรันที่มักถูกเปรียบเทียบกันบ่อย ๆ
รีจูรันใช้ PN (DNA ปลาแซลมอน)
เพื่อส่งสัญญาณการฟื้นฟูผิว
ส่วนจูเบลุกคือ PDLLA ที่ชั้นหนังแท้
ค่อย ๆ สลายตัว
และช่วยวางโครงคอลลาเจนให้กับผิว
กลไกการทำงานของทั้งสองหัตถการจึงต่างกันตั้งแต่ต้น

ทำไมจูเบลุกเหมือนกัน
แต่ราคากลับต่างกันเกินสองเท่า
ประเด็นสำคัญของบทความนี้
จูเบลุกดูแค่ราคาต่อครั้งไม่ได้ค่ะ
ต้องดูจากแพ็กเกจ 3–4 ครั้ง
ถึงจะเห็นต้นทุนจริง
แม้ราคาต่อครั้งจะอยู่ราว 300,000–400,000 วอน
แต่ถ้าทำเพียงครั้งเดียวก็แทบวัดผลไม่ได้
ในห้องตรวจ สัปดาห์หนึ่งผมได้ยินคำถามนี้
เกือบยี่สิบครั้งเลยค่ะ
“ที่หนึ่ง 190,000 วอน ที่หนึ่ง 450,000 วอน
ตกลงมันต่างกันยังไงกันแน่”
พูดตรง ๆ เลยว่า 80% ของส่วนต่างราคานี้
อยู่ที่ ‘ปริมาณยา’ กับ ‘รูปแบบการนับจำนวนครั้ง’
จูเบลุกจะเข้ามาในหน่วย 1 vial (2cc)
แต่แต่ละคลินิกมีทั้งที่ใช้ 1 vial
หมดในครั้งเดียว และ
มีที่ใช้แค่ครึ่ง vial (1cc)
แล้วนับเป็น ‘1 ครั้ง’ ค่ะ
ส่วน 190,000 วอนมักจะเป็นกรณีหลังเป็นส่วนใหญ่
แม้จะเขียนว่าเป็น 1 ครั้งเหมือนกัน
แต่ปริมาณยาที่ฉีดเข้าไปจริง ๆ เหลือแค่ครึ่งเดียว
และยังมีอีกเรื่องที่สำคัญมาก
ถ้าฝังอนุภาค PDLLA ลึกไม่ถูกต้อง
อาจเกิดก้อนนูน (nodule) ได้
ต้องกระจายอย่างสม่ำเสมอในชั้นหนังแท้ส่วนลึก (ประมาณ 2.5–3 มม.)
แต่ถ้าตื้นเกินไปหรือกระจุกตัวอยู่จุดเดียว
จะกลายเป็นก้อนที่คลำได้
และค้างอยู่แบบนั้น
ดังนั้นเทคนิคการฉีดของแพทย์
เวลานวด และการดูแลหลังทำ
จึงถูกสะท้อนอยู่ในราคาด้วย
หลายคนค่อนข้างแปลกใจในจุดนี้
สัปดาห์ก่อนมีลูกค้าอายุ 39 ปีท่านหนึ่งมาปรึกษา
เธอเคยไปทำที่อื่นหนึ่งครั้งเพราะดูราคาก่อน
แต่แทบไม่รู้สึกถึงผลลัพธ์เลย
พอมาทำกับเราแบบปริมาณมาตรฐาน
(2cc เต็ม vial) 1 ครั้ง
พอครบ 3 สัปดาห์ก็ทักมาบอกว่า “โอ้ สีผิวดูต่างไปแล้ว”
เลยค่ะ
เจ้าตัวเองก็บอกว่าไม่คิดว่าจะรู้สึกได้เร็วขนาดนี้
เหมือนกัน
แม้จะเป็นหัตถการชื่อเดียวกัน แต่ถ้าปริมาณที่ฉีดต่างกันสองเท่า
ผลลัพธ์ก็ย่อมต่างกันอยู่แล้ว
สรุปสำคัญของหมอวี ยองจิน
จูเบลุกไม่ได้ดูแค่ราคาต่อครั้งค่ะ
ข้อแรก ปริมาณ cc ที่ใส่ใน ‘1 ครั้ง’
จะแตกต่างกันไปตามคลินิก
ข้อสอง เพราะผลลัพธ์จากการทำครั้งเดียววัดได้ยากมาก
จึงควรเทียบจากยอดรวมแพ็กเกจ 3–4 ครั้ง
ถึงจะเห็นต้นทุนที่แท้จริง
ราคาจูเบลุก ควรคำนวณอย่างไร
ให้เหมาะกับสภาพของตัวเอง
ประเภท | ช่วงราคาต่อครั้ง | ปริมาณจริง | ยอดรวมแพ็กเกจ 3 ครั้ง |
โฆษณาราคาถูกพิเศษ | 150,000–220,000 วอน | 0.5–1cc | ประสิทธิผลต่ำ |
ช่วงราคาทั่วไป | 300,000–450,000 วอน | 2cc (1 vial) | 900,000–1,200,000 วอน |
พรีเมียม | 550,000–800,000 วอน | 2cc + บูสเตอร์ | ราว 1.5–2 ล้านวอน |
โดยปกติผมจะแนะนำแบบนี้ค่ะ
ถ้าเป็นคนที่เพิ่งทำครั้งแรก ความคิดที่อยากลองแค่ 1 ครั้งก่อน
ก็เป็นเรื่องธรรมดา
แต่จูเบลุกเป็นหัตถการที่ PDLLA ต้องใช้เวลา
ในการสร้างคอลลาเจน
ดังนั้นทำครั้งเดียวคุณจะยังรู้สึกผลลัพธ์ได้ยาก
เพราะฉะนั้นอย่างน้อยควรวางแผน 3 ครั้ง
ห่างกันครั้งละ 4 สัปดาห์
แล้วเทียบจากยอดรวมตรงนั้นจะสมเหตุสมผลกว่า
มีเคสลูกค้าอายุ 25 ปีที่ผมยังจำได้เหมือนกันค่ะ
ตอนแรกตัดสินใจไม่ได้เพราะดูแค่ราคาต่อครั้ง
พอมาคิดเป็นแพ็กเกจ 3 ครั้ง
กลับพบว่าโฆษณาที่ดูเหมือนถูก
จริง ๆ แล้วแพงกว่าเสียอีก
1 ครั้ง 190,000 วอน × 3 ครั้ง = 570,000 วอน
แต่ถ้าจะให้ได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงจากการฉีดเต็ม 2cc
ต้องทำถึง 6 ครั้งเลยทีเดียว
ก่อนตัดสินใจจากราคา
มี 3 คำถามที่คนถามบ่อยมาก
Q1. ถ้าจ่ายเป็นแพ็กเกจไปแล้ว
ระหว่างทางถ้าไม่ได้ผลจะคืนเงินได้ไหม?
A. จุดนี้หลายคนเข้าใจผิดนะคะ
สำหรับคอลลาเจนบูสเตอร์อย่างจูเบลุก คนที่ทำ 1–2 ครั้งแล้ว
จะบอกว่า “โอ้ ดีจัง” มีไม่ถึงครึ่ง
ส่วนใหญ่จะเริ่มรู้สึกได้ตอนประมาณครั้งที่ 3
เวลาเห็นในกระจก
ดังนั้นขอคืนเงินหลังทำแค่ครั้งเดียว
ส่วนมากยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินผลลัพธ์
ค่ะ
นโยบายคืนเงินของแต่ละคลินิกไม่เหมือนกัน ก่อนจ่ายเงิน
ควรเช็กสัดส่วนการคืนเงินตามแต่ละรอบเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจน
Q2. สรุปแล้วต้องเผื่องบไว้
ประมาณเท่าไหร่ต่อครั้ง?
A. ตอบเป็นคำเดียวค่อนข้างยาก เพราะ
สภาพผิวและเป้าหมายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
แต่ถ้าให้แนวทางทั่วไป
ให้คิดที่มาตรฐาน 1 vial
ครั้งละ 350,000–450,000 วอน
และถ้าเป็นแพ็กเกจ 3–4 ครั้ง
ให้คาดไว้ราว 1.1–1.6 ล้านวอน
ถ้าถูกกว่านี้มาก ให้สงสัยเรื่องปริมาณยา
ถ้าแพงเกินไป ให้เช็กว่าเป็นแพ็กเกจที่รวมบูสเตอร์·LDM·การดูแล
ไว้ด้วยหรือไม่
Q3. ไปทำที่ที่ราคาถูกมาแล้ว
คลำเจอก้อนนูน แบบนี้ปกติไหม?
A. ตอนแรกผมเองก็คิดว่าเดี๋ยวเวลาผ่านไป
ก็คงหายหมด
แต่ถ้าเป็นก้อนนูน พอเกิดขึ้นแล้วอาจใช้เวลามากกว่า
6 เดือนกว่าจะดูดซึมเอง หรือ
บางครั้งต้องใช้การรักษาเพิ่มเติม
ถ้าฝังลึกไม่ถูกต้อง
หรือไม่ได้รับการนวดอย่างเพียงพอ
อนุภาคจะจับตัวกันอยู่จุดเดียวจนเกิดเป็นก้อน
ถ้าก้อนที่คลำได้ไม่ยุบลงภายใน 2 สัปดาห์
อย่าปล่อยไว้เฉย ๆ
ให้กลับไปที่คลินิกที่ทำ
หรือไปให้คลินิกอื่นประเมินค่ะ
ความถูกไม่ได้แปลว่าจะเสี่ยงก้อนนูนมากกว่า
แต่ความชำนาญของผู้ทำหัตถการ
ก็สะท้อนอยู่ในราคาจริง ๆ
ถ้าวันนี้คุณจะจำไปแค่เรื่องเดียว —
จูเบลุกไม่ได้ดูจากราคาต่อครั้ง
แต่ต้องเทียบจากยอดรวม 3–4 ครั้งตามปริมาณมาตรฐาน
บทความถัดไป
จะเล่าเรื่อง ‘5 คำถามที่ต้องถามคลินิกก่อนจ่ายเงินจูเบลุก’
ค่ะ
ตั้งแต่ปริมาณ cc ไปจนถึงเงื่อนไขคืนเงิน
พอเข้าไปคุยในห้องตรวจแล้ว
จะเห็นสิ่งที่โฆษณาราคาอย่างเดียวบอกไม่ได้
ค่ะ
ทั้งหมดนี้โดยวี ยองจิน
อ่านเพิ่มเติม

ราคาของจูเบลุก ถ้ามองแค่ราคาต่อครั้ง
เหตุผลจริงที่ทำให้ต้องเสียดาย
“เห็นในอินเทอร์เน็ตว่าจูเบลุกมีแบบครั้งละ 190,000 วอนด้วย,
ต่างจากที่นั่นยังไง?” ที่ถาม
กันเยอะมากเลยค่ะ
วันนี้จะอธิบายเหตุผลนั้น
ให้ฟังทีละขั้นตอนนะคะ

จูเบลุก สรุปสั้น ๆ ก่อนเลยว่ามันคืออะไร
จูเบลุกคือการฉีดสาร PDLLA (โพลีดีแลกติกแอซิด)
ในรูปแบบอนุภาคขนาดเล็กเข้าไป
เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน จึงเป็นคอลลาเจนบูสเตอร์
ต่างจากรีจูรันที่มักถูกเปรียบเทียบกันบ่อย ๆ
รีจูรันใช้ PN (DNA ปลาแซลมอน)
เพื่อส่งสัญญาณการฟื้นฟูผิว
ส่วนจูเบลุกคือ PDLLA ที่ชั้นหนังแท้
ค่อย ๆ สลายตัว
และช่วยวางโครงคอลลาเจนให้กับผิว
กลไกการทำงานของทั้งสองหัตถการจึงต่างกันตั้งแต่ต้น

ทำไมจูเบลุกเหมือนกัน
แต่ราคากลับต่างกันเกินสองเท่า
ประเด็นสำคัญของบทความนี้
จูเบลุกดูแค่ราคาต่อครั้งไม่ได้ค่ะ
ต้องดูจากแพ็กเกจ 3–4 ครั้ง
ถึงจะเห็นต้นทุนจริง
แม้ราคาต่อครั้งจะอยู่ราว 300,000–400,000 วอน
แต่ถ้าทำเพียงครั้งเดียวก็แทบวัดผลไม่ได้
ในห้องตรวจ สัปดาห์หนึ่งผมได้ยินคำถามนี้
เกือบยี่สิบครั้งเลยค่ะ
“ที่หนึ่ง 190,000 วอน ที่หนึ่ง 450,000 วอน
ตกลงมันต่างกันยังไงกันแน่”
พูดตรง ๆ เลยว่า 80% ของส่วนต่างราคานี้
อยู่ที่ ‘ปริมาณยา’ กับ ‘รูปแบบการนับจำนวนครั้ง’
จูเบลุกจะเข้ามาในหน่วย 1 vial (2cc)
แต่แต่ละคลินิกมีทั้งที่ใช้ 1 vial
หมดในครั้งเดียว และ
มีที่ใช้แค่ครึ่ง vial (1cc)
แล้วนับเป็น ‘1 ครั้ง’ ค่ะ
ส่วน 190,000 วอนมักจะเป็นกรณีหลังเป็นส่วนใหญ่
แม้จะเขียนว่าเป็น 1 ครั้งเหมือนกัน
แต่ปริมาณยาที่ฉีดเข้าไปจริง ๆ เหลือแค่ครึ่งเดียว
และยังมีอีกเรื่องที่สำคัญมาก
ถ้าฝังอนุภาค PDLLA ลึกไม่ถูกต้อง
อาจเกิดก้อนนูน (nodule) ได้
ต้องกระจายอย่างสม่ำเสมอในชั้นหนังแท้ส่วนลึก (ประมาณ 2.5–3 มม.)
แต่ถ้าตื้นเกินไปหรือกระจุกตัวอยู่จุดเดียว
จะกลายเป็นก้อนที่คลำได้
และค้างอยู่แบบนั้น
ดังนั้นเทคนิคการฉีดของแพทย์
เวลานวด และการดูแลหลังทำ
จึงถูกสะท้อนอยู่ในราคาด้วย
หลายคนค่อนข้างแปลกใจในจุดนี้
สัปดาห์ก่อนมีลูกค้าอายุ 39 ปีท่านหนึ่งมาปรึกษา
เธอเคยไปทำที่อื่นหนึ่งครั้งเพราะดูราคาก่อน
แต่แทบไม่รู้สึกถึงผลลัพธ์เลย
พอมาทำกับเราแบบปริมาณมาตรฐาน
(2cc เต็ม vial) 1 ครั้ง
พอครบ 3 สัปดาห์ก็ทักมาบอกว่า “โอ้ สีผิวดูต่างไปแล้ว”
เลยค่ะ
เจ้าตัวเองก็บอกว่าไม่คิดว่าจะรู้สึกได้เร็วขนาดนี้
เหมือนกัน
แม้จะเป็นหัตถการชื่อเดียวกัน แต่ถ้าปริมาณที่ฉีดต่างกันสองเท่า
ผลลัพธ์ก็ย่อมต่างกันอยู่แล้ว
สรุปสำคัญของหมอวี ยองจิน
จูเบลุกไม่ได้ดูแค่ราคาต่อครั้งค่ะ
ข้อแรก ปริมาณ cc ที่ใส่ใน ‘1 ครั้ง’
จะแตกต่างกันไปตามคลินิก
ข้อสอง เพราะผลลัพธ์จากการทำครั้งเดียววัดได้ยากมาก
จึงควรเทียบจากยอดรวมแพ็กเกจ 3–4 ครั้ง
ถึงจะเห็นต้นทุนที่แท้จริง
ราคาจูเบลุก ควรคำนวณอย่างไร
ให้เหมาะกับสภาพของตัวเอง
ประเภท | ช่วงราคาต่อครั้ง | ปริมาณจริง | ยอดรวมแพ็กเกจ 3 ครั้ง |
โฆษณาราคาถูกพิเศษ | 150,000–220,000 วอน | 0.5–1cc | ประสิทธิผลต่ำ |
ช่วงราคาทั่วไป | 300,000–450,000 วอน | 2cc (1 vial) | 900,000–1,200,000 วอน |
พรีเมียม | 550,000–800,000 วอน | 2cc + บูสเตอร์ | ราว 1.5–2 ล้านวอน |
โดยปกติผมจะแนะนำแบบนี้ค่ะ
ถ้าเป็นคนที่เพิ่งทำครั้งแรก ความคิดที่อยากลองแค่ 1 ครั้งก่อน
ก็เป็นเรื่องธรรมดา
แต่จูเบลุกเป็นหัตถการที่ PDLLA ต้องใช้เวลา
ในการสร้างคอลลาเจน
ดังนั้นทำครั้งเดียวคุณจะยังรู้สึกผลลัพธ์ได้ยาก
เพราะฉะนั้นอย่างน้อยควรวางแผน 3 ครั้ง
ห่างกันครั้งละ 4 สัปดาห์
แล้วเทียบจากยอดรวมตรงนั้นจะสมเหตุสมผลกว่า
มีเคสลูกค้าอายุ 25 ปีที่ผมยังจำได้เหมือนกันค่ะ
ตอนแรกตัดสินใจไม่ได้เพราะดูแค่ราคาต่อครั้ง
พอมาคิดเป็นแพ็กเกจ 3 ครั้ง
กลับพบว่าโฆษณาที่ดูเหมือนถูก
จริง ๆ แล้วแพงกว่าเสียอีก
1 ครั้ง 190,000 วอน × 3 ครั้ง = 570,000 วอน
แต่ถ้าจะให้ได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงจากการฉีดเต็ม 2cc
ต้องทำถึง 6 ครั้งเลยทีเดียว
ก่อนตัดสินใจจากราคา
มี 3 คำถามที่คนถามบ่อยมาก
Q1. ถ้าจ่ายเป็นแพ็กเกจไปแล้ว
ระหว่างทางถ้าไม่ได้ผลจะคืนเงินได้ไหม?
A. จุดนี้หลายคนเข้าใจผิดนะคะ
สำหรับคอลลาเจนบูสเตอร์อย่างจูเบลุก คนที่ทำ 1–2 ครั้งแล้ว
จะบอกว่า “โอ้ ดีจัง” มีไม่ถึงครึ่ง
ส่วนใหญ่จะเริ่มรู้สึกได้ตอนประมาณครั้งที่ 3
เวลาเห็นในกระจก
ดังนั้นขอคืนเงินหลังทำแค่ครั้งเดียว
ส่วนมากยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินผลลัพธ์
ค่ะ
นโยบายคืนเงินของแต่ละคลินิกไม่เหมือนกัน ก่อนจ่ายเงิน
ควรเช็กสัดส่วนการคืนเงินตามแต่ละรอบเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจน
Q2. สรุปแล้วต้องเผื่องบไว้
ประมาณเท่าไหร่ต่อครั้ง?
A. ตอบเป็นคำเดียวค่อนข้างยาก เพราะ
สภาพผิวและเป้าหมายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
แต่ถ้าให้แนวทางทั่วไป
ให้คิดที่มาตรฐาน 1 vial
ครั้งละ 350,000–450,000 วอน
และถ้าเป็นแพ็กเกจ 3–4 ครั้ง
ให้คาดไว้ราว 1.1–1.6 ล้านวอน
ถ้าถูกกว่านี้มาก ให้สงสัยเรื่องปริมาณยา
ถ้าแพงเกินไป ให้เช็กว่าเป็นแพ็กเกจที่รวมบูสเตอร์·LDM·การดูแล
ไว้ด้วยหรือไม่
Q3. ไปทำที่ที่ราคาถูกมาแล้ว
คลำเจอก้อนนูน แบบนี้ปกติไหม?
A. ตอนแรกผมเองก็คิดว่าเดี๋ยวเวลาผ่านไป
ก็คงหายหมด
แต่ถ้าเป็นก้อนนูน พอเกิดขึ้นแล้วอาจใช้เวลามากกว่า
6 เดือนกว่าจะดูดซึมเอง หรือ
บางครั้งต้องใช้การรักษาเพิ่มเติม
ถ้าฝังลึกไม่ถูกต้อง
หรือไม่ได้รับการนวดอย่างเพียงพอ
อนุภาคจะจับตัวกันอยู่จุดเดียวจนเกิดเป็นก้อน
ถ้าก้อนที่คลำได้ไม่ยุบลงภายใน 2 สัปดาห์
อย่าปล่อยไว้เฉย ๆ
ให้กลับไปที่คลินิกที่ทำ
หรือไปให้คลินิกอื่นประเมินค่ะ
ความถูกไม่ได้แปลว่าจะเสี่ยงก้อนนูนมากกว่า
แต่ความชำนาญของผู้ทำหัตถการ
ก็สะท้อนอยู่ในราคาจริง ๆ
ถ้าวันนี้คุณจะจำไปแค่เรื่องเดียว —
จูเบลุกไม่ได้ดูจากราคาต่อครั้ง
แต่ต้องเทียบจากยอดรวม 3–4 ครั้งตามปริมาณมาตรฐาน
บทความถัดไป
จะเล่าเรื่อง ‘5 คำถามที่ต้องถามคลินิกก่อนจ่ายเงินจูเบลุก’
ค่ะ
ตั้งแต่ปริมาณ cc ไปจนถึงเงื่อนไขคืนเงิน
พอเข้าไปคุยในห้องตรวจแล้ว
จะเห็นสิ่งที่โฆษณาราคาอย่างเดียวบอกไม่ได้
ค่ะ
ทั้งหมดนี้โดยวี ยองจิน
อ่านเพิ่มเติม
บทความแนะนำ
บทความแนะนำ
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

ผิว
พูดตรงๆ เลยครับ เมื่อ 5 ปีก่อน ผมเองก็ไม่ได้ใช้ 1064nm แบบนี้เหมือนกัน
ทำไมเลเซอร์ 1064nm ถึงได้ผลไม่ค่อยแรงกับจุดด่างดำ แต่กลับแรงกับฝ้าและรอยสัก? สรุปให้เข้าใจง่ายทั้งเรื่อง trade-off ระหว่างความลึกของความยาวคลื่นกับการดูดกลืนแสง และเหตุผลว่าทำไมถึงต้องใช้ dual toning ด้วย

ยกกระชับ
ราคาบอท็อกซ์รักษาเหงื่อออกมาก ทำไมถึงต่างกันได้มากกว่า 5 เท่า
โบท็อกซ์รักษาภาวะเหงื่อออกมาก ราคาทำไมถึงต่างจากโบท็อกซ์ทั่วไปมากกว่า 5 เท่า? เราจะอธิบายโครงสร้างการทำหัตถการแบบ 100 ยูนิต และความคุ้มค่าที่แท้จริงจากผลลัพธ์ที่อยู่ได้นาน 4–6 เดือน

ยกกระชับ
โบท็อกซ์ลดเหนียง: ทำไมต้องดูต่อมน้ำลายก่อนดูดไขมัน
ถ้าคุณกำลังค้นหาเกี่ยวกับโบท็อกซ์ลดเหนียง ลองเช็กข้อนี้ก่อนนะคะ ถ้าไม่ใช่ไขมัน แต่เป็นต่อมน้ำลายใต้คางที่โตขึ้น การดูดไขมันจะไม่ได้ผลเลย ส่วนโบท็อกซ์ 20~40U คือคำตอบค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ผลข้างเคียงของ Xeomin ขอเล่าตามความถี่ที่เจอจริงในห้องตรวจตลอด 1 สัปดาห์
ผลข้างเคียงของ Xeomin ไม่ได้เป็นศูนย์นะคะ ปวดศีรษะพบได้ประมาณ 5~10% หนังตาตกน้อยกว่า 1% และเพราะไม่มีโปรตีนเชิงซ้อน ความเสี่ยงการแพ้จึงอยู่ราวครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับ Botox พร้อมเล่าความถี่ที่พบจริงในห้องตรวจและวิธีรับมือด้วย

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ร้อยไหม vs ฟิลเลอร์, ต่างกันแค่ 1 สัปดาห์กับ 2 วัน
การร้อยไหมกับฟิลเลอร์มีแรงดึงที่แตกต่างกัน โดยร้อยไหมใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 1 สัปดาห์ ส่วน MD Code filler ใช้เวลาพักฟื้นราว 2–3 วัน

ยกกระชับ
ผลข้างเคียงของ Shurink, 3 อย่างที่พบบ่อยที่สุดในคลินิกและระยะเวลาฟื้นตัว
ถ้าคุณกำลังค้นหาผลข้างเคียงของ Shurink อยู่ ก็คงกังวลเรื่องปวดเส้นประสาท อาการชา หรือหน้าแฟบยุบใช่ไหมคะ แค่เลือกความลึกให้เหมาะและเช็กจุดนี้ให้ดี ก็ช่วยหลีกเลี่ยงได้ถึง 90% เลยค่ะ
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1



![[บิวตี้สโตน] ฟิลเลอร์ใต้ตาคล้ำ: 0.3cc เปลี่ยนผลลัพธ์](https://framerusercontent.com/images/F4Q84TUWgjbZJV6MNheLnWHnaw.jpg?width=1080&height=1080)
