สับสนกับราคาจูเวลูค? อธิบายเหตุผลราคา 300,000-800,000 วอน/ครั้ง และเกณฑ์คำนวณค่าใช้จ่ายจริง

"เห็นในอินเทอร์เน็ตมี Juvelook ครั้งละ 190,000 วอนด้วย,
มันต่างจากที่นี่ตรงไหนคะ?" เป็นคำถามที่
มีคนถามกันเข้ามาเยอะมากจริงๆ ครับ
วันนี้หมอจะมา
ค่อยๆ อธิบายเหตุผลให้ฟังกันแบบละเอียดเลยครับ

สรุป Juvelook คืออะไรในประโยคเดียว
Juvelook คือ collagen booster ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
โดยการฉีดสาร PDLLA (Poly-D, L-lactic acid)
ในรูปแบบของอนุภาคขนาดเล็ก (microspheres) เข้าสู่ผิวครับ
ต่างจาก Rejuran ที่มักจะถูกนำมาเปรียบเทียบกันบ่อยๆ
โดย Rejuran ที่มีส่วนประกอบของ PN (DNA แซลมอน)
จะเน้นไปที่การส่งสัญญาณเพื่อฟื้นฟูผิวโดยตรง
แต่สำหรับ Juvelook ตัวสาร PDLLA จะค่อยๆ สลายตัว
ในชั้นผิวหนังแท้ (dermis)
แล้วค่อยๆ สร้างตาข่ายคอลลาเจนขึ้นมาทดแทนครับ
เรียกได้ว่าเป็นหัตถการที่มีกลไกการทำงานต่างกันโดยสิ้นเชิงเลยครับ

ทำไมทั้งที่เป็น Juvelook เหมือนกัน
แต่ราคาถึงห่างกันกว่าเท่าตัว?
คีย์พอยท์สำคัญของบทความนี้
ในการทำ Juvelook จะดูแค่ราคาต่อ 1 ครั้งไม่ได้นะครับ
ต้องเปรียบเทียบราคาโดยเกณฑ์ของ
แพ็กเกจ 3-4 ครั้ง ถึงจะเป็นราคาค่าใช้จ่ายที่แท้จริงครับ
แม้ราคาต่อครั้งจะอยู่ที่ประมาณ 300,000 - 400,000 วอน
แต่การฉีดเพียงครั้งเดียวนั้น แทบจะวัดผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงได้ยากมากครับ
ในห้องตรวจ หมอมักจะได้รับคำถามนี้
จากคนไข้เกือบยี่สิบคนต่อสัปดาห์เลยทีเดียวครับ
"ที่โน่น 190,000 วอน แต่ที่นี่ 450,000 วอน
ตกลงมันต่างกันตรงไหนกันแน่คะ?"
ถ้าให้พูดตรงๆ กว่า 80% ของความต่างของราคานี้
ขึ้นอยู่กับ 'ปริมาณ (cc)' และ 'รูปแบบการจัดแพ็กเกจจำนวนครั้ง' ครับ
โดยปกติแล้ว Juvelook จะมาในรูปแบบ 1 vial (ปริมาณยาหลังจากผสมแล้วจะได้ประมาณ 2cc)
แต่คลินิกแต่ละแห่งก็จะมีทั้งที่ใช้หมดเลย 1 vial
ในการฉีดครั้งเดียวเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
กับบางที่ที่แบ่งใช้แค่ครึ่ง vial (1cc) แล้วลงโฆษณา
ว่าราคาสำหรับ '1 ครั้ง' ครับ
ซึ่งโปรแกรมราคา 190,000 วอน ส่วนใหญ่มักจะเป็นแบบหลังครับ
สรุปคือถึงแม้จะเขียนว่าทำ 1 ครั้งเท่ากัน
แต่ปริมาณตัวยาที่คุณจะได้รับจริงๆ นั้นหายไปครึ่งหนึ่งเลยครับ
และยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากๆ ไม่แพ้กันครับ
เนื่องจากอนุภาคของ PDLLA หากฉีดผิดชั้นผิวหรือลึกไม่พอ
ก็อาจทำให้เกิดปุ่มนูน (nodule) ใต้ผิวหนังได้
ตัวยาต้องถูกกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอในชั้นผิวหนังแท้ส่วนลึก
(ลึกประมาณ 2.5 - 3 มม.)
แต่ถ้าหากตื้นเกินไปหรือกระจุกตัวอยู่ที่เดียว
ก็อาจจะกลายเป็นก้อนไตแข็งๆ ที่สัมผัสได้ครับ
ด้วยเหตุนี้ เทคนิคการฉีดของแพทย์ผู้ทำหัตถการ,
เวลาที่ใช้ในการนวดหน้า และการดูแลหลังทำ
จึงถูกคำนวณรวมเข้าไปในค่าบริการด้วยครับ
มีซินเดอเรลล่าคีย์บิวตี้หลายท่าน
ที่รู้สึกประหลาดใจกับข้อมูลส่วนนี้ค่อนข้างเยอะเลยครับ
อย่างเมื่อสัปดาห์ก่อน มีคนไข้ท่านหนึ่งอายุ 39 ปี เข้ามาใช้บริการ
เธอเล่าว่าเคยไปลองฉีดจากอีกที่หนึ่งเพราะเห็นว่าราคาไม่แพง แต่ไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงเลย
เธอเลยไม่ได้คาดหวังอะไรมากตอนตัดสินใจมาฉีดกับเราในปริมาณเต็มโดส
(Full vial ขนาด 2cc) เพียงครั้งเดียว
แต่ผ่านไปแค่ 3 สัปดาห์ เธอทักมาบอกหมอว่า "คุณหมอคะ ผิวดูสว่างใสและเรียบเนียนขึ้นเยอะเลยค่ะ"
แถมเธอยังบอกอีกว่า
ไม่คิดว่าจะสามารถรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงได้เร็วขนาดนี้
แน่นอนครับว่าถึงจะเป็นชื่อบริการเหมือนกัน แต่ถ้าปริมาณตัวยาที่ได้ไปต่างกันถึงสองเท่า
ผลลัพธ์ย่อมแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดอยู่แล้วครับ
สรุปประเด็นสำคัญโดย หมอวี ยองจิน
เวลาเลือกทำ Juvelook อย่าเพิ่งตัดสินจากราคาต่อครั้งเพียงอย่างเดียวครับ
ข้อแรก, ปริมาณ cc ที่ได้รับในการฉีด '1 ครั้ง'
ของแต่ละคลินิกมีความแตกต่างกัน
ข้อสอง, ผลลัพธ์จากการทำเพียงครั้งเดียวนั้นสังเกตผลได้ค่อนข้างยาก
ดังนั้นการเปรียบเทียบโดยดูจากยอดรวมของแพ็กเกจ 3-4 ครั้ง
จะช่วยให้เห็นความคุ้มค่าและค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมจริงๆ ครับ

จะคำนวณราคา Juvelook ให้เหมาะกับ
สถานการณ์ของตัวเองอย่างไรดี
ประเภทโปรแกรม | ช่วงราคาเฉลี่ยต่อ 1 ครั้ง | ปริมาณยาจริงที่ใช้ | ยอดรวมแพ็กเกจ 3 ครั้ง |
โฆษณาราคาถูกพิเศษ | 150,000 - 220,000 วอน | 0.5 ~ 1cc | เห็นผลลัพธ์ได้น้อยมาก |
ราคาเฉลี่ยทั่วไป | 300,000 - 450,000 วอน | 2cc (1 vial) | 900,000 - 1,200,000 วอน |
ระดับพรีเมียม | 550,000 - 800,000 วอน | 2cc + skin booster อื่นๆ | ประมาณ 1,500,000 - 2,000,000 วอน |
โดยทั่วไปแล้ว หมอจะคอยแนะนำแบบนี้เสมอครับ
สำหรับท่านที่เริ่มทำครั้งแรก ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะอยากทดลองดูสักครั้งก่อน
แต่เนื่องจาก Juvelook เป็นหัตถการที่ต้องอาศัยเวลาให้ตัวสาร PDLLA ค่อยๆ กระตุ้นคอลลาเจน
ดังนั้น การฉีดเพียงแค่ครั้งแรก ครั้งเดียว
อาจยากต่อการรู้สึกหรือสังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเองครับ
การตั้งเป้าหมายไว้ที่อย่างน้อย 3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างทุกๆ 4 สัปดาห์
แล้วนำราคารวมของโปรแกรมมาเปรียบเทียบกัน จึงเป็นวิธีเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุดครับ
หมอยังจำเคสของคนไข้วัย 25 ปีท่านหนึ่งได้ดีครับ
ตอนแรกเธอลังเลเพราะดูแต่ราคาโปรโมชั่นฉีดครั้งเดียว
แต่พอลองกดเครื่องคิดเลขคำนวณเทียบเป็นยอดเฉลี่ย 3 ครั้งดู
เธอก็พบด้วยตัวเองเลยว่า โฆษณาที่ดูเหมือนจะถูกตอนแรก
จริงๆ กลับเฉลี่ยออกมาแพงกว่าเสียอีกครับ
เพราะหากเทียบราคา 190,000 วอน × 3 ครั้ง = 570,000 วอนก็จริง
แต่การจะฉีดให้ได้ผลลัพธ์เทียบเท่ากับปริมาณมาตรฐาน 2cc ในทีเดียว
อาจจะต้องกลับมาฉีดซ้ำถึง 6 ครั้งเลยล่ะครับ
3 คำถามยอดฮิตที่พบบ่อย
ก่อนตัดสินใจเลือกจากเรื่องราคา
Q1. ถ้าตัดสินใจซื้อเป็นคอร์สแพ็กเกจไว้
แต่ทำไปแล้วรู้สึกไม่เห็นผล ขอคืนเงินระหว่างทางได้ไหมคะ?
A. นี่เป็นจุดที่หลายคนเข้าใจผิดค่อนข้างเยอะเลยครับ
กลุ่มหัตถการประเภท คอลลาเจน บูสเตอร์ อย่าง Juvelook นั้น
คนที่ทำแค่ 1-2 ครั้งแล้วจะอุทานว่า "อุ๊ย ดีจังเลย" มีไม่ถึงครึ่งหนึ่งด้วยซ้ำครับ
ส่วนใหญ่จะเริ่มรู้สึกได้เวลาส่องกระจกสังเกตดู
หลังจากเริ่มเข้าสู่ครั้งที่ 3 เป็นต้นไปครับ
ดังนั้น การตัดสินใจขอคืนเงินหลังจากทำไปเพิ่งแค่ครั้งเดียว
ก็อาจจะยังเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุปผลลัพธ์ของทรีตเมนต์ครับ
และเนื่องจากนโยบายการคืนเงินของแต่ละคลินิกจะมีความแตกต่างกันไป
ก่อนทำการชำระเงิน หมอแนะนำให้ดูเอกสารเงื่อนไขสัดส่วนการคืนเงินในแต่ละครั้งให้ละเอียดก่อนนะครับ
Q2. แล้วสรุปแล้ว ในความจริง
ควรเตรียมงบประมาณไว้เท่าไหร่ดีคะสำหรับแต่ละครั้ง?
A. เป็นคำถามที่หาคำตอบที่เป๊ะๆ ยากนิดหนึ่งครับ
เพราะสภาพผิวและเป้าหมายในการรักษาของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกันเลย
แต่ถ้าอยากได้ไกด์ไลน์กว้างๆ ในเบื้องต้น
หากยึดปริมาณมาตรฐานต่อ 1 vial (2cc)
ให้ตั้งงบประมาณไว้ที่ 350,000 - 450,000 วอนต่อครั้ง
และหากเป็นแพ็กเกจ 3-4 ครั้ง
ก็คาดการณ์งบรวมไว้ที่ประมาณ 1,100,000 - 1,600,000 วอนครับ
หากราคาถูกกว่าช่วงนี้มากๆ อาจต้องพิจารณาตรวจสอบเรื่องปริมาณว่าเต็มโดสหรือไม่
หรือหากสูงกว่ามาก ก็ควรเช็กดูว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่รวมตัวบูสเตอร์อื่นๆ หรือการนวดทรีตเมนต์ LDM และการดูแลหลังทำด้วยหรือเปล่านะครับ
Q3. ไปทำจากคลินิกหนึ่งที่ราคาประหยัดมา
แล้วคลำเจอก้อนไตเล็กๆ ใต้ผิว แบบนี้ปกติไหมคะ?
A. ในฐานะแพทย์ ตอนแรกๆ หมอก็เคยคิดว่าเมื่อเวลาผ่านไป
ก้อนพวกนี้จะสามารถยุบตัวหายไปได้เองครับ
แต่ปุ่มนูน (nodule) เหล่านี้ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว บางครั้งอาจต้องใช้เวลายาวนานกว่า 6 เดือนในกระบวนการดูดซึมตามธรรมชาติ
หรือในบางรายก็อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์เพื่อแก้ไขเลยก็มีครับ
ซึ่งมักเกิดจากการฉีดผิดชั้นผิว หรือการนวดกระจายยาที่ไม่เพียงพอ
ทำให้อนุภาคยาเข้ามารวมตัวกระจุกเป็นก้อนอยู่ที่จุดเดียวนั่นเองครับ
หากผ่านไปเกิน 2 สัปดาห์แล้วยังมีก้อนไตที่คลำเจอและไม่ยุบลง
หมอแนะนำว่าไม่ควรทิ้งไว้เฉยๆ นะครับ
ควรกลับไปพบแพทย์ที่คลินิกเดิมที่ทำ หรือลองเข้าไปปรึกษาคลินิกอื่นเพื่อรับการประเมินอาการดูครับ
จริงๆ แล้ว ราคาที่ถูกไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดผลข้างเคียงเรื่องก้อนนูนขึ้นเสมอไปนะครับ
แต่มันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าระดับความชำนาญและประสบการณ์เฉพาะทางของแพทย์ผู้รักษา
เป็นสิ่งหนึ่งที่สะท้อนออกมาผ่านมูลค่าของค่าบริการหลักๆ ครับ
หากวันนี้อยากจะให้จำเรื่องสำคัญกลับไปสักเรื่องหนึ่ง
— ตัว Juvelook ควรเปรียบเทียบด้วยเกณฑ์ราคาแพ็กเกจรวม 3-4 ครั้งในปริมาณที่เต็มโดสมาตรฐาน
มากกว่าการไปเทียบกับราคาต่อครั้งเดี่ยวๆ ครับ
ในบทความหน้า
หมอจะมาชวนคุยเรื่อง '5 คำถามสำคัญที่ต้องถามคลินิกให้มั่นใจ
ก่อนควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อดีล Juvelook' กันต่อครับ
รับรองว่าจะเจาะลึกตั้งแต่ปริมาณ cc ไปจนถึงข้อตกลงในการเคลมเลยครับ
เพราะสิ่งสำคัญเหล่านี้ บ่อยครั้งโฆษณาราคาน่าดึงดูด
ก็ไม่ได้บอกรายละเอียดเราไว้ทั้งหมด จนกว่าจะได้เข้าไปนั่งถามในห้องรักษาครับ
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกท่านนะครับ ผม หมอวี ยองจิน ครับ
บทความแนะนำที่น่าสนใจ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
อยากลดโหนกแก้ม? ต้องเช็กให้ชัวร์ก่อนนะคะว่าเป็นที่ 'กระดูก' หรือเปล่า
ก่อนที่จะลดโหนกแก้ม ต้องเช็กก่อนนะคะว่าเป็น 'ประเภทกระดูก' หรือเปล่า เพราะถ้าสาเหตุเกิดจากความหย่อนคล้อยหรือไขมัน เราสามารถปรับรูปหน้าให้อ่อนละมุนขึ้นได้ด้วยการทำ lifting และการปรับสมดุลค่ะ

ผู้ชาย
ทำ Inmode FX มาได้ 2-3 วันแล้ว แต่ยังมีอาการอุ่นๆ ร้อนๆ หรือเสียวแปล๊บๆ อยู่เลย แบบนี้ปกติไหมคะ?
อาการร้อนผ่าวหลังทำ InMode FX — มาเช็กกันตั้งแต่ผลข้างเคียงปกติที่พบได้ทั่วไป สิ่งที่ต้องสังเกตเมื่ออาการเป็นยาวนานขึ้น ไปจนถึงสัญญาณเตือนที่ควรติดต่อแพทย์กันค่ะ

ยกกระชับ
ทำ Shurink มาแล้วรู้สึกไม่ค่อยเห็นผลเลยค่ะ เป็นเพราะเราดูแลตัวเองผิดวิธี หรือว่าปกติมันเป็นแบบนี้อยู่แล้วคะ?
เมื่อรู้สึกว่าผลลัพธ์ของ Shurink ไม่ค่อยเห็นผล — มาเจาะลึกตั้งแต่สาเหตุที่เห็นผลช้า จำนวนช็อต ระดับความหย่อนคล้อย ไปจนถึงจุดที่ต้องเช็กก่อนทำซ้ำกันค่ะ

ผิว
Oligio X เจ็บมากไหมคะตอนทำ แล้วจำเป็นต้องแปะยาชาไหม?
Oligio X ความเจ็บและยาชา — เจาะลึกตั้งแต่ความรู้สึกเจ็บที่ต่างกันในแต่ละจุด เทคนิคช่วยลดความเจ็บ ไปจนถึงเวลาที่แนะนำในการแปะยาชาครีม

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฉีดฟิลเลอร์สะโพกมาแล้วดูเบี้ยวไม่เท่ากันสองข้าง แบบนี้ควรรับมือหรือแก้ไขอย่างไรดีคะ?
สะโพกไม่เท่ากันหลังฉีดฟิลเลอร์ — มาดูสาเหตุที่พบบ่อย, วิธีดูแลตัวเองตามระยะเวลา และสัญญาณที่ต้องเช็กก่อนจะเริ่มปรึกษาเรื่องการแก้ไขกันค่ะ

ผิว
หลังทำหัตถการหลายคนบอกว่าประคบเย็นจะช่วยลดบวมได้ดี แล้วควรเริ่มประคบตั้งแต่ตอนไหน ถึงเมื่อไหร่ และต้องทำอย่างไรบ้างคะ?
การประคบเย็นหลังทำหัตถการ — ชวนมาทำความเข้าใจตั้งแต่หลักการลดบวม ช่วงเวลา ระยะเวลา วิธีการประคบ ไปจนถึงกรณีที่ควรหลีกเลี่ยง



