รอยคล้ำริ้วรอยรอบตาใช้ Juvelook Eye ผิวหย่อนสะโพก-ต้นขาใช้ Glam ไลน์พิเศษที่ควรรู้ต่อจากโปรแกรมหน้า
🔗 ไปยังบทความอื่น ๆ
Juvelook คืออะไร? — 1.1 ประวัติความเป็นมาของ Juvelook · 1.2 หลักการทำงาน (PDLLA + HA)
ไลน์อัพทั้งหมด — 2.1 ผลิตภัณฑ์สำหรับใบหน้า 3 รุ่น (Juvelook, Volume, Skin)
การรวมคอร์สทำหัตถการ — 3.1 จับคู่ CureJet (รักษาแผลเป็นแบบไร้เข็ม) · 3.2 จับคู่ Microneedle (สำหรับแผลเป็นลึก) · 3.3 จับคู่ Potenza (RF + Pumping Tip)
เปรียบเทียบและการเลือกใช้ — 4.1 Juvelook vs Rejuran · 4.2 Rejuran HB vs Juvelook แบบฉีดใต้ชั้นผิวแท้ (Intradermal Injection)
ถ้าให้สรุปตั้งแต่แรกเลยก็คือ ไลน์อัพของ Juvelook ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ใบหน้าเท่านั้นค่ะ เพราะยังมี Juvelook Eye ที่ย่อขนาดโมเลกุลลงเหลือ 20μm เพื่อผิวรอบดวงตาโดยเฉพาะ และ Juvelook Glam สำหรับเพิ่มวอลลุ่มให้กับผิวกายโดยเพิ่มขนาดและประสิทธิผลของโมเลกุล เป็นสองไลน์ที่ออกแบบมาเพื่อจุดที่บอบบางที่สุด (รอบดวงตา) และจุดที่กว้างที่สุด (สะโพกและต้นขา) ของเรานั่นเองค่ะ
สำหรับรอบดวงตาโดยเฉพาะ — ทำไม Juvelook Eye ต้องย่อขนาดโมเลกุลลง?
ผิวรอบดวงตาเป็นบริเวณที่บอบบางและบางที่สุดบนใบหน้าค่ะ ความหนาของ ชั้นผิวแท้ (Dermis)* ในส่วนนี้บางกว่าบริเวณอื่นถึงครึ่งหนึ่ง แถมเส้นเลือดและเส้นประสาทก็ยังอยู่ใกล้กับพื้นผิวมากด้วยค่ะ ดังนั้น หากใช้รุ่นปกติที่ใช้กับใบหน้าทั่วไปโดยตรง ความเสี่ยงที่จะเกิดตุ่มไต (ก้อนเล็ก ๆ ใต้ผิว), ผลข้างเคียงกับเส้นเลือด หรือผิวเป็นคลื่นไม่เรียบเนียนจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็วทันทีค่ะ
ชั้นผิวแท้ (Dermis)*: คือชั้นผิวใต้ผิวหนังกำพร้าที่อุดมไปด้วยคอลลาเจนและอีลาสติน ความหนาและความยืดหยุ่นของผิวจะขึ้นอยู่กับสุขภาพของผิวชั้นแท้นี้เป็นหลัก และเพราะผิวรอบดวงตามีชั้นผิวแท้ที่บางกว่าบริเวณอื่น การทำหัตถการในส่วนนี้จึงมีความยากและท้าทายสูงมากค่ะ
Juvelook Eye จึงเข้ามา แก้ปัญหานี้ด้วยการลดขนาดโมเลกุล โดยมีขนาดโมเลกุล PDLLA เฉลี่ยอยู่ที่ ประมาณ 20μm ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า Juvelook Skin (ประมาณ 24μm) และ Juvelook Volume (ประมาณ 40μm) ค่ะ เมื่อโมเลกุลมีขนาดเล็กลง อัตราการสลายตัวก็จะเร็วขึ้น และโอกาสที่จะจับตัวเป็นก้อนในจุดเดียวก็น้อยลงไปด้วย แม้จะฉีดเข้าไปในชั้นผิวที่บางมาก ๆ อย่างรอบดวงตา ความเสี่ยงที่ผิวจะเป็นคลื่นขรุขระจึงลดลงอย่างมากเลยค่ะ
จากงานศึกษาทางคลินิกเกี่ยวกับประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการใช้ PDLLA บริเวณใต้ตา (Lower Eyelid) พบว่า PDLLA ที่มีขนาดโมเลกุลและการฉีดในระดับความลึกที่เหมาะสม จะช่วยกระตุ้นคอลลาเจนบริเวณรอบดวงตาได้อย่างยอดเยี่ยมและสร้างผลข้างเคียงต่ำมากค่ะ ในระหว่างที่ PDLLA ค่อย ๆ สลายตัวไปในช่วง 4-8 สัปดาห์ เซลล์สร้างคอลลาเจน (Fibroblast)* จะสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาเพื่อเติมเต็มให้ชั้นผิวแท้หนาขึ้น ซึ่งใช้หลักการเดียวกับรุ่นสำหรับใบหน้าเลยค่ะ เพียงแต่ด้วยปริมาณและขนาดที่เล็กกว่า ผลลัพธ์ที่ได้จะค่อยเป็นค่อยไปและดูเป็นธรรมชาติละมุนตามากกว่าค่ะ
เซลล์สร้างคอลลาเจน (Fibroblast)*: คือเซลล์ที่อาศัยอยู่ในชั้นผิวแท้ มีหน้าที่สร้างคอลลาเจนและอีลาสติน เมื่อได้รับการกระตุ้นจาก PDLLA เซลล์ชนิดนี้จะกลับมาทำงานอย่างแข็งขัน ทำให้เกิดการสะสมตัวของคอลลาเจนใหม่ ส่งผลให้ผิวหนาขึ้นและคืนความยืดหยุ่นกลับมาค่ะ

ความเปลี่ยนแปลงจาก Juvelook Eye — มุ่งเป้าจัดการรอยหมองคล้ำรอบดวงตาและริ้วรอยเล็ก ๆ
สำหรับท่านที่มองหาโปรแกรมรอบดวงตา โดยทั่วไปจะมีปัญหาหลัก ๆ อยู่ 3 ข้อค่ะ นั่นคือ รอยหมองคล้ำ (Dark Circles), ริ้วรอยเล็ก ๆ รอบดวงตา และใต้ตาโบ๋หย่อนคล้อย ซึ่ง Juvelook Eye เป็น ไลน์ที่ออกแบบมาเพื่อมุ่งเป้าจัดการทั้ง 3 ปัญหานี้พร้อม ๆ กันในครั้งเดียว เลยค่ะ
สาเหตุหนึ่งของการเกิดรอยหมองคล้ำรอบดวงตา เป็นเพราะผิวรอบดวงตาบางจนทำให้เห็นเส้นเลือดและกล้ามเนื้อใต้ผิวชัดขึ้น เมื่อ PDLLA เข้าไปกระตุ้นคอลลาเจนและช่วยให้ชั้นผิวแท้หนาขึ้น การมองเห็นทะลุผ่านผิวก็จะลดลง ส่งผลให้รอยหมองคล้ำดูจางลงไปเองค่ะ ในขณะเดียวกัน คอลลาเจนที่สร้างขึ้นใหม่จะช่วยเติมเต็มริ้วรอยเล็ก ๆ และสร้างวอลลุ่มแบบเบา ๆ ช่วยบรรเทาอาการใต้ตาโบ๋ลึกให้ดูตื้นขึ้นได้ด้วยค่ะ
อย่างไรก็ตาม Juvelook Eye ไม่ได้ช่วยแก้ทุกสาเหตุของรอยหมองคล้ำใต้ตา นะคะ สำหรับรอยคล้ำจากเม็ดสี (เมลานิน) หรือรอยลึกที่เกิดจากโครงสร้างกระดูกจะมีข้อจำกัดในการรักษาอยู่ค่ะ แม้ว่าตัวนี้จะเห็นผลดีมากกับรอยหมองคล้ำ ริ้วรอยเล็ก ๆ และรอยบุ๋มตื้น ๆ ที่มีต้นตอมาจากความหนาและความยืดหยุ่นของชั้นผิวแท้ แต่การปรึกษาคุณหมออย่างละเอียดเพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริงก่อนทำจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดค่ะ

สำหรับผิวกายโดยเฉพาะ — พื้นที่ของ Juvelook Glam
Juvelook Glam คือไลน์น้องใหม่ล่าสุดสำหรับผิวกายโดยเฉพาะค่ะ ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับใบหน้า แต่สร้างขึ้นเพื่อกระตุ้นคอลลาเจนและเติมเต็มวอลลุ่มให้กับบริเวณ สะโพก, ต้นขา, ต้นแขน และบริเวณเนินอก (Décolleté) ไปพร้อม ๆ กัน
เนื่องจากผิวกายมีพื้นที่กว้างและความหนาของผิวแต่ละส่วนก็แตกต่างกันมาก หากใช้ไลน์สำหรับใบหน้าทั่วไปคุณอาจจะต้องใช้ปริมาณยาที่เยอะมากและใช้เวลาในการทำนานมากค่ะ Juvelook Glam จึงเพิ่มปริมาณสาร PDLLA ต่อขวดให้มากขึ้นและปรับขนาดโมเลกุลให้ใหญ่ขึ้น เพื่อให้สามารถ ครอบคลุมพื้นที่กว้าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ค่ะ
บริเวณยอดฮิตที่เหมาะกับการทำ เช่น การยกกระชับบั้นท้าย, ปัญหาต้นขาด้านในหย่อนคล้อย และผิวต้นแขนด้านหลังหย่อนคล้อยค่ะ ต่างจากบอดี้ฟิลเลอร์ทั่วไปที่แค่เติมเต็มวอลลุ่มให้ผ่าน ๆ ไป แต่ Juvelook Glam จะใช้ PDLLA เข้าไปกระตุ้นคอลลาเจน เพื่อยกกระชับและเพิ่มความหนาให้แก่ตัวผิวจริงด้วยตัวมันเอง ทำให้หลังจากทำไปประมาณ 1-3 เดือน คุณจะสัมผัสได้ถึงผิวที่เนียนนุ่มและเรียบเนียนขึ้นอย่างเห็นได้ชัดค่ะ
นอกจากนี้ ใน แนวทางปฏิบัติที่เป็นเอกฉันท์เกี่ยวกับการสร้างสูตรเคมีและการประยุกต์ใช้เพื่อความงามที่เหมาะสมสำหรับอนุภาคขนาดเล็กของ PDLLA ยืนยันว่า ตัวยาที่ผสมผสานระหว่าง PDLLA + HA ก็ให้ผลลัพธ์ในการกระตุ้นคอลลาเจนกับบริเวณร่างกายส่วนอื่นนอกเหนือจากใบหน้าได้อย่างชัดเจนเช่นกันค่ะ Juvelook Glam จึงถือเป็นนวัตกรรมที่ขยายกลไกความงามที่ผ่านการพิสูจน์แล้วจากใบหน้าลงมาสู่ผิวกายนั่นเองค่ะ

ไลน์ไหนที่ใช่สำหรับคุณ?
บริเวณที่ต้องการดูแลจะเป็นตัวเลือกไลน์ให้คุณเองค่ะ สรุปง่าย ๆ ได้ดังนี้เลยค่ะ
รอยหมองคล้ำรอบดวงตา / ริ้วรอยเล็ก ๆ รอบดวงตา / ใต้ตาโบ๋ → Juvelook Eye
สะโพก / ต้นขา / ต้นแขน / เนินอก → Juvelook Glam
วอลลุ่มบนใบหน้า, ผิวเรียบเนียน, โทนสีผิว → ไลน์อัพสำหรับใบหน้า 3 รุ่น (ลองย้อนอ่านบทความก่อนหน้าได้นะคะ)
ลูกค้าหลาย ๆ ท่านมักจะเลือกรับบริการ Juvelook Eye ร่วมกับคอร์สทำหัตถการใบหน้าอื่น ๆ ในวันเดียวกันค่ะ เช่น ทั่วทั้งใบหน้าจะลงเป็นรุ่น Original หรือ Volume แล้วเพิ่มรุ่น Eye เฉพาะตรงกลุ่มบริเวณรอบดวงตาค่ะ ส่วนยอดนิยมสำหรับ Glam มักจะนัดแยกเซสชันกันเป็นเรื่องเป็นราว เนื่องจากผิวกายมีพื้นที่กว้าง จึงแนะนำให้เผื่อเวลาสำหรับการฟื้นฟูผิวแยกไว้ต่างหากจะดีที่สุดค่ะ
ในบทความถัดไป เราจะมาคุยกันเรื่องการนำ Juvelook ไป ใช้ร่วมกับหัตถการอื่น ๆ เช่น CureJet, Microneedle และ Potenza กันค่ะ เพราะบางครั้ง "วิธีการส่งตัวยาเข้าสู่ผิว" นั้นส่งผลต่อผลลัพธ์ยิ่งกว่าตัวผลิตภัณฑ์เดี่ยว ๆ เสียอีกค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q. ฉีด Juvelook Eye แล้ว รอยหมองคล้ำรอบดวงตาจะหายไปเลยไหมคะ?
รอยหมองคล้ำที่เกิดจากความบางของชั้นผิวแท้จะดูจางลงอย่างแน่นอนค่ะ แต่สำหรับรอยหมองคล้ำที่เกิดจากเม็ดสี (เมลานิน) หรือรอยใต้ตาโบ๋ลึกที่เกิดจากโครงกระดูกอาจต้องใช้วิธีอื่นร่วมในการรักษาด้วยค่ะ สิ่งสำคัญคือต้องเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์หาสาเหตุใต้ตาคล้ำของคุณกับคุณหมอผู้เชี่ยวชาญก่อนนะคะ
Q. Juvelook Glam ช่วยเรื่องเซลลูไลท์ด้วยไหมคะ?
Juvelook Glam ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนเพื่อเพิ่มความหนาและความยืดหยุ่นให้แก่ผิวค่ะ จึงอาจจะช่วยเสริมให้ผิวภายนอกที่ดูเป็นคลื่นจากเซลลูไลท์ดูเรียบเนียนขึ้นได้บ้าง แต่ไม่ใช่หัตถการเพื่อลดไขมันโดยตรงค่ะ หากกังวลเรื่องเซลลูไลท์เป็นหลัก แนะนำให้ทำร่วมกับหัตถการลดไขมันอื่น ๆ จะตรงจุดกว่าค่ะ
Q. สามารถทำ Juvelook Eye และ Glam ในวันเดียวกันได้ไหมคะ?
ทำได้ค่ะ แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก Glam จะใช้ปริมาณการฉีดค่อนข้างเยอะในแต่ละส่วนและต้องการเวลาในการพักฟื้นผิว โดยปกติแล้วลูกค้าส่วนใหญ่จึงทำแยกวันกันจะสะดวกกว่าค่ะ ทั้งนี้ สามารถปรึกษาร่วมกับคุณหมอก่อนตัดสินใจได้เลยค่ะ
บทความน่าอ่านเพิ่มเติม

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฉีดฟิลเลอร์สะโพกเจ็บไหม? ยาชาช่วยได้แค่ไหน
ฟิลเลอร์สะโพกเจ็บไหม ความเจ็บมาจากไหน ยาชาแบบทาและแบบฉีดช่วยลดความเจ็บได้แค่ไหน มาดูกัน

ยกกระชับ
หลังทำ InMode FX ล้างหน้าแต่งหน้าได้เมื่อไหร่
หลังทำ InMode FX ล้างหน้าและแต่งหน้าได้เมื่อไหร่ มาดูไทม์ไลน์และวิธีดูแลผิวช่วงที่ผิวยังแดงกันค่ะ

ผิว
หลัง Secret RF ล้างหน้าแต่งหน้าได้เมื่อไหร่ดี?
หลัง Secret RF ล้างหน้าแต่งหน้าได้เมื่อไหร่ สรุปตามระยะการฟื้นตัว พร้อมวิธีดูแลกันรอยดำ

ลบรอยสัก
ลบรอยสัก PicoWay สะเก็ดขึ้นและรอยสักจางเป็นขั้นตอนไหน
ลบรอยสัก PicoWay พักฟื้นอย่างไร ตั้งแต่ Frosting สะเก็ด จนรอยสักค่อย ๆ จาง สรุปให้เข้าใจง่ายค่ะ

ผิว
ทำหัตถการแล้วขึ้นเครื่องบินได้เมื่อไหร่?
หลังทำหัตถการ ขึ้นเครื่องบินได้เมื่อไหร่ดี บทความนี้รวมระยะที่ควรเว้นก่อนบินตามชนิดหัตถการไว้ให้แล้ว

ยกกระชับ
ถ้าใช้ Sofwave ในการยกหน้าผากและแนวไรผม ผิวที่หย่อนคล้อยจะดูกระชับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติและผลลัพธ์จะอยู่ได้นานแค่ไหนคะ?
Sofwave 이마 리프팅 (รีฟท์หน้าผาก) — เจาะลึกตั้งแต่หลักการทำงานในการยกกระชับหน้าผากและแนวไรผมที่หย่อนคล้อย ไปจนถึงระยะเวลาการฟื้นตัวและช่วงเวลาที่จะเริ่มเห็นผลลัพธ์



