เว้น 3 สัปดาห์จางกว่า 1 สัปดาห์ ทำถี่เกินทำให้สีเข้มขึ้น พร้อมรอบที่ต่างสำหรับฝ้าจากการตั้งครรภ์

ก่อนอื่นขอสรุปให้ฟังสั้นๆ ก่อนเลยนะครับ
ยิ่งเลเซอร์รักษาฝ้ากระบ่อย
ฝ้ากระจะยิ่งไม่ได้จางลงง่ายๆ แต่กลับจะยิ่งเข้มขึ้นครับ
ในบทความนี้ เราจะมาเจาะลึกถึงเหตุผลกันครับ
บทสรุปในบรรทัดเดียว
ระยะห่างที่เหมาะสมสำหรับการเลเซอร์โทนนิ่งลดฝ้ากระ ไม่ใช่ 1-2 สัปดาห์
แต่คือ 2-4 สัปดาห์ครับ
เกณฑ์ในการพิจารณา
หากเว้นระยะห่างสั้นเกินไป การสะสมของอาการอักเสบจะทำให้เม็ดสีเข้มขึ้นกว่าเดิม
สิ่งที่จะได้รู้ในวันนี้
คุณจะสามารถประเมินได้ว่า
ระยะเวลาที่เหมาะสมกับประเภทฝ้ากระของคุณควรเป็นอย่างไร
คอนเทนต์ในวันนี้
ที่เราจะเน้นกันมี 3 ข้อหลักๆ ครับ
ทำไมการยืดระยะเวลา
ทำเลเซอร์ฝ้ากระออกไป ถึงช่วยให้ฝ้าจางลงได้ดีกว่า
ฝ้าขณะตั้งครรภ์ หรือฝ้าจากฮอร์โมน
ควรจัดโปรแกรมและระยะเวลาอย่างไร
เมื่อทำ เลเซอร์โทนนิ่ง อย่างเดียวแล้วยังไม่พอ
เราจะเสริมด้วยการ Peeling อย่างไรดี
เลเซอร์โทนนิ่ง รักษาฝ้ากระ
ต่างกับ Pico toning อย่างไร?
เลเซอร์โทนนิ่งทั่วไปจะใช้เลเซอร์ความยาวคลื่น 1064nm
ในการสลายเม็ดสีเมลานิน
ทีละนิดด้วยพลังงานต่ำครับ
ซึ่งจะแตกต่างจาก Pico toning ตรงที่ เลเซอร์โทนนิ่งแบบดั้งเดิมจะเน้นใช้พลังงานความร้อน
ส่วน Pico toning จะใช้แรงกระแทกจากคลื่นความถี่สูง (shock wave)
แม้จะเรียกว่า "โทนนิ่ง" เหมือนกัน แต่กลไกการทำลายเม็ดสีจะต่างกันเล็กน้อยครับ
บทความนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อเปรียบเทียบตัวเครื่องเลเซอร์นะครับ
แต่ตั้งใจมาตอบคำถามว่า "ถ้าตัดสินใจทำแล้ว ควรเว้นระยะกี่สัปดาห์ถึงจะดีที่สุด"
เพราะฉะนั้นขอสรุปคำจำกัดความไว้แค่นี้ก่อนนะครับ

ระยะเวลาในการทำเลเซอร์ฝ้ากระ
ทำไมยิ่งยืดระยะห่าง ผลลัพธ์ถึงยิ่งดี?
การขยายระยะเวลารอคอยออกไป คือเส้นทางลัดที่ทำให้ผิวดีขึ้นได้เร็วที่สุดครับ
คีย์พอยท์สำคัญของบทความนี้
ถ้าลองขยายระยะเวลาทำเลเซอร์โทนนิ่งจากทุก 1 สัปดาห์ → เป็นทุก 3 สัปดาห์
หลายคนอาจกังวลว่าผลลัพธ์จะดูล่าช้าลงใช่ไหมคะ? แต่ความจริงแล้วตรงกันข้ามเลยครับ
เพราะเราต้องเว้นระยะเพื่อให้เซลล์เมลานินได้พักผ่อนและฟื้นตัวบ้าง
หากทำถี่เกินไป อาการอักเสบสะสมใต้ผิว
จะยิ่งไปกระตุ้นให้เม็ดสีเข้มขึ้นแทนครับ
หลายๆ คนที่เสิร์ชคำว่า "เลเซอร์ฝ้ากระ" แล้วเข้ามาอ่านบทความนี้
ส่วนใหญ่ก็น่าจะอยาก "รีบกำจัดฝ้าออกไปเร็วๆ เลยอยากทำบ่อยๆ"
เข้าใจความรู้สึกนี้ดีเลยครับ
แต่ตรงนี้มีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่ต้องรู้นะครับ
เพราะฝ้านอกจากจะเป็นปัญหาเรื่องเม็ดสีแล้ว
ยังมีลักษณะของ "โรคผิวหนังอักเสบ" ร่วมด้วยครับ
เมื่อก่อนเราอาจแนะนำให้ทำทุกๆ 1-2 สัปดาห์
เพราะตามทฤษฎีแล้ว การรีบทำลายเม็ดสีและไปต่อในรอบถัดไปทันที
ดูจะสมเหตุสมผลที่สุด
แต่จากประสบการณ์การรักษาเคสคนไข้จริงตลอด 5 ปีที่ผ่านมา
ข้อสรุปนี้ได้เปลี่ยนไปแล้วครับ
ตอนนี้หมอแนะนำที่ 2-4 สัปดาห์ครับ
โดยมีกลไกตามนี้เลยครับ
แม้ว่าเลเซอร์จะช่วยทำลายเมลานิน
แต่มันก็สร้างความเสียหายจากความร้อนเล็กๆ (microthermal damage) ในชั้นผิวแท้ไปด้วย
หากความเสียหายนี้กลายเป็นปฏิกิริยาการอักเสบ
เซลล์สร้างเม็ดสี (melanocyte)
จะถูกกระตุ้นให้ทำงานหนักขึ้นแทน
นั่นแปลว่าหัตถการที่เราทำเพื่อหวังลดเม็ดสี
กลับกลายเป็นสัญญาณกลไกกระตุ้นให้ชะล้างหรือสร้างเม็ดสีเพิ่มนั่นเอง
หากเว้นระยะแค่ 1 สัปดาห์ ผิวยังไม่ทันหายอักเสบดี
ก็โดนกระตุ้นซ้ำเข้าไปอีกรอบแล้ว
เมื่อสะสมเรื่อยๆ ก็จะเกิด PIH (รอยดำหลังการอักเสบ) แทรกเข้ามา
ทำให้บางคนรู้สึกว่าฝ้าและผิวหน้าดูคล้ำกว่าก่อนทำเสียอีก
แต่ถ้าเว้นไว้ 2-4 สัปดาห์
เซลล์สร้างเม็ดสีเมลานินจะค่อยๆ สงบลงครบ 1 วงจร
และช่วยให้ร่างกายมีเวลาในการขับเศษเม็ดสีที่ถูกทำลายออกไปจากผิวได้ดีขึ้นด้วยครับ
ดังนั้นเวลาที่รู้สึกว่าทำแล้วฝ้าตอบสนองช้า
สิ่งสำคัญคือไม่ใช่การเพิ่มพลังงานเลเซอร์ให้แรงขึ้น
แต่ควรส่งสัญญาณเตือนว่า "ถึงเวลาต้องพักบ้างแล้วนะ"
อย่างวันนี้ตอนที่หมอตรวจ ก็เจอเคสลักษณะคล้ายกันนี้ท่านหนึ่งครับ
คนไข้ไปทำโทนนิ่งจากคลินิกอื่นมาทุกสัปดาห์ รวม 8 ครั้ง
แล้วมาพบหมอด้วยความกังวลว่า "ทำไมรู้สึกฝ้าดูเข้มและชัดเจนขึ้น"
นั่นล่ะครับ
หมอเลยช่วยปรับลดระดับพลังงานเลเซอร์ลงหนึ่งสเต็ป
พร้อมกับยืดสเกดดูลระยะเวลาทำใหม่เป็นทุกๆ 3 สัปดาห์
พอผ่านไปประมาณครั้งที่ 3 โทนสีผิวเริ่มจางและสม่ำเสมอขึ้นชัดเจน
และพอถึงครั้งที่ 6 เมื่อเทียบกับรูปวันแรกที่เข้ามา
เห็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นเยอะมากๆ เลยครับ
นอกจากนี้ หมอยังได้เสริมโปรแกรม Salicylic Acid Peeling เข้าไปในบางช่วงเวลา
เพื่อช่วยเร่งการผัดเซลล์ผิวด้านนอกและผลัดเม็ดสีเมลานินออกไปด้วยครับ
นี่คือเหตุผลหลักว่าทำไมเวลาทำเลเซอร์โทนนิ่งตัวเดียวแล้วฝ้าไม่ยอมออก
เราจึงต้องจับคู่ทำควบคู่ไปกับทรีตเมนต์ผลัดเซลล์ผิว (Peeling) ครับ
สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน
การรักษาฝ้าไม่ใช่การรีบร้อนเอาออกให้เร็วที่สุด
แต่คำตอบที่ถูกต้องคือการพยายามสร้างความระคายเคืองและกระตุ้นผิวให้น้อยที่สุดต่างหากครับ
ยิ่งใครที่อัดเน้นตารางทำเลเซอร์แบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์
หมอมักจะเห็นแพทเทิร์นผิวที่คล้ำเข้มขึ้นบ่อยกว่าเดิมครับ
การยืดระยะห่างออกไป พร้อมสลับด้วยการทำ Peeling อ่อนๆ เป็นระยะ
เพื่อเคลียร์รอยดำและสะสมการผลัดเซลล์ผิว จะช่วยส่งมอบผลลัพธ์ที่รวดเร็วและปลอดภัยกว่าในระยะยาวครับ

ฝ้าที่เกิดจากการตั้งครรภ์
แตกต่างจากฝ้าทั่วไปอย่างไร?
ก่อนที่จะกำหนดการเว้นช่วงรักษาฝ้าขณะตั้งครรภ์
เราต้องมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับช่วงเวลาในการรักษาให้ถูกต้องดีกว่าครับ
ฝ้าที่เกิดขึ้นในช่วงตั้งครรภ์หรืออยู่ในระหว่างการให้นมลูก
ในกลุ่มฝ้า (melasma) ทั้งหมด
เราจัดให้อยู่ในกลุ่มที่สัมพันธ์กับความอิ่มตัวหรือกระตุ้นจากร่างกาย (chloasma)
ซึ่งเป็นประเภทที่เกิดจากฮอร์โมน
ที่ส่งสัญญาณโดยตรงไปกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสีครับ
และประเด็นนี้ค่อนข้างซับซ้อน เพราะสาเหตุหลักมาจากปัจจัยภายในอย่างระดับฮอร์โมน
ต่อให้ใช้เลเซอร์พลังสูงเป่าล้างทำลายจนจางลง
แต่ถ้าฮอร์โมนยังสวิง ทำงานอยู่ ฝ้าใหม่ก็จะยังคงกลับมาได้เสมอครับ
สภาพผิวและรอยโรค | ระยะเวลาที่แนะนำ | โปรแกรมการรักษาร่วม |
ฝ้าบนตื้นทั่วไป | 2~3 สัปดาห์ | โทนนิ่ง + Peeling |
ฝ้าผสม (ตื้นและลึก) | 3~4 สัปดาห์ | โทนนิ่ง + Tranexamic Acid |
ฝ้าขณะตั้งครรภ์/จากฮอร์โมน | 4 สัปดาห์ขึ้นไป | เริ่มทำหลังคลอด/หลังหยุดยา |
ผิวอ่อนแอ/ฝ้ากลับมาซ้ำบ่อย | 4 สัปดาห์+ ร่วมกับพักผิว | ลดพลังงานลงมาหนี่งขั้น |
ดังนั้นในระหว่างที่ตั้งครรภ์ หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร
หมอจะไม่แนะนำให้ทำเลเซอร์โทนนิ่งใดๆ ทั้งสิ้นเลยครับ
แนะนำให้รอหลังคลอด หรือหลังหยุดให้นมลูกเรียบร้อยก่อน แล้วค่อยๆ รักษาโดยเว้นห่าง 4 สัปดาห์ขึ้นไป
ค่อยเป็นค่อยไป จะเห็นผลการรักษาที่เสถียรและปลอดภัยที่สุดครับ
และในเคสฝ้าจากการทำงานของฮอร์โมน หากรักษาควบคู่ไปกับการทาน/ทายาที่มีส่วนประกอบของ Tranexamic Acid
เราจะสามารถยืดระยะห่างของการยิงเลเซอร์ออกไปได้ยาวนานขึ้นและได้ผลลัพธ์ดียิ่งขึ้นด้วยครับ

3 คำถามยอดฮิต
เรื่องเลเซอร์ฝ้ากระในห้องตรวจ
Q1. เลเซอร์โทนนิ่งรักษาฝ้า
ทำทุกๆ 1 สัปดาห์ไม่ได้จริงๆ เหรอคะ?
ขออนุญาตตอบอย่างจริงจังและตรงไปตรงมาเลยนะครับว่า "ไม่ได้เด็ดขาดค่ะ"
ความถี่ระดับ 1 สัปดาห์ คือช่วงที่ผิวยังสะสมความร้อนและเซลล์สร้างเม็ดสียังไม่ทันสงบ
ก็ต้องมาเผชิญแรงกระตุ้นใหม่อีกรอบทันที
แทนที่ฝ้าจะจางลง หมอกลับเจอเคสที่เกิดรอยคล้ำรอยดำที่แย่ลง (PIH) แทนซะส่วนใหญ่ครับ
Q2. ต้องทำกี่ครั้งถึงจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนครับ?
สำหรับฝ้าตื้นระดับตื้นทั่วไปจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ครั้งที่ 4-6 เป็นต้นไปครับ
แต่ถ้าเป็นฝ้าแบบผสม (ทั้งตื้นและลึก) มักจะต้องทำถึง 8-10 ครั้งผลลัพธ์ถึงจะเริ่มออกมาสม่ำเสมอและคงที่
แต่หากทำครบ 6 ครั้งแล้วยังไม่รู้สึกว่ามีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นเลย
ไม่แนะนำให้ดันทุรังทำต่อไปเรื่อยๆ นะครับ
แต่ควรให้คุณหมอตรวจวิเคราะห์ปริมาณและประเมินระดับการทำลายเพื่อรีเซ็ตค่าพลังงานการรักษาใหม่ดูครับ
Q3. มีรีวิวที่บอกว่าไปทำโทนนิ่งรักษาฝ้ามาแล้วฝ้ากลับเข้มขึ้นกว่าเดิม
เรื่องนี้เป็นความจริงไหมคะ?
ใช่ครับ เรื่องจริงเลยครับ มีเคสแบบนั้นเกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ
สาเหตุหลักๆ มีอยู่สองอย่างครับ ไม่ใช่ว่าไปทำถี่เกินไปทุกสัปดาห์ ก็เกิดจากการใช้ค่าพลังงานที่สูงเกินไปเลเซอร์ผิวครับ
รูปแบบที่หมอเจอบ่อยสุดคือกระทู้ทำนองที่ว่า
"ไปสอยคอร์สทำรายสัปดาห์ครบ 8 ครั้งแล้วทำไมรอยดำฝ้ากลับเข้มขึ้นอีก"
กรณีนี้น่าจะเป็นผลมาจากรอยดำหลังการอักเสบ (PIH) ค่อนข้างแน่นอนชัวร์ครับ
เพราะการรักษาฝ้าไม่ใช่หัตถการกระชากดึงสลัดออกอย่างรวดเร็ว
แต่มันเหมือนเป็นสกินแคร์ที่ต้องค่อยๆ ปลอบประโลมผิวชั้นลึกอย่างระมัดระวังและเบามือที่สุดครับ
ส่วนในบทความหน้า
เราจะลองมาคุยกันว่า "หากทำตามคอร์สครบหมดแล้วฝ้ากระก็ยังไม่หาย
เราควรเช็คลิสต์และกลับมาทบทวนพิจารณาจากตรงไหนก่อนดี"
ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนค่าพลังงานเครื่อง หรือการเลือกเสริมตัวยารับประทานอื่นๆ
เดี๋ยวรอบหน้ามาเจาะลึกแนวทางการแก้ไขกันครับ
ด้วยความปรารถนาดีจากหมอ วี ยองจิน ครับ
บทความแนะนำให้อ่านเพิ่มเติม

ผิว
ฉีดสกินบูสเตอร์ด้วยมือกับใช้หัวฉีด ต่างกันตรงไหน เจ็บกว่ากันไหม?
เทียบการฉีดสกินบูสเตอร์ด้วยมือกับหัวฉีดอัตโนมัติ ทั้งความเจ็บ รอยช้ำ และความลึกที่ยาไปถึง

ยกกระชับ
จำนวนช็อต Sofwave ต้องเท่าไหร่ถึงพอดีกับแต่ละบริเวณ?
ช็อตเยอะกว่าแปลว่าดีกว่าจริงไหม มาดูกันว่าแต่ละบริเวณบนใบหน้าใช้จำนวนต่างกันเพราะอะไรค่ะ

ผิว
Sculptra ต้องใช้กี่ไวอัล? ดูจากพื้นที่และอายุ ไม่ใช่ยิ่งเยอะยิ่งดี
จำนวนไวอัล Sculptra มาจากพื้นที่ที่ต้องเติมและความเร็วสร้างคอลลาเจนตามอายุ ไม่ใช่ยิ่งเยอะยิ่งดี

ผิว
ทำหัตถการคอลลาเจนแล้วผลไม่ขึ้น ต้องกินโปรตีนวันละเท่าไหร่?
คอลลาเจนสร้างจากโปรตีนที่เรากิน มาดูเส้นขั้นต่ำต่อวัน การแบ่งมื้อ และข้อควรระวังกันค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
น้ำหนักลดแล้วหน้าซูบ ควรเติมวอลลุ่มตอนไหนดี
ลดน้ำหนักเร็วแล้วหน้าซูบ มาดูว่าทำไมใบหน้าเปลี่ยนก่อน และควรรอให้น้ำหนักนิ่งแค่ไหนก่อนเติมวอลลุ่มค่ะ

ยกกระชับ
หลัง Onda กลับมานวดหน้าและกัวซาได้เมื่อไหร่
ลูบเบา ๆ กับกดกัวซาขึ้น รอไม่เท่ากัน รวมช่วงเวลากลับมานวดหน้าหลัง Onda แยกตามระดับแรงกด



