ผลชูริงค์อยู่ 6 เดือนกับ 9 เดือน ต่างกันไม่ใช่ที่จำนวนช็อต แต่อยู่ที่ความลึกของการยิงต่างหาก

เมื่อวันอังคารที่แล้ว มีพนักงานออฟฟิศ
วัย 42 ปี เข้ามาปรึกษาที่ห้องตรวจครับ
"ปีที่แล้วไปทำ Shurink 600 ช็อตจากที่อื่นมา
พอผ่านไปได้ประมาณ 6 เดือน เอฟเฟกต์ก็หายไปกลับมาเป็นเหมือนเดิมเลยค่ะ
ปกติมันเป็นแบบนี้อยู่แล้วหรือเปล่าคะ?"
จำนวนช็อตก็ถือว่าเพียงพอแล้ว แต่ทำไมผลลัพธ์ถึงอยู่ได้สั้นจังล่ะ?
วันนั้นคนไข้เข้ามาปรึกษาอย่างเดียวแล้วขอตัดสินใจดูก่อน
แต่ดูเหมือนว่าคำตอบที่ผมให้ไปจะน่าแปลกใจสำหรับเธอพอสมควรเลยครับ
สรุปในหนึ่งบรรทัด
อย่าง Shurink นั้น โดยเฉลี่ยแล้วผลลัพธ์จะอยู่ได้นานประมาณ 6-9 เดือน
ซึ่งถือเป็นประเภทการยกกระชับที่เน้นการคงสภาพครับ
เกณฑ์ความแตกต่าง
การกระตุ้นชั้น SMAS ด้วยความลึก 4.5mm จะช่วยให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้นอีก 2-3 เดือน
เมื่อเทียบกับการใช้หัว 1.5mm เพียงอย่างเดียวครับ
สิ่งที่จะพาไปดูวันนี้
วิธีเช็กดูว่าการรักษาที่คุณได้รับ
เป็นการยิงที่เน้นเรื่องความลึกที่เหมาะสมแล้วหรือยัง
หัวข้อที่จะพูดถึงในบทความนี้
ทำไมผลลัพธ์ของ Shurink ของแต่ละคนถึงอยู่ได้นานไม่เท่ากัน
— หัวใจสำคัญขึ้นอยู่กับความลึก ไม่ใช่จำนวนช็อต
ความแตกต่างของความลึกในการส่งพลังงาน
ระหว่างรุ่น Universe · MP Mode · และ Booster Tip
จังหวะเวลาที่ควรทำซ้ำ และปัจจัยที่ช่วยให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้น
ผลลัพธ์ของ Shurink อยู่ได้นานแค่ไหน?
การทำ Shurink เป็นการยกกระชับด้วยคลื่น HIFU
ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วผลลัพธ์จะคงอยู่ได้ประมาณ 6-9 เดือนครับ
อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลา 6-9 เดือนนี้ถือว่าค่อนข้างกว้างทีเดียว
บางคนผ่านไปแค่ 6 เดือนหน้าก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม
ขณะที่บางคนอยู่ได้นานถึง 9 เดือน หรือยาวนานถึง 12 เดือนก็มีครับ
ทำไมถึงแตกต่างกันขนาดนี้ —
จุดนี้เป็นสิ่งที่หลายคนมักจะเข้าใจผิดกันเยอะมากครับ
มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ายิงไปจำนวนช็อตเยอะรึเปล่าหรอกครับ
ต่อให้ยิง 600 ช็อต หรือ 900 ช็อต สิ่งที่จะตัดสินระยะเวลาผลลัพธ์
ก็คือ พลังงานเหล่านั้นถูกส่งลงลึกไปที่ชั้นผิวไหนต่างหากครับ
เจาะลึกมุมมองสำคัญ
โดย หมอวี ยองจิน
โดยเฉลี่ยแล้วผลลัพธ์ของ Shurink จะอยู่ได้นานประมาณ 6-9 เดือน
แต่กรณีที่มีการใช้ความลึก 4.5mm เข้าไปกระตุ้นชั้น SMAS
จะช่วยให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้นอีก 2-3 เดือน เมื่อเทียบกับหัว 1.5mm เพียงอย่างเดียว
ความลึกนี่แหละครับ คือตัวกำหนดระยะเวลาที่แท้จริง

ทำไมความลึกของ Shurink ถึงเป็นตัวตัดสินระยะเวลาผลลัพธ์
เพราะพลังงานต้องส่งไปถึงชั้น SMAS ได้อย่างแม่นยำ
คอลลาเจนถึงจะเกิดการสะสมและฟื้นฟูขึ้นมาได้ครับ
จริงๆ แล้วเรื่องนี้เป็นคำถามที่หมอได้ยิน
สัปดาห์ละสองสามครั้งในห้องตรวจเลยล่ะครับ
ย้อนกลับไปที่เคสของคนไข้อายุ 42 ปีที่หมอเล่าให้ฟังตอนต้น
ตอนที่เธอทำ 600 ช็อตนั้น ส่วนใหญ่เป็นการใช้หัวความลึก 1.5mm และ 3.0mm เป็นหลักครับ
แทบจะไม่ได้ใช้หัว 4.5mm เลย
หัว 1.5mm จะลงลึกไปถึงชั้นหนังแท้ (Dermis)
ส่วนหัว 3.0mm จะลงลึกไปถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Fat)
แต่ทว่า ชั้น SMAS ที่เปรียบเสมือนโครงสร้างหลักในการพยุงใบหน้าและยกกระชับจริงๆ นั้น
โดยปกติจะอยู่ที่ระดับความลึก 4.5mm ครับ
ถ้าพลังงานส่งไปไม่ถึงชั้นนี้ ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็นเพียงการตึงกระชับเบาๆ
บริเวณผิวชั้นนอกเท่านั้น
และในไม่ช้า โครงสร้างที่หย่อนคล้อยก็จะกลับสู่สภาพเดิมอย่างรวดเร็ว
จากตารางติดตามผลการรักษาในเคสของหมอ
คนไข้ที่ได้รับการกระตุ้นชั้น SMAS ด้วยหัว 4.5mm อย่างตรงจุด
จะคงผลลัพธ์การรักษาได้นานกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึง 2-3 เดือนเลยทีเดียวครับ
เนื่องจากชั้น SMAS ได้รับการยึดเกาะที่แน่นหนาขึ้น
มันจะทำหน้าที่ดึงไขมันที่หย่อนคล้อยให้กระชับเข้าไปแนบกับชั้นกล้ามเนื้อครับ
นี่แหละครับคือแกนหลักของเอฟเฟกต์การสะสมคอลลาเจน
แต่ตรงนี้มีเรื่องสำคัญที่ต้องระวังอยู่จุดหนึ่งครับ
ไม่ใช่ว่าการกระหน่ำยิงหัว 4.5mm ไปเยอะๆ
แล้วจะเป็นเรื่องดีเสมอไปนะครับ
หากใช้หัว 4.5mm ในบริเวณใกล้กระดูกขากรรไกร
นอกจากจะทำให้คนไข้รู้สึกเจ็บมากแล้ว
ถ้าพลังงานลงลึกไปโดนกล้ามเนื้อโดยตรง
อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง รู้สึกเจ็บแปล๊บๆ เวลาเคี้ยวอาหารตามมาได้ครับ
สรุปประเด็นหลักโดย หมอวี ยองจิน
ตัวกำหนดว่า Shurink จะอยู่ได้นานแค่ไหน
ไม่ใช่จำนวนช็อต แต่คือ "หัว 4.5mm ได้ส่งพลังงานเข้าถึงชั้น SMAS อย่างแม่นยำหรือไม่" ครับ
เราต้องปรับสัดส่วนระหว่างความลึก 4.5mm และ 3.0mm ให้เหมาะสมกับความหนาผิวของแต่ละบุคคล ซึ่งที่ Beautystone ของเราจะมีการใช้เครื่องอัลตราซาวด์สแกนผิว
เพื่อเช็กความหนาของชั้นผิวก่อนเริ่มทำการรักษาเสมอครับ
ยิงแบบเน้นความแม่นยำตรงจุด 400 ช็อต
ยังให้ผลลัพธ์ที่ยาวนานกว่าการยิงแบบไม่ตรงจุด 600 ช็อตเสียอีกครับ

Universe · MP Mode · Booster,
แต่ละแบบยิงลึกไปถึงระดับไหนบ้าง?
แม้จะเป็นเครื่อง Shurink เหมือนกัน แต่ถ้าการจับคู่หัวทิปแตกต่างกัน
ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมออกมาต่างกันแน่นอนครับ
ถ้าดูภาพตารางเปรียบเทียบนี้ จะเห็นภาพความแตกต่างได้อย่างชัดเจนครับ
ประเภท | ระดับความลึกหลัก (Depth) | ชั้นผิวเป้าหมาย | ระยะเวลาผลลัพธ์โดยประมาณ |
Universe (Classic) | 1.5/3.0/4.5mm | ชั้นหนังแท้ ~ SMAS | 7~9 เดือน |
MP Mode | 3.0/4.5mm (ยิงต่อเนื่อง) | เน้นชั้น SMAS โดยเฉพาะ | 8~10 เดือน |
Booster Tip (1.5) | 1.5mm เดี่ยวๆ | ชั้นหนังแท้ | 4~6 เดือน |
หากเป้าหมายของคุณคือการปรับโคร่งสร้างหน้า (Contouring)
ควรเลือกเน้นใช้เฉพาะหัว 4.5mm และ 3.0mm เท่านั้นครับ
ส่วน Booster Tip ขนาด 1.5mm นั้นมีไว้สำหรับการปรับสภาพผิวและลดเลือนริ้วรอยเล็กๆ
หากพยายามจะใช้หัวนี้มาเพื่อแก้ปัญหาแก้แก้มหย่อนคล้อย
ผลลัพธ์ที่ได้จะอยู่ได้ไม่นานและสลายไปอย่างรวดเร็วครับ
นี่เป็นเคสของคนไข้อายุ 50 ปีเมื่อเดือนที่แล้วครับ
ตอนแรกที่เข้ามาปรึกษา เธอโดนแนะนำให้ทำหัว Booster 1.5mm
จำนวนถึง 800 ช็อตจากที่อื่นมา
แต่พอดูจากระดับความหย่อนคล้อยของเธอแล้ว
เคสนี้จำเป็นต้องใช้หัว 4.5mm และ 3.0mm ในสัดส่วน 6:4 ถึงจะเหมาะสมครับ
การแนะนำให้ทำเฉพาะหัว Booster เพียงอย่างเดียว
ในแง่ของระยะเวลาผลลัพธ์ ถือว่าทำให้คนไข้เสียประโยชน์ค่อนข้างมากครับ

3 คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับระยะเวลาของ Shurink จากห้องตรวจ
Q1. ผลลัพธ์ Shurink อยู่ได้ไม่ถึง 6 เดือนเลย
ร่างกายของฉันผิดปกติหรือเปล่าคะ?
ไม่ได้มีความผิดปกติที่ตัวคนไข้หรอกครับ แต่มีความเป็นไปได้สูงมากที่
อัตราความลึกของหัวยิงที่ใช้ ไม่ตรงกับระดับความหย่อนคล้อยของโครงสร้างใบหน้าครับ
จากที่มีเคสเข้ามาปรึกษา ประมาณ 7 ใน 10 เคส
พบว่าเป็นเรื่องของสัดส่วนการแทบไม่ได้ใช้หัว 4.5mm ยิงเลยนั่นเองครับ
Q2. ถ้าอย่างนั้นต้องกลับมาทำซ้ำทุกๆ 6 เดือนเลยไหมคะ?
สำหรับท่านที่เพิ่งเริ่มทำเป็นครั้งแรก
แนะนำให้ทำสะสม 3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างทุกๆ 3 สัปดาห์เพื่อความแน่นกระชับ
จากนั้นค่อยกลับมาตรวจเช็กดูอีกที
ในช่วงระยะเวลา 6-9 เดือน ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานทั่วไปครับ
สำหรับคนไข้วัย 30 ปีปลายๆ ที่มีโครงหน้าเข้ารูปดีอยู่แล้ว
สามารถดูแลพยุงผลลัพธ์ให้ยาวนานได้ถึง 10 เดือนเลยครับ
Q3. ถ้าเน้นยิงหัว 4.5mm เยอะๆ
จะทำให้ผลลัพธ์อยู่นานขึ้นใช่ไหมคะ?
ไม่ใช่ครับ หัว 4.5mm จะมีประโยชน์และเห็นผลสูงสุด
ก็ต่อเมื่อพลังงานนั้นส่งไปลงลึกตรงบริเวณชั้น SMAS ได้อย่างถูกต้องแม่นยำเท่านั้นครับ
หากยิงไปโดนจุดใกล้กระดูกกรามอย่างผิดวิธี
ก็จะกลายเป็นการยิงกระแทกกระดูกและไปกระตุ้นเส้นประสาทให้เกิดการระคายเคืองแทน
หัวใจสำคัญไม่ใช่ 'ปริมาณเยอะ' แต่คือ 'ความแม่นยำ' ต่างหากครับ
สุดท้ายนี้ ระยะเวลาผลลัพธ์ของ Shurink ไม่ใช่การมานั่งนับตัวเลขช็อตที่แสดงบนหน้าจอ
แต่มันคือการบันทึกระดับความลึกว่า "หัว 4.5mm ได้ทำงานลึกลงไปถึงจุดไหนได้แม่นยำ" ต่างหากครับ
ในบทความถัดไป
หมอจะมาวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่าง 'การทำ Shurink ทุกๆ 3 สัปดาห์ จำนวน 3 ครั้ง กับ การทำปีละ 1-2 ครั้ง
ว่าจะส่งผลต่อการสร้างและการสะสมคอลลาเจนที่แตกต่างกันอย่างไร'
ให้ฟังกันนะครับ
โดยหมอจะนำเคสจริงมาเปรียบเทียบให้ดูว่าความแตกต่างของการอัดแน่นคอลลาเจนในช่วงแรก ส่งผลต่อรูปหน้าเรียวสวยในอีก 1 ปีข้างหน้าอย่างไร
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคนนะครับ ผมหมอวี ยองจิน ครับ
บทความน่าสนใจที่คุณอาจอยากอ่านเพิ่มเติม

ร่างกาย
ฉีดเมโสแฟตสลายไขมัน ทำไมถึงไม่ควรเชื่อแค่คำว่า 'ช่วยละลายไขมัน' อย่างเดียว
ฉีดปรับรูปหน้า (윤곽주사) กับ ฉีดสลายไขมัน (지방분해주사) ไม่เหมือนกันนะคะ! มาดูความแตกต่างระหว่างแบบลดขนาดที่อาจกลับมาใหญ่ใหม่ กับแบบทำลายเซลล์ไขมันให้หายไปเลย ตั้งแต่ยุคสเตียรอยด์จนถึงยุค Deoxycholic acid

โครงหน้า&วอลลุ่ม
มาตรฐานใหม่ของการสลายไขมันใต้คาง ค้นพบเหตุผลที่ Deoxycholic Acid ให้ผลลัพธ์ที่ทรงพลัง
ส่วนผสมหลักของ V-Olet คือ Deoxycholic Acid ซึ่งเป็นสารสกัดเข้มข้นที่ช่วยสลายเซลล์ไขมันได้อย่างดีเยี่ยมเลยค่ะ โดยจะมีเอฟเฟกต์ข้างเคียง (Trade-off) อย่างอาการบวมหรือระคายเคืองตามมา พร้อมๆ กับผลลัพธ์ในการช่วยกระตุ้นคอลลาเจนค่ะ

ร่างกาย
ถ้าคุณเคยเลื่อนนัดการฉีดสลายไขมันเพราะกลัวอาการบวม ตอนนี้เรามีทางเลือกใหม่ที่จะเปลี่ยนใจคุณแล้วค่ะ
Cholic Acid เป็นส่วนผสมใหม่ล่าสุดในนวัตกรรมยาระดับโลกที่มีการระคายเคืองต่ำและช่วยลดอาการบวมได้อย่างดีเยี่ยมเลยค่ะ โดยสลายไขมันตัวนี้จะใช้ร่วมกับเทคนิค Double Slim ที่จับคู่กับเข็มปลายทู่ (Cannula) เพื่อช่วยให้ได้รูปหน้าที่เรียบเนียนยิ่งขึ้น และบวมน้อยลงด้วยค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฉีดสลายไขมัน (지방주사) แล้วมุมปากเบี้ยว จะเป็นแบบนี้ถาวรไหมคะ?
หากกังวลเรื่องเส้นประสาทเสียหายจาก การฉีดลดไขมัน (Fat Dissolving Injection) อยากให้ทราบก่อนว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นเพียงอาการชั่วคราวเท่านั้นค่ะ มาฟังคำอธิบายสบายๆ เกี่ยวกับอาการ การฟื้นตัว และวิธีเข้ารับบริการอย่างปลอดภัยกันค่ะ

ร่างกาย
ฉีดเลเซอร์สลายไขมัน (지방분해주사) แล้วมีอาการบวมอยู่ 2-3 วัน แบบนี้ปกติไหมคะ?
อาการบวมหลังทำ skin booster ถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ทั่วไปค่ะ แต่อาจมีสัญญาณเตือนบางอย่างที่คุณควรสังเกตไว้ รวมถึงวิธีรับบริการอย่างปลอดภัยด้วยตัวยาที่ผ่าน อย. และเทคนิคที่แม่นยำตามหลักอนาโตมี ซึ่งเราจะมาอธิบายให้ฟังกันค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
V-Olet, New Bijou, Double Slim... แบบไหนที่ใช่สำหรับใต้คางของเรานะ?
เข็มฉีดสลายไขมัน (지방분해주사) ทั้ง 3 แบบนี้ ไม่มีคำตอบไหนที่เป็นคำตอบเดียวที่ถูกต้องนะคะ เราจะมาเปรียบเทียบ Deoxycholic acid, Cholic acid และ Double Slim ให้เห็นกันชัดๆ พร้อมอธิบายวิธีเลือกแบบที่เหมาะกับสภาพผิวและสัดส่วนของคุณค่ะ



