Ulthera 300 ช็อต กระจายทั่วหน้าเสียเปล่า! เน้นยิงโหนกแก้ม-รอบตา ยกกระชับทั้งหน้าดีกว่า
เผยแพร่แล้ว
อัปเดตแล้ว

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→
คุณหมอวี ยองจิน จาก Beautystone Clinic ฮงแด
💡 เช็กก่อนอ่านสักนิดนะครับ
Q. ถ้าทำ 300 shot ควรจะยิงให้ทั่วทั้งใบหน้าถึงจะเห็นผลดีที่สุดไม่ใช่เหรอคะ?
A. ไม่ใช่ครับ การเน้นยิงบริเวณโหนกแก้มและรอบดวงตาจะให้ผลลัพธ์ในการยกกระชับที่ชัดเจนกว่าการกระจายยิงทั่วหน้ามากเลยครับ
Q. ยิ่งจำนวน shot เยอะๆ จะยิ่งดีเสมอไปไหมคะ?
A. ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับ "ยิงตรงไหน" มากกว่าจำนวน shot ครับ
📌 สรุปใจความสำคัญของบทความนี้
Ulthera 300 shot ไม่จำเป็นต้องทำทั่วหน้าครับ แค่เน้นบริเวณโหนกแก้มและรอบดวงตาก็พอแล้ว เพราะการหดตัวของผิวบริเวณนี้จะช่วยดึงให้ใบหน้าทั้งหมดดูยกกระชับขึ้นครับ

การกระจายยิง 300 shot ทั่วหน้า อาจจะทำให้เห็นผลได้ไม่เต็มที่
"300 shot ก็น่าจะพอแล้วไม่ใช่เหรอคะ?"
ใช่ครับ 300 shot ไม่ใช่จำนวนที่น้อยเลยนะครับ
แต่มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากๆ ที่ต้องรู้ครับ
หากเรากระจาย 300 shot ไปทั่วใบหน้า ทั้งหน้าผาก, แก้ม, คาง และคอ
พลังงานที่ลงไปในแต่ละจุดจะเจือจางเกินไปครับ
ยิงไปตั้งเยอะ แต่กลับรู้สึกว่า "เอ๊ะ สรุปหน้าเปลี่ยนไปไหมนะ?"
นี่คือเหตุผลหลักเลยครับที่ทำให้รู้สึกแบบนั้น
บอกตามตรงนะครับ
สำหรับเคส Ulthera 300 shot
หมอมักจะใช้วิธีเน้นยิงเฉพาะบริเวณโหนกแก้มและรอบดวงตาเป็นหลักครับ
เพราะสองจุดนี้คือ 'จุดยึดโครงสร้างใบหน้า' (Structural Anchor Points)
เข้าใจง่ายๆ ก็เหมือนกับเสาหลักของตึกนั่นแหละครับ

เมื่อเสาหลักเหล่านี้แข็งแรงและหดตัวแน่นขึ้น
แก้มที่หย่อนคล้อย, ร่องแก้ม และใต้ตาก็จะถูกดึงยกรั้งขึ้นตามไปด้วยครับ
นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมถึงไม่ต้องยิงทั่วหน้า
แต่ใบหน้าโดยรวมกลับดูยกกระชับขึ้นได้อย่างชัดเจนครับ
คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดกันเยอะมากครับ
สำหรับ Ulthera แล้ว ปริมาณเยอะๆ ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด
แต่การเลือก "ยิงตรงจุดไหน" ต่างหากที่เป็นตัวกำหนดผลลัพธ์ครับ
👨⚕️ สรุปประเด็นสำคัญโดย หมอวี ยองจิน:
Ulthera 300 shot จะให้ผลลัพธ์ในการยกกระชับที่ชัดเจนกว่ามาก
เมื่อเน้นยิงบริเวณโหนกแก้มและรอบดวงตา แทนที่จะกระจายทิ้งไปทั่วหน้าครับ
เพราะเมื่อสองบริเวณนี้กระชับขึ้น เนื้อเยื่อรอบๆ ก็จะยกตามขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ
ดังนั้น จุดที่ยิงจึงสำคัญต่อผลลัพธ์มากกว่าแค่ตัวเลขของจำนวน shot ครับ
ถ้าอย่างนั้น ใครบ้างที่เหมาะกับกลยุทธ์เน้นยิง 300 shot?
เรื่องนี้อาจจะต้องดูเป็นเคสๆ ไปนะครับ
เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะเหมาะกับวิธีเน้นยิง 300 shot แบบนี้ครับ
คนไข้ที่หมอมักจะแนะนำวิธีเน้นยิง 300 shot ที่ห้องตรวจ
ส่วนใหญ่จะมีลักษณะดังนี้ครับ
อย่างแรก,
ผู้ที่เพิ่งเคยทำ Ulthera เป็นครั้งแรกครับ
การทำครั้งแรก หมอแนะนำให้กระตุ้นที่จุดสำคัญก่อน
เพื่อดูว่าผิวและร่างกายของเราตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้างครับ
อย่างที่สอง,
ผู้ที่มีปัญหาใต้ตาคล้อย และแก้มด้านล่างโหนกแก้มหย่อนคล้อยครับ
คนไข้กลุ่มนี้ แค่การหดกระชับบริเวณโหนกแก้ม
ก็ช่วยเติมเต็มบริเวณใต้ตาและปรับไลน์แก้มให้ดีขึ้นพร้อมๆ กันได้ในหลายกรณีเลยครับ
เคยมีคนไข้หลายคนที่เคยทำที่อื่นมาเป็น 10 ครั้งแล้วรู้สึกไม่เห็นผล
แต่พอมาทำด้วยวิธีนี้ 2-3 ครั้ง ก็แฮปปี้และพึงพอใจกับผลลัพธ์มากๆ เลยครับ
อย่างที่สาม,
ผู้ที่ทำเพื่อการดูแลรักษาประสิทธิภาพให้อยู่ตัว (Maintenance) เป็นประจำครับ
หากใบหน้าโดยรวมได้รับการยกกระชับมาระดับหนึ่งแล้ว
การเน้นเสริมเฉพาะจุดสำคัญจะช่วยให้เห็นผลชัดเจน
และคุ้มค่าคุ้มราคากว่ามากๆ ครับ
แต่ก็ใช่ว่าวิธีนี้จะดีไปหมดสำหรับทุกคนนะครับ
มีสิ่งหนึ่งที่หมอต้องขอชี้แจงให้ทราบตามตรงครับ
สำหรับท่านที่มีปัญหาคอหรือหน้าผากหย่อนคล้อยรุนแรง
หรือมีความยืดหยุ่นของผิวลดลงอย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งใบหน้า
การใช้กลยุทธ์เน้นยิงแค่ 300 shot อาจจะมีข้อจำกัดในการเห็นผลครับ
ในกรณีนั่น หมอจะแนะนำให้เพิ่มจำนวน shot
หรือทำควบคู่ไปกับหัตถการยกกระชับอื่นๆ จะดีกว่าครับ
แม้ว่าแต่ละเคสจะแตกต่างกันไป
แต่สิ่งที่หมอจะประเมินเป็นอันดับแรกในตอนปรึกษาเสมอคือ
"ตำแหน่ง" และ "ระดับความลึก" ของความหย่อนคล้อยครับ
เพราะเมื่อรู้ตรงนี้แล้ว เราถึงจะกำหนดได้ว่าควรยิง 300 shot ลงที่จุดไหนบ้างครับ

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q1. Ulthera 300 shot จะเริ่มเห็นผลเมื่อไหร่ครับ?
A. ทันทีหลังทำเสร็จอาจจะยังเห็นการเปลี่ยนแปลงไม่ชัดเจนครับ
โดยทั่วไป กระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่จะเริ่มทำงานในช่วง 4-8 สัปดาห์
ซึ่งช่วงนี้แหละครับที่จะเริ่มสังเกตเห็นหน้ายกกระชับขึ้น
ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดมักจะแสดงให้เห็นชัดในช่วง 3-6 เดือนครับ
และจะค่อยๆ คงอยู่ได้ประมาณ 1-2 ปี
หลังจากนั้นค่อยกลับมาทำซ้ำพื่อรักษาสภาพผิวได้ครับ
ซึ่งการเน้นเฉพาะจุดโหนกแก้มและรอบดวงตา จะทำให้รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น
มากกว่าการยิงกระจายทั่วหน้าแบบทั่วไปครับ
Q2. ถ้าเพิ่มเป็น 600 shot หรือ 800 shot ไปเลย จะดีกว่า 300 shot ไหมคะ?
A. ผลลัพธ์ไม่ได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตามจำนวน shot ที่มากขึ้นเสมอไปครับ
สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่ายิงไปเยอะแค่ไหน
แต่อยู่ที่ว่ายิงตรงไหน และด้วยความลึกระดับใดต่างหากครับ
นอกจากนี้ การยิงจำนวน shot ที่สูงเกินไปย่อมสร้างภาระและอาจรบกวนผิวมากขึ้นด้วย
ดังนั้น จึงต้องประเมินอย่างละเอียดตามสภาพผิวของแต่ละคนครับ
หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้สะดวกผ่านทาง LINE หรือโทรศัพท์มาหาเราได้เลยนะครับ
หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์นะครับ รักษาความงามโดย หมอวี ครับ
▶ บทความแนะนำให้อ่านร่วมกัน

ลบรอยสัก
หยุดกำจัดรอยสักกลางคัน หมึกที่เหลือไปไหน? กลับมาทำต่อต้องดูอะไรบ้าง
หยุดกำจัดรอยสักกลางคันแล้วหมึกที่เหลือจะเป็นอย่างไร? บทความนี้อธิบายว่าการหยุดกลางทางไม่รีเซ็ตทุกอย่าง และเมื่อกลับมาทำต่อควรดูสีและความลึกของหมึกที่เหลือก่อน

ร่างกาย
ฟิลเลอร์ก้น ช่วยเรื่อง Cellulite ได้ไหม? รู้จักชั้นผิวก่อนตัดสินใจ
ฟิลเลอร์ก้น (Hip Filler) เพิ่มวอลลุ่มได้ดี แต่ Cellulite เกิดจากพังผืดในชั้นต่างกัน บทความนี้อธิบายความแตกต่างและสิ่งที่คาดหวังได้

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ลดน้ำหนักหลังฉีด Juvelook Volume แล้ว วอลลุ่มบนหน้าจะหายไปด้วยไหม?
ลดน้ำหนักหลังฉีด Juvelook Volume แล้วหน้าจะยุบไหม? บทความนี้อธิบายความแตกต่างระหว่างวอลลุ่มจากคอลลาเจนกับวอลลุ่มจากไขมัน พร้อมคำแนะนำจากแพทย์

กำจัดขน
สิวไรผมขึ้นซ้ำทุกครั้งหลังสระผม เกิดจากอะไรและแก้ยังไงดี?
สิวเม็ดเล็กไรผมที่ขึ้นซ้ำหลังสระผม มักไม่ได้เกิดจากครีมล้างหน้า แต่มาจากลำดับการสระผมที่ปล่อยให้แชมพูตกค้างบนผิว บทความนี้อธิบายสาเหตุและวิธีปรับลำดับง่าย ๆ

ยกกระชับ
ปวดขมับหลังทำชูริงค์ ปกติไหม และควรกังวลตอนไหน
หลังทำชูริงค์แล้วขมับตึง กดเจ็บ หรือรู้สึกหนักหัว รวมกลไกที่ทำให้เกิดอาการ ระยะเวลาที่มักค่อย ๆ ดีขึ้น วิธีดูแลตัวเองช่วงแรก และสัญญาณที่ควรติดต่อคลินิก

ยกกระชับ
หยุดทำ Oligio X แล้วหน้าจะหย่อนกว่าเดิมจริงไหม
หยุดยกกระชับด้วยคลื่นวิทยุแล้วหน้าจะหย่อนกว่าเดิมหรือไม่ ผลจางลงเมื่อไร แยกจากความเปลี่ยนแปลงตามวัยอย่างไร พร้อมข้อควรระวังและช่วงค่าใช้จ่าย



