Pico vs Laser Toning: ดูแค่จำนวนช็อตอาจเสียเปรียบ
Pico vs Laser Toning: ดูแค่จำนวนช็อตอาจเสียเปรียบ
Pico vs Laser Toning: ดูแค่จำนวนช็อตอาจเสียเปรียบ
Pico vs เลเซอร์โทนนิ่ง เทียบแค่ช็อตอาจเสียเปรียบ จุดตื้นเหมาะพิโก ฝ้าลึกเหมาะ Q-switch
Pico Toning vs Laser Toning,
ทำไมดูแค่จำนวนช็อตถึงไม่คุ้ม (เสียดายเงินแย่เลย)
เช็กก่อนอ่านสักนิดนะครับ
Q. Pico ดีกว่าแบบร้อยเปอร์เซ็นต์เลยหรือเปล่าคะ?
A. สำหรับรอยหมองคล้ำและจุดด่างดำตื้น ๆ Pico จะได้เปรียบกว่าครับ
แต่ถ้าเป็นฝ้าลึก ๆ Q-switched Toning จะได้ผลดีกว่านะครับ
Q. อ้าว แล้วทำไมการเปรียบเทียบจำนวนช็อตถึงไม่มีความหมายล่ะครับ?
A. เพราะผลลัพธ์ของพลังงานที่ลงไปต่อหนึ่งช็อตนั้น
แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยครับ
สรุปในบรรทัดเดียว:
Pico Toning และ Laser Toning
เป็นบริการที่พลังงานในแต่ละช็อตมีคุณสมบัติแตกต่างกันครับ
เกณฑ์ในการเลือก:
ขึ้นอยู่กับความลึกครับว่าเม็ดสีนั้นอยู่ที่ชั้นหนังกำพร้าหรือชั้นหนังแท้
สิ่งที่เราจะมาดูกันวันนี้:
เกณฑ์การตัดสินใจว่าปัญหาเม็ดสีผิวของคุณเหมาะกับการรักษาแบบไหน
สิ่งที่จะได้รู้จากบทความนี้
ทำไมพลังงาน 1 ช็อตของ Pico Toning ถึงต่างจาก Laser Toning
ทำไมคุณสมบัติของพลังงานถึงสำคัญกว่าจำนวนช็อต
จุดด่างดำ · ฝ้า · ปานโอตะ — เกณฑ์การเลือกตามปัญหาเม็ดสีของคุณ

Pico Toning กับ Laser Toning
แตกต่างกันอย่างไรครับ?
Pico Toning จะปล่อยพลังงานในระดับ Picosecond (หนึ่งในล้านล้านวินาที)
เพื่อเข้าไปสลายเม็ดสีให้แตกละเอียดเป็นผงครับ
แตกต่างจาก Laser Toning ทั่วไป (Q-switched Nd:YAG)
ตรงที่ความกว้างของลำแสงจะสั้นมากในระดับ 1 ในล้านล้านวินาที
จึงไม่ใช่การใช้ความร้อนในการละลายเม็ดสี
แต่เป็นการส่งคลื่นกระแทก (shockwave) เข้าไปทำให้เม็ดสีแตกตัวนั่นเองครับ
ส่วน Q-switched Toning จะอยู่ในระดับ Nanosecond
ซึ่งมีความกว้างของลำแสงยาวกว่าประมาณ 1,000 เท่าครับ
ทำให้ใน 1 ช็อตเกิดเอฟเฟกต์ความร้อน (Photothermal) ที่สูงกว่า
และช่วยกระตุ้นเมลานินในระดับที่ลึกกว่าได้ในครั้งเดียวครับ

ทำไม Pico Toning ถึงยิงได้หลายช็อต
โดยไม่ต้องกังวลว่าผิวจะบางครับ?
เจาะลึกประเด็นสำคัญโดย
หมอวี ยองจิน
"Pico Toning มีเอฟเฟกต์ความร้อนน้อยมาก
ทำให้แม้จะยิงในจำนวนช็อตที่เยอะ ก็แทบไม่มีผลข้างเคียงกับผิวเลยครับ
ส่วน Q-switched Toning นั้น
พลังงานในแต่ละช็อตจะมีความเข้มข้นและแรงกว่า
สำหรับจุดด่างดำเล็ก ๆ แนะนำ Pico
ส่วนฝ้าลึก ๆ แนะนำ Q-switched ครับ —
ถ้าเทียบกันแค่จำนวนช็อต ก็อาจจะไม่ได้คำตอบที่ถูกต้องนะครับ"
— หมอวี ยองจิน (Beautystone Clinic สาขาฮับจอง)
"ถ้าทำ Pico Toning บ่อย ๆ ผิวจะบางลงไหมคะ?"
คำถามนี้ เป็นคำถามที่หมอโดนถามในห้องตรวจ
อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งเลยครับ
ความเป็นจริงแล้ว ผลลัพธ์กลับตรงกันข้ามเลยครับ
หัวใจสำคัญอยู่ที่ความกว้างของลำแสง (Pulse width) ครับ
เนื่องจาก Pico Toning ทำงานในระดับ Picosecond
ความร้อนจึงไม่มีเวลาที่จะแพร่กระจายไปทำลายเนื้อเยื่อรอบข้างครับ
เพราะมันเป็นหัตถการที่มีเอฟเฟกต์จากความร้อน (Photothermal) น้อยมาก
แต่โดดเด่นในเรื่องของพลังงานกลและคลื่นกระแทก (Photoacoustic) แทนครับ
ในทางกลับกัน Q-switched Toning ทำงานในระดับ Nanosecond
พลังงานความร้อนที่ถูกกระตุ้นใน 1 ช็อตจึงมีความรุนแรงและชัดเจนกว่าครับ
ต่อให้ใช้พลังงานเท่ากัน
แต่ประสิทธิภาพการส่งพลังงานเพื่อข้ามผ่านจุดสลายเมลานินนั้นแตกต่างกัน
ดังนั้นการเปรียบเทียบแค่จำนวนช็อตจึงไม่มีประโยชน์เลยครับ
พออ่านแบบนี้อาจจะนึกภาพตามไม่ออก
ลองมาดูเคสจริงกันดีกว่าครับ จะเห็นภาพชัดเจนที่สุด
มีลูกค้าวัย 52 ปีท่านหนึ่ง เข้ามาปรึกษาเพื่อรับการรักษาซ้ำครับ
เมื่อ 2 ปีก่อน เธอเคยรักษาด้วย
Q-switched Toning มาแล้ว 6 ครั้งจากที่อื่นครับ
ผลลัพธ์คือฝ้าบริเวณโหนกแก้มทั้งสองข้างจางลงไปหนึ่งระดับ
แต่จุดด่างดำเล็ก ๆ บริเวณสันจมูกแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงเลยครับ
ที่เป็นแบบนี้เพราะจุดด่างดำเล็ก ๆ เป็นเม็ดสีตื้นที่อยู่ที่ฐานของหนังกำพร้า
พลังงานคลื่นกระแทกของ Pico จึงสลายได้ดีกว่า
ในขณะที่ฝ้าในชั้นหนังแท้ ความร้อนจาก Q-switched
จะผ่านขีดจำกัดในการทำลายเม็ดสีลึก ๆ ได้อย่างเสถียรกว่าครับ
สำหรับเคสนี้ หมอเลยเลือกใช้ Pico ในการจัดการจุดด่างดำตื้น ๆ
ควบคู่ไปกับการรักษาด้วย Q-switched พอทำไปได้ถึงครั้งที่ 4 ผิวก็เริ่มเรียบเนียนสม่ำเสมอกันครับ
แต่มีสิ่งหนึ่งที่หมออยากจะเน้นย้ำไว้เสมอนะครับ
ถึงแม้ว่าจะเป็น Pico
ก็ใช่ว่าจะสามารถเร่งพลังงานให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ ได้แบบไม่มีขีดจำกัดนะครับ
เพราะการเซ็ตค่าพลังงานที่เกิดรอยแดงขึ้นทันหลังทำทันทีนั้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องไหน
ก็มีโอกาสเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเม็ดสีเข้มขึ้นหลังอักเสบ (PIH) ได้สูงขึ้นทั้งนั้นครับ
บทสรุปสำคัญจากหมอวี ยองจิน
Pico โดดเด่นในเรื่องการทำลายเม็ดสีให้แตกละเอียด
ส่วน Q-switched จะเด่นในเรื่องของการส่งพลังงานลงไปกระตุ้นในชั้นที่ลึกกว่าครับ
ถึงแม้จะเป็นการโทนนิ่งเหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ของ 1 ช็อตนั้นต่างกัน
ดังนั้น การเปรียบเทียบแค่จำนวนช็อตจึงไม่มีประโยชน์ครับ

แล้วรอยโรคแบบไหน เหมาะกับอะไรบ้าง?
รอยดำหรือจุดด่างดำในชั้นหนังกำพร้าเหมาะกับ Pico
ส่วนฝ้าลึกในชั้นหนังแท้หรือปานโอตะ
การเลือกใช้ Q-switched จะได้เปรียบมากกว่าครับ
ปัญหาผิว | ชั้นผิว | ตัวเลือกที่ได้เปรียบ |
จุดด่างดำเล็ก ๆ · กระ | หนังกำพร้า | Pico Toning |
รูขุมขน · ปรับโทนสีผิว | หนังกำพร้า ~ หนังแท้ส่วนบน | Pico Toning |
ฝ้าลึก | หนังแท้ | Q-switched Toning |
ปานโอตะ · ปานโอตะเทียม | หนังแท้ชั้นลึก | Q-switched (พลังงานสูง) |
กระเนื้อ (Seborrheic Keratosis) | ฐานของหนังกำพร้า | ทำควบคู่กับ CO2 / Erbium:YAG |
เคยมีลูกค้าท่านหนึ่งอายุ 32 ปี กังวลเรื่องกระมาก
และเธอได้รับการรักษาด้วย Q-switched Toning มาถึง 8 ครั้งจากที่อื่นครับ
เนื่องจากเม็ดสีที่อยู่ในระบบชั้นหนังกำพร้าจะเหมาะกับพลังงานคลื่นกระแทกของ Pico มากกว่า
หลังจากเปลี่ยนใจมาสลับใช้เป็นเครื่อง Pico
เมื่อทำไปเพียงครั้งที่ 3 รอยกระก็บางลงอย่างชัดเจนเลยครับ
กลับกัน หากท่านไหนมีปัญหาเฉพาะฝ้าในระดับลึก
การใช้บริการ Pico โดด ๆ เพียงอย่างเดียวอาจทำให้เห็นผลช้าจนรู้สึกอึดอัดได้ครับ
ในกรณีนี้ การใช้กลยุทธ์พลังงานต่ำของ Q-switched จะปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากกว่าครับ
หากพบปัญหาทั้งจุดด่างดำและฝ้าผสมปนเปกันอยู่
วิธีที่จะช่วยให้เห็นผลลัพธ์ได้ไวที่สุดและดีที่สุด
ก็คือการผสมผสานการรักษาโดยใช้ทั้งสองรอยโรคนี้ร่วมกันครับ

3 คำถามยอดฮิตที่พบบ่อย
Q1. ผลลัพธ์ระหว่าง Pico Toning กับ Laser Toning
แตกต่างกันมากแค่ไหนครับ?
สำหรับเม็ดสีชั้นนอก (กระ·จุดด่างดำ) Pico มักจะช่วยให้รอยจางลง
ได้เร็วกว่าเฉลี่ยประมาณ 1-2 ครั้ง
ส่วนปัญหาฝ้าลึกในชั้นหนังแท้ Q-switched จะทำได้เสถียรและปลอยภัยกว่าครับ
Q2. Pico Toning ราคาสูงกว่าพอสมควร
คุ้มค่าตัวไหมคะ?
หากปัญหาของคุรคือจุดด่างดำตื้น ๆ แม้ราคาต่อครั้งของ Pico จะค่อนข้างพรีเมียม
แต่มันช่วยลดจำนวนครั้งในการเข้ามารักษาโดยรวมลงได้
เมื่อเทียบผลลัพธ์แล้ว ส่วนใหญ่ถือว่าคุ้มค่าและไม่ขาดทุนแน่นอนครับ
ในทางกลับกัน ถ้ามีเพียงฝ้าที่ลึกอย่างเดียว การเลือกใช้ Q-switched
อาจจะคุ้มค่าและได้ประสิทธิภาพที่เข้าเป้ามากกว่า Pico ที่มีราคาสูงครับ
Q3. มีคนบอกว่ายิ่งทำ Toning บ่อย ๆ
จะยิ่งทำให้ฝ้าเด่นชัดขึ้นจริงไหมคะ?
จริงครับ ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าพลังงานเป็นหลักเลยครับ
การส่งพลังงานแรงเกินไปจนทำให้หน้าแดงทันทีหลังรักษาเสร็จ ค่อนข้างอันตรายครับ
ดังนั้น ประสบการณ์ในการปรับค่าพลังงานและวิเคราะห์ของแพทย์จึงสำคัญยิ่งกว่าตัวเครื่อง
เราต้องปรับพลังงานและระยะเวลาในการทำแต่ละรอบให้เหมาะสมและพอดีกับแต่ละบุคคลครับ
ท้ายที่สุดแล้ว ทั้ง Pico และ Q-switched ไม่ใช่คู่แข่งกันหรอกนะครับ
แต่เป็นเสมือนเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมการรักษาในระดับชั้นความลึกที่แตกต่างกันครับ
ในบทความหน้า
หมอจะมาพูดถึงหัวข้อ 'ทำ Toning มา 4-6 ครั้งแล้วไม่เห็นผล
เราจะสามารถตรวจเช็กการตั้งค่าพลังงานอย่างไรได้บ้าง' กันนะครับ
เพราะการที่ทำไปหลายครั้งแล้วรอยยังไม่สะกิดจางลงเลย
มันมีสาเหตุเฉพาะซ่อนอยู่ครับ
บทความนี้หมอวี ยองจิน ลาไปก่อนนะครับ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม
Pico Toning vs Laser Toning,
ทำไมดูแค่จำนวนช็อตถึงไม่คุ้ม (เสียดายเงินแย่เลย)
เช็กก่อนอ่านสักนิดนะครับ
Q. Pico ดีกว่าแบบร้อยเปอร์เซ็นต์เลยหรือเปล่าคะ?
A. สำหรับรอยหมองคล้ำและจุดด่างดำตื้น ๆ Pico จะได้เปรียบกว่าครับ
แต่ถ้าเป็นฝ้าลึก ๆ Q-switched Toning จะได้ผลดีกว่านะครับ
Q. อ้าว แล้วทำไมการเปรียบเทียบจำนวนช็อตถึงไม่มีความหมายล่ะครับ?
A. เพราะผลลัพธ์ของพลังงานที่ลงไปต่อหนึ่งช็อตนั้น
แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยครับ
สรุปในบรรทัดเดียว:
Pico Toning และ Laser Toning
เป็นบริการที่พลังงานในแต่ละช็อตมีคุณสมบัติแตกต่างกันครับ
เกณฑ์ในการเลือก:
ขึ้นอยู่กับความลึกครับว่าเม็ดสีนั้นอยู่ที่ชั้นหนังกำพร้าหรือชั้นหนังแท้
สิ่งที่เราจะมาดูกันวันนี้:
เกณฑ์การตัดสินใจว่าปัญหาเม็ดสีผิวของคุณเหมาะกับการรักษาแบบไหน
สิ่งที่จะได้รู้จากบทความนี้
ทำไมพลังงาน 1 ช็อตของ Pico Toning ถึงต่างจาก Laser Toning
ทำไมคุณสมบัติของพลังงานถึงสำคัญกว่าจำนวนช็อต
จุดด่างดำ · ฝ้า · ปานโอตะ — เกณฑ์การเลือกตามปัญหาเม็ดสีของคุณ

Pico Toning กับ Laser Toning
แตกต่างกันอย่างไรครับ?
Pico Toning จะปล่อยพลังงานในระดับ Picosecond (หนึ่งในล้านล้านวินาที)
เพื่อเข้าไปสลายเม็ดสีให้แตกละเอียดเป็นผงครับ
แตกต่างจาก Laser Toning ทั่วไป (Q-switched Nd:YAG)
ตรงที่ความกว้างของลำแสงจะสั้นมากในระดับ 1 ในล้านล้านวินาที
จึงไม่ใช่การใช้ความร้อนในการละลายเม็ดสี
แต่เป็นการส่งคลื่นกระแทก (shockwave) เข้าไปทำให้เม็ดสีแตกตัวนั่นเองครับ
ส่วน Q-switched Toning จะอยู่ในระดับ Nanosecond
ซึ่งมีความกว้างของลำแสงยาวกว่าประมาณ 1,000 เท่าครับ
ทำให้ใน 1 ช็อตเกิดเอฟเฟกต์ความร้อน (Photothermal) ที่สูงกว่า
และช่วยกระตุ้นเมลานินในระดับที่ลึกกว่าได้ในครั้งเดียวครับ

ทำไม Pico Toning ถึงยิงได้หลายช็อต
โดยไม่ต้องกังวลว่าผิวจะบางครับ?
เจาะลึกประเด็นสำคัญโดย
หมอวี ยองจิน
"Pico Toning มีเอฟเฟกต์ความร้อนน้อยมาก
ทำให้แม้จะยิงในจำนวนช็อตที่เยอะ ก็แทบไม่มีผลข้างเคียงกับผิวเลยครับ
ส่วน Q-switched Toning นั้น
พลังงานในแต่ละช็อตจะมีความเข้มข้นและแรงกว่า
สำหรับจุดด่างดำเล็ก ๆ แนะนำ Pico
ส่วนฝ้าลึก ๆ แนะนำ Q-switched ครับ —
ถ้าเทียบกันแค่จำนวนช็อต ก็อาจจะไม่ได้คำตอบที่ถูกต้องนะครับ"
— หมอวี ยองจิน (Beautystone Clinic สาขาฮับจอง)
"ถ้าทำ Pico Toning บ่อย ๆ ผิวจะบางลงไหมคะ?"
คำถามนี้ เป็นคำถามที่หมอโดนถามในห้องตรวจ
อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งเลยครับ
ความเป็นจริงแล้ว ผลลัพธ์กลับตรงกันข้ามเลยครับ
หัวใจสำคัญอยู่ที่ความกว้างของลำแสง (Pulse width) ครับ
เนื่องจาก Pico Toning ทำงานในระดับ Picosecond
ความร้อนจึงไม่มีเวลาที่จะแพร่กระจายไปทำลายเนื้อเยื่อรอบข้างครับ
เพราะมันเป็นหัตถการที่มีเอฟเฟกต์จากความร้อน (Photothermal) น้อยมาก
แต่โดดเด่นในเรื่องของพลังงานกลและคลื่นกระแทก (Photoacoustic) แทนครับ
ในทางกลับกัน Q-switched Toning ทำงานในระดับ Nanosecond
พลังงานความร้อนที่ถูกกระตุ้นใน 1 ช็อตจึงมีความรุนแรงและชัดเจนกว่าครับ
ต่อให้ใช้พลังงานเท่ากัน
แต่ประสิทธิภาพการส่งพลังงานเพื่อข้ามผ่านจุดสลายเมลานินนั้นแตกต่างกัน
ดังนั้นการเปรียบเทียบแค่จำนวนช็อตจึงไม่มีประโยชน์เลยครับ
พออ่านแบบนี้อาจจะนึกภาพตามไม่ออก
ลองมาดูเคสจริงกันดีกว่าครับ จะเห็นภาพชัดเจนที่สุด
มีลูกค้าวัย 52 ปีท่านหนึ่ง เข้ามาปรึกษาเพื่อรับการรักษาซ้ำครับ
เมื่อ 2 ปีก่อน เธอเคยรักษาด้วย
Q-switched Toning มาแล้ว 6 ครั้งจากที่อื่นครับ
ผลลัพธ์คือฝ้าบริเวณโหนกแก้มทั้งสองข้างจางลงไปหนึ่งระดับ
แต่จุดด่างดำเล็ก ๆ บริเวณสันจมูกแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงเลยครับ
ที่เป็นแบบนี้เพราะจุดด่างดำเล็ก ๆ เป็นเม็ดสีตื้นที่อยู่ที่ฐานของหนังกำพร้า
พลังงานคลื่นกระแทกของ Pico จึงสลายได้ดีกว่า
ในขณะที่ฝ้าในชั้นหนังแท้ ความร้อนจาก Q-switched
จะผ่านขีดจำกัดในการทำลายเม็ดสีลึก ๆ ได้อย่างเสถียรกว่าครับ
สำหรับเคสนี้ หมอเลยเลือกใช้ Pico ในการจัดการจุดด่างดำตื้น ๆ
ควบคู่ไปกับการรักษาด้วย Q-switched พอทำไปได้ถึงครั้งที่ 4 ผิวก็เริ่มเรียบเนียนสม่ำเสมอกันครับ
แต่มีสิ่งหนึ่งที่หมออยากจะเน้นย้ำไว้เสมอนะครับ
ถึงแม้ว่าจะเป็น Pico
ก็ใช่ว่าจะสามารถเร่งพลังงานให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ ได้แบบไม่มีขีดจำกัดนะครับ
เพราะการเซ็ตค่าพลังงานที่เกิดรอยแดงขึ้นทันหลังทำทันทีนั้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องไหน
ก็มีโอกาสเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเม็ดสีเข้มขึ้นหลังอักเสบ (PIH) ได้สูงขึ้นทั้งนั้นครับ
บทสรุปสำคัญจากหมอวี ยองจิน
Pico โดดเด่นในเรื่องการทำลายเม็ดสีให้แตกละเอียด
ส่วน Q-switched จะเด่นในเรื่องของการส่งพลังงานลงไปกระตุ้นในชั้นที่ลึกกว่าครับ
ถึงแม้จะเป็นการโทนนิ่งเหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ของ 1 ช็อตนั้นต่างกัน
ดังนั้น การเปรียบเทียบแค่จำนวนช็อตจึงไม่มีประโยชน์ครับ

แล้วรอยโรคแบบไหน เหมาะกับอะไรบ้าง?
รอยดำหรือจุดด่างดำในชั้นหนังกำพร้าเหมาะกับ Pico
ส่วนฝ้าลึกในชั้นหนังแท้หรือปานโอตะ
การเลือกใช้ Q-switched จะได้เปรียบมากกว่าครับ
ปัญหาผิว | ชั้นผิว | ตัวเลือกที่ได้เปรียบ |
จุดด่างดำเล็ก ๆ · กระ | หนังกำพร้า | Pico Toning |
รูขุมขน · ปรับโทนสีผิว | หนังกำพร้า ~ หนังแท้ส่วนบน | Pico Toning |
ฝ้าลึก | หนังแท้ | Q-switched Toning |
ปานโอตะ · ปานโอตะเทียม | หนังแท้ชั้นลึก | Q-switched (พลังงานสูง) |
กระเนื้อ (Seborrheic Keratosis) | ฐานของหนังกำพร้า | ทำควบคู่กับ CO2 / Erbium:YAG |
เคยมีลูกค้าท่านหนึ่งอายุ 32 ปี กังวลเรื่องกระมาก
และเธอได้รับการรักษาด้วย Q-switched Toning มาถึง 8 ครั้งจากที่อื่นครับ
เนื่องจากเม็ดสีที่อยู่ในระบบชั้นหนังกำพร้าจะเหมาะกับพลังงานคลื่นกระแทกของ Pico มากกว่า
หลังจากเปลี่ยนใจมาสลับใช้เป็นเครื่อง Pico
เมื่อทำไปเพียงครั้งที่ 3 รอยกระก็บางลงอย่างชัดเจนเลยครับ
กลับกัน หากท่านไหนมีปัญหาเฉพาะฝ้าในระดับลึก
การใช้บริการ Pico โดด ๆ เพียงอย่างเดียวอาจทำให้เห็นผลช้าจนรู้สึกอึดอัดได้ครับ
ในกรณีนี้ การใช้กลยุทธ์พลังงานต่ำของ Q-switched จะปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากกว่าครับ
หากพบปัญหาทั้งจุดด่างดำและฝ้าผสมปนเปกันอยู่
วิธีที่จะช่วยให้เห็นผลลัพธ์ได้ไวที่สุดและดีที่สุด
ก็คือการผสมผสานการรักษาโดยใช้ทั้งสองรอยโรคนี้ร่วมกันครับ

3 คำถามยอดฮิตที่พบบ่อย
Q1. ผลลัพธ์ระหว่าง Pico Toning กับ Laser Toning
แตกต่างกันมากแค่ไหนครับ?
สำหรับเม็ดสีชั้นนอก (กระ·จุดด่างดำ) Pico มักจะช่วยให้รอยจางลง
ได้เร็วกว่าเฉลี่ยประมาณ 1-2 ครั้ง
ส่วนปัญหาฝ้าลึกในชั้นหนังแท้ Q-switched จะทำได้เสถียรและปลอยภัยกว่าครับ
Q2. Pico Toning ราคาสูงกว่าพอสมควร
คุ้มค่าตัวไหมคะ?
หากปัญหาของคุรคือจุดด่างดำตื้น ๆ แม้ราคาต่อครั้งของ Pico จะค่อนข้างพรีเมียม
แต่มันช่วยลดจำนวนครั้งในการเข้ามารักษาโดยรวมลงได้
เมื่อเทียบผลลัพธ์แล้ว ส่วนใหญ่ถือว่าคุ้มค่าและไม่ขาดทุนแน่นอนครับ
ในทางกลับกัน ถ้ามีเพียงฝ้าที่ลึกอย่างเดียว การเลือกใช้ Q-switched
อาจจะคุ้มค่าและได้ประสิทธิภาพที่เข้าเป้ามากกว่า Pico ที่มีราคาสูงครับ
Q3. มีคนบอกว่ายิ่งทำ Toning บ่อย ๆ
จะยิ่งทำให้ฝ้าเด่นชัดขึ้นจริงไหมคะ?
จริงครับ ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าพลังงานเป็นหลักเลยครับ
การส่งพลังงานแรงเกินไปจนทำให้หน้าแดงทันทีหลังรักษาเสร็จ ค่อนข้างอันตรายครับ
ดังนั้น ประสบการณ์ในการปรับค่าพลังงานและวิเคราะห์ของแพทย์จึงสำคัญยิ่งกว่าตัวเครื่อง
เราต้องปรับพลังงานและระยะเวลาในการทำแต่ละรอบให้เหมาะสมและพอดีกับแต่ละบุคคลครับ
ท้ายที่สุดแล้ว ทั้ง Pico และ Q-switched ไม่ใช่คู่แข่งกันหรอกนะครับ
แต่เป็นเสมือนเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมการรักษาในระดับชั้นความลึกที่แตกต่างกันครับ
ในบทความหน้า
หมอจะมาพูดถึงหัวข้อ 'ทำ Toning มา 4-6 ครั้งแล้วไม่เห็นผล
เราจะสามารถตรวจเช็กการตั้งค่าพลังงานอย่างไรได้บ้าง' กันนะครับ
เพราะการที่ทำไปหลายครั้งแล้วรอยยังไม่สะกิดจางลงเลย
มันมีสาเหตุเฉพาะซ่อนอยู่ครับ
บทความนี้หมอวี ยองจิน ลาไปก่อนนะครับ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

ผิว
ฉีดสกินบูสเตอร์ด้วยมือกับใช้หัวฉีด ต่างกันตรงไหน เจ็บกว่ากันไหม?
เทียบการฉีดสกินบูสเตอร์ด้วยมือกับหัวฉีดอัตโนมัติ ทั้งความเจ็บ รอยช้ำ และความลึกที่ยาไปถึง

ยกกระชับ
จำนวนช็อต Sofwave ต้องเท่าไหร่ถึงพอดีกับแต่ละบริเวณ?
ช็อตเยอะกว่าแปลว่าดีกว่าจริงไหม มาดูกันว่าแต่ละบริเวณบนใบหน้าใช้จำนวนต่างกันเพราะอะไรค่ะ

ผิว
Sculptra ต้องใช้กี่ไวอัล? ดูจากพื้นที่และอายุ ไม่ใช่ยิ่งเยอะยิ่งดี
จำนวนไวอัล Sculptra มาจากพื้นที่ที่ต้องเติมและความเร็วสร้างคอลลาเจนตามอายุ ไม่ใช่ยิ่งเยอะยิ่งดี

ผิว
ทำหัตถการคอลลาเจนแล้วผลไม่ขึ้น ต้องกินโปรตีนวันละเท่าไหร่?
คอลลาเจนสร้างจากโปรตีนที่เรากิน มาดูเส้นขั้นต่ำต่อวัน การแบ่งมื้อ และข้อควรระวังกันค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
น้ำหนักลดแล้วหน้าซูบ ควรเติมวอลลุ่มตอนไหนดี
ลดน้ำหนักเร็วแล้วหน้าซูบ มาดูว่าทำไมใบหน้าเปลี่ยนก่อน และควรรอให้น้ำหนักนิ่งแค่ไหนก่อนเติมวอลลุ่มค่ะ

ยกกระชับ
หลัง Onda กลับมานวดหน้าและกัวซาได้เมื่อไหร่
ลูบเบา ๆ กับกดกัวซาขึ้น รอไม่เท่ากัน รวมช่วงเวลากลับมานวดหน้าหลัง Onda แยกตามระดับแรงกด
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 ปรึกษาผ่าน Line
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1



