ผู้อำนวยการ วี ยองจิน คิม กาอึล แห่งคลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก

พูดตรงๆ นะครับ เมื่อ 5 ปีก่อนผมเองก็ไม่ได้ทำเลเซอร์โทนนิ่งฝ้าลักษณะนี้

พูดตรงๆ นะครับ เมื่อ 5 ปีก่อนผมเองก็ไม่ได้ทำเลเซอร์โทนนิ่งฝ้าลักษณะนี้

พูดตรงๆ นะครับ เมื่อ 5 ปีก่อนผมเองก็ไม่ได้ทำเลเซอร์โทนนิ่งฝ้าลักษณะนี้

ผลลัพธ์ของการทำ toning รักษาฝ้า ไม่ได้แปลว่าทำสัปดาห์ละครั้งแล้วจะดีที่สุด ระยะห่าง 2–3 สัปดาห์ และการลดพลังงานลงอีกหนึ่งระดับ คือเหตุผลที่ช่วยให้เม็ดสีคงตัวและนิ่งขึ้นมากกว่า

기미 토닝, 매주 받으면 왜 더 진해질까요? 5년 만에 바뀐 치료 원칙


พูดตรงๆ เมื่อ 5 ปีก่อน หมอเองก็

ไม่ได้ทำ toning ฝ้าแบบนี้


พอใกล้หมดฤดูใบไม้ผลิ

ห้องตรวจจะเริ่มแน่นไปด้วยคนที่ถอดหน้ากาก

เข้ามาเยอะขึ้นเรื่อยๆ


"ทำ toning ทุกสัปดาห์แล้ว ทำไมเหมือนจะเข้มขึ้นล่ะ?"

มีคนถามแบบนี้เยอะมากจริงๆ ค่ะ

วันนี้หมอจะค่อยๆ อธิบายให้ฟังว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น



สรุปสั้นๆ ในบรรทัดเดียว

toning ฝ้าคือหัตถการแบบสะสมที่ใช้พลังงานต่ำ 1064nm

เพื่อสลายเฉพาะเมลานินอย่างนุ่มนวล


เกณฑ์ที่ทำให้ผลต่างกัน

ตัวที่ตัดสินผลไม่ใช่ความถี่ของจำนวนครั้ง

แต่เป็นช่วงห่างระหว่างการทำกับการตั้งค่าพลังงาน


สิ่งที่จะเล่าวันนี้

ทำไมยิ่งทำบ่อย กลับยิ่งดูเหมือนสีเม็ดสีเข้มขึ้น

หมอจะอธิบายกลไกนี้ให้เข้าใจง่ายๆ


ในบทความนี้จะได้เห็น

  • ชั้นผิวที่ toning ฝ้าลงไปถึง และข้อจำกัดของมัน

  • สัปดาห์ละครั้ง vs เว้น 2~3 สัปดาห์,

    อะไรคือเหตุผลจริงๆ ที่ทำให้ผลต่างกัน

  • ช่วงเวลาที่เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในแต่ละรอบ



toning ฝ้า,

จริงๆ แล้วทำอะไรอยู่กันแน่?

toning ฝ้าคือการยิงเลเซอร์ความยาวคลื่น 1064nm

ด้วยพลังงานต่ำหลายๆ ครั้ง เพื่อค่อยๆ

ทำลายเมลานินอย่างนุ่มนวล


ไม่ใช่การยิงแรงทีเดียวเหมือนเลเซอร์เม็ดสีทั่วไป

แต่เป็นการใช้พลังงานเบาๆ

เพื่อเขย่าเซลล์สร้างเม็ดสี

อย่างเบามือ


หัวใจคือแทบไม่ทำร้ายเนื้อเยื่อ

แต่ทำให้เม็ดสีค่อยๆ หลุดออกไป


ชื่อเครื่องอย่าง pico toning, Q-switched toning

ก็อยู่ในหมวดนี้ทั้งหมด


นี่คือหัตถการหลักที่ใช้เวลารับมือกับเม็ดสีที่ฝังลึก

ลงไปในผิว



"예전엔 매주 오시라고 했지만..." 지금은 3주 간격을 고집하는 이유


ทำไมยิ่งทำ toning บ่อยๆ

กลับยิ่งได้ผลน้อยลง?


อินไซต์สำคัญจากหมอวี ยองจิน



"ความคิดแบบเดิมที่ว่า toning ฝ้า ต้องรับแบบแรงๆ

ทุก 1 สัปดาห์ ถึงจะเห็นผลนั้น

เป็นมุมมองของเมื่อก่อนค่ะ



ตอนนี้การทำ 1064 toning แบบนุ่มนวล

และเว้นช่วงเป็น 2~3 สัปดาห์

กลับเหมาะกับการทำให้เม็ดสีคงที่มากกว่า"



— หมอวี ยองจิน (คลินิก Beautystone, ฮับจอง)





toning ก็คล้ายๆ กับตอนซักเสื้อที่มีคราบค่ะ

ถ้าขยี้แรงวันละสามรอบ

คราบอาจจะหายก็จริง

แต่เนื้อผ้าจะเป็นขุยและสีจะดูซีดลอยขึ้นมา



ผิวก็เหมือนกัน เซลล์สร้างเม็ดสีพอถูกกระตุ้น

ก็จะสร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้นเพื่อป้องกันตัวเอง



นี่แหละคือความต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่างห้องตรวจเมื่อ 5 ปีก่อน

กับห้องตรวจตอนนี้



เมื่อก่อนมาตรฐานคือ สัปดาห์ละครั้ง ทำแรงๆ และรีบ

ดูผลให้เร็ว



แต่คนที่รับแบบนั้น

พอผ่านไป 6 เดือนกลับมาพบหมอ

มักเจอว่าฝ้ากระจายลึกกว่าเดิมเยอะ



เพราะการกระตุ้นสะสม

ได้แสดงออกมาเป็นรอยดำหลังการอักเสบ (PIH)



เซ็ตติ้งที่เราใช้ตอนนี้คือ

"เว้น 2~3 สัปดาห์ และลดพลังงานลงหนึ่งสเต็ป"



เพราะ 'เวลาพัก' ก็เป็นส่วนหนึ่งของการรักษา



ต้องให้เซลล์สร้างเม็ดสีที่กำลังตื่นตัว

มีเวลาสงบลงก่อน

แล้วรอบถัดไปเม็ดสีถึงจะค่อยๆ ออกจริง



ถ้าทำไป 4~6 ครั้งแล้วตอบสนองน้อยมาก

สิ่งที่ต้องทบทวนไม่ใช่การเพิ่มจำนวนครั้ง

แต่เป็นการเช็กเซ็ตติ้งใหม่ทั้งหมด





สรุปสำคัญจากหมอวี ยองจิน

  • toning ไม่ได้วัดที่จำนวนครั้ง แต่วัดที่ 'ช่วงห่าง'



  • อย่ารีบจบด้วยการทำสัปดาห์ละครั้ง

    ให้ค่อยๆ ไปทุก 2~3 สัปดาห์จะดีกว่า



  • ถ้าผ่านไป 4~6 ครั้งแล้วยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง

    ต้องเปลี่ยนเซ็ตติ้ง ไม่ใช่เพิ่มจำนวนครั้ง







ผลของ toning ฝ้า,

เริ่มเห็นตามรอบเมื่อไหร่?

"ต้องกี่ครั้งถึงจะเริ่มเห็นผล"

คำถามนี้ตอบสั้นๆ ไม่ได้ค่ะ



เพราะขึ้นอยู่กับชนิดของฝ้า

ไทม์ไลน์จะแตกต่างกันไปเลย

ประเภทฝ้า

ช่วงที่ตอบสนองต่อ toning

แนะนำให้ทำควบคู่

ฝ้าชั้นหนังกำพร้า

เริ่มเห็นโทนสีเปลี่ยนตั้งแต่ครั้งที่ 3~4

ยาทาไวท์เทนนิ่ง

แบบผสม

เริ่มจางตั้งแต่ครั้งที่ 6~8

ทำ pico toning ร่วมด้วย

ฝ้าชั้นหนังแท้

ผลแบบเดี่ยวค่อนข้างจำกัด

อุปกรณ์ที่ใช้หลัก photoacoustic

เม็ดสีที่อยู่ในชั้นหนังกำพร้ามักจางค่อนข้างเร็ว

แต่เม็ดสีที่ฝังลึกถึงชั้นหนังแท้

toning อย่างเดียวจะมีข้อจำกัดค่ะ



แม้จะเป็นฝ้าชั้นหนังกำพร้าเหมือนกัน

แต่ถ้าเจอแดดบ่อย ความคืบหน้าก็จะช้าลง



ถ้าจะพยายามแก้ฝ้าชั้นหนังแท้ด้วย toning อย่างเดียว

แล้วแค่เพิ่มจำนวนครั้งไปเรื่อยๆ

โอกาสล้มเหลวแทบ 100%



กรณีนี้ต้องทำร่วมกับ pico

หรือมีการทำไวท์เทนนิ่งควบคู่







ผลของ toning ฝ้า,

3 คำถามที่คนไข้ถามบ่อยในห้องตรวจ

Q1. ทำไป 4~5 ครั้งแล้วแทบไม่เห็นผลเลย

ต้องเพิ่มจำนวนครั้งไหม?

ถ้าทำไป 4~6 ครั้งแล้วยังตอบสนองน้อย

การเพิ่มจำนวนครั้งไม่ใช่คำตอบค่ะ



มีโอกาสสูงว่าพลังงานที่ใช้ลงไป

ต่ำกว่าระดับที่ทำให้เมลานินแตกตัว



คนกลุ่มนี้ถ้าปรับเซ็ตติ้งให้สูงขึ้น

หรือเปลี่ยนเป็นหัตถการร่วม ผลจะเริ่มเห็นตั้งแต่ตรงนั้น



Q2. ทำ toning จบแล้ว แต่กลับมาเป็นอีก

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?

จากข้อมูลพบว่าคนไข้ฝ้ามากกว่าครึ่ง

มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำภายใน 1 ปี



ถ้าแดด ฮอร์โมน และการกระตุ้นบ่อยๆ ยังเหมือนเดิม

ก็กลับขึ้นมาอีก

การป้องกันสำคัญกว่าตัวหัตถการค่ะ



Q3. toning มีผลข้างเคียงไหม?

มีค่ะ ที่พบบ่อยที่สุดคือรอยดำหลังการกระตุ้นซ้ำ



ถ้าเพิ่มพลังงานแรงเกินไป หรือเว้นช่วงแคบเกินไป

ฝ้าจะยิ่งเข้มขึ้น



กรณีนี้ควรหยุดทำหัตถการก่อน 4~6 สัปดาห์

และเริ่มดูแลลดการอักเสบก่อน





สุดท้ายแล้ว toning ไม่ใช่หัตถการที่วัดกันที่

'ทำบ่อยแค่ไหน' แต่เป็น 'พักให้พอไหม'



ในบทความถัดไปหมอจะเล่าเรื่อง toning กับ pico

และจุดที่ควรเปลี่ยนไปใช้วิธีไหน

พร้อมเกณฑ์ตัดสินให้ฟังค่ะ



หมอวี ยองจินค่ะ





อ่านต่อเพิ่มเติม

기미 토닝, 매주 받으면 왜 더 진해질까요? 5년 만에 바뀐 치료 원칙


พูดตรงๆ เมื่อ 5 ปีก่อน หมอเองก็

ไม่ได้ทำ toning ฝ้าแบบนี้


พอใกล้หมดฤดูใบไม้ผลิ

ห้องตรวจจะเริ่มแน่นไปด้วยคนที่ถอดหน้ากาก

เข้ามาเยอะขึ้นเรื่อยๆ


"ทำ toning ทุกสัปดาห์แล้ว ทำไมเหมือนจะเข้มขึ้นล่ะ?"

มีคนถามแบบนี้เยอะมากจริงๆ ค่ะ

วันนี้หมอจะค่อยๆ อธิบายให้ฟังว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น



สรุปสั้นๆ ในบรรทัดเดียว

toning ฝ้าคือหัตถการแบบสะสมที่ใช้พลังงานต่ำ 1064nm

เพื่อสลายเฉพาะเมลานินอย่างนุ่มนวล


เกณฑ์ที่ทำให้ผลต่างกัน

ตัวที่ตัดสินผลไม่ใช่ความถี่ของจำนวนครั้ง

แต่เป็นช่วงห่างระหว่างการทำกับการตั้งค่าพลังงาน


สิ่งที่จะเล่าวันนี้

ทำไมยิ่งทำบ่อย กลับยิ่งดูเหมือนสีเม็ดสีเข้มขึ้น

หมอจะอธิบายกลไกนี้ให้เข้าใจง่ายๆ


ในบทความนี้จะได้เห็น

  • ชั้นผิวที่ toning ฝ้าลงไปถึง และข้อจำกัดของมัน

  • สัปดาห์ละครั้ง vs เว้น 2~3 สัปดาห์,

    อะไรคือเหตุผลจริงๆ ที่ทำให้ผลต่างกัน

  • ช่วงเวลาที่เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในแต่ละรอบ



toning ฝ้า,

จริงๆ แล้วทำอะไรอยู่กันแน่?

toning ฝ้าคือการยิงเลเซอร์ความยาวคลื่น 1064nm

ด้วยพลังงานต่ำหลายๆ ครั้ง เพื่อค่อยๆ

ทำลายเมลานินอย่างนุ่มนวล


ไม่ใช่การยิงแรงทีเดียวเหมือนเลเซอร์เม็ดสีทั่วไป

แต่เป็นการใช้พลังงานเบาๆ

เพื่อเขย่าเซลล์สร้างเม็ดสี

อย่างเบามือ


หัวใจคือแทบไม่ทำร้ายเนื้อเยื่อ

แต่ทำให้เม็ดสีค่อยๆ หลุดออกไป


ชื่อเครื่องอย่าง pico toning, Q-switched toning

ก็อยู่ในหมวดนี้ทั้งหมด


นี่คือหัตถการหลักที่ใช้เวลารับมือกับเม็ดสีที่ฝังลึก

ลงไปในผิว



"예전엔 매주 오시라고 했지만..." 지금은 3주 간격을 고집하는 이유


ทำไมยิ่งทำ toning บ่อยๆ

กลับยิ่งได้ผลน้อยลง?


อินไซต์สำคัญจากหมอวี ยองจิน



"ความคิดแบบเดิมที่ว่า toning ฝ้า ต้องรับแบบแรงๆ

ทุก 1 สัปดาห์ ถึงจะเห็นผลนั้น

เป็นมุมมองของเมื่อก่อนค่ะ



ตอนนี้การทำ 1064 toning แบบนุ่มนวล

และเว้นช่วงเป็น 2~3 สัปดาห์

กลับเหมาะกับการทำให้เม็ดสีคงที่มากกว่า"



— หมอวี ยองจิน (คลินิก Beautystone, ฮับจอง)





toning ก็คล้ายๆ กับตอนซักเสื้อที่มีคราบค่ะ

ถ้าขยี้แรงวันละสามรอบ

คราบอาจจะหายก็จริง

แต่เนื้อผ้าจะเป็นขุยและสีจะดูซีดลอยขึ้นมา



ผิวก็เหมือนกัน เซลล์สร้างเม็ดสีพอถูกกระตุ้น

ก็จะสร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้นเพื่อป้องกันตัวเอง



นี่แหละคือความต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่างห้องตรวจเมื่อ 5 ปีก่อน

กับห้องตรวจตอนนี้



เมื่อก่อนมาตรฐานคือ สัปดาห์ละครั้ง ทำแรงๆ และรีบ

ดูผลให้เร็ว



แต่คนที่รับแบบนั้น

พอผ่านไป 6 เดือนกลับมาพบหมอ

มักเจอว่าฝ้ากระจายลึกกว่าเดิมเยอะ



เพราะการกระตุ้นสะสม

ได้แสดงออกมาเป็นรอยดำหลังการอักเสบ (PIH)



เซ็ตติ้งที่เราใช้ตอนนี้คือ

"เว้น 2~3 สัปดาห์ และลดพลังงานลงหนึ่งสเต็ป"



เพราะ 'เวลาพัก' ก็เป็นส่วนหนึ่งของการรักษา



ต้องให้เซลล์สร้างเม็ดสีที่กำลังตื่นตัว

มีเวลาสงบลงก่อน

แล้วรอบถัดไปเม็ดสีถึงจะค่อยๆ ออกจริง



ถ้าทำไป 4~6 ครั้งแล้วตอบสนองน้อยมาก

สิ่งที่ต้องทบทวนไม่ใช่การเพิ่มจำนวนครั้ง

แต่เป็นการเช็กเซ็ตติ้งใหม่ทั้งหมด





สรุปสำคัญจากหมอวี ยองจิน

  • toning ไม่ได้วัดที่จำนวนครั้ง แต่วัดที่ 'ช่วงห่าง'



  • อย่ารีบจบด้วยการทำสัปดาห์ละครั้ง

    ให้ค่อยๆ ไปทุก 2~3 สัปดาห์จะดีกว่า



  • ถ้าผ่านไป 4~6 ครั้งแล้วยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง

    ต้องเปลี่ยนเซ็ตติ้ง ไม่ใช่เพิ่มจำนวนครั้ง







ผลของ toning ฝ้า,

เริ่มเห็นตามรอบเมื่อไหร่?

"ต้องกี่ครั้งถึงจะเริ่มเห็นผล"

คำถามนี้ตอบสั้นๆ ไม่ได้ค่ะ



เพราะขึ้นอยู่กับชนิดของฝ้า

ไทม์ไลน์จะแตกต่างกันไปเลย

ประเภทฝ้า

ช่วงที่ตอบสนองต่อ toning

แนะนำให้ทำควบคู่

ฝ้าชั้นหนังกำพร้า

เริ่มเห็นโทนสีเปลี่ยนตั้งแต่ครั้งที่ 3~4

ยาทาไวท์เทนนิ่ง

แบบผสม

เริ่มจางตั้งแต่ครั้งที่ 6~8

ทำ pico toning ร่วมด้วย

ฝ้าชั้นหนังแท้

ผลแบบเดี่ยวค่อนข้างจำกัด

อุปกรณ์ที่ใช้หลัก photoacoustic

เม็ดสีที่อยู่ในชั้นหนังกำพร้ามักจางค่อนข้างเร็ว

แต่เม็ดสีที่ฝังลึกถึงชั้นหนังแท้

toning อย่างเดียวจะมีข้อจำกัดค่ะ



แม้จะเป็นฝ้าชั้นหนังกำพร้าเหมือนกัน

แต่ถ้าเจอแดดบ่อย ความคืบหน้าก็จะช้าลง



ถ้าจะพยายามแก้ฝ้าชั้นหนังแท้ด้วย toning อย่างเดียว

แล้วแค่เพิ่มจำนวนครั้งไปเรื่อยๆ

โอกาสล้มเหลวแทบ 100%



กรณีนี้ต้องทำร่วมกับ pico

หรือมีการทำไวท์เทนนิ่งควบคู่







ผลของ toning ฝ้า,

3 คำถามที่คนไข้ถามบ่อยในห้องตรวจ

Q1. ทำไป 4~5 ครั้งแล้วแทบไม่เห็นผลเลย

ต้องเพิ่มจำนวนครั้งไหม?

ถ้าทำไป 4~6 ครั้งแล้วยังตอบสนองน้อย

การเพิ่มจำนวนครั้งไม่ใช่คำตอบค่ะ



มีโอกาสสูงว่าพลังงานที่ใช้ลงไป

ต่ำกว่าระดับที่ทำให้เมลานินแตกตัว



คนกลุ่มนี้ถ้าปรับเซ็ตติ้งให้สูงขึ้น

หรือเปลี่ยนเป็นหัตถการร่วม ผลจะเริ่มเห็นตั้งแต่ตรงนั้น



Q2. ทำ toning จบแล้ว แต่กลับมาเป็นอีก

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?

จากข้อมูลพบว่าคนไข้ฝ้ามากกว่าครึ่ง

มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำภายใน 1 ปี



ถ้าแดด ฮอร์โมน และการกระตุ้นบ่อยๆ ยังเหมือนเดิม

ก็กลับขึ้นมาอีก

การป้องกันสำคัญกว่าตัวหัตถการค่ะ



Q3. toning มีผลข้างเคียงไหม?

มีค่ะ ที่พบบ่อยที่สุดคือรอยดำหลังการกระตุ้นซ้ำ



ถ้าเพิ่มพลังงานแรงเกินไป หรือเว้นช่วงแคบเกินไป

ฝ้าจะยิ่งเข้มขึ้น



กรณีนี้ควรหยุดทำหัตถการก่อน 4~6 สัปดาห์

และเริ่มดูแลลดการอักเสบก่อน





สุดท้ายแล้ว toning ไม่ใช่หัตถการที่วัดกันที่

'ทำบ่อยแค่ไหน' แต่เป็น 'พักให้พอไหม'



ในบทความถัดไปหมอจะเล่าเรื่อง toning กับ pico

และจุดที่ควรเปลี่ยนไปใช้วิธีไหน

พร้อมเกณฑ์ตัดสินให้ฟังค่ะ



หมอวี ยองจินค่ะ





อ่านต่อเพิ่มเติม

บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก
บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก

บทความแนะนำ

บทความแนะนำ

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

"ต้องยิงแรง ๆ ถึงจะเห็นผลดีใช่ไหม?" — ความเข้าใจผิดอันตรายที่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงจากเลเซอร์โทนนิ่ง

ผิว

ผลข้างเคียงของเลเซอร์โทนนิ่ง: ทำไมต้องหยุดทันทีหากผิวแดงขึ้นทันที

ผิวแดงทันทีหลังเลเซอร์โทนนิ่ง เป็นสัญญาณว่าใช้พลังงานมากเกินไป ระดับที่เหมาะสมคือมีรอยแดงจางๆ หลังประมาณ 5–10 นาที และถ้าแดงทันที ความเสี่ยงของภาวะเม็ดสีคล้ำกลับมา (rebound hyperpigmentation) จะสูงขึ้น

โทนนิ่งฝ้า 1 ครั้ง 50,000 วอน? ความลับของ 'energy threshold' ที่ทำให้คุณไม่เห็นผล

ผิว

ราคาค่ารักษาฝ้าด้วยเลเซอร์: ทำไมการทำโทนนิ่ง 50,000 วอนถึงอาจไม่คุ้ม

ราคาเลเซอร์ฝ้า 1 ครั้งประมาณ 50,000~150,000 วอน เหตุผลที่ 600 ช็อตราคา 120,000 วอนให้ผลลัพธ์ดีกว่า 1500 ช็อตราคา 50,000 วอน รวมถึงกับดักของการทำ toning ราคาถูกแบบไม่จำกัดครั้ง สรุปให้แบบมุมมองในห้องตรวจค่ะ

ทำเลเซอร์ toning รักษาฝ้ามากกว่า 10 ครั้งแล้วยังเหมือนเดิมอยู่ไหม? (เพราะพลาดเรื่องการอักเสบ)

ผิว

การรักษาฝ้า ก่อนจะลบเม็ดสี ต้องควบคุมการอักเสบให้ได้ก่อน

วิธีรักษาฝ้า ถ้าทำแต่เลเซอร์โทนนิ่งซ้ำ ๆ แล้วยังไม่จาง อาจต้องจัดการเรื่องการอักเสบก่อน ไม่ใช่แค่เม็ดสี โดยดูตามเกณฑ์สะสมทุก 4 สัปดาห์

ถ้าเลเซอร์โทนนิ่งทุกสัปดาห์ จะจางไวขึ้นไหม? (ทำไมถึงยิ่งคล้ำขึ้นได้)

ผิว

รอบการทำเลเซอร์โทนนิ่ง: ความเข้าใจผิดว่าการทำทุกสัปดาห์จะเห็นผลเร็วกว่า

เลเซอร์โทนนิ่งทำทุกสัปดาห์จะถี่ไปไหมคะ? การเว้นระยะ 2–3 สัปดาห์จะเหมาะกับการผลัดเปลี่ยนของเมลานินมากกว่า และถ้ายิงทุกสัปดาห์ ความเสี่ยงของภาวะเม็ดสีเข้มสะสมจะเพิ่มขึ้น

เลเซอร์ฝ้า: วิธีผ่านช่วงยากของครั้งที่ 6

ผิว

พูดตรงๆ นะครับ เมื่อ 5 ปีก่อนผมเองก็ไม่ได้ทำเลเซอร์โทนนิ่งฝ้าลักษณะนี้

ผลลัพธ์ของการทำ toning รักษาฝ้า ไม่ได้แปลว่าทำสัปดาห์ละครั้งแล้วจะดีที่สุด ระยะห่าง 2–3 สัปดาห์ และการลดพลังงานลงอีกหนึ่งระดับ คือเหตุผลที่ช่วยให้เม็ดสีคงตัวและนิ่งขึ้นมากกว่า

Pico Toning vs Laser Toning: ทำไมการเปรียบเทียบแค่จำนวนช็อตถึงอาจทำให้คุณเสียเปรียบ

ผิว

Pico Toning vs Laser Toning: ทำไมดูแค่จำนวนช็อตถึงอาจเสียเปรียบ

พิโกโทนนิ่ง vs เลเซอร์โทนนิ่ง ถ้าเทียบกันแค่จำนวนช็อต คุณอาจเสียเปรียบได้ จุดด่างดำตื้น ๆ เหมาะกับพิโก ส่วนฝ้าเข้มลึกเหมาะกับ Q-switch — เราสรุปให้แล้วว่ามีเกณฑ์อะไรข้อเดียวที่ทำให้เลือกต่างกัน

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1