• Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด

รอบเลเซอร์โทนนิ่ง: ทำทุกสัปดาห์ไม่ได้เร็วกว่า

รอบเลเซอร์โทนนิ่ง: ทำทุกสัปดาห์ไม่ได้เร็วกว่า

รอบเลเซอร์โทนนิ่ง: ทำทุกสัปดาห์ไม่ได้เร็วกว่า

เลเซอร์โทนนิ่งทุกสัปดาห์ถี่เกินไหม? เว้น 2–3 สัปดาห์เหมาะกับ melanin turnover ลดความเสี่ยงเม็ดสีสะสม

การรักษาฝ้า ความใจร้อนคือตัวสร้างสีผิวเข้มขึ้น (เหตุผลที่ต้องเว้นระยะ 2-3 สัปดาห์)













รอบการทำ Laser Toning,

ความเข้าใจผิดๆ ที่ว่าทำทุกสัปดาห์จะเห็นผลเร็วกว่า

 

พอเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านของฤดูกาลแบบนี้

ในห้องตรวจก็เริ่มคึกคักไปด้วย

คนไข้ที่มาปรึกษาเรื่องฝ้ากระและจุดด่างดำครับ

 

"ถ้าทำทุกสัปดาห์ รอยจะจางเร็วขึ้นไหมคะ?"

มีหลายคนถามคำถามนี้กับผมเยอะมากจริงๆ ครับ

วันนี้ผมจะค่อยๆ อธิบายเหตุผลให้ฟังกันแบบทีละสเต็ปนะครับ

 

สรุปในบรรทัดเดียว.

มาตรฐานของการทำ Laser Toning คือเว้นระยะทุกๆ 2-3 สัปดาห์

และทำต่อเนื่องประมาณ 8-12 ครั้งครับ

 

เกณฑ์ในการตัดสินใจ.

ไม่ใช่จำนวนช็อตที่ยิง แต่คือเวลาที่เมลานินใช้ในการฟื้นตัวครับ

 

สิ่งที่เราจะมาดูกันวันนี้.

คุณจะเข้าใจได้ว่าทำไมการทำเลเซอร์ทุกสัปดาห์

ถึงยิ่งทำให้เม็ดสีดูเข้มขึ้นกว่าเดิม

 

3 หัวข้อหลักในบทความนี้ครับ

  • ทำไมระยะห่าง 2-3 สัปดาห์ถึงเหมาะสมที่สุด (Melanin Turnover)

  • เมื่อยิงเลเซอร์ทุกสัปดาห์ การสะสมของการระคายเคือง

    จะกลายเป็นรอยดำคล้ำได้อย่างไร

  • ความต่างของรอบการทำเลเซอร์ตามโทนสีผิวและความลึกของฝ้า

ความสัมพันธ์ระหว่างรอบเลเซอร์โทนนิ่งกับผลลัพธ์ 'เวลาฟื้นตัว' สำคัญกว่าจำนวนช็อต

 

 













รอบการทำ Laser Toning,

ทำไม 2-3 สัปดาห์ถึงเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด?

โดยทั่วไปแล้ว การเว้นระยะ 2-3 สัปดาห์ รวมทั้งหมด 8-12 ครั้ง คือสูตรที่ดีที่สุดครับ

 

Laser Toning เป็นการรักษาโดยใช้เลเซอร์พลังงานต่ำ

เพื่อเข้าไปทำลายเฉพาะเม็ดสีเมลานินอย่างตรงจุด

 

หลักการสำคัญคือ

ต้องแทบไม่ทำลายผิวหนังกำพร้าชั้นนอกเลยครับ

 

แต่หลังจากที่เมลานินถูกทำลายแล้ว

โมเลกุลเล็กๆ จะถูกขับออกทางระบบน้ำเหลือง

และผิวชั้นนอกสุดจะค่อยๆ ปรับตัวเรียงตัวกันใหม่

ซึ่งกระบวนการนี้มักจะใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์

 

ถ้าเรายิงเลเซอร์ซ้ำไปอีกก่อนที่วงจรนี้จะสิ้นสุด

ก็จะเป็นการสะสมความระคายเคืองให้กับผิวชั้นนอกที่กำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟูตัวครับ

 













ทำไมทำทุกสัปดาห์แล้วถึงเกิดรอยดำคล้ำ (PIH)?

 

คีย์พอยท์สำคัญของบทความนี้

 

การทำ Laser Toning ทุกสัปดาห์จะเห็นผลเร็วกว่าจริงไหม?

หากยิงด้วยพลังงานที่เหมาะสมแล้ว

ระยะห่าง 2-3 สัปดาห์จะสอดคล้องกับ Melanin Turnover ที่สุดครับ

แต่ถ้าทำทุกสัปดาห์ การสะสมของการระคายเคือง

อาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดรอยดำคล้ำขึ้นแทนได้

 

แทนที่จะเน้นจำนวนช็อต เวลาในการฟื้นฟูผิวต่างหากที่จะช่วยสร้างผลลัพธ์ที่ดีครับ

 

ผมขอเล่าเรื่องของคนไข้ท่านหนึ่งให้ฟังก่อนนะครับ

 

เมื่อเดือนที่แล้ว มีคนไข้หนุ่มสาวออฟฟิศอายุ 35 ปีมาพบผมครับ

เพราะกังวลเรื่องฝ้าบริเวณโหนกแก้ม

คนไข้เล่าว่าเคยไปทำเลเซอร์โทนนิ่งทุกสัปดาห์ติดต่อกัน 6 สัปดาห์จากที่อื่นมา

 

พอดูรูปถ่ายก่อนที่เขาจะมาพบผม ปรากฏว่าผิวโดยรวม

ดูหมองคล้ำขึ้นกว่าตอนแรกเสียอีกครับ

 

ซึ่งจริงๆ เคสแบบนี้เป็นเคสที่พบได้บ่อยมากครับ

 

หากรับการทำ Toning ทุกสัปดาห์

เซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocytes) จะได้รับการกระตุ้นแบบสะสมอย่างต่อเนื่อง

 

พอมันถูกกระตุ้นบ่อยๆ

มันก็จะยิ่งขยันทำงานมากขึ้นครับ

เพราะนั่นคือหน้าที่หลักของมันอยู่แล้ว

 

ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ย้อนกลับ

นั่นคืออัตราการสร้างเม็ดสีใหม่รวดเร็วกว่า

อัตราความเร็วที่เลเซอร์เข้าไปทำลาย

 

เราเรียกสิ่งนี้ว่า อาการรอยดำคล้ำหลังทำเลเซอร์ (PIH)

ซึ่งเกิดขึ้นได้ง่ายมากในโทนสีผิวของคนเอเชียครับ

เนื่องจากเซลล์เม็ดสีของเรามีปฏิกิริยาตอบสนองที่ไวมากนั่นเอง

 

ดังนั้น การยิงอย่างแม่นยำเพียง 1 ครั้ง

จึงให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการยิงเบาๆ แบบสะเปะสะปะถึง 3 ครั้งเสียอีก

 

คีย์เวิร์ดสำคัญคือการยิงให้ได้ระดับพลังงานที่เหมาะสม

ผ่านเกณฑ์ขีดจำกัดพลังงาน (Threshold Energy) ในแต่ละครั้ง

 

สัญญาณของระดับพลังงานที่เหมาะสม

จะแสดงออกมาในไม่กี่นาทีหลังการรักษา

นั่นคือผิวควรจะมีรอยแดงจางๆ อมชมพูระเรื่อเล็กน้อยครับ

 

สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน

  • การทำ Laser Toning ทุกสัปดาห์

    ไม่ได้ช่วยให้รอยจางเร็วขึ้นครับ

     

  • หากยิงเลเซอร์สวนทางกับเวลาฟื้นตัวของเมลานิน

    จะยิ่งกระตุ้นให้เซลล์เม็ดสีทำงานหนักขึ้น (สีเข้มขึ้น)

     

  • ทุกๆ 2-3 สัปดาห์ต่อหนึ่งครั้ง การยิงอย่างแม่นยำให้ได้ระดับพลังงานที่เห็นผล

    ต่างหากที่จะสร้างผลลัพธ์ที่แท้จริงให้กับผิวคุณ

วิธีหลีกเลี่ยงภาวะสีผิวเข้มขึ้นหลังเลเซอร์ฝ้า พลังของช็อตเดียวที่ถึงระดับพลังงานวิกฤต

 

 













รอบการทำ Laser Toning,

แต่ละสภาพผิวแตกต่างกันอย่างไรบ้าง?

ขึ้นอยู่กับโทนสีผิวและความลึกของฝ้า

แม้จะอยู่ในช่วง 2-3 สัปดาห์เหมือนกัน แต่รายละเอียดก็จะต่างกันเล็กน้อยครับ

ประเภทผิว

ระยะห่างที่แนะนำ

จำนวนครั้งทั้งหมด

หมายเหตุ

ผิวขาว / จุดด่างดำตื้น

2 สัปดาห์

6~8 ครั้ง

ฟื้นตัวเร็ว พลังงานเข้าถึงได้ง่าย

มีฝ้า / มีเม็ดสีในชั้นผิวแท้ร่วมด้วย

3 สัปดาห์

10~12 ครั้ง

มีความเสี่ยงในการเกิดรอยดำกลับมา ควรทำแบบระมัดระวัง

กระแดด / จุดด่างสีดำเข้ม

3 สัปดาห์+

5~10 ครั้ง

การทำ Toning เพียงอย่างเดียวมีขีดจำกัด ควรพิจารณาทำร่วมกับหัตถการอื่น

เพิ่งโดนแดดจัดมา

4 สัปดาห์ขึ้นไป

หลีกเลี่ยงการทำเลเซอร์ในช่วงที่เมลานินกำลังทำงานหนัก

ถ้าหากคุณทำไปแล้ว 4-6 ครั้งแต่ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน

สิ่งสำคัญไม่ใช่การเพิ่มรอบครั้งให้บ่อยขึ้น

แต่เป็นขั้นตอนการตรวจเช็กและปรับสภาพการตั้งค่าพลังงานใหม่ครับ

 

หากระดับพลังงานยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ใช้ในการย่อยสลายเมลานิน

ต่อให้ทำถึง 100 ครั้ง ผลลัพธ์ก็อาจจะยังเหมือนเดิมครับ

ทำโทนนิ่ง 4-6 ครั้งแล้วไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง? ลองตรวจสอบ 'การตั้งค่า' แทนการเพิ่มจำนวนครั้ง

 

 













รอบการทำ Laser Toning,

3 คำถามที่พบบ่อยในห้องตรวจ

Q1. ถ้าทำ Laser Toning ครบ 8-12 ครั้งแล้ว

ฝ้าจะหายไปแบบถาวรเลยไหมคะ?

บอกตามตรงว่าจะมีแค่ประมาณ 2-3 คนใน 10 คนเท่านั้นครับ

ที่จะได้ผลลัพธ์ในระดับที่มองไม่เห็นรอยฝ้าเก่าเลย

 

ส่วนเคสที่เหลือรอยจะจางลงประมาณ 60-70%

และต้องสลับเข้าสู่ขั้นตอนของการทำทรีตเมนต์เพื่อรักษาคุณภาพผิวให้อยู่ตัวต่อไปครับ

 

การดูแลรักษาฝ้าไม่ใช่หัตถการแบบทำทีเดียวจบ

แต่มันคือการดูแลและบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่องครับ

 

Q2. เลื่อนวันนัดให้เร็วขึ้นสักหนึ่งสัปดาห์

จะช่วยให้เห็นผลเร็วขึ้นบ้างไหมคะ?

การเร่งทำเร็วขึ้น 1 สัปดาห์ไม่ได้ทำให้เห็นผลเร็วขึ้นครับ

ในทางตรงกันข้าม มันอาจกลายเป็นการ

กระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสีให้กลับมาทำงานหนักกว่าเดิมเสียก่อน

 

หากการทำทุก 2 สัปดาห์ทำให้ผิวคุณรู้สึกล้าจนเกินไป การเลื่อนออกไปเป็นทุกๆ 3 สัปดาห์

จะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่ามากครับ

 

Q3. หลังทำเลเซอร์ท่อนนิ่งเสร็จ ผ่านไปกี่วันถึงจะเริ่มแต่งหน้า

และทาครีมกันแดดได้ครับ?

เนื่องจากเลเซอร์ Toning แทบจะไม่ทำให้ผิวหนังชั้นนอกเสียหายหรือเกิดริ้วรอยเลย

ดังนั้นคุณสามารถทาครีมกันแดดได้ตั้งแต่เย็นวันเดียวกันหลังจากที่ทำเสร็จเลยครับ

 

วันรุ่งขึ้นก็สามารถแต่งหน้าเบาๆ ได้ตามปกติเลยครับ

 

แต่หลังจากทำเลเซอร์ประมาณ 1 สัปดาห์

ขอแนะนำให้ใส่ใจกับการทาครีมกันแดดและหลีกเลี่ยงแดดจัดให้ดีกว่าปกติด้วยนะครับ

 

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่จะตัดสินผลลัพธ์ของการทำ Laser Toning

ไม่ใช่จำนวนครั้งที่ทำบ่อยๆ แต่เป็น 'เวลาในการฟื้นตัว' ในช่วงระหว่างแต่ละรอบการทำต่างหาก

 

ในบทความตอนต่อไป ผมจะมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับ "ถ้าทำ Toning ไป 4-6 ครั้งแล้ว

แต่ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง เราควรจะมีวิธี

ตรวจสอบและตั้งค่าพลังงานเลเซอร์ใหม่อย่างไรบ้าง"

 

สำหรับวันนี้ หมอวี ยองจิน ขอลาไปก่อนครับ

 

บทความที่แนะนำให้อ่านร่วมกัน

การรักษาฝ้า ความใจร้อนคือตัวสร้างสีผิวเข้มขึ้น (เหตุผลที่ต้องเว้นระยะ 2-3 สัปดาห์)













รอบการทำ Laser Toning,

ความเข้าใจผิดๆ ที่ว่าทำทุกสัปดาห์จะเห็นผลเร็วกว่า

 

พอเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านของฤดูกาลแบบนี้

ในห้องตรวจก็เริ่มคึกคักไปด้วย

คนไข้ที่มาปรึกษาเรื่องฝ้ากระและจุดด่างดำครับ

 

"ถ้าทำทุกสัปดาห์ รอยจะจางเร็วขึ้นไหมคะ?"

มีหลายคนถามคำถามนี้กับผมเยอะมากจริงๆ ครับ

วันนี้ผมจะค่อยๆ อธิบายเหตุผลให้ฟังกันแบบทีละสเต็ปนะครับ

 

สรุปในบรรทัดเดียว.

มาตรฐานของการทำ Laser Toning คือเว้นระยะทุกๆ 2-3 สัปดาห์

และทำต่อเนื่องประมาณ 8-12 ครั้งครับ

 

เกณฑ์ในการตัดสินใจ.

ไม่ใช่จำนวนช็อตที่ยิง แต่คือเวลาที่เมลานินใช้ในการฟื้นตัวครับ

 

สิ่งที่เราจะมาดูกันวันนี้.

คุณจะเข้าใจได้ว่าทำไมการทำเลเซอร์ทุกสัปดาห์

ถึงยิ่งทำให้เม็ดสีดูเข้มขึ้นกว่าเดิม

 

3 หัวข้อหลักในบทความนี้ครับ

  • ทำไมระยะห่าง 2-3 สัปดาห์ถึงเหมาะสมที่สุด (Melanin Turnover)

  • เมื่อยิงเลเซอร์ทุกสัปดาห์ การสะสมของการระคายเคือง

    จะกลายเป็นรอยดำคล้ำได้อย่างไร

  • ความต่างของรอบการทำเลเซอร์ตามโทนสีผิวและความลึกของฝ้า

ความสัมพันธ์ระหว่างรอบเลเซอร์โทนนิ่งกับผลลัพธ์ 'เวลาฟื้นตัว' สำคัญกว่าจำนวนช็อต

 

 













รอบการทำ Laser Toning,

ทำไม 2-3 สัปดาห์ถึงเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด?

โดยทั่วไปแล้ว การเว้นระยะ 2-3 สัปดาห์ รวมทั้งหมด 8-12 ครั้ง คือสูตรที่ดีที่สุดครับ

 

Laser Toning เป็นการรักษาโดยใช้เลเซอร์พลังงานต่ำ

เพื่อเข้าไปทำลายเฉพาะเม็ดสีเมลานินอย่างตรงจุด

 

หลักการสำคัญคือ

ต้องแทบไม่ทำลายผิวหนังกำพร้าชั้นนอกเลยครับ

 

แต่หลังจากที่เมลานินถูกทำลายแล้ว

โมเลกุลเล็กๆ จะถูกขับออกทางระบบน้ำเหลือง

และผิวชั้นนอกสุดจะค่อยๆ ปรับตัวเรียงตัวกันใหม่

ซึ่งกระบวนการนี้มักจะใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์

 

ถ้าเรายิงเลเซอร์ซ้ำไปอีกก่อนที่วงจรนี้จะสิ้นสุด

ก็จะเป็นการสะสมความระคายเคืองให้กับผิวชั้นนอกที่กำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟูตัวครับ

 













ทำไมทำทุกสัปดาห์แล้วถึงเกิดรอยดำคล้ำ (PIH)?

 

คีย์พอยท์สำคัญของบทความนี้

 

การทำ Laser Toning ทุกสัปดาห์จะเห็นผลเร็วกว่าจริงไหม?

หากยิงด้วยพลังงานที่เหมาะสมแล้ว

ระยะห่าง 2-3 สัปดาห์จะสอดคล้องกับ Melanin Turnover ที่สุดครับ

แต่ถ้าทำทุกสัปดาห์ การสะสมของการระคายเคือง

อาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดรอยดำคล้ำขึ้นแทนได้

 

แทนที่จะเน้นจำนวนช็อต เวลาในการฟื้นฟูผิวต่างหากที่จะช่วยสร้างผลลัพธ์ที่ดีครับ

 

ผมขอเล่าเรื่องของคนไข้ท่านหนึ่งให้ฟังก่อนนะครับ

 

เมื่อเดือนที่แล้ว มีคนไข้หนุ่มสาวออฟฟิศอายุ 35 ปีมาพบผมครับ

เพราะกังวลเรื่องฝ้าบริเวณโหนกแก้ม

คนไข้เล่าว่าเคยไปทำเลเซอร์โทนนิ่งทุกสัปดาห์ติดต่อกัน 6 สัปดาห์จากที่อื่นมา

 

พอดูรูปถ่ายก่อนที่เขาจะมาพบผม ปรากฏว่าผิวโดยรวม

ดูหมองคล้ำขึ้นกว่าตอนแรกเสียอีกครับ

 

ซึ่งจริงๆ เคสแบบนี้เป็นเคสที่พบได้บ่อยมากครับ

 

หากรับการทำ Toning ทุกสัปดาห์

เซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocytes) จะได้รับการกระตุ้นแบบสะสมอย่างต่อเนื่อง

 

พอมันถูกกระตุ้นบ่อยๆ

มันก็จะยิ่งขยันทำงานมากขึ้นครับ

เพราะนั่นคือหน้าที่หลักของมันอยู่แล้ว

 

ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ย้อนกลับ

นั่นคืออัตราการสร้างเม็ดสีใหม่รวดเร็วกว่า

อัตราความเร็วที่เลเซอร์เข้าไปทำลาย

 

เราเรียกสิ่งนี้ว่า อาการรอยดำคล้ำหลังทำเลเซอร์ (PIH)

ซึ่งเกิดขึ้นได้ง่ายมากในโทนสีผิวของคนเอเชียครับ

เนื่องจากเซลล์เม็ดสีของเรามีปฏิกิริยาตอบสนองที่ไวมากนั่นเอง

 

ดังนั้น การยิงอย่างแม่นยำเพียง 1 ครั้ง

จึงให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการยิงเบาๆ แบบสะเปะสะปะถึง 3 ครั้งเสียอีก

 

คีย์เวิร์ดสำคัญคือการยิงให้ได้ระดับพลังงานที่เหมาะสม

ผ่านเกณฑ์ขีดจำกัดพลังงาน (Threshold Energy) ในแต่ละครั้ง

 

สัญญาณของระดับพลังงานที่เหมาะสม

จะแสดงออกมาในไม่กี่นาทีหลังการรักษา

นั่นคือผิวควรจะมีรอยแดงจางๆ อมชมพูระเรื่อเล็กน้อยครับ

 

สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน

  • การทำ Laser Toning ทุกสัปดาห์

    ไม่ได้ช่วยให้รอยจางเร็วขึ้นครับ

     

  • หากยิงเลเซอร์สวนทางกับเวลาฟื้นตัวของเมลานิน

    จะยิ่งกระตุ้นให้เซลล์เม็ดสีทำงานหนักขึ้น (สีเข้มขึ้น)

     

  • ทุกๆ 2-3 สัปดาห์ต่อหนึ่งครั้ง การยิงอย่างแม่นยำให้ได้ระดับพลังงานที่เห็นผล

    ต่างหากที่จะสร้างผลลัพธ์ที่แท้จริงให้กับผิวคุณ

วิธีหลีกเลี่ยงภาวะสีผิวเข้มขึ้นหลังเลเซอร์ฝ้า พลังของช็อตเดียวที่ถึงระดับพลังงานวิกฤต

 

 













รอบการทำ Laser Toning,

แต่ละสภาพผิวแตกต่างกันอย่างไรบ้าง?

ขึ้นอยู่กับโทนสีผิวและความลึกของฝ้า

แม้จะอยู่ในช่วง 2-3 สัปดาห์เหมือนกัน แต่รายละเอียดก็จะต่างกันเล็กน้อยครับ

ประเภทผิว

ระยะห่างที่แนะนำ

จำนวนครั้งทั้งหมด

หมายเหตุ

ผิวขาว / จุดด่างดำตื้น

2 สัปดาห์

6~8 ครั้ง

ฟื้นตัวเร็ว พลังงานเข้าถึงได้ง่าย

มีฝ้า / มีเม็ดสีในชั้นผิวแท้ร่วมด้วย

3 สัปดาห์

10~12 ครั้ง

มีความเสี่ยงในการเกิดรอยดำกลับมา ควรทำแบบระมัดระวัง

กระแดด / จุดด่างสีดำเข้ม

3 สัปดาห์+

5~10 ครั้ง

การทำ Toning เพียงอย่างเดียวมีขีดจำกัด ควรพิจารณาทำร่วมกับหัตถการอื่น

เพิ่งโดนแดดจัดมา

4 สัปดาห์ขึ้นไป

หลีกเลี่ยงการทำเลเซอร์ในช่วงที่เมลานินกำลังทำงานหนัก

ถ้าหากคุณทำไปแล้ว 4-6 ครั้งแต่ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน

สิ่งสำคัญไม่ใช่การเพิ่มรอบครั้งให้บ่อยขึ้น

แต่เป็นขั้นตอนการตรวจเช็กและปรับสภาพการตั้งค่าพลังงานใหม่ครับ

 

หากระดับพลังงานยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ใช้ในการย่อยสลายเมลานิน

ต่อให้ทำถึง 100 ครั้ง ผลลัพธ์ก็อาจจะยังเหมือนเดิมครับ

ทำโทนนิ่ง 4-6 ครั้งแล้วไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง? ลองตรวจสอบ 'การตั้งค่า' แทนการเพิ่มจำนวนครั้ง

 

 













รอบการทำ Laser Toning,

3 คำถามที่พบบ่อยในห้องตรวจ

Q1. ถ้าทำ Laser Toning ครบ 8-12 ครั้งแล้ว

ฝ้าจะหายไปแบบถาวรเลยไหมคะ?

บอกตามตรงว่าจะมีแค่ประมาณ 2-3 คนใน 10 คนเท่านั้นครับ

ที่จะได้ผลลัพธ์ในระดับที่มองไม่เห็นรอยฝ้าเก่าเลย

 

ส่วนเคสที่เหลือรอยจะจางลงประมาณ 60-70%

และต้องสลับเข้าสู่ขั้นตอนของการทำทรีตเมนต์เพื่อรักษาคุณภาพผิวให้อยู่ตัวต่อไปครับ

 

การดูแลรักษาฝ้าไม่ใช่หัตถการแบบทำทีเดียวจบ

แต่มันคือการดูแลและบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่องครับ

 

Q2. เลื่อนวันนัดให้เร็วขึ้นสักหนึ่งสัปดาห์

จะช่วยให้เห็นผลเร็วขึ้นบ้างไหมคะ?

การเร่งทำเร็วขึ้น 1 สัปดาห์ไม่ได้ทำให้เห็นผลเร็วขึ้นครับ

ในทางตรงกันข้าม มันอาจกลายเป็นการ

กระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสีให้กลับมาทำงานหนักกว่าเดิมเสียก่อน

 

หากการทำทุก 2 สัปดาห์ทำให้ผิวคุณรู้สึกล้าจนเกินไป การเลื่อนออกไปเป็นทุกๆ 3 สัปดาห์

จะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่ามากครับ

 

Q3. หลังทำเลเซอร์ท่อนนิ่งเสร็จ ผ่านไปกี่วันถึงจะเริ่มแต่งหน้า

และทาครีมกันแดดได้ครับ?

เนื่องจากเลเซอร์ Toning แทบจะไม่ทำให้ผิวหนังชั้นนอกเสียหายหรือเกิดริ้วรอยเลย

ดังนั้นคุณสามารถทาครีมกันแดดได้ตั้งแต่เย็นวันเดียวกันหลังจากที่ทำเสร็จเลยครับ

 

วันรุ่งขึ้นก็สามารถแต่งหน้าเบาๆ ได้ตามปกติเลยครับ

 

แต่หลังจากทำเลเซอร์ประมาณ 1 สัปดาห์

ขอแนะนำให้ใส่ใจกับการทาครีมกันแดดและหลีกเลี่ยงแดดจัดให้ดีกว่าปกติด้วยนะครับ

 

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่จะตัดสินผลลัพธ์ของการทำ Laser Toning

ไม่ใช่จำนวนครั้งที่ทำบ่อยๆ แต่เป็น 'เวลาในการฟื้นตัว' ในช่วงระหว่างแต่ละรอบการทำต่างหาก

 

ในบทความตอนต่อไป ผมจะมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับ "ถ้าทำ Toning ไป 4-6 ครั้งแล้ว

แต่ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง เราควรจะมีวิธี

ตรวจสอบและตั้งค่าพลังงานเลเซอร์ใหม่อย่างไรบ้าง"

 

สำหรับวันนี้ หมอวี ยองจิน ขอลาไปก่อนครับ

 

บทความที่แนะนำให้อ่านร่วมกัน

  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด โดยบิวตี้ส์ด็อกเตอร์
  • Beautystone Clinic บิวตี้สโตนคลินิก สาขาฮงแด

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

การฉีด skin booster ด้วยมือกับการใช้เครื่องอินเจคเตอร์ (injector) มีความแตกต่างกันอย่างไรในเรื่องของความเจ็บปวดและระยะเวลาในการพักฟื้น?

ผิว

ฉีดสกินบูสเตอร์ด้วยมือกับใช้หัวฉีด ต่างกันตรงไหน เจ็บกว่ากันไหม?

เทียบการฉีดสกินบูสเตอร์ด้วยมือกับหัวฉีดอัตโนมัติ ทั้งความเจ็บ รอยช้ำ และความลึกที่ยาไปถึง

ทำไมจำนวนช็อตของ Sofwave ถึงแตกต่างกันไปในแต่ละบริเวณ และยิ่งทำจำนวนช็อตเยอะๆ จะยิ่งเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นจริงไหมคะ?

ยกกระชับ

จำนวนช็อต Sofwave ต้องเท่าไหร่ถึงพอดีกับแต่ละบริเวณ?

ช็อตเยอะกว่าแปลว่าดีกว่าจริงไหม มาดูกันว่าแต่ละบริเวณบนใบหน้าใช้จำนวนต่างกันเพราะอะไรค่ะ

จำนวน vial ของ Sculptra จะแตกต่างกันไปตามบริเวณที่ฉีดและอายุอย่างไรบ้าง แล้วยิ่งฉีดเยอะจะยิ่งดีจริงไหมคะ?

ผิว

Sculptra ต้องใช้กี่ไวอัล? ดูจากพื้นที่และอายุ ไม่ใช่ยิ่งเยอะยิ่งดี

จำนวนไวอัล Sculptra มาจากพื้นที่ที่ต้องเติมและความเร็วสร้างคอลลาเจนตามอายุ ไม่ใช่ยิ่งเยอะยิ่งดี

หลังจากทำหัตถการแล้ว เพื่อให้ผิวสร้างคอลลาเจนได้ดีที่สุด เราควรทานโปรตีนวันละเท่าไหร่ และต้องแบ่งทานอย่างไรบ้างคะ?

ผิว

ทำหัตถการคอลลาเจนแล้วผลไม่ขึ้น ต้องกินโปรตีนวันละเท่าไหร่?

คอลลาเจนสร้างจากโปรตีนที่เรากิน มาดูเส้นขั้นต่ำต่อวัน การแบ่งมื้อ และข้อควรระวังกันค่ะ

กำลังลดน้ำหนักด้วยฉีดยาลดน้ำหนักอยู่ค่ะ ควรเข้ารับการทำหัตถการเพิ่มวอลลุ่มให้ใบหน้า (face volume treatment) ช่วงไหนดีที่สุดคะ?

โครงหน้า&วอลลุ่ม

น้ำหนักลดแล้วหน้าซูบ ควรเติมวอลลุ่มตอนไหนดี

ลดน้ำหนักเร็วแล้วหน้าซูบ มาดูว่าทำไมใบหน้าเปลี่ยนก่อน และควรรอให้น้ำหนักนิ่งแค่ไหนก่อนเติมวอลลุ่มค่ะ

หลังจากทำ 온다 리프팅 (Onda Lifting) แล้ว จะสามารถกลับมานวดหน้า ใช้กัวซา หรือลูกกลิ้งนวดหน้าได้ตั้งแต่วันไหนคะ?

ยกกระชับ

หลัง Onda กลับมานวดหน้าและกัวซาได้เมื่อไหร่

ลูบเบา ๆ กับกดกัวซาขึ้น รอไม่เท่ากัน รวมช่วงเวลากลับมานวดหน้าหลัง Onda แยกตามระดับแรงกด

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 ปรึกษาผ่าน Line

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1