• Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด

ฟิลเลอร์ขมับ: ทำไม 1cc ทำให้กรอบหน้าเปลี่ยน

ฟิลเลอร์ขมับ: ทำไม 1cc ทำให้กรอบหน้าเปลี่ยน

ฟิลเลอร์ขมับ: ทำไม 1cc ทำให้กรอบหน้าเปลี่ยน

ฟิลเลอร์ขมับแค่ 1–2cc ก็เปลี่ยนภาพรวมแนวกรามได้ สรุปอาการบวมช่วง 72 ชม. และเกณฑ์ระยะเวลาคงผล

กำลังลังเลเรื่องยกกระชับคาง? ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่คาง แต่อยู่ที่ 'ขมับ'













ผลลัพธ์ฟิลเลอร์ขมับ,

ทำไมปริมาณแค่ 1cc ถึงทำให้กรอบหน้าเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

 

ก่อนอื่น ขอสรุปให้ฟังแบบสั้นๆ กันก่อนเลยครับ

 

ผลลัพธ์ฟิลเลอร์ขมับไม่ได้แค่ช่วยเติมเต็มให้ขมับดูตื้นขึ้นเท่านั้น

แต่เป็นการสร้าง "จุดซัพพอร์ต"

ให้กับส่วนข้างของใบหน้านั่นเองครับ

 

ในบทความนี้ ผมจะมาไขข้อข้องใจถึงเหตุผลเรื่องนี้กันครับ

 

สรุปในบรรทัดเดียว

ฟิลเลอร์ขมับใช้ปริมาณเพียง 1~2cc

ก็สามารถช่วยสร้างจุดซัพพอร์ตให้ใบหน้าด้านข้างได้ครับ

 

เกณฑ์ความแตกต่าง

ผลลัพธ์ที่ได้ ขึ้นอยู่กับ "ระดับความลึก" ในการลงฟิลเลอร์ มากกว่าจำนวน cc ครับ

 

สิ่งที่เราจะคุยกันวันนี้

เรามาดูอาการบวมในช่วง 72 ชั่วโมงแรก และเกณฑ์ของระยะเวลาการคงผลลัพธ์กันครับ

 

สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้จากบทความนี้

  • ทำไมฟิลเลอร์ขมับถึงส่งผลดีไปถึงกรอบหน้า

  • ช่วงเวลาพักฟื้น และความแตกต่างที่สัมผัสได้จริงระหว่าง 1cc กับ 2cc

  • ตอบคำถามตามจริงเรื่องระยะเวลาคงผลลัพธ์, อาการบวม และการมาฉีดซ้ำ

 

ฟิลเลอร์ขมับส่งผลดี

ต่อกรอบหน้าจริงหรือเปล่า?

จริงครับ กรอบหน้าจะดูเรียวได้รูปและเป็นระเบียบขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ

 

การฉีดฟิลเลอร์ขมับคือการเติมฟิลเลอร์เข้าไปตรงบริเวณที่ตอบตัวลง

เพื่อช่วยกู้คืนความกระชับและ

สร้างจุดซัพพอร์ตให้กับด้านข้างของใบหน้าครับ

 

แทนที่จะเรียกว่าเป็นหัตถการที่ช่วยเพิ่มวอลลุ่มให้ดูใหญ่ขึ้น

จริงๆ แล้วมันกลับเป็นการช่วยเชื่อมต่อดีไลน์เหนือโหนกแก้มที่เคยขาดหายไปเพราะขมับตอบ

ให้ดูนุ่มนวลและเชื่อมต่อกันได้อย่างลงตัวมากกว่าครับ

 

เวลาถ่ายรูป คุณจะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน

ในมุมเฉียง (45 องศา)

มากกว่าการมองหน้าตรงตรงๆ ครับ

 

ฟิลเลอร์ขมับมีความแตกต่างจากฟิลเลอร์ที่ใช้เพื่อเติมเต็มริ้วรอยทั่วไป

เพราะมันทำงานกับกรอบเส้นขอบด้านนอกของใบหน้าโดยตรง

 

หากวางตำแหน่งได้อย่างถูกต้อง ขมับ โหนกแก้ม และกรอบหน้า

จะเชื่อมโยงเป็นไลน์เดียวกันที่นุ่มนวล

แต่หากวางตื้นเกินไปหรือใส่ปริมาณมากเกินไป

ก็อาจทำให้เกิดปัญหาโหนกแก้มด้านข้างดูหนาและดูเทอะทะขึ้นมาได้ครับ

 

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่า แม้จะมีปัญหาขมับตอบ

แต่ตัวเองอาจรู้สึกว่าปัญหาของตัวเองคือกรอบหน้าที่หย่อนคล้อยแทน

 

ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่ใช่เพราะกรอบหน้าส่วนล่างห้อยย้อยลงมาเลยทันทีทันใดนะครับ

แต่เกิดจากการสูญเสียจุดซัพพอร์ตด้านบนไป

จึงทำให้กรอบหน้าส่วนล่างดูคล้อยและดูตกลงไปตามแรงโน้มถ่วงนั่นเองครับ

 

เวลาที่ผมดีไซน์และให้คำปรึกษาประเมินใบหน้า ผมจึงไม่ได้ดูแค่ขมับอย่างเดียว

 

ผมจะวิเคราะห์ละเอียดทั้งมุมหน้าตรง, มุม 45 องศา และมุมก้มเงยขึ้นมองจากด้านล่าง

ร่วมด้วยครับ

 

เพราะขมับแม้ดูเหมือนจะเป็นจุดเล็กๆ

แต่เป็นจุดเชื่อมต่อที่มีอิทธิพลต่อความประทับใจโดยรวมของใบหน้าทั้งหมดครับ

 

เวกเตอร์ ขมับ → โหนกแก้ม → กรอบหน้า

เป็นตัวชี้วัดผลลัพธ์ของฟิลเลอร์

 

"เมื่อขมับตอบจะทำให้กรอบหน้าดูคล้อยตัวลง

เนื่องจากแนวเส้น 'ขมับ→โหนกแก้ม→กรอบหน้า'

เชื่อมต่อกันเป็นเวกเตอร์เดียวกันครับ

 

การเติมฟิลเลอร์ที่ขมับเพียง 1~2cc

ก็สามารถทำให้แก้มและกรอบหน้าดูเข้ารูปสวยขึ้นได้

เพราะช่องว่างเหนือกล้ามเนื้อขมับ (temporalis muscle)

ทำหน้าที่เปรียบเสมือนเสาหลักของเต็นท์นั่นเองครับ"

 

— หมอวี ยองจิน (Beautystone Clinic สาขาฮับจอง)

 

หากคุณกำลังค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับผลลัพธ์ของฟิลเลอร์ขมับอยู่

คุณน่าจะมีความกังวลทำนองนี้อยู่ใช่ไหมครับ

 

"ขมับดูยุบตัวลงไปแค่นิดเดียวนะ แต่ทำไมใบหน้าดูเหนื่อยล้า

และทำให้กรอบหน้าส่วนล่างดูคล้อยตกลงมาด้วย?"

 

แต่เรื่องสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ประการหนึ่งคือ

ขมับ ไม่ใช่โครงสร้างที่แยกอยู่โดดๆ ตัวคนเดียวครับ

 

บริเวณขมับ, โหนกแก้มด้านนอก และกรอบหน้า ล้วนเชื่อมต่อกัน

เป็นเวกเตอร์แนวเฉียงเส้นเดียวกันตรงใบหน้าด้านข้าง

 

เมื่อขมับตอบ จุดเริ่มต้นส่วนบนของเวกเตอร์นั้น

จะยุบตัวบุบเข้าไปด้านใน

 

ส่งผลให้เงาใต้โหนกแก้มยิ่งดูชัดและลึกขึ้น

และทำให้น้ำหนักของกรอบหน้ายิ่งตกลงมาชัดเจนยิ่งขึ้น

 

ดังนั้น แค่เติมฟิลเลอร์ขมับเพียง 1~2cc

ก็อาจทำให้กรอบหน้าดูยกกระชับ

ประหนึ่งว่าเราไปทำหัตถการยกหน้าโดยตรงเลยทีเดียวครับ

 

ในทางการแพทย์ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการตอบ

บริเวณเหนือกล้ามเนื้อขมับ และรอบๆ เนื้อเยื่อพังผืดขมับส่วนลึก (deep temporal fascia)

ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ

 

ผมมักจะเปรียบเทียบส่วนนี้เป็นเหมือน 'เสากระโดงเต็นท์' เสมอครับ

 

เพราะหากเสารับน้ำหนักด้านบนเตี้ยลง ผ้าใบเต็นท์ด้านข้าง

ก็จะเหี่ยวและย่นดิ่งลงมาด้วย ซึ่งเป็นหลักการที่คล้ายคลึงกันอย่างมากครับ

 

พอฟังเรื่องนี้แล้วคุณคนอ่านอาจจะรู้สึกประหลาดใจนะครับ

 

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีลูกค้าอายุ 35 ปี

เข้ามาปรึกษากับหมอที่คลินิกครับ

 

ตัวคนไข้ถามผมว่า "รู้สึกเหมือนกรอบหน้าหย่อนคล้อยลงไป

ควรจะต้องทำดีดดึงหน้า (lifting) ไหมคะ?"

แต่จริงๆ แล้ว สิ่งที่หมอมองเห็นเด่นชัดก่อนคือปัญหาขมับยุบตัวไปครับ

 

พอผมลองเอาหน้าคนไข้ส่องกระจกพร้อมกับช่วยพยุงบริเวณเหนือขมับขึ้นเบาๆ

รอยเงาดำตรงกรอบหน้าก็จางหายไปทันที ดูเรียบเนียนขึ้นมากเลยครับ

 

อย่างไรก็ดี เนื่องจากในวันนั้นคนไข้รายนี้มีคิวถ่ายแบบงานสำคัญอยู่เฉียดฉิว

หมอเลยแนะนำให้ผ่านช่วงงานยุ่งนี้ไปก่อน

แล้วค่อยกลับมาทำการรักษากันอีกทีครับ

 

เพราะถึงแม้เราจะมองเห็นว่าโอกาสทำแล้วออกมาสวยมีสูงแค่ไหนก็ตาม

แต่เมื่อพิจารณาในเรื่องของอาการบวมและตารางเวลาส่วนตัวของคนไข้

การตัดใจไม่ทำทันทีในวันนั้นอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดครับ

 

ฟิลเลอร์ขมับหากมองเฉพาะที่ผลลัพธ์

อาจเป็นการตัดสินใจเลือกที่ดีเลยทีเดียวครับ

แต่คุณควรพิจารณาเรื่องจังหวะเวลาในการพักฟื้นร่วมด้วยเสมอครับ

สิ่งที่ต้องเช็กก่อนฉีดฟิลเลอร์ขมับ อาการบวม 72 ชั่วโมง และกระบวนการ 14 วันจนดูเป็นธรรมชาติ

 

 













ไทม์ไลน์กระบวนการฟื้นตัวของผลลัพธ์

มีขั้นตอนดังนี้ครับ

ทันทีที่ทำเสร็จในครั้งแรก คุณจะสัมผัสได้ถึงความหนาอิ่มเต็มได้ในทันทีครับ

 

แต่อย่างไรก็ตาม เส้นแนวกระชับที่เห็นในวันแรก

ไม่ใช่ผลลัพธ์สุดท้ายที่แท้จริงครับ

 

เนื่องจากมันเกิดจากการผสมผสานกันระหว่างวอลลุ่มฟิลเลอร์ อาการบวมเฉพาะจุด และแรงตึงของชั้นผิวหนัง

 

โดยปกติแล้ว ช่วงเวลา 24~72 ชั่วโมงแรก

จะเป็นช่วงเวลาที่อาการบวมขึ้นสูงที่สุดและต้องระมัดระวังมากที่สุดครับ

 

บริเวณขมับมีชั้นผิวหนังค่อนข้างบาง

อาการบวมเพียงระดับมิลลิเมตรก็อาจสังเกตเห็นได้ง่ายครับ

 

หลังจากผ่านไป 7~10 วัน อาการบวมจะทุเลาตัวลงอย่างเห็นได้ชัด

และโครงหน้าจะเริ่มดูเรียบเนียนเข้าที่ขึ้นครับ

 

เมื่อเข้าสู่ช่วงประมาณ 2 สัปดาห์

ฟิลเลอร์จะเริ่มผสานกลมกลืนและเซตตัวเข้ากับเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ บนใบหน้าได้ดี

ซึ่งในเวลานี้การเปลี่ยนแปลงในมุมหน้าเฉียงด้านข้าง

จะเห็นความสมจริงและเสถียรที่สุดครับ

 

หากแบ่งขั้นตอนการฉีด มักจะแบ่งออกเป็น 2 แนวทาง ดังนี้ครับ

 

เติมก้อนหลักครั้งแรก 1~2cc เพื่อปรับโครงสร้างภาพรวม

หรืออาจจะค่อยๆ เติมแบบเซฟๆ ไว้ก่อน

แล้วค่อยมาทำการเก็บรายละเอียดแต่งทรงเพิ่ม (touch-up) หลังจากนี้ประมาณ 2~4 สัปดาห์ครับ

 

สำหรับคนที่มีปัญหาในส่วนของความไม่สมมาตรค่อนข้างรุนแรง การค่อยๆ สังเกตการตอบสนองดีตอบกลับของตัวยาและเนื้อเยื่อทีละฝั่ง

แล้วปรับอย่างระมัดระวังไปพร้อมกัน จะดีและปลอดภัยที่สุดครับ

 

สรุปหัวใจสำคัญโดย หมอวี ยองจิน

  • ฟิลเลอร์ขมับไม่ใช่หัตถการที่มุ่งเน้น

    ทำให้บริเวณที่ตอบตัวป่องนูนขึ้นมาดูมากเกินไปครับ

 

  • แต่เป็นการช่วยสร้างแนวจุดค้ำพยุงข้างแก้มจากขมับขึ้นมาใหม่

    เพื่อช่วยพยุงลดความรู้สึกหนักหน่วงหย่อนคล้อย

    ของโหนกแก้มรวมถึงกรอบหน้าได้ดีขึ้นครับ

 

  • การประเมินวิเคราะห์ประสิทธิภาพผลการรักษา

    ควรมองจากโครงหน้าหลังจากผ่านไปสักระยะประมาณ 2 สัปดาห์มากกว่ามองในวันแรกที่ทำทันทีครับ

ความจริงเรื่องระยะเวลาคงผลของฟิลเลอร์ขมับ 9-18 เดือน จากผอ.วีย็องจิน

 

 













ฟิลเลอร์ขมับ สามารถคงผลลัพธ์

ได้นานแค่ไหนครับ?

โดยทั่วไปแล้วจะคงความคงตัวได้ในช่วงประมาณ 9~18 เดือนครับ

แต่ระยะเวลาที่แน่นอนของความคงทนนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ

ชื่อผลิตภัณฑ์หรือยี่ห้อเพียงอย่างเดียว

 

แต่อยู่ที่ระดับระดับชั้นสกินของผิวหนังที่ใส่เข้าไป

รวมถึงอุปนิสัยการขยับและแสดงอารมณ์บนใบหน้าด้วยครับ

 

แม้มัดกล้ามเนื้อขมับจะไม่ได้มีการขยับที่รุนแรงมาก

แต่บริเวณนั้นมีชั้นผิวหนังค่อนข้างบางมากครับ

 

ดังนั้น ความสมดุลในการเลือกชนิดฟิลเลอร์ในระดับที่มีความยืดหยุ่น

แต่ยังคงความเป็นธรรมชาติจึงเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญที่สุด

เคสจำลอง

ผลลัพธ์ที่ได้รับจริง

จุดสำคัญช่วงฟื้นตัว

เกณฑ์อายุผลลัพธ์

ทำครั้งแรก

แก้ไขรอยตอบทรุดตัว

ดูอาการบวม 72 ชม.

9~12 เดือน

รอยหลุมลึกมาก

ภาพรวมพยุงกรอบหน้าให้เด่นชัดขึ้น

ประเมินทรงอีกที่ 2 สัปดาห์

รอบ 12 เดือนโดยประมาณ

กลับมาฉีดซ้ำ

เก็บรายละเอียดปริมาณน้อย

ตรวจเช็กปริมาณฟิลเลอร์เก่าที่เหลือ

12~18 เดือน

ฉีดในชั้นที่ตื้นเกินไป

พื้นผิวเปลี่ยนแปลงเห็นไว

ระวังฟิลเลอร์จับตัวเป็นคลื่นเป็นก้อน

อาจรู้สึกสลายไวกว่าปกติ

ปัจจัยตัวแปรหลักที่ชี้ชะตาความสำเร็จคือ

ความลึกที่แท้จริงของรอยยุบ และระดับชั้นสกินผิวที่เหมาะสมที่ควรวางยา

 

ในรายที่มีสภาพชั้นผิวที่บอบบางและนุ่มมากๆ

ระดับทางเลือกการแบ่งยาฉีดทีละนิดเพื่อป้องกันการมองเห็นตัวเข็ม

ดีกว่าการพยายามเทอัดฉีดปริมาณมากเข้าในครั้งเดียวเป็นกองพะเนินครับ

 

นี่เป็นความแตกต่างของผลลัพธ์ที่แต่ละคนได้สัมผัสจริงครับ

 

สำหรับคนที่เน้นดูหน้าตรงจากรูปถ่ายบ่อยๆ อาจจะรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงน้อย

แต่ถ้าเป็นคนที่มักชอบถ่ายรูปมุมเอียงเฉียง หรือชอบมัดรวบผมตึงโชว์กรอบหน้าบ่อยๆ

จะรู้สึกได้เลยว่าใบหน้ามีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างโดดเด่นและมีมิติออร่าพุ่งขึ้นมากๆ ครับ

 

หากใส่ฟิลเลอร์มากเกินไป ใบหน้าอาจจะดูกว้างขึ้นได้ ดังนั้นต้องทำอย่างระมัดระวังนะครับ

แต่สำหรับใครที่อยากจะแก้ไขปัญหาตาโรย

ใบหน้าที่ดูอิดโรยและไม่มีพลังงาน ฟิลเลอร์ตอบโจทย์ช้อยส์นี้อย่างมากเลยทีเดียวครับ

3 คำถามยอดฮิตจริง ทุกเรื่องเกี่ยวกับช่วงเวลาที่เห็นผล ระยะเวลาคงผล และอาการปวดหลังฉีดฟิลเลอร์ขมับ

 

 













Q&A ฟิลเลอร์ขมับ หัวข้อคำถามฮิตติดชาร์ตจากในคลินิก

 

Q1. หลังทำฟิลเลอร์ขมับ จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ตั้งแต่ตอนไหนครับ?

จะเห็นวอลลุ่มเปลี่ยนไปในทันที แต่รูปหน้าจริงจะเนียนใสและเข้ารูปเต็มร้อยช่วงปลายสัปดาห์ที่ 2 ครับ

ภายในช่วง 24~72 ชั่วโมงแรก จะยังมีอาการบวมเล็กน้อยปะปนอยู่ครับ

 

ในสัปดาห์นึงจะเจอเคสคนไข้ 2-3 คน

ที่บอกกับหมอว่า “ตอนแรกนึกว่าจะดูล้นเกินไปเสียแล้ว

พอผ่านไปสัก 10 วัน ทรงตัวแล้วออกมาสวยถูกใจเป็นธรรมชาติเกินต้านมากๆ ครับ”

 

Q2. ฟิลเลอร์ขมับอยู่ได้ทั้งหมดกี่เดือนครับ?

ตามประวัติและประสบการณ์ส่วนใหญ่ของหมอ

การคงอยู่ของตัวยาจะเฉลี่ยอยู่ที่ 9~18 เดือนตามจริงครับ

 

และองค์ประกอบในเรื่องของเนื้อยาเดิมที่ผสานเซตตัว

และรูปหน้าภาพรวมโดยรวมของแต่ละบุคคล จะมีความสำคัญมากกว่าแบรนด์ที่เลือกใช้ครับ

 

Q3. ฟิลเลอร์ขมับจะมีอาการบวมนานกี่วันครับ?

ในกรณีทั่วไป อาการบวมที่เด่นชัดจะยุบตัวลงอย่างเห็นได้ชัดภายใน 2~5 วันครับ

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบริเวณขมับเมื่อโดนมุมแสงตกกระทบ

อาจจะทำให้รอยนูนของเงาดูเด่นชัดขึ้นมาชั่วคราวได้ครับ

 

หากคนไข้รายใดมีนัดคิวถ่ายภาพโปรไฟล์สำคัญ สัมภาษณ์งานใหญ่

หมอแนะนำให้อุ่นใจเผื่อระยะเวลาไว้ล่วงหน้าอย่างน้อย 1~2 สัปดาห์จะชัวร์ที่สุดครับ

 

ความรู้สำคัญหนึ่งอย่างที่หมออยากให้คุณจดจำกลับไปจากบทความวันนี้ก็คือ

— ขมับไม่ใช่แค่พื้นที่เล็กแบนที่แยกตัวอยู่ต่างหาก

แต่เป็นด่านแรกของการเริ่มจัดโครงสร้างดีไลน์ใบหน้าด้านข้างทั้งหมดครับ

 

ในบทความสัมภาษณ์ตอนต่อไป หมอจะมาขยี้รายละเอียดเรื่องเกณฑ์การเลือกว่า

เราจะเริ่มต้นฉีดกันที่ 1cc หรือจะขยับขึ้นไปที่ 2cc ดีนะครับ

 

แล้วหมอจะนำภาพเคสตัวอย่างรวมถึง

รายละเอียดปริมาณยาที่ลึกตื้นในแต่ละชั้นผิว

มาให้ศึกษากันอย่างเจาะลึกแน่นอนครับ

 

ขอให้ทุกคนมีสุขภาพผิวหน้าสวยใส สวัสดีครับ หมอวี ยองจิน ครับ

 

บทความน่าอ่านร่วมกัน

กำลังลังเลเรื่องยกกระชับคาง? ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่คาง แต่อยู่ที่ 'ขมับ'













ผลลัพธ์ฟิลเลอร์ขมับ,

ทำไมปริมาณแค่ 1cc ถึงทำให้กรอบหน้าเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

 

ก่อนอื่น ขอสรุปให้ฟังแบบสั้นๆ กันก่อนเลยครับ

 

ผลลัพธ์ฟิลเลอร์ขมับไม่ได้แค่ช่วยเติมเต็มให้ขมับดูตื้นขึ้นเท่านั้น

แต่เป็นการสร้าง "จุดซัพพอร์ต"

ให้กับส่วนข้างของใบหน้านั่นเองครับ

 

ในบทความนี้ ผมจะมาไขข้อข้องใจถึงเหตุผลเรื่องนี้กันครับ

 

สรุปในบรรทัดเดียว

ฟิลเลอร์ขมับใช้ปริมาณเพียง 1~2cc

ก็สามารถช่วยสร้างจุดซัพพอร์ตให้ใบหน้าด้านข้างได้ครับ

 

เกณฑ์ความแตกต่าง

ผลลัพธ์ที่ได้ ขึ้นอยู่กับ "ระดับความลึก" ในการลงฟิลเลอร์ มากกว่าจำนวน cc ครับ

 

สิ่งที่เราจะคุยกันวันนี้

เรามาดูอาการบวมในช่วง 72 ชั่วโมงแรก และเกณฑ์ของระยะเวลาการคงผลลัพธ์กันครับ

 

สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้จากบทความนี้

  • ทำไมฟิลเลอร์ขมับถึงส่งผลดีไปถึงกรอบหน้า

  • ช่วงเวลาพักฟื้น และความแตกต่างที่สัมผัสได้จริงระหว่าง 1cc กับ 2cc

  • ตอบคำถามตามจริงเรื่องระยะเวลาคงผลลัพธ์, อาการบวม และการมาฉีดซ้ำ

 

ฟิลเลอร์ขมับส่งผลดี

ต่อกรอบหน้าจริงหรือเปล่า?

จริงครับ กรอบหน้าจะดูเรียวได้รูปและเป็นระเบียบขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ

 

การฉีดฟิลเลอร์ขมับคือการเติมฟิลเลอร์เข้าไปตรงบริเวณที่ตอบตัวลง

เพื่อช่วยกู้คืนความกระชับและ

สร้างจุดซัพพอร์ตให้กับด้านข้างของใบหน้าครับ

 

แทนที่จะเรียกว่าเป็นหัตถการที่ช่วยเพิ่มวอลลุ่มให้ดูใหญ่ขึ้น

จริงๆ แล้วมันกลับเป็นการช่วยเชื่อมต่อดีไลน์เหนือโหนกแก้มที่เคยขาดหายไปเพราะขมับตอบ

ให้ดูนุ่มนวลและเชื่อมต่อกันได้อย่างลงตัวมากกว่าครับ

 

เวลาถ่ายรูป คุณจะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน

ในมุมเฉียง (45 องศา)

มากกว่าการมองหน้าตรงตรงๆ ครับ

 

ฟิลเลอร์ขมับมีความแตกต่างจากฟิลเลอร์ที่ใช้เพื่อเติมเต็มริ้วรอยทั่วไป

เพราะมันทำงานกับกรอบเส้นขอบด้านนอกของใบหน้าโดยตรง

 

หากวางตำแหน่งได้อย่างถูกต้อง ขมับ โหนกแก้ม และกรอบหน้า

จะเชื่อมโยงเป็นไลน์เดียวกันที่นุ่มนวล

แต่หากวางตื้นเกินไปหรือใส่ปริมาณมากเกินไป

ก็อาจทำให้เกิดปัญหาโหนกแก้มด้านข้างดูหนาและดูเทอะทะขึ้นมาได้ครับ

 

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่า แม้จะมีปัญหาขมับตอบ

แต่ตัวเองอาจรู้สึกว่าปัญหาของตัวเองคือกรอบหน้าที่หย่อนคล้อยแทน

 

ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่ใช่เพราะกรอบหน้าส่วนล่างห้อยย้อยลงมาเลยทันทีทันใดนะครับ

แต่เกิดจากการสูญเสียจุดซัพพอร์ตด้านบนไป

จึงทำให้กรอบหน้าส่วนล่างดูคล้อยและดูตกลงไปตามแรงโน้มถ่วงนั่นเองครับ

 

เวลาที่ผมดีไซน์และให้คำปรึกษาประเมินใบหน้า ผมจึงไม่ได้ดูแค่ขมับอย่างเดียว

 

ผมจะวิเคราะห์ละเอียดทั้งมุมหน้าตรง, มุม 45 องศา และมุมก้มเงยขึ้นมองจากด้านล่าง

ร่วมด้วยครับ

 

เพราะขมับแม้ดูเหมือนจะเป็นจุดเล็กๆ

แต่เป็นจุดเชื่อมต่อที่มีอิทธิพลต่อความประทับใจโดยรวมของใบหน้าทั้งหมดครับ

 

เวกเตอร์ ขมับ → โหนกแก้ม → กรอบหน้า

เป็นตัวชี้วัดผลลัพธ์ของฟิลเลอร์

 

"เมื่อขมับตอบจะทำให้กรอบหน้าดูคล้อยตัวลง

เนื่องจากแนวเส้น 'ขมับ→โหนกแก้ม→กรอบหน้า'

เชื่อมต่อกันเป็นเวกเตอร์เดียวกันครับ

 

การเติมฟิลเลอร์ที่ขมับเพียง 1~2cc

ก็สามารถทำให้แก้มและกรอบหน้าดูเข้ารูปสวยขึ้นได้

เพราะช่องว่างเหนือกล้ามเนื้อขมับ (temporalis muscle)

ทำหน้าที่เปรียบเสมือนเสาหลักของเต็นท์นั่นเองครับ"

 

— หมอวี ยองจิน (Beautystone Clinic สาขาฮับจอง)

 

หากคุณกำลังค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับผลลัพธ์ของฟิลเลอร์ขมับอยู่

คุณน่าจะมีความกังวลทำนองนี้อยู่ใช่ไหมครับ

 

"ขมับดูยุบตัวลงไปแค่นิดเดียวนะ แต่ทำไมใบหน้าดูเหนื่อยล้า

และทำให้กรอบหน้าส่วนล่างดูคล้อยตกลงมาด้วย?"

 

แต่เรื่องสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ประการหนึ่งคือ

ขมับ ไม่ใช่โครงสร้างที่แยกอยู่โดดๆ ตัวคนเดียวครับ

 

บริเวณขมับ, โหนกแก้มด้านนอก และกรอบหน้า ล้วนเชื่อมต่อกัน

เป็นเวกเตอร์แนวเฉียงเส้นเดียวกันตรงใบหน้าด้านข้าง

 

เมื่อขมับตอบ จุดเริ่มต้นส่วนบนของเวกเตอร์นั้น

จะยุบตัวบุบเข้าไปด้านใน

 

ส่งผลให้เงาใต้โหนกแก้มยิ่งดูชัดและลึกขึ้น

และทำให้น้ำหนักของกรอบหน้ายิ่งตกลงมาชัดเจนยิ่งขึ้น

 

ดังนั้น แค่เติมฟิลเลอร์ขมับเพียง 1~2cc

ก็อาจทำให้กรอบหน้าดูยกกระชับ

ประหนึ่งว่าเราไปทำหัตถการยกหน้าโดยตรงเลยทีเดียวครับ

 

ในทางการแพทย์ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการตอบ

บริเวณเหนือกล้ามเนื้อขมับ และรอบๆ เนื้อเยื่อพังผืดขมับส่วนลึก (deep temporal fascia)

ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ

 

ผมมักจะเปรียบเทียบส่วนนี้เป็นเหมือน 'เสากระโดงเต็นท์' เสมอครับ

 

เพราะหากเสารับน้ำหนักด้านบนเตี้ยลง ผ้าใบเต็นท์ด้านข้าง

ก็จะเหี่ยวและย่นดิ่งลงมาด้วย ซึ่งเป็นหลักการที่คล้ายคลึงกันอย่างมากครับ

 

พอฟังเรื่องนี้แล้วคุณคนอ่านอาจจะรู้สึกประหลาดใจนะครับ

 

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีลูกค้าอายุ 35 ปี

เข้ามาปรึกษากับหมอที่คลินิกครับ

 

ตัวคนไข้ถามผมว่า "รู้สึกเหมือนกรอบหน้าหย่อนคล้อยลงไป

ควรจะต้องทำดีดดึงหน้า (lifting) ไหมคะ?"

แต่จริงๆ แล้ว สิ่งที่หมอมองเห็นเด่นชัดก่อนคือปัญหาขมับยุบตัวไปครับ

 

พอผมลองเอาหน้าคนไข้ส่องกระจกพร้อมกับช่วยพยุงบริเวณเหนือขมับขึ้นเบาๆ

รอยเงาดำตรงกรอบหน้าก็จางหายไปทันที ดูเรียบเนียนขึ้นมากเลยครับ

 

อย่างไรก็ดี เนื่องจากในวันนั้นคนไข้รายนี้มีคิวถ่ายแบบงานสำคัญอยู่เฉียดฉิว

หมอเลยแนะนำให้ผ่านช่วงงานยุ่งนี้ไปก่อน

แล้วค่อยกลับมาทำการรักษากันอีกทีครับ

 

เพราะถึงแม้เราจะมองเห็นว่าโอกาสทำแล้วออกมาสวยมีสูงแค่ไหนก็ตาม

แต่เมื่อพิจารณาในเรื่องของอาการบวมและตารางเวลาส่วนตัวของคนไข้

การตัดใจไม่ทำทันทีในวันนั้นอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดครับ

 

ฟิลเลอร์ขมับหากมองเฉพาะที่ผลลัพธ์

อาจเป็นการตัดสินใจเลือกที่ดีเลยทีเดียวครับ

แต่คุณควรพิจารณาเรื่องจังหวะเวลาในการพักฟื้นร่วมด้วยเสมอครับ

สิ่งที่ต้องเช็กก่อนฉีดฟิลเลอร์ขมับ อาการบวม 72 ชั่วโมง และกระบวนการ 14 วันจนดูเป็นธรรมชาติ

 

 













ไทม์ไลน์กระบวนการฟื้นตัวของผลลัพธ์

มีขั้นตอนดังนี้ครับ

ทันทีที่ทำเสร็จในครั้งแรก คุณจะสัมผัสได้ถึงความหนาอิ่มเต็มได้ในทันทีครับ

 

แต่อย่างไรก็ตาม เส้นแนวกระชับที่เห็นในวันแรก

ไม่ใช่ผลลัพธ์สุดท้ายที่แท้จริงครับ

 

เนื่องจากมันเกิดจากการผสมผสานกันระหว่างวอลลุ่มฟิลเลอร์ อาการบวมเฉพาะจุด และแรงตึงของชั้นผิวหนัง

 

โดยปกติแล้ว ช่วงเวลา 24~72 ชั่วโมงแรก

จะเป็นช่วงเวลาที่อาการบวมขึ้นสูงที่สุดและต้องระมัดระวังมากที่สุดครับ

 

บริเวณขมับมีชั้นผิวหนังค่อนข้างบาง

อาการบวมเพียงระดับมิลลิเมตรก็อาจสังเกตเห็นได้ง่ายครับ

 

หลังจากผ่านไป 7~10 วัน อาการบวมจะทุเลาตัวลงอย่างเห็นได้ชัด

และโครงหน้าจะเริ่มดูเรียบเนียนเข้าที่ขึ้นครับ

 

เมื่อเข้าสู่ช่วงประมาณ 2 สัปดาห์

ฟิลเลอร์จะเริ่มผสานกลมกลืนและเซตตัวเข้ากับเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ บนใบหน้าได้ดี

ซึ่งในเวลานี้การเปลี่ยนแปลงในมุมหน้าเฉียงด้านข้าง

จะเห็นความสมจริงและเสถียรที่สุดครับ

 

หากแบ่งขั้นตอนการฉีด มักจะแบ่งออกเป็น 2 แนวทาง ดังนี้ครับ

 

เติมก้อนหลักครั้งแรก 1~2cc เพื่อปรับโครงสร้างภาพรวม

หรืออาจจะค่อยๆ เติมแบบเซฟๆ ไว้ก่อน

แล้วค่อยมาทำการเก็บรายละเอียดแต่งทรงเพิ่ม (touch-up) หลังจากนี้ประมาณ 2~4 สัปดาห์ครับ

 

สำหรับคนที่มีปัญหาในส่วนของความไม่สมมาตรค่อนข้างรุนแรง การค่อยๆ สังเกตการตอบสนองดีตอบกลับของตัวยาและเนื้อเยื่อทีละฝั่ง

แล้วปรับอย่างระมัดระวังไปพร้อมกัน จะดีและปลอดภัยที่สุดครับ

 

สรุปหัวใจสำคัญโดย หมอวี ยองจิน

  • ฟิลเลอร์ขมับไม่ใช่หัตถการที่มุ่งเน้น

    ทำให้บริเวณที่ตอบตัวป่องนูนขึ้นมาดูมากเกินไปครับ

 

  • แต่เป็นการช่วยสร้างแนวจุดค้ำพยุงข้างแก้มจากขมับขึ้นมาใหม่

    เพื่อช่วยพยุงลดความรู้สึกหนักหน่วงหย่อนคล้อย

    ของโหนกแก้มรวมถึงกรอบหน้าได้ดีขึ้นครับ

 

  • การประเมินวิเคราะห์ประสิทธิภาพผลการรักษา

    ควรมองจากโครงหน้าหลังจากผ่านไปสักระยะประมาณ 2 สัปดาห์มากกว่ามองในวันแรกที่ทำทันทีครับ

ความจริงเรื่องระยะเวลาคงผลของฟิลเลอร์ขมับ 9-18 เดือน จากผอ.วีย็องจิน

 

 













ฟิลเลอร์ขมับ สามารถคงผลลัพธ์

ได้นานแค่ไหนครับ?

โดยทั่วไปแล้วจะคงความคงตัวได้ในช่วงประมาณ 9~18 เดือนครับ

แต่ระยะเวลาที่แน่นอนของความคงทนนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ

ชื่อผลิตภัณฑ์หรือยี่ห้อเพียงอย่างเดียว

 

แต่อยู่ที่ระดับระดับชั้นสกินของผิวหนังที่ใส่เข้าไป

รวมถึงอุปนิสัยการขยับและแสดงอารมณ์บนใบหน้าด้วยครับ

 

แม้มัดกล้ามเนื้อขมับจะไม่ได้มีการขยับที่รุนแรงมาก

แต่บริเวณนั้นมีชั้นผิวหนังค่อนข้างบางมากครับ

 

ดังนั้น ความสมดุลในการเลือกชนิดฟิลเลอร์ในระดับที่มีความยืดหยุ่น

แต่ยังคงความเป็นธรรมชาติจึงเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญที่สุด

เคสจำลอง

ผลลัพธ์ที่ได้รับจริง

จุดสำคัญช่วงฟื้นตัว

เกณฑ์อายุผลลัพธ์

ทำครั้งแรก

แก้ไขรอยตอบทรุดตัว

ดูอาการบวม 72 ชม.

9~12 เดือน

รอยหลุมลึกมาก

ภาพรวมพยุงกรอบหน้าให้เด่นชัดขึ้น

ประเมินทรงอีกที่ 2 สัปดาห์

รอบ 12 เดือนโดยประมาณ

กลับมาฉีดซ้ำ

เก็บรายละเอียดปริมาณน้อย

ตรวจเช็กปริมาณฟิลเลอร์เก่าที่เหลือ

12~18 เดือน

ฉีดในชั้นที่ตื้นเกินไป

พื้นผิวเปลี่ยนแปลงเห็นไว

ระวังฟิลเลอร์จับตัวเป็นคลื่นเป็นก้อน

อาจรู้สึกสลายไวกว่าปกติ

ปัจจัยตัวแปรหลักที่ชี้ชะตาความสำเร็จคือ

ความลึกที่แท้จริงของรอยยุบ และระดับชั้นสกินผิวที่เหมาะสมที่ควรวางยา

 

ในรายที่มีสภาพชั้นผิวที่บอบบางและนุ่มมากๆ

ระดับทางเลือกการแบ่งยาฉีดทีละนิดเพื่อป้องกันการมองเห็นตัวเข็ม

ดีกว่าการพยายามเทอัดฉีดปริมาณมากเข้าในครั้งเดียวเป็นกองพะเนินครับ

 

นี่เป็นความแตกต่างของผลลัพธ์ที่แต่ละคนได้สัมผัสจริงครับ

 

สำหรับคนที่เน้นดูหน้าตรงจากรูปถ่ายบ่อยๆ อาจจะรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงน้อย

แต่ถ้าเป็นคนที่มักชอบถ่ายรูปมุมเอียงเฉียง หรือชอบมัดรวบผมตึงโชว์กรอบหน้าบ่อยๆ

จะรู้สึกได้เลยว่าใบหน้ามีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างโดดเด่นและมีมิติออร่าพุ่งขึ้นมากๆ ครับ

 

หากใส่ฟิลเลอร์มากเกินไป ใบหน้าอาจจะดูกว้างขึ้นได้ ดังนั้นต้องทำอย่างระมัดระวังนะครับ

แต่สำหรับใครที่อยากจะแก้ไขปัญหาตาโรย

ใบหน้าที่ดูอิดโรยและไม่มีพลังงาน ฟิลเลอร์ตอบโจทย์ช้อยส์นี้อย่างมากเลยทีเดียวครับ

3 คำถามยอดฮิตจริง ทุกเรื่องเกี่ยวกับช่วงเวลาที่เห็นผล ระยะเวลาคงผล และอาการปวดหลังฉีดฟิลเลอร์ขมับ

 

 













Q&A ฟิลเลอร์ขมับ หัวข้อคำถามฮิตติดชาร์ตจากในคลินิก

 

Q1. หลังทำฟิลเลอร์ขมับ จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ตั้งแต่ตอนไหนครับ?

จะเห็นวอลลุ่มเปลี่ยนไปในทันที แต่รูปหน้าจริงจะเนียนใสและเข้ารูปเต็มร้อยช่วงปลายสัปดาห์ที่ 2 ครับ

ภายในช่วง 24~72 ชั่วโมงแรก จะยังมีอาการบวมเล็กน้อยปะปนอยู่ครับ

 

ในสัปดาห์นึงจะเจอเคสคนไข้ 2-3 คน

ที่บอกกับหมอว่า “ตอนแรกนึกว่าจะดูล้นเกินไปเสียแล้ว

พอผ่านไปสัก 10 วัน ทรงตัวแล้วออกมาสวยถูกใจเป็นธรรมชาติเกินต้านมากๆ ครับ”

 

Q2. ฟิลเลอร์ขมับอยู่ได้ทั้งหมดกี่เดือนครับ?

ตามประวัติและประสบการณ์ส่วนใหญ่ของหมอ

การคงอยู่ของตัวยาจะเฉลี่ยอยู่ที่ 9~18 เดือนตามจริงครับ

 

และองค์ประกอบในเรื่องของเนื้อยาเดิมที่ผสานเซตตัว

และรูปหน้าภาพรวมโดยรวมของแต่ละบุคคล จะมีความสำคัญมากกว่าแบรนด์ที่เลือกใช้ครับ

 

Q3. ฟิลเลอร์ขมับจะมีอาการบวมนานกี่วันครับ?

ในกรณีทั่วไป อาการบวมที่เด่นชัดจะยุบตัวลงอย่างเห็นได้ชัดภายใน 2~5 วันครับ

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบริเวณขมับเมื่อโดนมุมแสงตกกระทบ

อาจจะทำให้รอยนูนของเงาดูเด่นชัดขึ้นมาชั่วคราวได้ครับ

 

หากคนไข้รายใดมีนัดคิวถ่ายภาพโปรไฟล์สำคัญ สัมภาษณ์งานใหญ่

หมอแนะนำให้อุ่นใจเผื่อระยะเวลาไว้ล่วงหน้าอย่างน้อย 1~2 สัปดาห์จะชัวร์ที่สุดครับ

 

ความรู้สำคัญหนึ่งอย่างที่หมออยากให้คุณจดจำกลับไปจากบทความวันนี้ก็คือ

— ขมับไม่ใช่แค่พื้นที่เล็กแบนที่แยกตัวอยู่ต่างหาก

แต่เป็นด่านแรกของการเริ่มจัดโครงสร้างดีไลน์ใบหน้าด้านข้างทั้งหมดครับ

 

ในบทความสัมภาษณ์ตอนต่อไป หมอจะมาขยี้รายละเอียดเรื่องเกณฑ์การเลือกว่า

เราจะเริ่มต้นฉีดกันที่ 1cc หรือจะขยับขึ้นไปที่ 2cc ดีนะครับ

 

แล้วหมอจะนำภาพเคสตัวอย่างรวมถึง

รายละเอียดปริมาณยาที่ลึกตื้นในแต่ละชั้นผิว

มาให้ศึกษากันอย่างเจาะลึกแน่นอนครับ

 

ขอให้ทุกคนมีสุขภาพผิวหน้าสวยใส สวัสดีครับ หมอวี ยองจิน ครับ

 

บทความน่าอ่านร่วมกัน

  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด โดยบิวตี้ส์ด็อกเตอร์
  • Beautystone Clinic บิวตี้สโตนคลินิก สาขาฮงแด

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

การฉีด skin booster ด้วยมือกับการใช้เครื่องอินเจคเตอร์ (injector) มีความแตกต่างกันอย่างไรในเรื่องของความเจ็บปวดและระยะเวลาในการพักฟื้น?

ผิว

ฉีดสกินบูสเตอร์ด้วยมือกับใช้หัวฉีด ต่างกันตรงไหน เจ็บกว่ากันไหม?

เทียบการฉีดสกินบูสเตอร์ด้วยมือกับหัวฉีดอัตโนมัติ ทั้งความเจ็บ รอยช้ำ และความลึกที่ยาไปถึง

ทำไมจำนวนช็อตของ Sofwave ถึงแตกต่างกันไปในแต่ละบริเวณ และยิ่งทำจำนวนช็อตเยอะๆ จะยิ่งเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นจริงไหมคะ?

ยกกระชับ

จำนวนช็อต Sofwave ต้องเท่าไหร่ถึงพอดีกับแต่ละบริเวณ?

ช็อตเยอะกว่าแปลว่าดีกว่าจริงไหม มาดูกันว่าแต่ละบริเวณบนใบหน้าใช้จำนวนต่างกันเพราะอะไรค่ะ

จำนวน vial ของ Sculptra จะแตกต่างกันไปตามบริเวณที่ฉีดและอายุอย่างไรบ้าง แล้วยิ่งฉีดเยอะจะยิ่งดีจริงไหมคะ?

ผิว

Sculptra ต้องใช้กี่ไวอัล? ดูจากพื้นที่และอายุ ไม่ใช่ยิ่งเยอะยิ่งดี

จำนวนไวอัล Sculptra มาจากพื้นที่ที่ต้องเติมและความเร็วสร้างคอลลาเจนตามอายุ ไม่ใช่ยิ่งเยอะยิ่งดี

หลังจากทำหัตถการแล้ว เพื่อให้ผิวสร้างคอลลาเจนได้ดีที่สุด เราควรทานโปรตีนวันละเท่าไหร่ และต้องแบ่งทานอย่างไรบ้างคะ?

ผิว

ทำหัตถการคอลลาเจนแล้วผลไม่ขึ้น ต้องกินโปรตีนวันละเท่าไหร่?

คอลลาเจนสร้างจากโปรตีนที่เรากิน มาดูเส้นขั้นต่ำต่อวัน การแบ่งมื้อ และข้อควรระวังกันค่ะ

กำลังลดน้ำหนักด้วยฉีดยาลดน้ำหนักอยู่ค่ะ ควรเข้ารับการทำหัตถการเพิ่มวอลลุ่มให้ใบหน้า (face volume treatment) ช่วงไหนดีที่สุดคะ?

โครงหน้า&วอลลุ่ม

น้ำหนักลดแล้วหน้าซูบ ควรเติมวอลลุ่มตอนไหนดี

ลดน้ำหนักเร็วแล้วหน้าซูบ มาดูว่าทำไมใบหน้าเปลี่ยนก่อน และควรรอให้น้ำหนักนิ่งแค่ไหนก่อนเติมวอลลุ่มค่ะ

หลังจากทำ 온다 리프팅 (Onda Lifting) แล้ว จะสามารถกลับมานวดหน้า ใช้กัวซา หรือลูกกลิ้งนวดหน้าได้ตั้งแต่วันไหนคะ?

ยกกระชับ

หลัง Onda กลับมานวดหน้าและกัวซาได้เมื่อไหร่

ลูบเบา ๆ กับกดกัวซาขึ้น รอไม่เท่ากัน รวมช่วงเวลากลับมานวดหน้าหลัง Onda แยกตามระดับแรงกด

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 ปรึกษาผ่าน Line

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1