ชูริงค์ 4.5 มม. ได้ผลขึ้นกับความหนาไขมันใต้ผิว หน้าผอมเสียเปรียบและบริเวณที่เห็นผลดีอยู่ที่ไหน

หมอขอสรุปให้ฟังสั้น ๆ ก่อนเลยนะครับ
หัว ชูริงค์ 4.5mm ที่ยิงได้ลึกนั้น
ไม่ได้แปลว่าจะได้ผลดีกับทุกคนเสมอไปครับ
ในทางกลับกัน คนที่แก้มตอบหรือหน้าตอบ ยิงไปอาจจะยิ่งเจ็บ
แถมเห็นผลลัพธ์ไม่ชัดเจนด้วยครับ
วันนี้หมอจะมาไขข้อข้องใจเรื่องนี้กันครับ
สรุปในบรรทัดเดียว
หัว ชูริงค์ 4.5mm จะส่งผลต่อชั้น
SMAS ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เฉพาะในบริเวณที่มีไขมันใต้ผิวหนัง
หนา 3 mm ขึ้นไปเท่านั้นครับ
เกณฑ์ในการตัดสิน
ความหนาของไขมันใต้ผิวหนัง
— หากน้อยกว่า 3 mm จะยิ่งทำให้เจ็บฟรีโดยไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นครับ
สิ่งที่เราจะมาดูกันวันนี้
วิธีเช็กว่าบริเวณไหนบนใบหน้าของเราที่เหมาะกับหัว 4.5mm
และบริเวณไหนที่ไม่ควรทำ
หัวข้อหลักในบทความนี้
ชูริงค์ 4.5mm ยิงลงลึกถึงชั้นผิวไหนกันแน่?
ทำไมจำนวน shot เท่ากัน แต่ผลลัพธ์ของแต่ละคนถึงต่างกัน?
เช็กความเหมาะสมรายจุด: แก้มตอบ (jowls) • ร่องแก้ม • โหนกแก้ม • กรอบหน้า
ชูริงค์ 4.5mm
ยิงลงไปลึกถึงชั้นไหนกันแน่?
หัว ชูริงค์ 4.5mm
เป็นหัวที่ออกแบบมาเพื่อสลายและกระชับ
ชั้น SMAS ที่อยู่ลึกลงไป 4.5 mm จากใต้ผิวหนังโดยตรงครับ
ชั้น SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System) คือ
ชั้นพังผืดเนื้อเยื่อบาง ๆ ที่พยุงกล้ามเนื้อใบหน้าเอาไว้ เปรียบเสมือน
โครงสร้างหลักที่คอยตรึงไม่ให้ผิวหน้าคล้อยนั่นเองครับ
เมื่อพลังงานอัลตราซาวด์มารวมกันที่จุดโฟกัสจุดเดียว
จะทำให้เกิดความร้อนสูงกว่า 65 องศาเซลเซียสทันที
จนเกิดเป็นจุดความร้อนเล็ก ๆ (thermal coagulation points)
ซึ่งจุดความร้อนเหล่านี้จะค่อย ๆ หดตัวลงเมื่อเวลาผ่านไป
กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาแทนที่
ช่วยดึงรั้งผิวที่หย่อนคล้อยให้ยกกระชับขึ้นครับ
ความต่างคือ หัว 3.0mm จะเน้นเป้าหมายไปที่ชั้นผิวหนังแท้ส่วนลึก (deep dermis)
ส่วนหัว 4.5mm จะเล็งไปที่ระดับลึกกว่านั้น ซึ่งก็คือบริเวณรอยต่อ
ระหว่างชั้น SMAS และไขมันใต้ผิวหนังนั่นเองครับ

ทำไมผลลัพธ์ของ ชูริงค์ 4.5mm
ในแต่ละคนถึงได้ต่างกันล่ะ?
ไฮไลท์สำคัญของบทความนี้
แม้ว่าหัว ชูริงค์ 4.5mm
จะทำงานกับชั้น SMAS โดยตรง
แต่สำหรับคนที่มีไขมันใต้ผิวหนังบางกว่า 3 mm
ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะไม่คุ้มค่า และจะรู้สึกเจ็บมากกว่าปกติครับ
หัวนี้จึงตอบโจทย์สุด ๆ สำหรับคนที่มีเนื้อแก้มเยอะและอยากปรับรูปหน้า
แต่สำหรับคนหน้าตอบ การใช้หัวนี้อาจได้ผลไม่คุ้มเสียครับ
ลองนึกภาพตามง่าย ๆ เหมือนกับการรีดผ้านะครับ
การที่เตารีดจะรีดผ้าได้เรียบกริบ ระหว่างตัวผ้ากับโต๊ะรองรีด
จะต้องมีแผ่นรองที่หนานุ่มพอเหมาะใช่ไหมคะ
ถ้าเราเอาผ้าไหมบาง ๆ ไปวางรีดบนพื้นปูนแข็ง ๆ โดยตรง
ความร้อนจะกระจายแรงเกินไป แต่ใยผ้ากลับไม่ได้เรียบสวยขึ้นมาเลย
หลักการของ ชูริงค์ 4.5mm ก็คล้ายกันครับ
การที่หัวพลังงานจะลงไปจับกับชั้น SMAS ที่ความลึก 4.5 mm ได้เป๊ะ ๆ
ชั้นไขมันที่อยู่ด้านบนรองรับ
จำเป็นต้องมีความหนาในระดับหนึ่งก่อนครับ
พูดให้เห็นภาพคือ ควรมีไขมันใต้ผิวหนังหนาประมาณ 3 mm ขึ้นไป
หัว ชูริงค์ นี้ถึงจะจับตำแหน่งชั้น SMAS ได้อย่างแม่นยำ
แน่นอนว่าเวลาเรากดผิวกับไม่กดผิว
ความหนาของชั้นไขมันก็จะต่างกันเล็กน้อยนะครับ
แต่คีย์เวิร์ดสำคัญคือ
ต้องมีเนื้อแก้มหรือไขมันในระดับหนึ่งมารองรับพลังงานครับ
แต่ตรงนี้มีจุดสำคัญอีกข้อที่ต้องระวังนะครับ
หากคนไข้ที่มีไขมันใต้ผิวหนังบางกว่า 3 mm
แล้วยังฝืนใช้หัว 4.5mm พลังงานจะทะลุผ่านชั้น SMAS
ลงไปโดนชั้นกล้ามเนื้อหรือกระดูกแทนได้ครับ
เมื่อนั้น ปัญหาจะตามมาทันที 2 อย่างครับ
ข้อแรก จุดความร้อนจะไปตกอยู่ในชั้นผิวที่ผิดเป้าหมาย
ทำให้เอฟเฟกต์การยกกระชับลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ข้อสอง คนไข้จะรู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาทันที
และบางรายอาจมีอาการระบมตึงต่อเนื่องไปอีกหลายวันหลังทำครับ
หากพลังงานลงไปสะสมที่ชั้นกล้ามเนื้อมากเกินไป
เวลาขยับหน้าหรือพูดคุย ก็จะรู้สึกเจ็บแปลบ ๆ ทิ้งท้ายไว้ด้วยครับ
หมอขอเล่าเคสคนไข้คนหนึ่งให้ฟังก่อนนะครับ
สัปดาห์ก่อนมีคนไข้วัย 49 ปีเข้ามาปรึกษา ปกติเป็นคนค่อนข้างผอม
และมีโครงหน้าช่วงโหนกแก้มค่อนข้างเด่นชัดอยู่แล้ว
คนไข้เคยไปทำ ชูริงค์ 4.5mm
แบบทั่วหน้า 300 shot จากคลินิกอื่นมาครับ
แล้วบ่นกับหมอว่า "ผ่านไป 3 เดือนแล้วแทบไม่เห็นความต่างเลยค่ะ
แถมนแก้มยังดูตอบและแห้งกว่าเดิมอีก"
พอหมอใช้อัลตราซาวด์สแกนวัดความหนาของผิวดู
ปรากฏว่าไขมันใต้ผิวหนังบริเวณโหนกแก้มนั้น หนาไม่ถึง 2 mm ดีด้วยซ้ำครับ
นี่คือเคสตัวอย่างที่หัว 4.5mm ยิงพลาดชั้น SMAS
แต่พลังงานกลับดิ่งลึกซึมไปใกล้ชั้นกระดูกแทนครับ
เคสนี้ไม่ใช่เพราะจำนวน shot น้อยไปนะครับ
แต่เป็นเพราะเลือกความลึกของหัวทิปไม่แมตช์กับชั้นผิวตั้งแต่แรกครับ
สรุปประเด็นสำคัญโดย หมอวี ยองจิน
สำหรับหัว ชูริงค์ 4.5mm แล้ว
คำว่า "ยิ่งลงลึกยิ่งดียิ่งปัง" นั้นไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไปครับ
แต่ "ต้องลึกพอดีกับความหนาของไขมันเรา" ถึงจะปังที่สุดครับ
คนที่มีแก้ม มีเนื้อหน้าในระดับหนึ่ง
หัวนี้จะเป็นโปรแกรมปรับรูปหน้าที่ตอบโจทย์มากครับ
แต่สำหรับคนหน้าตอบหรือเนื้อน้อย การยิงด้วยจำนวน shot เท่ากัน
อาจจบด้วยอาการเจ็บตัวฟรีและผลลัพธ์ที่ไม่คุ้มค่านะครับ

แล้ว ชูริงค์ 4.5mm
ควรยิงบริเวณไหนถึงจะเห็นผลลัพธ์ดีที่สุด?
ความหนาของไขมันใต้ผิวหนังในแต่ละจุดของใบหน้าไม่เท่ากันครับ
ดังนั้น ถึงจะเป็นหัว 4.5mm เหมือนกัน
แต่ยิงคนละจุด ผลลัพธ์ที่ได้ก็ต่างกันลิบลับครับ
บริเวณแก้มตอบ (jowls) และบริเวณร่องแก้ม
มักจะมีชั้นไขมันหนาแน่นเพียงพอคอยรองรับอยู่แล้ว
ทำให้บริเวณนี้เป็นจุดที่หัว 4.5mm ทำงานได้ดีและเห็นผลที่สุดครับ
เพราะจะช่วยดึงกระชับไขมันที่คล้อยย้อย
ให้กลับไปแนบสนิทกับชั้น SMAS ได้อย่างชัดเจน
ส่วนบริเวณโหนกแก้มนั้น ของแต่ละคนจะแตกต่างกันมากครับ
คนที่มีเนื้อแก้มเยอะ ๆ ยิงจุดนี้ได้สบายมากครับ
แต่สำหรับคนที่หน้าผอม หน้าตอบ ความหนาของชั้นผิวจะไม่พอ
คุณหมอจำเป็นต้องใช้อัลตราซาวด์วัดดูก่อน เพื่อประเมินว่าจะใช้หัว 4.5mm
หรือสลับมาใช้หัว 3.0mm แสนเซฟแทนครับ
สำหรับกรอบหน้านั้น ต้องระวังเป็นพิเศษครับ
หากฝืนใช้หัว 4.5mm ยิงบริเวณกรอบหน้าอย่างไร้ทิศทาง
พลังงานจะกระแทกโดนกระดูกกรามเต็ม ๆ ทำให้เจ็บมาก
และมีความเสี่ยงที่จะไปกระตุ้นหรือทำลายเส้นประสาทส่วนปลายได้ด้วยครับ
ดังนั้น บริเวณกรอบหน้า
ปกติหมอจะเน้นใช้หัว 3.0mm เป็นหลักเพื่อความปลอดภัยครับ
ลองมาดูกันง่าย ๆ ผ่านตารางเปรียบเทียบนี้เลยครับ
จุดที่รักษา | ความเหมาะสมของหัว 4.5mm | ข้อแนะนำเพิ่มเติม |
แก้มหย่อนคล้อย (jowls) | ดีเยี่ยม | จุดที่ดีที่สุดในการดึงไขมันที่คล้อยให้ยกขึ้น |
ข้างร่องแก้ม | ดีมาก | ปกติความหนาของผิวสัดส่วนนี้จะเพียงพอ |
โหนกแก้ม | ขึ้นอยู่กับบุคคล | แนะนำให้วัดความหนาชั้นผิวก่อนทำ |
กรอบหน้า | ไม่แนะนำ | เน้นหัว 3.0mm เป็นหลัก ระวังโดนกระดูกกราม |
หน้าผาก | ไม่แนะนำ | ผิวบางมาก แนะนำหัว 1.5mm หรือ 3.0mm แทน |
หมอเคยเจอเคสคนไข้ท่านหนึ่งอายุ 40 ปี
ที่มีไขมันแก้มกำลังพอดี น่ารักสไตล์ K-beauty เลยครับ
จริง ๆ ตอนแรกเธอไม่ได้คาดหวังผลลัพธ์อะไรมากมายเลยนะครับ
ยังถามหมออยู่เลยว่า "ต้องทำตั้งกี่ครั้งถึงจะเริ่มเห็นความต่างคะ?"
แต่หมอเลือกใช้วิธีเน้นสลายและยกกระชับช่วงแก้มและร่องแก้ม
โดยปูพรมด้วยหัว 4.5mm และเก็บงานละเอียดด้วยหัว 3.0mm ในครั้งแรก
หลังจากผ่านไปแค่ 2 สัปดาห์ คนไข้รีบกลับมาบอกหมอเลยว่า
"กรอบหน้าด้านข้างดูเป๊ะ เรียวสวยขึ้นเยอะเลยค่ะ"
นี่คือตัวอย่างความสำเร็จที่ความหนาของผิว
สอดคล้องกับระดับความลึกของหัวทิปพอดีเป๊ะครับ
ไม่ได้เกี่ยวกับจำนวน shot เยอะ ๆ เลยครับ
แต่มันคือความแม่นยำในการเลือกความลึกให้ตรงกับชั้นผิวต่างหาก

3 คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ ชูริงค์ 4.5mm
Q1. หลังทำ ชูริงค์ 4.5mm
นานไหมกว่าจะเห็นผลลัพธ์?
สรุปสั้น ๆ คือ ความกระชับเต่งตึงของกรอบหน้าจะเริ่มเห็นใน 2 สัปดาห์
แต่ผลลัพธ์ของคอลลาเจนที่สร้างขึ้นใหม่จริง ๆ จะเต็มที่ในช่วง 2-3 เดือนครับ
ช่วงวันแรกหลังทำยิงเสร็จ อาจมีอาการบวมตึงเล็กน้อย
จนบางคนแอบกังวลว่าหน้าดูใหญ่ขึ้นหรือเปล่า
แต่พอเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 กรอบหน้าด้านข้างจะเริ่มเข้าที่และชัดเจนขึ้นครับ
การหดตัวสร้างใหม่ของชั้น SMAS อย่างเต็มรูปแบบ
จะค่อย ๆ สะสมและเห็นผลชัดที่สุดในช่วงสัปดาห์ที่ 6 ถึง 12 ครับ
สำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่เนียนกริบที่สุด
แนะนำให้ทำต่อเนื่องกัน 3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างทุก ๆ 3 สัปดาห์ครับ
Q2. ต้องทำ ชูริงค์ 4.5mm กี่ครั้ง
ถึงจะเห็นผลลัพธ์สะสมอย่างต่อเนื่อง?
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนไข้ถามกันเข้ามาเยอะมากและมักจะเข้าใจผิดกันบ่อย ๆ ครับ
โดยปกติการทำ ชูริงค์ แนะนำให้ทำต่อเนื่อง 3 ครั้ง (ห่างกันครั้งละ 3 สัปดาห์)
จึงจะนับเป็น 1 คอร์สที่สมบูรณ์แบบที่สุดครับ
ในทุก ๆ สัปดาห์จะมีคนไข้ 2-3 คนเข้ามารีวิวกับหมอว่า
"ทำไปแค่ครั้งเดียวแล้วไม่เห็นรู้สึกต่างเลย"
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ตัดสินผลลัพธ์หลังจากทำไปเพียงแค่รอบเดียวครับ
เนื่องจากหลักการทำงานคือการกระตุ้นคอลลาเจนใหม่ให้สะสมจนหนาแน่น
เพื่อไปตรึงชั้น SMAS ให้แข็งแรง และเชื่อมไขมันที่คล้อยให้แนบกระชับกับชั้นกล้ามเนื้อ
หากทำเพียงครั้งเดียว แรงยึดเกาะนี้อาจจะยังทำงานได้ไม่เต็มร้อยครับ
ดังนั้นหมอแนะนำให้ทำครบ 3 ครั้ง และกลับมาทำซ้ำเพื่อ maintain ทุก ๆ 6 เดือน
คนไข้ส่วนใหญ่ที่ทำสูตรนี้พึงพอใจกับผลลัพธ์ที่สุดในทางคลินิกครับ
Q3. ความรู้สึกเจ็บหลังทำ ชูริงค์ 4.5mm
หรือผลข้างเคียงเป็นอย่างไรบ้าง?
จากเคสที่หมอดูแลจริงในคลินิก
คนไข้มักบ่นเรื่อง "อาการปวดระบมหน่วง ๆ" มากกว่าความเจ็บตอนทำครับ
เพราะความเจ็บระหว่างทำ เราสามารถบรรเทาได้ด้วยยาชาแบบครีม
หรือการบล็อกยาชาเส้นประสาทเฉพาะจุดได้อยู่แล้ว
แต่ประเด็นคือ อาการระบมตึง ๆ ใต้ผิวหลังทำเสร็จไปแล้วหลายวันต่างหากครับ
ซึ่งอาการนี้มักพบบ่อยในกลุ่มคนไข้ที่หน้าผอม แก้มตอบ
เพราะเป็นสัญญาณว่าหัว 4.5mm ลงลึกไปโดนชั้นกล้ามเนื้อหรือใกล้กระดูกมากเกินไปครับ
ส่วนอาการข้างเคียงเรื่องการกระทบกระเทือนเส้นประสาทนั้นพบได้น้อยมาก
แต่ถ้ามีการฝืนใช้หัว 4.5mm ยิงเน้นกรอบหน้าหนัก ๆ โดยไม่ระวัง
ก็อาจเสี่ยงทำให้มุมปากเบี้ยว ชา หรือขยับได้ไม่เท่ากันชั่วคราวได้ครับ
ด้วยเหตุนี้ ที่ Beautystone ของเรา
จึงต้องเช็กความหนาของชั้นผิวสแกนอย่างละเอียดก่อนลงมือทำทุกครั้งครับ
หากวันนี้คุณจะจำเทคนิคดี ๆ กลับไปสักเรื่องหนึ่ง
— จงจำไว้ว่า ก่อนจะเลือกจำนวน shot ของ ชูริงค์ 4.5mm
ให้เช็กก่อนว่ามันเหมาะสมกับความหนาของไขมันแก้มเราจริง ๆ หรือเปล่านะครับ
ในบทความถัดไป หมอจะมาแชร์เคล็ดลับเรื่อง 'วิธีการแบ่งสัดส่วนการยิง
ชูริงค์ หัว 4.5mm และ 3.0mm บนใบหน้าเดียวกันอย่างลงตัว' กันครับ
แม้จะยิงทั่วหน้าเหมือนกัน
แต่วิธีออกแบบสัดส่วนพลังงานที่ต่างกัน
จะให้ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนไปขนาดไหน
เดี๋ยวหมอจะเอาเคสจริงมารีวิวให้ดูชมกันนะครับ
ดีเทลเน้น ๆ โดย หมอวี ยองจิน ครับ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

ผิว
ฉีดสกินบูสเตอร์ด้วยมือกับใช้หัวฉีด ต่างกันตรงไหน เจ็บกว่ากันไหม?
เทียบการฉีดสกินบูสเตอร์ด้วยมือกับหัวฉีดอัตโนมัติ ทั้งความเจ็บ รอยช้ำ และความลึกที่ยาไปถึง

ยกกระชับ
จำนวนช็อต Sofwave ต้องเท่าไหร่ถึงพอดีกับแต่ละบริเวณ?
ช็อตเยอะกว่าแปลว่าดีกว่าจริงไหม มาดูกันว่าแต่ละบริเวณบนใบหน้าใช้จำนวนต่างกันเพราะอะไรค่ะ

ผิว
Sculptra ต้องใช้กี่ไวอัล? ดูจากพื้นที่และอายุ ไม่ใช่ยิ่งเยอะยิ่งดี
จำนวนไวอัล Sculptra มาจากพื้นที่ที่ต้องเติมและความเร็วสร้างคอลลาเจนตามอายุ ไม่ใช่ยิ่งเยอะยิ่งดี

ผิว
ทำหัตถการคอลลาเจนแล้วผลไม่ขึ้น ต้องกินโปรตีนวันละเท่าไหร่?
คอลลาเจนสร้างจากโปรตีนที่เรากิน มาดูเส้นขั้นต่ำต่อวัน การแบ่งมื้อ และข้อควรระวังกันค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
น้ำหนักลดแล้วหน้าซูบ ควรเติมวอลลุ่มตอนไหนดี
ลดน้ำหนักเร็วแล้วหน้าซูบ มาดูว่าทำไมใบหน้าเปลี่ยนก่อน และควรรอให้น้ำหนักนิ่งแค่ไหนก่อนเติมวอลลุ่มค่ะ

ยกกระชับ
หลัง Onda กลับมานวดหน้าและกัวซาได้เมื่อไหร่
ลูบเบา ๆ กับกดกัวซาขึ้น รอไม่เท่ากัน รวมช่วงเวลากลับมานวดหน้าหลัง Onda แยกตามระดับแรงกด



