• Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด

ผล ชูริงค์ 4.5mm: คนแก้มเยอะกับคนผอมต่างกันยังไง

ผล ชูริงค์ 4.5mm: คนแก้มเยอะกับคนผอมต่างกันยังไง

ผล ชูริงค์ 4.5mm: คนแก้มเยอะกับคนผอมต่างกันยังไง

ชูริงค์ 4.5 มม. ได้ผลขึ้นกับความหนาไขมันใต้ผิว หน้าผอมเสียเปรียบและบริเวณที่เห็นผลดีอยู่ที่ไหน

ชูริงค์ที่คนอื่นบอกว่าได้ผล ทำไมทำแล้วเจ็บและไม่เปลี่ยนแปลงแค่เรา

 

หมอขอสรุปให้ฟังสั้น ๆ ก่อนเลยนะครับ

 

หัว ชูริงค์ 4.5mm ที่ยิงได้ลึกนั้น

ไม่ได้แปลว่าจะได้ผลดีกับทุกคนเสมอไปครับ

 

ในทางกลับกัน คนที่แก้มตอบหรือหน้าตอบ ยิงไปอาจจะยิ่งเจ็บ

แถมเห็นผลลัพธ์ไม่ชัดเจนด้วยครับ

วันนี้หมอจะมาไขข้อข้องใจเรื่องนี้กันครับ

 

สรุปในบรรทัดเดียว

หัว ชูริงค์ 4.5mm จะส่งผลต่อชั้น

SMAS ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เฉพาะในบริเวณที่มีไขมันใต้ผิวหนัง

หนา 3 mm ขึ้นไปเท่านั้นครับ

 

เกณฑ์ในการตัดสิน

ความหนาของไขมันใต้ผิวหนัง

— หากน้อยกว่า 3 mm จะยิ่งทำให้เจ็บฟรีโดยไม่ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นครับ

 

สิ่งที่เราจะมาดูกันวันนี้

วิธีเช็กว่าบริเวณไหนบนใบหน้าของเราที่เหมาะกับหัว 4.5mm

และบริเวณไหนที่ไม่ควรทำ

 

หัวข้อหลักในบทความนี้

  • ชูริงค์ 4.5mm ยิงลงลึกถึงชั้นผิวไหนกันแน่?

  • ทำไมจำนวน shot เท่ากัน แต่ผลลัพธ์ของแต่ละคนถึงต่างกัน?

  • เช็กความเหมาะสมรายจุด: แก้มตอบ (jowls) • ร่องแก้ม • โหนกแก้ม • กรอบหน้า

 

ชูริงค์ 4.5mm

ยิงลงไปลึกถึงชั้นไหนกันแน่?

หัว ชูริงค์ 4.5mm

เป็นหัวที่ออกแบบมาเพื่อสลายและกระชับ

ชั้น SMAS ที่อยู่ลึกลงไป 4.5 mm จากใต้ผิวหนังโดยตรงครับ

 

ชั้น SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System) คือ

ชั้นพังผืดเนื้อเยื่อบาง ๆ ที่พยุงกล้ามเนื้อใบหน้าเอาไว้ เปรียบเสมือน

โครงสร้างหลักที่คอยตรึงไม่ให้ผิวหน้าคล้อยนั่นเองครับ

 

เมื่อพลังงานอัลตราซาวด์มารวมกันที่จุดโฟกัสจุดเดียว

จะทำให้เกิดความร้อนสูงกว่า 65 องศาเซลเซียสทันที

จนเกิดเป็นจุดความร้อนเล็ก ๆ (thermal coagulation points)

 

ซึ่งจุดความร้อนเหล่านี้จะค่อย ๆ หดตัวลงเมื่อเวลาผ่านไป

กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาแทนที่

ช่วยดึงรั้งผิวที่หย่อนคล้อยให้ยกกระชับขึ้นครับ

 

ความต่างคือ หัว 3.0mm จะเน้นเป้าหมายไปที่ชั้นผิวหนังแท้ส่วนลึก (deep dermis)

ส่วนหัว 4.5mm จะเล็งไปที่ระดับลึกกว่านั้น ซึ่งก็คือบริเวณรอยต่อ

ระหว่างชั้น SMAS และไขมันใต้ผิวหนังนั่นเองครับ

การทรยศของชูริงค์ 4.5mm อาจเป็นพิษสำหรับคนที่แก้มไม่มีเนื้อ

 

 













ทำไมผลลัพธ์ของ ชูริงค์ 4.5mm

ในแต่ละคนถึงได้ต่างกันล่ะ?

ไฮไลท์สำคัญของบทความนี้

แม้ว่าหัว ชูริงค์ 4.5mm

จะทำงานกับชั้น SMAS โดยตรง

แต่สำหรับคนที่มีไขมันใต้ผิวหนังบางกว่า 3 mm

ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะไม่คุ้มค่า และจะรู้สึกเจ็บมากกว่าปกติครับ

 

หัวนี้จึงตอบโจทย์สุด ๆ สำหรับคนที่มีเนื้อแก้มเยอะและอยากปรับรูปหน้า

แต่สำหรับคนหน้าตอบ การใช้หัวนี้อาจได้ผลไม่คุ้มเสียครับ

 

ลองนึกภาพตามง่าย ๆ เหมือนกับการรีดผ้านะครับ

 

การที่เตารีดจะรีดผ้าได้เรียบกริบ ระหว่างตัวผ้ากับโต๊ะรองรีด

จะต้องมีแผ่นรองที่หนานุ่มพอเหมาะใช่ไหมคะ

 

ถ้าเราเอาผ้าไหมบาง ๆ ไปวางรีดบนพื้นปูนแข็ง ๆ โดยตรง

ความร้อนจะกระจายแรงเกินไป แต่ใยผ้ากลับไม่ได้เรียบสวยขึ้นมาเลย

 

หลักการของ ชูริงค์ 4.5mm ก็คล้ายกันครับ

การที่หัวพลังงานจะลงไปจับกับชั้น SMAS ที่ความลึก 4.5 mm ได้เป๊ะ ๆ

ชั้นไขมันที่อยู่ด้านบนรองรับ

จำเป็นต้องมีความหนาในระดับหนึ่งก่อนครับ

 

พูดให้เห็นภาพคือ ควรมีไขมันใต้ผิวหนังหนาประมาณ 3 mm ขึ้นไป

หัว ชูริงค์ นี้ถึงจะจับตำแหน่งชั้น SMAS ได้อย่างแม่นยำ

 

แน่นอนว่าเวลาเรากดผิวกับไม่กดผิว

ความหนาของชั้นไขมันก็จะต่างกันเล็กน้อยนะครับ

แต่คีย์เวิร์ดสำคัญคือ

ต้องมีเนื้อแก้มหรือไขมันในระดับหนึ่งมารองรับพลังงานครับ

 

แต่ตรงนี้มีจุดสำคัญอีกข้อที่ต้องระวังนะครับ

 

หากคนไข้ที่มีไขมันใต้ผิวหนังบางกว่า 3 mm

แล้วยังฝืนใช้หัว 4.5mm พลังงานจะทะลุผ่านชั้น SMAS

ลงไปโดนชั้นกล้ามเนื้อหรือกระดูกแทนได้ครับ

 

เมื่อนั้น ปัญหาจะตามมาทันที 2 อย่างครับ

 

ข้อแรก จุดความร้อนจะไปตกอยู่ในชั้นผิวที่ผิดเป้าหมาย

ทำให้เอฟเฟกต์การยกกระชับลดลงอย่างเห็นได้ชัด

 

ข้อสอง คนไข้จะรู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาทันที

และบางรายอาจมีอาการระบมตึงต่อเนื่องไปอีกหลายวันหลังทำครับ

 

หากพลังงานลงไปสะสมที่ชั้นกล้ามเนื้อมากเกินไป

เวลาขยับหน้าหรือพูดคุย ก็จะรู้สึกเจ็บแปลบ ๆ ทิ้งท้ายไว้ด้วยครับ

 

หมอขอเล่าเคสคนไข้คนหนึ่งให้ฟังก่อนนะครับ

 

สัปดาห์ก่อนมีคนไข้วัย 49 ปีเข้ามาปรึกษา ปกติเป็นคนค่อนข้างผอม

และมีโครงหน้าช่วงโหนกแก้มค่อนข้างเด่นชัดอยู่แล้ว

 

คนไข้เคยไปทำ ชูริงค์ 4.5mm

แบบทั่วหน้า 300 shot จากคลินิกอื่นมาครับ

แล้วบ่นกับหมอว่า "ผ่านไป 3 เดือนแล้วแทบไม่เห็นความต่างเลยค่ะ

แถมนแก้มยังดูตอบและแห้งกว่าเดิมอีก"

 

พอหมอใช้อัลตราซาวด์สแกนวัดความหนาของผิวดู

ปรากฏว่าไขมันใต้ผิวหนังบริเวณโหนกแก้มนั้น หนาไม่ถึง 2 mm ดีด้วยซ้ำครับ

 

นี่คือเคสตัวอย่างที่หัว 4.5mm ยิงพลาดชั้น SMAS

แต่พลังงานกลับดิ่งลึกซึมไปใกล้ชั้นกระดูกแทนครับ

 

เคสนี้ไม่ใช่เพราะจำนวน shot น้อยไปนะครับ

แต่เป็นเพราะเลือกความลึกของหัวทิปไม่แมตช์กับชั้นผิวตั้งแต่แรกครับ

 

สรุปประเด็นสำคัญโดย หมอวี ยองจิน

  • สำหรับหัว ชูริงค์ 4.5mm แล้ว

    คำว่า "ยิ่งลงลึกยิ่งดียิ่งปัง" นั้นไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไปครับ

    แต่ "ต้องลึกพอดีกับความหนาของไขมันเรา" ถึงจะปังที่สุดครับ

 

  • คนที่มีแก้ม มีเนื้อหน้าในระดับหนึ่ง

    หัวนี้จะเป็นโปรแกรมปรับรูปหน้าที่ตอบโจทย์มากครับ

 

  • แต่สำหรับคนหน้าตอบหรือเนื้อน้อย การยิงด้วยจำนวน shot เท่ากัน

    อาจจบด้วยอาการเจ็บตัวฟรีและผลลัพธ์ที่ไม่คุ้มค่านะครับ

แก้มลึก ร่องแก้ม โหนกแก้ม — เกณฑ์เลือกทิปชูริงค์ที่ต่างกันตามตำแหน่ง

 

 













แล้ว ชูริงค์ 4.5mm

ควรยิงบริเวณไหนถึงจะเห็นผลลัพธ์ดีที่สุด?

ความหนาของไขมันใต้ผิวหนังในแต่ละจุดของใบหน้าไม่เท่ากันครับ

 

ดังนั้น ถึงจะเป็นหัว 4.5mm เหมือนกัน

แต่ยิงคนละจุด ผลลัพธ์ที่ได้ก็ต่างกันลิบลับครับ

 

บริเวณแก้มตอบ (jowls) และบริเวณร่องแก้ม

มักจะมีชั้นไขมันหนาแน่นเพียงพอคอยรองรับอยู่แล้ว

ทำให้บริเวณนี้เป็นจุดที่หัว 4.5mm ทำงานได้ดีและเห็นผลที่สุดครับ

 

เพราะจะช่วยดึงกระชับไขมันที่คล้อยย้อย

ให้กลับไปแนบสนิทกับชั้น SMAS ได้อย่างชัดเจน

 

ส่วนบริเวณโหนกแก้มนั้น ของแต่ละคนจะแตกต่างกันมากครับ

 

คนที่มีเนื้อแก้มเยอะ ๆ ยิงจุดนี้ได้สบายมากครับ

แต่สำหรับคนที่หน้าผอม หน้าตอบ ความหนาของชั้นผิวจะไม่พอ

คุณหมอจำเป็นต้องใช้อัลตราซาวด์วัดดูก่อน เพื่อประเมินว่าจะใช้หัว 4.5mm

หรือสลับมาใช้หัว 3.0mm แสนเซฟแทนครับ

 

สำหรับกรอบหน้านั้น ต้องระวังเป็นพิเศษครับ

หากฝืนใช้หัว 4.5mm ยิงบริเวณกรอบหน้าอย่างไร้ทิศทาง

พลังงานจะกระแทกโดนกระดูกกรามเต็ม ๆ ทำให้เจ็บมาก

และมีความเสี่ยงที่จะไปกระตุ้นหรือทำลายเส้นประสาทส่วนปลายได้ด้วยครับ

 

ดังนั้น บริเวณกรอบหน้า

ปกติหมอจะเน้นใช้หัว 3.0mm เป็นหลักเพื่อความปลอดภัยครับ

 

ลองมาดูกันง่าย ๆ ผ่านตารางเปรียบเทียบนี้เลยครับ

จุดที่รักษา

ความเหมาะสมของหัว 4.5mm

ข้อแนะนำเพิ่มเติม

แก้มหย่อนคล้อย (jowls)

ดีเยี่ยม

จุดที่ดีที่สุดในการดึงไขมันที่คล้อยให้ยกขึ้น

ข้างร่องแก้ม

ดีมาก

ปกติความหนาของผิวสัดส่วนนี้จะเพียงพอ

โหนกแก้ม

ขึ้นอยู่กับบุคคล

แนะนำให้วัดความหนาชั้นผิวก่อนทำ

กรอบหน้า

ไม่แนะนำ

เน้นหัว 3.0mm เป็นหลัก ระวังโดนกระดูกกราม

หน้าผาก

ไม่แนะนำ

ผิวบางมาก แนะนำหัว 1.5mm หรือ 3.0mm แทน

หมอเคยเจอเคสคนไข้ท่านหนึ่งอายุ 40 ปี

ที่มีไขมันแก้มกำลังพอดี น่ารักสไตล์ K-beauty เลยครับ

 

จริง ๆ ตอนแรกเธอไม่ได้คาดหวังผลลัพธ์อะไรมากมายเลยนะครับ

 

ยังถามหมออยู่เลยว่า "ต้องทำตั้งกี่ครั้งถึงจะเริ่มเห็นความต่างคะ?"

แต่หมอเลือกใช้วิธีเน้นสลายและยกกระชับช่วงแก้มและร่องแก้ม

โดยปูพรมด้วยหัว 4.5mm และเก็บงานละเอียดด้วยหัว 3.0mm ในครั้งแรก

หลังจากผ่านไปแค่ 2 สัปดาห์ คนไข้รีบกลับมาบอกหมอเลยว่า

"กรอบหน้าด้านข้างดูเป๊ะ เรียวสวยขึ้นเยอะเลยค่ะ"

 

นี่คือตัวอย่างความสำเร็จที่ความหนาของผิว

สอดคล้องกับระดับความลึกของหัวทิปพอดีเป๊ะครับ

 

ไม่ได้เกี่ยวกับจำนวน shot เยอะ ๆ เลยครับ

แต่มันคือความแม่นยำในการเลือกความลึกให้ตรงกับชั้นผิวต่างหาก

บันทึกห้องตรวจ ถึงคุณที่กำลังลังเลระหว่างชูริงค์ 4.5mm กับ 3.0mm

 

 













3 คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ ชูริงค์ 4.5mm

 

Q1. หลังทำ ชูริงค์ 4.5mm

นานไหมกว่าจะเห็นผลลัพธ์?

สรุปสั้น ๆ คือ ความกระชับเต่งตึงของกรอบหน้าจะเริ่มเห็นใน 2 สัปดาห์

แต่ผลลัพธ์ของคอลลาเจนที่สร้างขึ้นใหม่จริง ๆ จะเต็มที่ในช่วง 2-3 เดือนครับ

 

ช่วงวันแรกหลังทำยิงเสร็จ อาจมีอาการบวมตึงเล็กน้อย

จนบางคนแอบกังวลว่าหน้าดูใหญ่ขึ้นหรือเปล่า

แต่พอเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 กรอบหน้าด้านข้างจะเริ่มเข้าที่และชัดเจนขึ้นครับ

 

การหดตัวสร้างใหม่ของชั้น SMAS อย่างเต็มรูปแบบ

จะค่อย ๆ สะสมและเห็นผลชัดที่สุดในช่วงสัปดาห์ที่ 6 ถึง 12 ครับ

 

สำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่เนียนกริบที่สุด

แนะนำให้ทำต่อเนื่องกัน 3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างทุก ๆ 3 สัปดาห์ครับ

 

Q2. ต้องทำ ชูริงค์ 4.5mm กี่ครั้ง

ถึงจะเห็นผลลัพธ์สะสมอย่างต่อเนื่อง?

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนไข้ถามกันเข้ามาเยอะมากและมักจะเข้าใจผิดกันบ่อย ๆ ครับ

โดยปกติการทำ ชูริงค์ แนะนำให้ทำต่อเนื่อง 3 ครั้ง (ห่างกันครั้งละ 3 สัปดาห์)

จึงจะนับเป็น 1 คอร์สที่สมบูรณ์แบบที่สุดครับ

 

ในทุก ๆ สัปดาห์จะมีคนไข้ 2-3 คนเข้ามารีวิวกับหมอว่า

"ทำไปแค่ครั้งเดียวแล้วไม่เห็นรู้สึกต่างเลย"

ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ตัดสินผลลัพธ์หลังจากทำไปเพียงแค่รอบเดียวครับ

 

เนื่องจากหลักการทำงานคือการกระตุ้นคอลลาเจนใหม่ให้สะสมจนหนาแน่น

เพื่อไปตรึงชั้น SMAS ให้แข็งแรง และเชื่อมไขมันที่คล้อยให้แนบกระชับกับชั้นกล้ามเนื้อ

หากทำเพียงครั้งเดียว แรงยึดเกาะนี้อาจจะยังทำงานได้ไม่เต็มร้อยครับ

 

ดังนั้นหมอแนะนำให้ทำครบ 3 ครั้ง และกลับมาทำซ้ำเพื่อ maintain ทุก ๆ 6 เดือน

คนไข้ส่วนใหญ่ที่ทำสูตรนี้พึงพอใจกับผลลัพธ์ที่สุดในทางคลินิกครับ

 

Q3. ความรู้สึกเจ็บหลังทำ ชูริงค์ 4.5mm

หรือผลข้างเคียงเป็นอย่างไรบ้าง?

จากเคสที่หมอดูแลจริงในคลินิก

คนไข้มักบ่นเรื่อง "อาการปวดระบมหน่วง ๆ" มากกว่าความเจ็บตอนทำครับ

 

เพราะความเจ็บระหว่างทำ เราสามารถบรรเทาได้ด้วยยาชาแบบครีม

หรือการบล็อกยาชาเส้นประสาทเฉพาะจุดได้อยู่แล้ว

แต่ประเด็นคือ อาการระบมตึง ๆ ใต้ผิวหลังทำเสร็จไปแล้วหลายวันต่างหากครับ

 

ซึ่งอาการนี้มักพบบ่อยในกลุ่มคนไข้ที่หน้าผอม แก้มตอบ

เพราะเป็นสัญญาณว่าหัว 4.5mm ลงลึกไปโดนชั้นกล้ามเนื้อหรือใกล้กระดูกมากเกินไปครับ

 

ส่วนอาการข้างเคียงเรื่องการกระทบกระเทือนเส้นประสาทนั้นพบได้น้อยมาก

แต่ถ้ามีการฝืนใช้หัว 4.5mm ยิงเน้นกรอบหน้าหนัก ๆ โดยไม่ระวัง

ก็อาจเสี่ยงทำให้มุมปากเบี้ยว ชา หรือขยับได้ไม่เท่ากันชั่วคราวได้ครับ

 

ด้วยเหตุนี้ ที่ Beautystone ของเรา

จึงต้องเช็กความหนาของชั้นผิวสแกนอย่างละเอียดก่อนลงมือทำทุกครั้งครับ

 

หากวันนี้คุณจะจำเทคนิคดี ๆ กลับไปสักเรื่องหนึ่ง

— จงจำไว้ว่า ก่อนจะเลือกจำนวน shot ของ ชูริงค์ 4.5mm

ให้เช็กก่อนว่ามันเหมาะสมกับความหนาของไขมันแก้มเราจริง ๆ หรือเปล่านะครับ

 

ในบทความถัดไป หมอจะมาแชร์เคล็ดลับเรื่อง 'วิธีการแบ่งสัดส่วนการยิง

ชูริงค์ หัว 4.5mm และ 3.0mm บนใบหน้าเดียวกันอย่างลงตัว' กันครับ

 

แม้จะยิงทั่วหน้าเหมือนกัน

แต่วิธีออกแบบสัดส่วนพลังงานที่ต่างกัน

จะให้ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนไปขนาดไหน

เดี๋ยวหมอจะเอาเคสจริงมารีวิวให้ดูชมกันนะครับ

 

ดีเทลเน้น ๆ โดย หมอวี ยองจิน ครับ

 

บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด โดยบิวตี้ส์ด็อกเตอร์
  • Beautystone Clinic บิวตี้สโตนคลินิก สาขาฮงแด

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

การฉีด skin booster ด้วยมือกับการใช้เครื่องอินเจคเตอร์ (injector) มีความแตกต่างกันอย่างไรในเรื่องของความเจ็บปวดและระยะเวลาในการพักฟื้น?

ผิว

ฉีดสกินบูสเตอร์ด้วยมือกับใช้หัวฉีด ต่างกันตรงไหน เจ็บกว่ากันไหม?

เทียบการฉีดสกินบูสเตอร์ด้วยมือกับหัวฉีดอัตโนมัติ ทั้งความเจ็บ รอยช้ำ และความลึกที่ยาไปถึง

ทำไมจำนวนช็อตของ Sofwave ถึงแตกต่างกันไปในแต่ละบริเวณ และยิ่งทำจำนวนช็อตเยอะๆ จะยิ่งเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นจริงไหมคะ?

ยกกระชับ

จำนวนช็อต Sofwave ต้องเท่าไหร่ถึงพอดีกับแต่ละบริเวณ?

ช็อตเยอะกว่าแปลว่าดีกว่าจริงไหม มาดูกันว่าแต่ละบริเวณบนใบหน้าใช้จำนวนต่างกันเพราะอะไรค่ะ

จำนวน vial ของ Sculptra จะแตกต่างกันไปตามบริเวณที่ฉีดและอายุอย่างไรบ้าง แล้วยิ่งฉีดเยอะจะยิ่งดีจริงไหมคะ?

ผิว

Sculptra ต้องใช้กี่ไวอัล? ดูจากพื้นที่และอายุ ไม่ใช่ยิ่งเยอะยิ่งดี

จำนวนไวอัล Sculptra มาจากพื้นที่ที่ต้องเติมและความเร็วสร้างคอลลาเจนตามอายุ ไม่ใช่ยิ่งเยอะยิ่งดี

หลังจากทำหัตถการแล้ว เพื่อให้ผิวสร้างคอลลาเจนได้ดีที่สุด เราควรทานโปรตีนวันละเท่าไหร่ และต้องแบ่งทานอย่างไรบ้างคะ?

ผิว

ทำหัตถการคอลลาเจนแล้วผลไม่ขึ้น ต้องกินโปรตีนวันละเท่าไหร่?

คอลลาเจนสร้างจากโปรตีนที่เรากิน มาดูเส้นขั้นต่ำต่อวัน การแบ่งมื้อ และข้อควรระวังกันค่ะ

กำลังลดน้ำหนักด้วยฉีดยาลดน้ำหนักอยู่ค่ะ ควรเข้ารับการทำหัตถการเพิ่มวอลลุ่มให้ใบหน้า (face volume treatment) ช่วงไหนดีที่สุดคะ?

โครงหน้า&วอลลุ่ม

น้ำหนักลดแล้วหน้าซูบ ควรเติมวอลลุ่มตอนไหนดี

ลดน้ำหนักเร็วแล้วหน้าซูบ มาดูว่าทำไมใบหน้าเปลี่ยนก่อน และควรรอให้น้ำหนักนิ่งแค่ไหนก่อนเติมวอลลุ่มค่ะ

หลังจากทำ 온다 리프팅 (Onda Lifting) แล้ว จะสามารถกลับมานวดหน้า ใช้กัวซา หรือลูกกลิ้งนวดหน้าได้ตั้งแต่วันไหนคะ?

ยกกระชับ

หลัง Onda กลับมานวดหน้าและกัวซาได้เมื่อไหร่

ลูบเบา ๆ กับกดกัวซาขึ้น รอไม่เท่ากัน รวมช่วงเวลากลับมานวดหน้าหลัง Onda แยกตามระดับแรงกด

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 ปรึกษาผ่าน Line

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1