ผู้อำนวยการ วี ยองจิน คิม กาอึล แห่งคลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก

ผลลัพธ์ของ Shurink 4.5mm และเหตุผลที่คนมีแก้มเยอะกับคนผอมให้ผลต่างกัน

ผลลัพธ์ของ Shurink 4.5mm และเหตุผลที่คนมีแก้มเยอะกับคนผอมให้ผลต่างกัน

ผลลัพธ์ของ Shurink 4.5mm และเหตุผลที่คนมีแก้มเยอะกับคนผอมให้ผลต่างกัน

ผลลัพธ์ของชูริงค์ 4.5 มม. ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความลึก แต่ขึ้นอยู่กับความหนาของชั้นไขมันใต้ผิวหนัง เราสรุปไว้ให้แล้วว่าทำไมใบหน้าที่ค่อนข้างผอมถึงเสียเปรียบ และบริเวณไหนที่เห็นผลดี

남들 다 효과 본다는 슈링크, 왜 나만 아프고 그대로일까?


ผลของ Shurink 4.5mm,

ทำไมคนที่แก้มมีเนื้อ

กับคนหน้าตอบถึงได้ผลต่างกัน


ขอพูดสรุปก่อนเลยนะคะ/ครับ


Shurink 4.5mm ไม่ใช่ว่าเพราะ

ลงลึกแล้วจะได้ผลดีกับทุกคนเสมอไป


จริงๆ แล้วกับคนหน้าตอบ มักเจ็บมากกว่า

แต่ผลกลับไม่ค่อยชัดค่ะ/ครับ

ในบทความนี้จะอธิบายเหตุผลให้ฟัง



สรุปสั้นๆ

Shurink 4.5mm จะได้ผลกับชั้น

ไขมันใต้ผิวหนังที่หนาอย่างน้อย 3 มม. เท่านั้น

จึงจะกระตุ้น SMAS ได้


เกณฑ์ที่ทำให้ผลต่างกัน

ความหนาของชั้นไขมันใต้ผิวหนัง

— ถ้าต่ำกว่า 3 มม. จะเจ็บมากขึ้นอย่างเดียว


วันนี้จะดูอะไรบ้าง

วิธีแยกว่าบริเวณไหนบนใบหน้าที่เหมาะกับ 4.5mm

และบริเวณไหนที่ไม่เหมาะ



สิ่งที่คุณจะได้อ่านในบทความนี้

  • Shurink 4.5mm สัมผัสกับชั้นไหนกันแน่

  • ทำไมจำนวนช็อตเท่ากัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันในแต่ละคน

  • แก้มลึก·ร่องแก้ม·โหนกแก้ม·แนวกราม — บริเวณไหนเหมาะที่สุด



Shurink 4.5mm

ไปถึงตรงไหนกันแน่?

หัว 4.5mm ของ Shurink

คือเครื่องมือที่ส่งพลังงานลงไปลึกจาก

ผิวหนัง 4.5mm เพื่อทำให้ชั้น SMAS เกิดการจับตัว


SMAS หรือชั้นเยื่อพังผืดกล้ามเนื้อผิวเผิน

เป็นชั้นบางๆ ที่ช่วยพยุงความหย่อนคล้อยของใบหน้า

ถือเป็นโครงสร้างหลักที่คอยรับแรงพยุงรูปหน้า


เมื่อพลังงานอัลตราซาวด์มารวมกันที่จุดเดียว

จะเกิดความร้อนสูงกว่า 65 องศาอย่างรวดเร็ว

จนเกิดจุด coagulation ขึ้น


จุดที่จับตัวนี้จะค่อยๆ หดตัวตามเวลา

แล้วคอลลาเจนใหม่จะค่อยๆ สร้างขึ้นมา

ช่วยดึงเนื้อที่หย่อนให้ยกขึ้น


ถ้า tip 3.0mm จะเน้นชั้นลึกของหนังแท้

แต่ tip 4.5mm จะเล็งลงไปที่ SMAS และ

ขอบเขตระหว่าง SMAS กับไขมันใต้ผิวหนัง



슈링크 4.5mm의 배신: 볼살 없는 분들에겐 독이 될 수도 있습니다


ทำไมผลของ Shurink 4.5mm

ถึงต่างกันในแต่ละคน?



ประเด็นสำคัญของบทความนี้

หัว 4.5mm ของ Shurink

จะทำให้ชั้น SMAS เกิดการจับตัวโดยตรง

แต่ถ้าคนที่ไขมันใต้ผิวหนังบางกว่า 3 มม.

ผลจะลดลง และเจ็บมากขึ้น


เหมาะมากกับการปรับกรอบหน้าในคนที่แก้มมีเนื้อ

แต่กับคนหน้าตอบกลับเสียเปรียบค่ะ/ครับ


ลองนึกถึงเตารีด จะเข้าใจง่ายขึ้น


ถ้าอยากรีดผ้าให้เรียบ เตารีดกับที่รองรีด

ต้องมีความหนาพอดีกัน


ถ้าเอาผ้าไหมบางๆ ไปรีดบนพื้นแข็งเลย

ความร้อนจะลงแรง แต่เส้นใยที่อยากให้เรียบกลับไม่ขึ้นรูป


Shurink 4.5mm ก็คล้ายกันค่ะ/ครับ

ถ้า SMAS อยู่พอดีที่ความลึก 4.5mm

ชั้นไขมันใต้ผิวหนังที่อยู่ด้านบน

ต้องมีความหนาระดับหนึ่ง


โดยทั่วไป ถ้าไขมันใต้ผิวหนังหนาประมาณ 3mm

tip นี้จะจับชั้น SMAS ได้ค่อนข้างแม่น


แม้ความหนาจะต่างกันระหว่างตอนกดผิวกับไม่กดผิว

แต่สรุปคือ ต้องมีเนื้อพอรองรับอยู่

ถึงจะได้ผล



แต่ตรงนี้มีเรื่องสำคัญมากอีกข้อ



ถ้าคนไขมันใต้ผิวหนังบางกว่ 3 มม. ไปใช้ 4.5mm

พลังงานจะเลย SMAS ไป

จนไปโดนกล้ามเนื้อหรือกระดูกได้



พอเป็นแบบนั้นจะเกิดปัญหา 2 อย่าง



อย่างแรก จุด coagulation จะไปอยู่ใน

ชั้นที่ไม่ใช่ SMAS ทำให้ผลยกกระชับลดลง



อย่างที่สอง ความเจ็บจะเพิ่มขึ้นมาก

และบางคนจะรู้สึกตุบๆ ปวดๆ อยู่หลายวันหลังทำ



ถ้าพลังงานลงไปที่กล้ามเนื้ออย่างเดียว

ก็อาจมีอาการปวดหน่วงเวลาเคลื่อนไหวตามมาได้



ขอเล่าเคสของคนไข้ท่านหนึ่งก่อนนะคะ/ครับ



สัปดาห์ที่แล้วมีลูกค้าท่านหนึ่งอายุ 49 ปี ผอมค่อนข้างมาก

และมีรูปหน้าที่โหนกแก้มค่อนข้างชัด



ท่านเคยไปทำ Shurink 4.5mm ที่อื่นมา

แบบ full face 300 shots

แต่บอกว่า 「ครบ 3 เดือนแล้วยังแทบไม่ต่าง

แถมโหนกแก้มดูหยาบขึ้นกว่าเดิม」 จึงมาปรึกษาเรา



พอวัดด้วยอัลตราซาวด์

ไขมันใต้ผิวหนังบริเวณโหนกแก้มมีแค่ประมาณ 2 มม.



กรณีนี้คือหัว 4.5mm ไปถึงใกล้กระดูก

แทนที่จะลงพอดีกับชั้น SMAS



ไม่ได้เป็นเพราะจำนวนช็อตน้อย

แต่เป็นเพราะความลึกไม่แมตช์ตั้งแต่แรก





สรุปสำคัญจากหมอวี ยองจิน

  • Shurink 4.5mm ไม่ใช่ว่า

    「ยิ่งลงลึกยิ่งดี」 แต่ว่า

    「ต้องเหมาะกับความหนาของไขมันใต้ผิวหนังของเรา」 ถึงจะดี


  • คนที่มีแก้มพอสมควร

    จะเหมาะกับการใช้เป็นเครื่องมือปรับกรอบหน้า


  • แต่กับคนหน้าตอบ จำนวนช็อตเท่าเดิม

    อาจกลายเป็นเจ็บมากแต่เสียเปล่า



심부볼·팔자·광대 — 부위별로 달라지는 슈링크 팁 선택 기준


Shurink 4.5mm,

ควรใช้บริเวณไหนถึงจะเห็นผล?

แต่ละจุดบนใบหน้ามีความหนาของไขมันใต้ผิวหนังต่างกัน


ดังนั้นแม้จะเป็น tip 4.5mm เหมือนกัน

แต่ผลจะต่างกันตามจุดที่ยิงค่ะ/ครับ


บริเวณแก้มลึก (jowls) และข้างร่องแก้ม

มักมีไขมันใต้ผิวหนังพอรองรับ

จึงเป็นโซนที่ 4.5mm ได้ผลดีที่สุด


ช่วยดึงไขมันที่หย่อนให้ไปยึดกับ SMAS

ได้ชัดเจน


ส่วนโหนกแก้มจะแตกต่างกันมากในแต่ละคน


คนที่มีเนื้อพอใช้ได้จะโอเค

แต่คนที่ผอม ชั้นหนาไม่พอ

ต้องวัดด้วยอัลตราซาวด์ก่อน ว่าจะใช้ 4.5

หรือเปลี่ยนเป็น 3.0 ดีกว่า


ส่วนแนวกรามจะต่างออกไปค่ะ/ครับ

ถ้าใช้ 4.5 แบบไม่ระวัง

พลังงานอาจไปถึงกระดูกกรามจนเจ็บมาก

และเสี่ยงระคายเคืองเส้นประสาทรอบๆ มากขึ้น


ดังนั้นแนวกราม

โดยมากจะใช้ 3.0mm เป็นหลัก


สรุปเป็นตารางได้แบบนี้ค่ะ/ครับ

บริเวณ

ความเหมาะกับ 4.5mm

หมายเหตุ

แก้มลึก

เหมาะที่สุด

ช่วยยกไขมันที่หย่อนขึ้นได้ดีที่สุด

ข้างร่องแก้ม

ดี

โดยทั่วไปความหนามักพอ

โหนกแก้ม

แล้วแต่ความหนา

แนะนำให้วัดด้วยอัลตราซาวด์

แนวกราม

ไม่แนะนำ

หลักๆ ใช้ 3.0mm และระวังโดนกระดูก

หน้าผาก

ไม่แนะนำ

ไขมันบาง แนะนำ 1.5/3.0mm

เคสของลูกค้าท่านหนึ่งวัย 40 ปี

ที่มีแก้มพอสมควรนั้นน่าประทับใจมาก


จริงๆ ท่านไม่ได้คาดหวังมากตอนมา


บอกว่า 「ต้องทำหลายครั้งถึงจะเห็นผลใช่ไหม」

แต่พอทำครั้งแรกโดยลง 4.5mm บริเวณแก้มลึก-ร่องแก้ม

และเสริม 3.0mm เพิ่ม

ท่านกลับมาบอกว่า 「แค่ 2 สัปดาห์ เส้นด้านข้างหน้าเปลี่ยนไปเลย」

แล้วกลับมาที่คลินิกอีกครั้ง


นั่นคือเคสที่ความหนาของแต่ละจุด

และความลึกของ tip เข้ากันพอดี


ไม่ใช่เพราะจำนวนช็อตเยอะ

แต่เป็นเพราะการจับความลึกแม่นยำ



진료실 일기: 슈링크 4.5mm와 3.0mm 사이에서 고민하는 당신에게


3 คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับผลของ Shurink 4.5mm


Q1. ผลของ Shurink 4.5mm

จะเริ่มเห็นในกี่วัน?

สรุปสั้นๆ คือ รูปหน้าจะเริ่มเข้าที่ภายใน 2 สัปดาห์

ส่วนผลคอลลาเจนจริงๆ จะเห็นชัดใน 2-3 เดือน


หลังทำทันทีอาจบวมเล็กน้อย

จนดูเหมือนหน้าหนักขึ้นได้

แต่พอผ่านไปประมาณ 2 สัปดาห์ เส้นด้านข้างหน้าจะค่อยๆ เข้าที่


การหดตัวของ SMAS แบบเต็มที่

จะค่อยๆ สะสมในช่วง 6-12 สัปดาห์


โดยคนที่ทำ 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 3 สัปดาห์

มักได้ผลลัพธ์ที่สวยและค่อนข้างเรียบเนียนที่สุด


Q2. Shurink 4.5mm ต้องทำกี่ครั้ง

ถึงจะเห็นผลสะสม?

ตรงนี้เป็นจุดที่ลูกค้าสับสนกันมากที่สุดค่ะ/ครับ

สำหรับ Shurink มักนับ 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 3 สัปดาห์

เป็น 1 คอร์ส


ในห้องตรวจมีคนไข้มาสัปดาห์ละ 2-3 คน

ที่บอกว่า 「ฉีด/ยิงครั้งเดียวแล้วไม่เห็นผล」

ซึ่งส่วนใหญ่คือประเมินจากการทำแค่ครั้งเดียว


เพราะคอลลาเจนที่สะสมจะช่วยยึด SMAS ให้แน่นขึ้น

และดึงไขมันที่หย่อนให้แนบกับกล้ามเนื้อ

ดังนั้นแค่ครั้งเดียวโครงสร้างยังไม่ค่อยตั้งตัว


จากประสบการณ์ทางคลินิก ทำครบ 3 ครั้ง

แล้วกลับมา maintenance อีกครั้งใน 6 เดือน

จะเป็นสูตรที่คนไข้พึงพอใจที่สุด



Q3. หลังทำ Shurink 4.5mm

จะมีอาการเจ็บหรือผลข้างเคียงยังไง?

ในห้องตรวจจริงๆ สิ่งที่คนไข้เล่าบ่อย

ไม่ใช่ความเจ็บตอนทำ แต่เป็นอาการปวดหน่วงหลังทำค่ะ/ครับ


ระหว่างทำ ความเจ็บส่วนใหญ่เอาอยู่ด้วยครีมชา

หรือยาชาแบบฉีด

แต่ปัญหาคืออาการตุบๆ ปวดๆ ที่อยู่ต่ออีกหลายวัน


อาการนี้จะเห็นชัดในคนหน้าตอบ

เพราะเป็นสัญญาณว่าหัว 4.5mm ไปใกล้กล้ามเนื้อหรือกระดูกมากเกินไป


ผลข้างเคียงจากการกระตุ้นเส้นประสาทพบไม่บ่อย

แต่ถ้าใช้ 4.5 กับแนวกรามหนักเกินไป

อาจมีความเสี่ยงที่มุมปากขยับไม่สมมาตรได้


ดังนั้นที่คลินิกของเรา จะวัดความหนาด้วย

อัลตราซาวด์ก่อนเริ่มทุกครั้ง



ถ้าจะเอาไปจำแค่ข้อเดียววันนี้

— ก่อนดูจำนวนช็อต ให้ดูว่า

ความหนาไขมันใต้ผิวหนังของเราเหมาะกับ Shurink 4.5mm ไหม



บทความหน้าจะเล่าเรื่อง 'การแบ่งใช้ Shurink 4.5mm กับ 3.0mm

บนใบหน้าเดียวกัน' ให้ดูค่ะ/ครับ


แม้จะเป็น full face เหมือนกัน

แต่ถ้าวางสัดส่วนต่างกัน

ผลลัพธ์ก็จะต่างกันด้วย

เดี๋ยวจะยกเคสให้ดูชัดๆ


หมอวี ยองจินค่ะ/ครับ



อ่านต่อเรื่องที่เกี่ยวข้อง

남들 다 효과 본다는 슈링크, 왜 나만 아프고 그대로일까?


ผลของ Shurink 4.5mm,

ทำไมคนที่แก้มมีเนื้อ

กับคนหน้าตอบถึงได้ผลต่างกัน


ขอพูดสรุปก่อนเลยนะคะ/ครับ


Shurink 4.5mm ไม่ใช่ว่าเพราะ

ลงลึกแล้วจะได้ผลดีกับทุกคนเสมอไป


จริงๆ แล้วกับคนหน้าตอบ มักเจ็บมากกว่า

แต่ผลกลับไม่ค่อยชัดค่ะ/ครับ

ในบทความนี้จะอธิบายเหตุผลให้ฟัง



สรุปสั้นๆ

Shurink 4.5mm จะได้ผลกับชั้น

ไขมันใต้ผิวหนังที่หนาอย่างน้อย 3 มม. เท่านั้น

จึงจะกระตุ้น SMAS ได้


เกณฑ์ที่ทำให้ผลต่างกัน

ความหนาของชั้นไขมันใต้ผิวหนัง

— ถ้าต่ำกว่า 3 มม. จะเจ็บมากขึ้นอย่างเดียว


วันนี้จะดูอะไรบ้าง

วิธีแยกว่าบริเวณไหนบนใบหน้าที่เหมาะกับ 4.5mm

และบริเวณไหนที่ไม่เหมาะ



สิ่งที่คุณจะได้อ่านในบทความนี้

  • Shurink 4.5mm สัมผัสกับชั้นไหนกันแน่

  • ทำไมจำนวนช็อตเท่ากัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันในแต่ละคน

  • แก้มลึก·ร่องแก้ม·โหนกแก้ม·แนวกราม — บริเวณไหนเหมาะที่สุด



Shurink 4.5mm

ไปถึงตรงไหนกันแน่?

หัว 4.5mm ของ Shurink

คือเครื่องมือที่ส่งพลังงานลงไปลึกจาก

ผิวหนัง 4.5mm เพื่อทำให้ชั้น SMAS เกิดการจับตัว


SMAS หรือชั้นเยื่อพังผืดกล้ามเนื้อผิวเผิน

เป็นชั้นบางๆ ที่ช่วยพยุงความหย่อนคล้อยของใบหน้า

ถือเป็นโครงสร้างหลักที่คอยรับแรงพยุงรูปหน้า


เมื่อพลังงานอัลตราซาวด์มารวมกันที่จุดเดียว

จะเกิดความร้อนสูงกว่า 65 องศาอย่างรวดเร็ว

จนเกิดจุด coagulation ขึ้น


จุดที่จับตัวนี้จะค่อยๆ หดตัวตามเวลา

แล้วคอลลาเจนใหม่จะค่อยๆ สร้างขึ้นมา

ช่วยดึงเนื้อที่หย่อนให้ยกขึ้น


ถ้า tip 3.0mm จะเน้นชั้นลึกของหนังแท้

แต่ tip 4.5mm จะเล็งลงไปที่ SMAS และ

ขอบเขตระหว่าง SMAS กับไขมันใต้ผิวหนัง



슈링크 4.5mm의 배신: 볼살 없는 분들에겐 독이 될 수도 있습니다


ทำไมผลของ Shurink 4.5mm

ถึงต่างกันในแต่ละคน?



ประเด็นสำคัญของบทความนี้

หัว 4.5mm ของ Shurink

จะทำให้ชั้น SMAS เกิดการจับตัวโดยตรง

แต่ถ้าคนที่ไขมันใต้ผิวหนังบางกว่า 3 มม.

ผลจะลดลง และเจ็บมากขึ้น


เหมาะมากกับการปรับกรอบหน้าในคนที่แก้มมีเนื้อ

แต่กับคนหน้าตอบกลับเสียเปรียบค่ะ/ครับ


ลองนึกถึงเตารีด จะเข้าใจง่ายขึ้น


ถ้าอยากรีดผ้าให้เรียบ เตารีดกับที่รองรีด

ต้องมีความหนาพอดีกัน


ถ้าเอาผ้าไหมบางๆ ไปรีดบนพื้นแข็งเลย

ความร้อนจะลงแรง แต่เส้นใยที่อยากให้เรียบกลับไม่ขึ้นรูป


Shurink 4.5mm ก็คล้ายกันค่ะ/ครับ

ถ้า SMAS อยู่พอดีที่ความลึก 4.5mm

ชั้นไขมันใต้ผิวหนังที่อยู่ด้านบน

ต้องมีความหนาระดับหนึ่ง


โดยทั่วไป ถ้าไขมันใต้ผิวหนังหนาประมาณ 3mm

tip นี้จะจับชั้น SMAS ได้ค่อนข้างแม่น


แม้ความหนาจะต่างกันระหว่างตอนกดผิวกับไม่กดผิว

แต่สรุปคือ ต้องมีเนื้อพอรองรับอยู่

ถึงจะได้ผล



แต่ตรงนี้มีเรื่องสำคัญมากอีกข้อ



ถ้าคนไขมันใต้ผิวหนังบางกว่ 3 มม. ไปใช้ 4.5mm

พลังงานจะเลย SMAS ไป

จนไปโดนกล้ามเนื้อหรือกระดูกได้



พอเป็นแบบนั้นจะเกิดปัญหา 2 อย่าง



อย่างแรก จุด coagulation จะไปอยู่ใน

ชั้นที่ไม่ใช่ SMAS ทำให้ผลยกกระชับลดลง



อย่างที่สอง ความเจ็บจะเพิ่มขึ้นมาก

และบางคนจะรู้สึกตุบๆ ปวดๆ อยู่หลายวันหลังทำ



ถ้าพลังงานลงไปที่กล้ามเนื้ออย่างเดียว

ก็อาจมีอาการปวดหน่วงเวลาเคลื่อนไหวตามมาได้



ขอเล่าเคสของคนไข้ท่านหนึ่งก่อนนะคะ/ครับ



สัปดาห์ที่แล้วมีลูกค้าท่านหนึ่งอายุ 49 ปี ผอมค่อนข้างมาก

และมีรูปหน้าที่โหนกแก้มค่อนข้างชัด



ท่านเคยไปทำ Shurink 4.5mm ที่อื่นมา

แบบ full face 300 shots

แต่บอกว่า 「ครบ 3 เดือนแล้วยังแทบไม่ต่าง

แถมโหนกแก้มดูหยาบขึ้นกว่าเดิม」 จึงมาปรึกษาเรา



พอวัดด้วยอัลตราซาวด์

ไขมันใต้ผิวหนังบริเวณโหนกแก้มมีแค่ประมาณ 2 มม.



กรณีนี้คือหัว 4.5mm ไปถึงใกล้กระดูก

แทนที่จะลงพอดีกับชั้น SMAS



ไม่ได้เป็นเพราะจำนวนช็อตน้อย

แต่เป็นเพราะความลึกไม่แมตช์ตั้งแต่แรก





สรุปสำคัญจากหมอวี ยองจิน

  • Shurink 4.5mm ไม่ใช่ว่า

    「ยิ่งลงลึกยิ่งดี」 แต่ว่า

    「ต้องเหมาะกับความหนาของไขมันใต้ผิวหนังของเรา」 ถึงจะดี


  • คนที่มีแก้มพอสมควร

    จะเหมาะกับการใช้เป็นเครื่องมือปรับกรอบหน้า


  • แต่กับคนหน้าตอบ จำนวนช็อตเท่าเดิม

    อาจกลายเป็นเจ็บมากแต่เสียเปล่า



심부볼·팔자·광대 — 부위별로 달라지는 슈링크 팁 선택 기준


Shurink 4.5mm,

ควรใช้บริเวณไหนถึงจะเห็นผล?

แต่ละจุดบนใบหน้ามีความหนาของไขมันใต้ผิวหนังต่างกัน


ดังนั้นแม้จะเป็น tip 4.5mm เหมือนกัน

แต่ผลจะต่างกันตามจุดที่ยิงค่ะ/ครับ


บริเวณแก้มลึก (jowls) และข้างร่องแก้ม

มักมีไขมันใต้ผิวหนังพอรองรับ

จึงเป็นโซนที่ 4.5mm ได้ผลดีที่สุด


ช่วยดึงไขมันที่หย่อนให้ไปยึดกับ SMAS

ได้ชัดเจน


ส่วนโหนกแก้มจะแตกต่างกันมากในแต่ละคน


คนที่มีเนื้อพอใช้ได้จะโอเค

แต่คนที่ผอม ชั้นหนาไม่พอ

ต้องวัดด้วยอัลตราซาวด์ก่อน ว่าจะใช้ 4.5

หรือเปลี่ยนเป็น 3.0 ดีกว่า


ส่วนแนวกรามจะต่างออกไปค่ะ/ครับ

ถ้าใช้ 4.5 แบบไม่ระวัง

พลังงานอาจไปถึงกระดูกกรามจนเจ็บมาก

และเสี่ยงระคายเคืองเส้นประสาทรอบๆ มากขึ้น


ดังนั้นแนวกราม

โดยมากจะใช้ 3.0mm เป็นหลัก


สรุปเป็นตารางได้แบบนี้ค่ะ/ครับ

บริเวณ

ความเหมาะกับ 4.5mm

หมายเหตุ

แก้มลึก

เหมาะที่สุด

ช่วยยกไขมันที่หย่อนขึ้นได้ดีที่สุด

ข้างร่องแก้ม

ดี

โดยทั่วไปความหนามักพอ

โหนกแก้ม

แล้วแต่ความหนา

แนะนำให้วัดด้วยอัลตราซาวด์

แนวกราม

ไม่แนะนำ

หลักๆ ใช้ 3.0mm และระวังโดนกระดูก

หน้าผาก

ไม่แนะนำ

ไขมันบาง แนะนำ 1.5/3.0mm

เคสของลูกค้าท่านหนึ่งวัย 40 ปี

ที่มีแก้มพอสมควรนั้นน่าประทับใจมาก


จริงๆ ท่านไม่ได้คาดหวังมากตอนมา


บอกว่า 「ต้องทำหลายครั้งถึงจะเห็นผลใช่ไหม」

แต่พอทำครั้งแรกโดยลง 4.5mm บริเวณแก้มลึก-ร่องแก้ม

และเสริม 3.0mm เพิ่ม

ท่านกลับมาบอกว่า 「แค่ 2 สัปดาห์ เส้นด้านข้างหน้าเปลี่ยนไปเลย」

แล้วกลับมาที่คลินิกอีกครั้ง


นั่นคือเคสที่ความหนาของแต่ละจุด

และความลึกของ tip เข้ากันพอดี


ไม่ใช่เพราะจำนวนช็อตเยอะ

แต่เป็นเพราะการจับความลึกแม่นยำ



진료실 일기: 슈링크 4.5mm와 3.0mm 사이에서 고민하는 당신에게


3 คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับผลของ Shurink 4.5mm


Q1. ผลของ Shurink 4.5mm

จะเริ่มเห็นในกี่วัน?

สรุปสั้นๆ คือ รูปหน้าจะเริ่มเข้าที่ภายใน 2 สัปดาห์

ส่วนผลคอลลาเจนจริงๆ จะเห็นชัดใน 2-3 เดือน


หลังทำทันทีอาจบวมเล็กน้อย

จนดูเหมือนหน้าหนักขึ้นได้

แต่พอผ่านไปประมาณ 2 สัปดาห์ เส้นด้านข้างหน้าจะค่อยๆ เข้าที่


การหดตัวของ SMAS แบบเต็มที่

จะค่อยๆ สะสมในช่วง 6-12 สัปดาห์


โดยคนที่ทำ 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 3 สัปดาห์

มักได้ผลลัพธ์ที่สวยและค่อนข้างเรียบเนียนที่สุด


Q2. Shurink 4.5mm ต้องทำกี่ครั้ง

ถึงจะเห็นผลสะสม?

ตรงนี้เป็นจุดที่ลูกค้าสับสนกันมากที่สุดค่ะ/ครับ

สำหรับ Shurink มักนับ 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 3 สัปดาห์

เป็น 1 คอร์ส


ในห้องตรวจมีคนไข้มาสัปดาห์ละ 2-3 คน

ที่บอกว่า 「ฉีด/ยิงครั้งเดียวแล้วไม่เห็นผล」

ซึ่งส่วนใหญ่คือประเมินจากการทำแค่ครั้งเดียว


เพราะคอลลาเจนที่สะสมจะช่วยยึด SMAS ให้แน่นขึ้น

และดึงไขมันที่หย่อนให้แนบกับกล้ามเนื้อ

ดังนั้นแค่ครั้งเดียวโครงสร้างยังไม่ค่อยตั้งตัว


จากประสบการณ์ทางคลินิก ทำครบ 3 ครั้ง

แล้วกลับมา maintenance อีกครั้งใน 6 เดือน

จะเป็นสูตรที่คนไข้พึงพอใจที่สุด



Q3. หลังทำ Shurink 4.5mm

จะมีอาการเจ็บหรือผลข้างเคียงยังไง?

ในห้องตรวจจริงๆ สิ่งที่คนไข้เล่าบ่อย

ไม่ใช่ความเจ็บตอนทำ แต่เป็นอาการปวดหน่วงหลังทำค่ะ/ครับ


ระหว่างทำ ความเจ็บส่วนใหญ่เอาอยู่ด้วยครีมชา

หรือยาชาแบบฉีด

แต่ปัญหาคืออาการตุบๆ ปวดๆ ที่อยู่ต่ออีกหลายวัน


อาการนี้จะเห็นชัดในคนหน้าตอบ

เพราะเป็นสัญญาณว่าหัว 4.5mm ไปใกล้กล้ามเนื้อหรือกระดูกมากเกินไป


ผลข้างเคียงจากการกระตุ้นเส้นประสาทพบไม่บ่อย

แต่ถ้าใช้ 4.5 กับแนวกรามหนักเกินไป

อาจมีความเสี่ยงที่มุมปากขยับไม่สมมาตรได้


ดังนั้นที่คลินิกของเรา จะวัดความหนาด้วย

อัลตราซาวด์ก่อนเริ่มทุกครั้ง



ถ้าจะเอาไปจำแค่ข้อเดียววันนี้

— ก่อนดูจำนวนช็อต ให้ดูว่า

ความหนาไขมันใต้ผิวหนังของเราเหมาะกับ Shurink 4.5mm ไหม



บทความหน้าจะเล่าเรื่อง 'การแบ่งใช้ Shurink 4.5mm กับ 3.0mm

บนใบหน้าเดียวกัน' ให้ดูค่ะ/ครับ


แม้จะเป็น full face เหมือนกัน

แต่ถ้าวางสัดส่วนต่างกัน

ผลลัพธ์ก็จะต่างกันด้วย

เดี๋ยวจะยกเคสให้ดูชัดๆ


หมอวี ยองจินค่ะ/ครับ



อ่านต่อเรื่องที่เกี่ยวข้อง

บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก
บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก

บทความแนะนำ

บทความแนะนำ

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

"ต้องยิงแรง ๆ ถึงจะเห็นผลดีใช่ไหม?" — ความเข้าใจผิดอันตรายที่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงจากเลเซอร์โทนนิ่ง

ผิว

ผลข้างเคียงของเลเซอร์โทนนิ่ง: ทำไมต้องหยุดทันทีหากผิวแดงขึ้นทันที

ผิวแดงทันทีหลังเลเซอร์โทนนิ่ง เป็นสัญญาณว่าใช้พลังงานมากเกินไป ระดับที่เหมาะสมคือมีรอยแดงจางๆ หลังประมาณ 5–10 นาที และถ้าแดงทันที ความเสี่ยงของภาวะเม็ดสีคล้ำกลับมา (rebound hyperpigmentation) จะสูงขึ้น

โทนนิ่งฝ้า 1 ครั้ง 50,000 วอน? ความลับของ 'energy threshold' ที่ทำให้คุณไม่เห็นผล

ผิว

ราคาค่ารักษาฝ้าด้วยเลเซอร์: ทำไมการทำโทนนิ่ง 50,000 วอนถึงอาจไม่คุ้ม

ราคาเลเซอร์ฝ้า 1 ครั้งประมาณ 50,000~150,000 วอน เหตุผลที่ 600 ช็อตราคา 120,000 วอนให้ผลลัพธ์ดีกว่า 1500 ช็อตราคา 50,000 วอน รวมถึงกับดักของการทำ toning ราคาถูกแบบไม่จำกัดครั้ง สรุปให้แบบมุมมองในห้องตรวจค่ะ

ทำเลเซอร์ toning รักษาฝ้ามากกว่า 10 ครั้งแล้วยังเหมือนเดิมอยู่ไหม? (เพราะพลาดเรื่องการอักเสบ)

ผิว

การรักษาฝ้า ก่อนจะลบเม็ดสี ต้องควบคุมการอักเสบให้ได้ก่อน

วิธีรักษาฝ้า ถ้าทำแต่เลเซอร์โทนนิ่งซ้ำ ๆ แล้วยังไม่จาง อาจต้องจัดการเรื่องการอักเสบก่อน ไม่ใช่แค่เม็ดสี โดยดูตามเกณฑ์สะสมทุก 4 สัปดาห์

ถ้าเลเซอร์โทนนิ่งทุกสัปดาห์ จะจางไวขึ้นไหม? (ทำไมถึงยิ่งคล้ำขึ้นได้)

ผิว

รอบการทำเลเซอร์โทนนิ่ง: ความเข้าใจผิดว่าการทำทุกสัปดาห์จะเห็นผลเร็วกว่า

เลเซอร์โทนนิ่งทำทุกสัปดาห์จะถี่ไปไหมคะ? การเว้นระยะ 2–3 สัปดาห์จะเหมาะกับการผลัดเปลี่ยนของเมลานินมากกว่า และถ้ายิงทุกสัปดาห์ ความเสี่ยงของภาวะเม็ดสีเข้มสะสมจะเพิ่มขึ้น

เลเซอร์ฝ้า: วิธีผ่านช่วงยากของครั้งที่ 6

ผิว

พูดตรงๆ นะครับ เมื่อ 5 ปีก่อนผมเองก็ไม่ได้ทำเลเซอร์โทนนิ่งฝ้าลักษณะนี้

ผลลัพธ์ของการทำ toning รักษาฝ้า ไม่ได้แปลว่าทำสัปดาห์ละครั้งแล้วจะดีที่สุด ระยะห่าง 2–3 สัปดาห์ และการลดพลังงานลงอีกหนึ่งระดับ คือเหตุผลที่ช่วยให้เม็ดสีคงตัวและนิ่งขึ้นมากกว่า

Pico Toning vs Laser Toning: ทำไมการเปรียบเทียบแค่จำนวนช็อตถึงอาจทำให้คุณเสียเปรียบ

ผิว

Pico Toning vs Laser Toning: ทำไมดูแค่จำนวนช็อตถึงอาจเสียเปรียบ

พิโกโทนนิ่ง vs เลเซอร์โทนนิ่ง ถ้าเทียบกันแค่จำนวนช็อต คุณอาจเสียเปรียบได้ จุดด่างดำตื้น ๆ เหมาะกับพิโก ส่วนฝ้าเข้มลึกเหมาะกับ Q-switch — เราสรุปให้แล้วว่ามีเกณฑ์อะไรข้อเดียวที่ทำให้เลือกต่างกัน

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1