Sculptra กับ Juvelook ต่างที่ตัวยา PLLA กับ PDLLA จำนวนครั้งและระยะเห็นผลก็ต่าง เกณฑ์เลือกจึงต่างกัน

ก่อนอื่น ขอสรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ ก่อนเลยนะคะ
ความแตกต่างของส่วนผสมระหว่าง Sculptra และ Juvelook นั้น
จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่ชื่อ แต่อยู่ที่โมเลกุลและความเร็วในการสลายตัวค่ะ
บล็อกนี้จะมาชำแหละเหตุผลให้ฟังกันแบบเจาะลึกค่ะ
สรุปในบรรทัดเดียว
Sculptra ใช้สาร PLLA
ส่วน Juvelook ใช้สาร PDLLA เป็นหลักค่ะ
เกณฑ์ในการเลือก
ความเร็วในการสลายตัวและความเข้มข้นในการกระตุ้นคอลลาเจนจะแตกต่างกันค่ะ
สิ่งที่เราจะมาดูกันวันนี้
มาวิเคราะห์กันว่าผิวหน้าของคุณเหมาะกับตัวไหนมากกว่ากันค่ะ
หัวข้อที่จะพูดถึงในบล็อกนี้
ความแตกต่างของส่วนผสมและผู้ผลิตระหว่าง Sculptra และ Juvelook
กลไกการสร้างคอลลาเจนของ PLLA และ PDLLA
เกณฑ์การเลือกตามจำนวนครั้ง ระยะเวลาเห็นผล และผลลัพธ์ผิวที่ต้องการ
Sculptra vs Juvelook
ส่วนผสมต่างกันอย่างไร?
มันคือความแตกต่างระหว่าง PLLA และ PDLLA ค่ะ
Sculptra เป็นแบรนด์จาก Galderma ที่ใช้ส่วนผสม PLLA
เป็นหัตถการแบบฉีดที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติ
ส่วน Juvelook ผลิตโดย Vaim
มีส่วนผสมหลักคือ PDLLA และ Hyaluronic Acid (HA)
เป็นหัตถการแบบฉีดที่เน้นกระตุ้นการฟื้นฟูผิวค่ะ
Sculptra คือ Poly-L-lactic acid
หรือคิดง่าย ๆ คือใช้โพลิเมอร์กรดแลกติกรูปแบบ L-form ค่ะ
ขณะที่ Juvelook คือ Poly-D,L-lactic acid
เป็นการผสมผสานระหว่างโพลิเมอร์กรดแลกติกรูปแบบ D-form และ L-form เข้าด้วยกัน
ถึงแม้ชื่อจะคล้ายกันจนดูเหมือนเป็นสารกลุ่มเดียวกัน
แต่โครงสร้างโมเลกุลและกระบวนการสลายตัวนั้นไม่เหมือนกันเลยค่ะ
ดังนั้น ผลลัพธ์ที่ได้
จึงออกมาแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดค่ะ
แถมผู้ผลิตก็เป็นคนละบริษัทกันด้วยนะ
Sculptra นำเข้าจาก Galderma ยักษ์ใหญ่ระดับโลก
ส่วน Juvelook เป็นนวัตกรรมสุดฮิตที่ผลิตโดยบริษัท Vaim จากเกาหลีใต้ค่ะ
ถ้าพูดกันตามตรง แค่ฟังชื่อ
ทั้งคู่ก็ดูเหมือนเป็นตัวฉีดกระตุ้นคอลลาเจนที่คล้ายกันใช่ไหมคะ?
แต่ในห้องตรวจของหมอ สิ่งที่เราพิจารณาก่อนเลยก็คือ "ต้องการกระตุ้นแรงแค่ไหน"
และ "อยากให้ตัวยาสลายช้าหรือเร็วแค่ไหน" ค่ะ

ทำไมโครงสร้างโมเลกุลของ
PLLA Sculptra และ PDLLA Juvelook ถึงต่างกัน?
เป็นเพราะการจัดเรียงโมเลกุลและอัตราส่วนการสลายตัวค่ะ
คีย์เวิร์ดสำคัญของเรื่องนี้
PLLA Sculptra ของ Galderma (USA) และ
PDLLA Juvelook ของ Vaim (Korea)
แม้จะดูคล้ายกันราวกับส่องกระจก แต่ในแง่โครงสร้างโมเลกุลแล้วพวกมันต่างกันค่ะ
ด้วยระดับการกระตุ้นคอลลาเจน
และความเร็วในการสลายตัวที่มีรายละเอียดต่างกันเล็กน้อย
ส่งผลให้ผลลัพธ์บนใบหน้ามีความเป็นธรรมชาติที่ต่างสไตล์กันออกไปค่ะ
ถ้าให้เปรียบเทียบ collagen booster
ก็เหมือนกับปุ๋ยชนิดละลายช้าค่ะ
พรมลงไปปุ๊บ ดอกไม้จะยังไม่บานทันที
แต่ต้องให้เวลาเนื้อเยื่อค่อย ๆ ซึมซับการกระตุ้นนั้น
เพื่อสร้างโครงสร้างผิวใหม่ขึ้นมาค่ะ
ดังนั้น ถึงแม้จะใช้คำว่า "คอลลาเจน" เหมือนกัน
แต่ถ้าสารตั้งต้นต่างกัน ระยะเวลาที่ต้องรอ
และความหนาแน่นของผลลัพธ์ก็จะต่างกันไปด้วยค่ะ
แต่มีจุดหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ ที่ต้องรู้ไว้ค่ะ
PLLA ของ Sculptra จะคงอยู่ในผิวได้นานกว่า
ค่อย ๆ ไปกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblasts) ในชั้นผิวอย่างต่อเนื่อง
เจ้าไฟโบรบลาสต์นี้
อธิบายง่าย ๆ ก็คือเซลล์แม่ข่ายที่ทำหน้าที่สร้างคอลลาเจนนั่นเองค่ะ
โมเลกุล PLLA จะค่อย ๆ สลายตัวในร่างกายผ่านกระบวนการ Hydrolysis
กลายเป็นกรดแลกติกขนาดเล็ก แล้วขับออกจากร่างกายในรูปของน้ำ
และคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านกระบวนการเผาผลาญตามธรรมชาติค่ะ
ในทางคลินิก เราจะเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลง
ได้ตั้งแต่ช่วงประมาณสัปดาห์ที่ 6 และหลังจากผ่านไป 3 เดือน
โครงสร้างผิวจะยิ่งดูแน่นและชัดเจนขึ้นอย่างรู้สึกได้ค่ะ
ส่วน PDLLA ของ Juvelook มีทั้งโครงสร้าง D-form และ L-form ผสมกัน
ทำให้โครงสร้างของโมเลกุลมีความเป็นระเบียบน้อยกว่าเล็กน้อย
ด้วยความต่างนี้ จังหวะการดูดซึมและการกระตุ้นผิว
จึงไม่เหมือนกับ PLLA เสียทีเดียวค่ะ
บวกกับการเติม Hyaluronic Acid เข้าไปด้วย
บางท่านจึงสัมผัสได้ถึงความชุ่มชื้นและสภาพผิวที่เรียบเนียนขึ้น
ได้ค่อนข้างเร็วในช่วงแรกหลังจากทำค่ะ
PLLA Sculptra ของ Galderma และ
PDLLA Juvelook ของ Vaim
ถึงแม้ภายนอกจะดูเหมือนกัน
แต่งานโครงสร้างโมเลกุลนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิงค่ะ
ความแรงในการปลุกคอลลาเจน
และความเร็วในการสลายตัวที่ต่างกันนิดเดียวนี้
ทำให้ผลลัพธ์มิติผิวที่แสดงออกบนใบหน้ามีความแตกต่างกันค่ะ
ซึ่งหมอพบว่ามีคนไข้หลายท่านเลยค่ะที่รู้สึกเซอไพรส์กับจุดนี้
อย่างเมื่อสัปดาห์ก่อน มีคนไข้อายุ 28 ปีท่านหนึ่ง
เดินเข้ามาหาหมอเพราะอยากทำ Sculptra
แต่เป้าหมายของคนไข้ไม่ใช่การเติมเต็มแก้มที่ตอบ
แต่เป็นเรื่องของผิวไม่เรียบเนียนรอบรูขุมขน
และรอยขรุขระจากแผลเป็นสิวค่ะ
วันนั้นหมอเลยไม่ได้แนะนำให้ทำ Sculptra ค่ะ
เพราะเป้าหมายของคนไข้อยู่ที่การฟื้นฟูผิวชั้นบน
มากกว่าต้องการเพิ่มปริมาตร (Volume) ในชั้นผิวลึกค่ะ
หมอเลยอธิบายและแนะนำเป็นตัว Juvelook แทน
ซึ่งตรงนี้ไม่ได้แปลว่า "Juvelook ดีกว่า" นะคะ
แต่มันเป็นเรื่องของ "เป้าหมายการรักษาที่ต่างกัน" ค่ะ
ในทางกลับกัน หากใครมีปัญหาแก้มตอบช่วงกลางหน้า
และใบหน้าดูโทรม ขาดความกระชับโดยรวม
การเลือกทำ Sculptra จะเป็นชอยส์ที่ตอบโจทย์และดูเป็นธรรมชาติ
มากกว่าค่ะ
เพราะงานนี้เราหวังผลจากคอลลาเจนที่ร่างกายสร้างขึ้นมาใหม่
หลังผ่านไปไม่กี่สัปดาห์
ไม่ใช่การเติมเข้าไปแล้วฟูทันทีค่ะ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองดูข้อมูลเชิงตัวเลขกันค่ะ
โดยทั่วไป Sculptra จะทำประมาณ 2-3 ครั้ง
ห่างกันประมาณ 6 สัปดาห์ เพื่อค่อย ๆ สะสมผลลัพธ์ในการสร้างวอลลุ่ม
ส่วน Juvelook เพื่อจุดประสงค์เรื่องงานผิวเรียบเนียน
มักจะวางแพลนไว้ที่ประมาณ 3 ครั้งค่ะ
แน่นอนว่าจำนวนครั้งที่แน่นอน
จะปรับเปลี่ยนไปตามตำแหน่งและสภาพผิวของแต่ละบุคคลค่ะ
สรุปประเด็นสำคัญโดย หมอวี ยองจิน
Sculptra เปรียบเสมือนการค่อย ๆ สร้าง
ปริมาตรคอลลาเจนจากชั้นผิวลึกอย่างช้า ๆ แน่น ๆ ค่ะ
Juvelook จะเน้นตอบโจทย์งานผิวชั้นบน
เช่น รอยแผลเป็นสิว หรือความเรียบเนียนของผิวได้เห็นผลชัดเจนกว่าค่ะ
หากเลือกเพียงเพราะแค่เห็นว่าเป็นตัวฉีดคอลลาเจนเหมือนกัน
อาจทำให้การแพลนจำนวนครั้งและช่วงเวลาที่คาดหวังผลลัพธ์คลาดเคลื่อนไปได้ค่ะ

Sculptra vs Juvelook
ผิวแบบเรา เหมาะกับตัวไหนนะ?
ถ้าเน้นวอลลุ่มต้อง Sculptra ถ้าเน้นงานผิวต้อง Juvelook ค่ะ
ลองเช็กเคสของคุณจากตารางเปรียบเทียบด้านล่างนี้ได้เลยค่ะ
เกณฑ์การเปรียบเทียบ | Sculptra | Juvelook |
ส่วนผสมหลัก | PLLA | PDLLA + HA |
ผู้ผลิต | Galderma | Vaim |
เป้าหมายหลัก | ปัญหาแก้มตอบและผิวหย่อนคล้อย | ผิวไม่เรียบเนียนและรอยแผลเป็น |
ความรู้สึกหลังทำ | ผิวค่อย ๆ ฟูและหนาแน่นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ | สัมผัสได้ถึงผิวที่เรียบเนียนขึ้นก่อน |
แพลนจำนวนครั้ง | ทำต่อเนื่องเพื่อสะสมผลลัพธ์ 2-3 ครั้ง | เห็นผลลัพธ์ชัดเจนหลังทำประมาณ 3 ครั้ง |
แม้จะต่างกันไปในแต่ละเคส
แต่โดยปกติในคลินิก หมอจะประเมินแบบนี้ค่ะ
ถ้าคนไข้หน้าดูแบน ขาดมิติ
หรือบริเวณใต้โหนกแก้มดูตอบลงไป
หมอจะแนะนำ Sculptra เป็นอันดับแรกค่ะ
แต่ถ้ากังวลเรื่องรอยแผลเป็น รูขุมขนกว้าง
หรือผิวขรุขระไม่เรียบเนียนตื้น ๆ
หมอจะแนะนำตัว Juvelook ให้ยาวเลยค่ะ
และมีหนึ่งสิ่งที่หมอต้องย้ำเสมอคือ
หากคิดว่ามันเป็นฟิลเลอร์ที่ฉีดปุ๊บฟูปั๊บ
อาจจะรู้สึกไม่ตรงกับที่คาดหวังได้ค่ะ
เนื่องจาก skin booster กลุ่มนี้
เป็นวิธีการที่อาศัยการตอบสนองของเนื้อเยื่อเราเอง
ดังนั้น แม้จะใช้ปริมาณเท่ากัน แต่ความเร็วในการตอบสนองของผิวแต่ละคนก็จะไม่เท่ากันค่ะ
ถึงอย่างนั้น สำหรับผู้ที่ต้องการเห็นผลลัพธ์
ที่ค่อย ๆ ดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติไปตามกาลเวลา
หัตถการกลุ่มนี้ก็ยังคงเป็นทางเลือกที่ดีเยี่ยมและคุ้มค่ามากค่ะ
เมื่อปีที่แล้วมีคนไข้อายุ 34 ปีท่านหนึ่งที่เป็นเคสตรงกันข้ามค่ะ
คนไข้กังวลเรื่องแก้มข้างตอบมากกว่าเรื่องผิวพรรณ
ซึ่งปัญหานี้ไม่ใช่สิ่งที่เมคอัพจะช่วยพรางได้ง่าย ๆ
เคสนั้นหมอแนะนำเป็น Sculptra
แทนที่จะเป็น Juvelook ค่ะ
เนื่องจากวัตถุประสงค์ไม่ใช่ "ทำให้ผิวหน้าเนียนเรียบ"
แต่เป็นการ "คืนความแข็งแรงและมิติให้กับโครงสร้างใบหน้า"
นั่นเองค่ะ

รวม 3 คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับส่วนผสม Sculptra vs Juvelook
Q1. ฉีด Sculptra ร่วมกับ Juvelook ได้ไหมคะ?
เมื่อวานก็เพิ่งมีคนไข้ถามคำถามนี้เลยค่ะ
คนไข้อายุ 34 ปี อยากแก้แก้มตอบด้วย Sculptra
พร้อมกับรักษารอยแผลเป็นด้วย Juvelook ไปพร้อม ๆ กัน
ในเคสนี้ แทนที่จะฉีดอัดทุกอย่างในวันเดียวกัน
หมอแนะนำให้วางแผนโดยแบ่งตามสัดส่วนบริเวณ
และชั้นผิวที่ต้องดูแลอย่างเหมาะสมดีกว่าค่ะ
ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่า "ฉีดร่วมกันได้ไหม"
แต่อยู่ที่ว่าเรากำลังใช้สองผลิตภัณฑ์ย้อนซ้อนกัน
เพื่อแก้ปัญหาเดียวกันอยู่หรือเปล่า ซึ่งจุดนี้สำคัญกว่าค่ะ
Q2. ควรฉีด Sculptra หรือ Juvelook กี่ครั้งถึงจะเห็นผล?
คำถามนี้หมอเจอสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งเลยค่ะ
จากประสบการณ์ของหมอ สำหรับ Sculptra ทำประมาณ 2-3 ครั้ง
จะเริ่มเห็นกรอบหน้าและมิติหน้าเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนขึ้น
และหากเป็น Juvelook เพื่อปรับสภาพผิว
ส่วนใหญ่มักจะเห็นผลลัพธ์ที่ดีหลังทำไปประมาณ 3 ครั้งค่ะ
อย่างไรก็ตาม บางท่านก็เห็นผลเร็วตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ
ในขณะที่บางท่านจะเริ่มเห็นผลชัดเจนขึ้นตั้งแต่ครั้งที่สองเป็นต้นไปค่ะ
ดังนั้น จำนวนครั้งที่เหมาะสมจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อผลิตภัณฑ์
แต่ขึ้นอยู่กับระดับความลึกของปัญหาผิวและความเร็วในการตอบสนองของแต่ละบุคคลค่ะ
Q3. ผลข้างเคียงของส่วนผสม
Sculptra และ Juvelook แตกต่างกันไหมคะ?
ข้อนี้ไม่ว่าจะเคสไหน คำตอบก็เหมือนกันค่ะ
โอกาสในการเกิดก้อนไตหรือปุ่มนูนใต้ผิว (Nodules)
ของทั้งสองตัวนี้ไม่ใช่ 0% ค่ะ
แต่จากการตรวจรักษาจริง หมอพบว่าปัจจัยสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวสารตั้งต้นเพียงอย่างเดียว
แต่อยู่ที่สัดส่วนการผสม (Dilution), ชั้นผิวที่ฉีด และความใส่ใจในการนวดกระตุ้นหลังทำตามคำแนะนำของแพทย์ค่ะ
ถึงแม้จะเป็นปัญหาที่พบน้อยมาก ๆ (ไม่ถึง 1 ใน 10) แต่ถ้าเกิดขึ้นมาก็ ชวนให้กังวลใจได้
ดังนั้น การคำนวณและฉีดให้ตรงชั้นผิวอย่างแม่นยำตั้งแต่ครั้งแรก
จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดค่ะ
สรุปใจความสำคัญสั้น ๆ ง่าย ๆ สำหรับวันนี้เลยก็คือ
— Sculptra และ Juvelook ไม่ใช่แค่ชื่อตัวฉีดคอลลาเจนที่คล้ายกัน
แต่มันคือสารคนละชนิดที่มีอัตราความเร็วในการทำงานตอบสนองต่อผิวแตกต่างกันค่ะ
หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์นะคะ ไว้พบกันใหม่กับ หมอวี ยองจิน ค่ะ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

ร่างกาย
ฉีดเมโสแฟตสลายไขมัน ทำไมถึงไม่ควรเชื่อแค่คำว่า 'ช่วยละลายไขมัน' อย่างเดียว
ฉีดปรับรูปหน้า (윤곽주사) กับ ฉีดสลายไขมัน (지방분해주사) ไม่เหมือนกันนะคะ! มาดูความแตกต่างระหว่างแบบลดขนาดที่อาจกลับมาใหญ่ใหม่ กับแบบทำลายเซลล์ไขมันให้หายไปเลย ตั้งแต่ยุคสเตียรอยด์จนถึงยุค Deoxycholic acid

โครงหน้า&วอลลุ่ม
มาตรฐานใหม่ของการสลายไขมันใต้คาง ค้นพบเหตุผลที่ Deoxycholic Acid ให้ผลลัพธ์ที่ทรงพลัง
ส่วนผสมหลักของ V-Olet คือ Deoxycholic Acid ซึ่งเป็นสารสกัดเข้มข้นที่ช่วยสลายเซลล์ไขมันได้อย่างดีเยี่ยมเลยค่ะ โดยจะมีเอฟเฟกต์ข้างเคียง (Trade-off) อย่างอาการบวมหรือระคายเคืองตามมา พร้อมๆ กับผลลัพธ์ในการช่วยกระตุ้นคอลลาเจนค่ะ

ร่างกาย
ถ้าคุณเคยเลื่อนนัดการฉีดสลายไขมันเพราะกลัวอาการบวม ตอนนี้เรามีทางเลือกใหม่ที่จะเปลี่ยนใจคุณแล้วค่ะ
Cholic Acid เป็นส่วนผสมใหม่ล่าสุดในนวัตกรรมยาระดับโลกที่มีการระคายเคืองต่ำและช่วยลดอาการบวมได้อย่างดีเยี่ยมเลยค่ะ โดยสลายไขมันตัวนี้จะใช้ร่วมกับเทคนิค Double Slim ที่จับคู่กับเข็มปลายทู่ (Cannula) เพื่อช่วยให้ได้รูปหน้าที่เรียบเนียนยิ่งขึ้น และบวมน้อยลงด้วยค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฉีดสลายไขมัน (지방주사) แล้วมุมปากเบี้ยว จะเป็นแบบนี้ถาวรไหมคะ?
หากกังวลเรื่องเส้นประสาทเสียหายจาก การฉีดลดไขมัน (Fat Dissolving Injection) อยากให้ทราบก่อนว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นเพียงอาการชั่วคราวเท่านั้นค่ะ มาฟังคำอธิบายสบายๆ เกี่ยวกับอาการ การฟื้นตัว และวิธีเข้ารับบริการอย่างปลอดภัยกันค่ะ

ร่างกาย
ฉีดเลเซอร์สลายไขมัน (지방분해주사) แล้วมีอาการบวมอยู่ 2-3 วัน แบบนี้ปกติไหมคะ?
อาการบวมหลังทำ skin booster ถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ทั่วไปค่ะ แต่อาจมีสัญญาณเตือนบางอย่างที่คุณควรสังเกตไว้ รวมถึงวิธีรับบริการอย่างปลอดภัยด้วยตัวยาที่ผ่าน อย. และเทคนิคที่แม่นยำตามหลักอนาโตมี ซึ่งเราจะมาอธิบายให้ฟังกันค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
V-Olet, New Bijou, Double Slim... แบบไหนที่ใช่สำหรับใต้คางของเรานะ?
เข็มฉีดสลายไขมัน (지방분해주사) ทั้ง 3 แบบนี้ ไม่มีคำตอบไหนที่เป็นคำตอบเดียวที่ถูกต้องนะคะ เราจะมาเปรียบเทียบ Deoxycholic acid, Cholic acid และ Double Slim ให้เห็นกันชัดๆ พร้อมอธิบายวิธีเลือกแบบที่เหมาะกับสภาพผิวและสัดส่วนของคุณค่ะ



