จำนวนครั้งในการทำ Onda Lifting ที่แนะนำจะแตกต่างกันไปตามความหนาของผิว, ความหย่อนคล้อยของผิวชั้นลึก และช่วงอายุ — ดังนั้น เทรนด์ตอนนี้จึงเป็นการตัดสินใจเลือกจากสภาพผิวปัจจุบันของคุณเอง ไม่ใช่เลือกจากราคานะ
เวลาที่ไปรับการปรึกษาเรื่องการยกกระชับ บางครั้งเราก็จะได้ยินคำพูดที่ว่า "ทำ ONDA แค่ครั้งเดียวก็เห็นผลแล้วค่ะ" แต่ในขณะเดียวกันก็อาจได้ยินคำว่า "ต้องทำอย่างน้อย 3 ครั้งนะคะ ผิวถึงจะเริ่มเข้าที่" ทั้งที่เป็นการทำหัตถการเดียวกันและใช้เครื่องมือตัวเดียวกันแท้ๆ แต่ทำไมจำนวนครั้งที่แนะนำถึงไม่เท่ากัน ทำเอาเอาตัดสินใจไม่ถูกเลยใช่ไหมคะว่าผิวของเราเหมาะกับแบบไหนกันแน่
ขอสรุปให้ฟังตรงนี้เลยค่ะว่า ONNDA lifting นั้น แม้จะทำเพียงแค่ครั้งเดียวผลลัพธ์ก็จะค่อยๆ สะสมและดีขึ้นเรื่อยๆ แต่จำนวนครั้งที่แนะนำสำหรับแต่ละคนจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความหนาของผิว, ปัญหาความหย่อนคล้อยใต้ชั้นผิว, ช่วงอายุ และประวัติการทำหัตถการที่ผ่านมา ดังนั้นคำถามที่ว่า "1 ครั้ง vs 3 ครั้ง" จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเปรียบเทียบราคา แต่เป็นคำถามที่ว่า จุดเริ่มต้นของสภาพผิวเราอยู่ที่ตรงไหนต่างหากค่ะ
บทความนี้เป็นคอนเทนต์ที่รวบรวมข้อมูลการทำหัตถการของ Beautystone Clinic ค่ะ
ONDA ไม่ใช่คลื่น RF แต่เป็นการยกกระชับที่ใช้คลื่นไมโครเวฟค่ะ
ONDA lifting คือการส่งคลื่นไมโครเวฟความถี่ 2.45GHz ลงลึกไปถึง ชั้นหนังแท้ (Dermis)*: ชั้นผิวหนังที่อยู่ใต้ชั้นกำพร้า ซึ่งเป็นแหล่งรวมของคอลลาเจนและอีลาสติน พลังงานความร้อนนี้จะช่วยกระชับคอลลาเจนเดิมและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ หลายคนมักจะสับสนกับเครื่อง HIFU หรือ RF เพราะจัดอยู่ในหมวดหมู่ "lifting" เหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วประเภทของพลังงานที่ใช้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ
โดยเฉพาะจุดเด่นที่ช่วยถนอมผิวชั้นนอกสุดไม่ให้ระคายเคือง ในขณะเดียวกันก็สามารถจัดการกับไขมันและเนื้อเยื่อส่วนเกินไปพร้อมๆ กันได้ ในการศึกษาทางคลินิกพบว่า หลังการทำหัตถการไปแล้ว 1 ครั้ง เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 12 คะแนนความหย่อนคล้อยใต้คาง (submental laxity) ลดลงเฉลี่ยจาก 3.6 เหลือเพียง 2.3 และไม่มีรายงานผลข้างเคียงที่รุนแรงทั้งในระหว่างและหลังทำ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือสถิตินี้มาจากการศึกษาที่ทำหัตถการ 2 ครั้ง ร่วมกับการติดตามผลเป็นเวลา 12 สัปดาห์ค่ะ

ลักษณะของผิวที่ทำแค่ 1 ครั้งก็เห็นผลลัพธ์การยกกระชับที่ชัดเจน
ช่วงอายุ 30 ปีตอนต้น และเป็นการทำ lifting ครั้งแรก
ความหนาของผิวอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย หรือชั้นคอลลาเจนตามธรรมชาติยังมีความหนาอยู่
ผิวมีความหย่อนคล้อยน้อย และกรอบหน้ายังค่อนข้างคมชัด
สามารถรอผลลัพธ์ที่จะค่อยๆ ดีขึ้นอย่างช้าๆ ในช่วง 1-2 เดือนหลังทำได้
ไม่เคยผ่านการยกกระชับที่ใกล้เคียงกัน (HIFU, RF) มาก่อนภายในระยะเวลา 1 ปี
สำหรับลูกค้าในกลุ่มนี้ แม้จะทำเพียงครั้งเดียว ด้วยความสามารถในการฟื้นฟูคอลลาเจนของตัวเอง ก็ช่วยรักษาความยกกระชับของผิวให้อยู่ได้นานถึง 6-9 เดือนเลยค่ะ หลังจากดูผลลัพธ์ในครั้งแรกแล้ว ค่อยตัดสินใจเรื่องการทำครั้งต่อไปก็ยังไม่สายค่ะ

ลักษณะของผิวที่เหมาะกับแพ็คเกจ 3 ครั้งมากกว่า
ช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีผิวบางกว่าปกติ
มีปัญหาความหย่อนคล้อยบริเวณใต้คาง แก้ม หรือมุมปาก อย่างเห็นได้ชัด
มีปัญหาน้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว หรือผิวหย่อนคล้อยตามมาหลังจากการลดน้ำหนัก
ความสามารถในการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติเริ่มลดลง (เคยทำหัตถการอื่นแล้วผลลัพธ์อยู่ได้ไม่นาน)
ผู้ที่ต้องการยกกระชับผิวให้ดีขึ้นอย่างเป็นขั้นตอนและต่อเนื่อง
แพ็คเกจ 3 ครั้ง มักแนะนำให้ทำห่างกันทุกๆ 4-6 สัปดาห์ เพื่อให้ผลของการสร้างคอลลาเจนค่อยๆ สะสมและทำงานได้อย่างต่อเนื่อง มีรายงานทางคลินิกชี้ว่า การทำหัตถการอย่างต่อเนื่องจะช่วยรักษาคะแนนความกระชับของผิวให้อยู่ได้คงเส้นคงวากว่าการทำเพียงครั้งเดียว และสมาคมการแพทย์ผิวหนังยังแนะนำให้ประเมินผลลัพธ์ของการรักษาความหย่อนคล้อยแบบไม่ต้องผ่าตัดในช่วงเดือนที่ 2 ถึง 6 หลังเริ่มรักษาค่ะ

หากเว้นระยะห่างระหว่างครั้งสั้นเกินไป อาจทำให้ผิวเสียสมดุลได้นะคะ
จำนวนครั้ง | ระยะห่างที่แนะนำ | หมายเหตุ |
|---|---|---|
1 ครั้ง | — | ประเมินผลลัพธ์หลังทำ 6-12 เดือน + พิจารณาทำซ้ำ |
2 ครั้ง | 4-6 สัปดาห์ | เพื่อให้ผิวมีเวลาในการสร้างคอลลาเจนระหว่างสัปดาห์ |
3 ครั้ง | ทุกๆ 4-6 สัปดาห์ | เพื่อผลลัพธ์ที่สะสมและอยู่ตัวยาวนานขึ้น |
4 ครั้งขึ้นไป | ทุกๆ 6-8 สัปดาห์ | ผิวต้องการเวลาฟื้นตัว ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ |
บางท่านอยากเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนเร็วๆ เลยอยากมาทำซ้ำทุกๆ 1-2 สัปดาห์ แต่เนื่องจากกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่จะเกิดขึ้นในทุกๆ 4-8 สัปดาห์ หากรวบรัดทำเร็วเกินไป พลังงานที่ซ้ำซ้อนอาจรบกวนกระบวนการฟื้นฟูของผิวและทำให้โครงสร้างผิวหย่อนคล้อยลงได้ การปล่อยให้ผิวได้มีเวลาพักฟื้นอย่างเต็มที่ จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงามและปลอดภัยที่สุดค่ะ

กรณีที่ต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจทำ
อยู่ระหว่างการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
มีอาการอักเสบ สิวอักเสบรุนแรง หรือเริม บริเวณที่ต้องการทำหัตถการ
มีภาวะคีลอยด์ง่าย (เคยมีประวัติแผลเป็นนูนหนา)
เพิ่งผ่านการทำเลเซอร์อื่นๆ, ฟิลเลอร์ หรือ HIFU มาภายใน 1 สัปดาห์
อยู่ระหว่างรับประทานยาที่ทำให้ผิวไวต่อแสง
อย่างที่บอกไปในตอนต้นค่ะว่า ONDA แม้ทำแค่ครั้งเดียวผลลัพธ์ก็สะสมและดีขึ้นเรื่อยๆ แต่จำนวนครั้งที่เหมาะสมของแต่ละคนนั้นขึ้นอยู่กับสภาพผิวเริ่มต้น แทนที่จะตัดสินใจจากราคาแพ็คเกจเพียงอย่างเดียว การเข้ามาปรึกษาเพื่อให้แพทย์ช่วยประเมินความหนาของผิว ความหย่อนคล้อย และช่วงอายุร่วมกันก่อน จะช่วยให้การรักษาเห็นผลลัพธ์ที่คุ้มค่าและตรงจุดที่สุดค่ะ
คำถามที่พบบ่อย
Q. ทำไปครั้งหนึ่งแล้วแต่ยังไม่ค่อยเห็นความเปลี่ยนแปลงเลยค่ะ แบบนี้คือไม่เห็นผลหรือเปล่าคะ?
A. ONDA เป็นเทคโนโลยีคลื่นไมโครเวฟที่เข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ จึงไม่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงทันทีหลังทำเสร็จค่ะ โดยทั่วไปผลลัพธ์จะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นในช่วง 4-8 สัปดาห์ และวัดผลได้ดีที่สุดในสัปดาห์ที่ 12 แนะนำให้ลองเปรียบเทียบรูปก่อนทำกับรูปในสัปดาห์ที่ 12 จะช่วยให้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดค่ะ
Q. ถ้าทำครบแพ็คเกจ 3 ครั้งแล้ว พอครบ 1 ปีต้องกลับมาทำใหม่อีกไหมคะ?
A. ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคลค่ะ แต่โดยทั่วไปจะแนะนำให้เข้ามาประเมินสภาพผิวอีกครั้งหลังจบโปรแกรมไปแล้ว 6-12 เดือน เนื่องจากคอลลาเจนตามธรรมชาติจะค่อยๆ ลดลงตามกาลเวลา บางท่านอาจจะมาเก็บรายละเอียดเบาๆ อีกปีละ 1 ครั้ง หรือบางท่านอาจจะสะดวกทำเป็นแพ็คเกจดูแลผิวทุกๆ 2 ปี ทั้งนี้สามารถตัดสินใจหลังจากประเมินสภาพผิวในตอนนั้นได้เลยค่ะ
Q. สามารถทำร่วมกับ HIFU หรือ RF ได้ไหมคะ?
A. ไม่แนะนำให้ทำพร้อมกันในการรักษาครั้งเดียวกันค่ะ โดยทั่วไปหลังจากทำครบคอร์สของตัวใดตัวหนึ่งแล้ว แนะนำให้เว้นระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือน เพื่อให้ผิวได้พัก ก่อนที่จะทำหัตถการกลุ่มอื่นเพื่อเสริมประสิทธิภาพ ทั้งนี้แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อร่วมวางแผนการดูแลผิวที่เหมาะสมที่สุดค่ะ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ถ้าอยากเติมเต็มบริเวณโหนกแก้มและขมับ ไม่ใช่ filler แต่ต้องเป็น skin booster ค่ะ
ฟิลเลอร์สำหรับปรับกรอบรูปหน้าอย่างบริเวณจมูกและปลายคาง ส่วน skin booster สำหรับบริเวณกว้างอย่างโหนกแก้ม ขมับ และแก้ม — การเลือกหัตถการที่เหมาะกับแต่ละตำแหน่งคือคีย์เวิร์ดของความสวยดูเป็นธรรมชาติค่ะ

ยกกระชับ
อยู่ๆ ก็หน้าตอบเป็นทรงถั่วลิสงใช่ไหม?
ถ้าลดแค่โหนกแก้มอย่างเดียว จะยิ่งทำให้ขมับดูตอบลงไปอีกนะคะ วิธีแก้หน้าทรงผลถั่วลิสง (땅콩형) ที่ถูกต้องที่สุดคือการทำควบคู่กันระหว่าง 'การลดกระชับ' (Double Slim, Ulthera) และ 'การเติมเต็ม' (Sculptra) ค่ะ

ร่างกาย
อยากเติม hip dip ให้ขาดูยาวขึ้น? ครั้งแรกแนะนำให้เติมทีละน้อยก่อนนะคะ
การเติม hip dip ช่วยให้ขาดูยาวขึ้นได้นะคะ แต่ถ้าเติมเยอะเกินไปในครั้งเดียวก็อาจจะดูไม่เป็นธรรมชาติได้ค่ะ นี่คือเรื่องราวของการประเมินปริมาณและการแบ่งจำนวนครั้งในการทำ Sculptra ครั้งแรกค่ะ

ผิว
ถ้าสีของรอยคล้ำใต้ตาเปลี่ยนไปภายในวันเดียว วิธีการดูแลรักษา(procedure)ที่คุณต้องทำก็จะแตกต่างกันออกไปค่ะ
ถ้าค่ำๆ ทีไรใต้ตาคล้ำเป็นแพนด้าทุกที สาเหตุอาจจะเกิดจากเส้นเลือดค่ะ ซึ่งการทำหัตถการจะแบ่งออกเป็น 2 แบบหลักๆ คือ การจัดการกับเส้นเลือดโดยตรง หรือเติมเต็มชั้นผิวด้วย คอลลา겐 ค่ะ

ผิว
Thermage FLX 600 ช็อต vs 300 ช็อต — แบบไหนที่เหมาะกับคุณ และใครบ้างที่จำเป็นต้องทำ 600 ช็อต
Thermage FLX shot — เปรียบเทียบความต่างระหว่างคนที่ทำ 300 shot แล้วเพียงพอ กับคนที่จำเป็นต้องทำ 600 shot โดยวิเคราะห์ตามบริเวณที่ทำ ระดับความหย่อนคล้อย และงบประมาณของคุณค่ะ

ยกกระชับ
Onda vs InMode — ไกด์ไลน์เลือกหัตถการยกกระชับหน้าสองแบบที่แตกต่างกันตั้งแต่หลักการทำงาน
เลือกแบบไหนดีให้เข้ากับผิวเราที่สุด? วันนี้เราจะมาเจาะลึกสัญญาณที่ช่วยตัดสินว่า ระหว่าง ON-DA (온다) ที่ใช้คลื่นไมโครเวฟส่งความร้อนลึกลงไปใต้ชั้นผิว กับ InMode (인모드) ที่ใช้คลื่น RF ช่วยกระชับผิวชั้นเดอร์มิสพร้อมปรับผิวให้เรียบเนียน เทคโนโลยีไหนจะช่วยอัปความสวยให้ดูเป็นธรรมชาติในแบบที่เป็นคุณมากที่สุด




![[บิวตี้สโตน] ฟิลเลอร์ใต้ตาคล้ำ: 0.3cc เปลี่ยนผลลัพธ์](https://framerusercontent.com/images/F4Q84TUWgjbZJV6MNheLnWHnaw.jpg?width=1080&height=1080)
