สาเหตุจริงผลข้างเคียง·ไม่ได้ผลสกินบูสเตอร์ ใบหน้ามี 4 ชั้น ใช้ผิดชั้นไม่เห็นผล เคสจริงจากห้องตรวจ
ช่วงนี้ลูกค้าที่ทำ skin booster ครบทั้ง 3 ครั้งแล้ว
มักจะแวะมาพร้อมกับประวัติการรักษาจากคลินิกอื่น แล้วถามว่า "คุณหมอคะ ทำไมของฉันถึงไม่เห็นผลเลย?"
ซึ่งช่วงนี้มีเคสแบบนี้เพิ่มขึ้นเยอะมากเลยค่ะ
วันนี้หมอจะมาค่อยๆ อธิบายเหตุผลให้ฟังกันนะคะ

skin booster ดูเหมือนจะคล้ายๆ กันไปหมดใช่ไหมคะ? แต่ความจริงแล้ว...
skin booster คือการฉีดสารสกัดอย่าง Hyaluronic Acid หรือ
Polynucleotide เข้าไปในผิวชั้นหนังแท้ (Dermis) โดยตรง
เพื่อช่วยปรับสภาพผิวและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวดูอิ่มน้ำค่ะ
ไม่ว่าจะเป็น Rejuran, Juvelook, mulgwang (ฉีดผิวหน้าเงา) หรือ Exosome booster
แม้ว่าชื่อจะแตกต่างกัน แต่ความลึกของผิวที่ตัวยาเข้าไปแก้ไข
ส่วนใหญ่จะอยู่ในชั้นหนังแท้ ซึ่งลึกประมาณ 0.5~2 มม. ค่ะ
ซึ่งแตกต่างจากการฉีดฟิลเลอร์เพื่อเติมเต็มวอลลุ่ม หรือการทำ Ulthera
เพื่อดึงกระชับชั้นพังผืด (SMAS)
เพราะชั้นผิวที่ทำงานนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ
ทำไมทำ skin booster เหมือนกัน แต่บางคนเห็นผลลัพธ์ชัดเจน ทว่าบางคนกลับไม่เห็นผลเลยล่ะ?
"ถ้าทำ skin booster ครบ 3 ครั้งแล้ว
ยังรู้สึกไม่เห็นผล — อาจไม่ได้เป็นเพราะตัวผลิตภัณฑ์นะคะ แต่อาจเป็นเพราะการจับคู่รักษาผิดจุด (Mismatching) โดยเอา skin booster ไปแก้ปัญหาความหย่อนคล้อยในระดับกล้ามเนื้อและกระดูกค่ะ
ใบหน้าของคนเราแบ่งออกเป็น 4 ชั้นหลักๆ คือ ผิวชั้นนอก, ไขมัน, กล้ามเนื้อ และกระดูก ซึ่งแต่ละชั้นก็มีวิธีการรักษาที่แตกต่างกันออกไปครับ
"
— หมอวี ยองจิน (Beautystone คลินิก สาขาฮงแด)
หากเปรียบเทียบ skin booster กับการทาสีบ้าน จะทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นค่ะ
เวลาที่วอลเปเปอร์เก่าจนเริ่มออกสีเหลือง ถ้าเราทาสีทับลงไปใหม่
พื้นผิวภายนอกก็จะกลับมาดูเรียบเนียนสะอาดตาใช่ไหมคะ
แต่ถ้าผนังบ้านนั้นเอียงงออยู่แล้ว
หรือโครงสร้างเสาบ้านเกิดทรุดตัวลง
ต่อให้เราทาสีทับลงไปหนาแค่ไหน
ก็ยังคงเห็นรอยเบี้ยวเอียงของโครงบ้านอยู่ดี
ใบหน้าของเราก็ใช้หลักการเดียวกันเลยค่ะ
โครงสร้างใบหน้าของเราแบ่งออกเป็น 4 ชั้นหลักๆ
ได้แก่ ผิวชั้นนอก (Skin) → ชั้นไขมัน (Fat) → ชั้นกล้ามเนื้อ (SMAS) → ชั้นกระดูก (Bone)
ซึ่งแต่ละชั้นจะมีอัตราการเสื่อมสภาพตามวัย (Aging) ที่ไม่เท่ากัน
และแน่นอนว่ามีทางออกในการรักษาเฉพาะตัวที่ต่างกันไปด้วยค่ะ

โดย skin booster จะทำหน้าที่ดูแลผิวชั้นบนสุด หรือผิวชั้นนอก นั่นเองค่ะ
พวกปัญหาเรื่องผิวสัมผัส, ความชุ่มชื้น, ริ้วรอยเล็กๆ และรูขุมขนกว้าง ตัวนี้จะตอบโจทย์และทำได้ดีมากๆ — แต่ถ้าเป็นปัญหาความหย่อนคล้อย, สูญเสียความหยุ่นตัว,
หรือร่องแก้มลึก
ปัญหาเหล่านี้เกิดจากผิวชั้นลึกลงไปค่ะ ดังนั้นต่อให้เราบำรุงผิวชั้นนอกให้ดีขึ้นแค่ไหน
เวลาส่องกระจก เราก็จะยังรู้สึกไม่มั่นใจและไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงอยู่ดีค่ะ
สารภาพตามตรงเลยว่า แรกๆ หมอเองก็มองไม่เห็นแพทเทิร์นนี้เหมือนกันค่ะ
เมื่อเดือนก่อนมีคนไข้วัย 34 ปีท่านหนึ่งมาพบหมอ
เธอเล่าว่าทำ Rejuran ครบ 3 ครั้งจากคลินิกอื่นมาแล้ว
แต่รู้สึกว่า "ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนไปเลย"
ในสัปดาห์ที่ 1 และสัปดาห์ที่ 2 เธอก็มองว่าผิวเหมือนเดิมเป๊ะ
แต่พอนำรูปถ่ายก่อนและหลังทำมาเปรียบเทียบกัน จะเห็นได้ชัดเลยว่ารูขุมขนและผิวสัมผัสเรียบเนียนขึ้นจริงๆ ค่ะ
ทว่าจุดที่คนไข้กังวลจริงๆ ไม่ใช่เรื่องผิวพรรณ
แต่เป็นความหย่อนคล้อยบริเวณมุมปากต่างหากค่ะ
ซึ่งปัญหานั้นเกิดจากชั้นพังผืด (SMAS) ซึ่งไม่ใช่ระดับความลึกที่ skin booster จะเข้าไปแก้ไขได้
หมอเลยแนะนำให้รักษาด้วยโปรแกรม Shurink เพื่อดึงกระชับชั้น SMAS ก่อน
แล้วค่อยเว้นระยะอีก 3 เดือนเพื่อมาลง skin booster ซ้ำอีกรอบค่ะ
หลังจากทำตามแพลนนี้ คนไข้ถึงกับร้องอ๋อเลยว่า "โอ้โห รอบนี้เห็นความต่างชัดเจนเลยค่ะ"
ไม่ใช่เพราะ skin booster ไม่ได้ผลนะคะ
แต่เป็นเพราะเราเรียงลำดับขั้นตอนการรักษาผิดไปเท่านั้นเองค่ะ

เรื่องของผลข้างเคียงก็มีกลไกที่คล้ายคลึงกันค่ะ
อาการทั่วไป เช่น รอยช้ำ, อาการบวม หรือตุ่มนูนเล็กๆ หลังฉีด
มักพบได้ประมาณ 10-15 คนใน 100 คน
ซึ่งอาการเหล่านี้จะค่อยๆ ยุบและถูกดูดซึมหายไปเองตามธรรมชาติภายใน 1-2 สัปดาห์ค่ะ
แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังเลยนะคะ
หากฉีดตัวยาโดนเส้นเลือด หรืออัดปริมาณยามากเกินไป
ในชั้นผิวที่ตื้นเกินไป
อาจทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Tyndall effect ซึ่งผิวบริเวณนั้นจะดูหมองหรือคล้ำอมฟ้า
เนื่องจากแสงสะท้อนผ่านตัวยาใต้ผิวได้ค่ะ
แม้จะเป็นกรณีที่พบได้ไม่บ่อยนัก
แต่มันต้องใช้เวลาฟื้นฟูรักษานานหลายเดือนเลยทีเดียวค่ะ
อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนการป้องกันก็ไม่ได้ซับซ้อนค่ะ
แค่ไม่ฉีดปริมาณมากเกินไปในจุดๆ เดียว,
รักษาความลึกในการฉีดให้อยู่ที่ประมาณ 0.8~1.2 มม.,
และเลือกใช้เข็มทู่ (Cannula) ในบริเวณที่มีเส้นเลือดหนาแน่น
หากพบอาการผิดปกติ การรีบกลับมาพบแพทย์เพื่อทำการแก้ไขภายใน 24 ชั่วโมงแรกถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดค่ะ
สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน
ก่อนที่จะคิดว่าทำ skin booster แล้วไม่ได้ผล,
ลองกลับมาเช็กดูดีๆ ก่อนนะคะว่าสิ่งที่เรากังวลคือเรื่องผิวสัมผัส·ความชุ่มชื้น·รูขุมขน หรือว่าเป็นเรื่องความหย่อนคล้อย·การสูญเสียความหยุ่นตัวกันแน่
ถ้าเป็นอย่างแรก skin booster คือคำตอบที่ใช่แน่นอนค่ะ
แต่ถ้าเป็นอย่างหลัง การทำทรีตเมนต์เพื่อดึงกระชับชั้นผิวส่วนลึกก่อน แล้วตบท้ายด้วย skin booster เพื่อปิดงานผิว จะเป็นลำดับขั้นตอนการรักษาที่ลงตัวที่สุดค่ะ
สรุปแล้ว ฉันเหมาะกับการทำ skin booster ไหมนะ?
ถ้าอย่างนั้น ปัญหาของคุณจัดอยู่ในกลุ่มไหนกันแน่มาเช็กกันค่ะ
ประเภทปัญหาผิว | ชั้นผิวที่เป็นต้นเหตุ | ทรีตเมนต์ที่ควรทำเป็นอันดับแรก |
|---|---|---|
รูขุมขนกว้าง·ริ้วรอยตื้น·ผิวแห้งกร้าน | ผิวชั้นนอก (หนังแท้) | ทำ skin booster เดี่ยวๆ |
แก้มตอบ·หน้าแก้มแบนราบ | ชั้นไขมัน | ฉีดฟิลเลอร์ → ทำ skin booster |
ความหย่อนคล้อยบริเวณมุมปากและกรอบหน้า | ชั้นพังผืด (SMAS) | ทำ Shurink/Ulthera → ทำ skin booster |
โหนกแก้มหรือโครงหน้าดูเปลี่ยนไปโดยรวม | ชั้นกระดูก | ฟิลเลอร์ปรับรูปหน้า/ร้อยไหมกระชับผิว |
จากตารางจะเห็นได้ชัดเจนเลยนะคะว่า
คนไข้ที่เหมาะจะใช้ skin booster เป็นการรักษาหลักอันดับแรก
มีเพียงเคสที่ระบุในแถวแรกเท่านั้นค่ะ
สำหรับคนไข้ในกลุ่มอื่นๆ หากเลือกทำ skin booster ก่อน
สุดท้ายก็มักจะลงเอยด้วยการพูดประโยคที่ว่า
"ทำครบ 3 ครั้งแล้วแต่ก็ยังเหมือนเดิมเลยค่ะ" แน่นอนค่ะ

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนน่าจะยังสงสัยเรื่องนี้กันอยู่ใช่ไหมคะ
Q1. ถ้าทำ skin booster ครบ 3 ครั้งแล้วไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงเลยจริงๆ การดึงดันทำต่อจะมีประโยชน์ไหมคะ?
A. ขออนุญาตตอบตรงๆ เลยนะคะ หมอไม่แนะนำให้เพิ่มจำนวนครั้งในการรักษาแบบเดิมเป็นครั้งที่ 4 หรือ 5 ค่ะ
หากทำครบ 3 ครั้งแล้วยังมองไม่เห็นความต่าง อาจเกิดจากสองสาเหตุนี้ค่ะ
ข้อแรก คือ
จุดที่คนไข้กังวลไม่ได้อยู่ในส่วนที่ skin booster สามารถเข้าไปแก้ไขได้
ข้อสอง คือ
คนไข้รีบประเมินผลลัพธ์เร็วเกินไปในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก ซึ่งความจริงแล้วตัวยาต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนเพื่อกระตุ้นผิวอย่างค่อยเป็นค่อยไปค่ะ แนะนำให้ถ่ายรูปเก็บไว้แล้วเทียบผลระหว่างก่อนทำกับหลังทำ 3 เดือนดูนะคะ
หากลองเทียบดูแล้วยังไม่มีความต่างจริงๆ แนะนำให้เปลี่ยนโปรแกรมการรักษาไปเลยจะตรงจุดกว่าค่ะ
และนี่คืออีกหนึ่งคำถามยอดฮิตที่ตามมาบ่อยๆ ค่ะ
Q2. ถ้าลองเปลี่ยนประเภทของ skin booster ผลลัพธ์จะต่างไปไหมคะ? เช่น เปลี่ยนจาก Rejuran เป็น Juvelook
ต่างแน่นอนค่ะ
แม้ว่า skin booster จะดูคล้ายๆ กัน แต่สารสกัดข้างในและการออกฤทธิ์ต่างกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ
คนไข้แต่ละท่านมักจะมีตัวสกินบูสเตอร์ที่ใช่และตอบโจทย์ผิวตัวเองต่างกันไปค่ะ
เช่น หากมีปัญหาเรื่องผิวแดงง่ายหรือรอยแดง แนะนำเป็น Revive
แต่ถ้าเน้นกระตุ้นคอลลาเจนและลดริ้วรอย แนะนำเป็น Juvelook skin booster ค่ะ
Q3. หลังฉีด skin booster แล้วคลำเจอสร้อยกลมๆ เป็นตุ่มนูน ปล่อยทิ้งไว้จะหายไปเองไหมคะ?
A. โดยปกติแล้ว ตุ่มนูนขนาดเล็ก (Papules) ส่วนใหญ่จะค่อยๆ ซึมและหายไปเองภายใน 2-4 สัปดาห์ค่ะ
สามารถนวดเบาๆ เฉพาะตรงบริเวณจุดที่กังวลได้เลยค่ะ
แต่มีสิ่งหนึ่งที่หมออยากเน้นย้ำมากๆ เลยคือ
ถ้าระหว่างที่กดแล้วรู้สึกเจ็บ,
ผิวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม,
หรือผ่านไป 2 สัปดาห์แล้วตุ่มนูนนั้นกลับดูขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อาการนี้อาจไม่ใช่แค่ตุ่มยาปกติ แต่อาจเป็นสัญญาณของการอักเสบหรือติดเชื้อได้ค่ะ
แนะนำให้รีบกลับไปคลินิกที่รับบริการทันทีนะคะ
เพราะยิ่งปล่อยเวลานานไป การแก้ไขและรักษาจะยิ่งยากขึ้นค่ะ
การคิดว่า "เดี๋ยวก็คงหายมั้ง" แล้วปล่อยให้ล่วงเลยไปเกินหนึ่งเดือนเป็นเคสที่หมอห่วงที่สุดเลยค่ะ
สรุปข้อคิดดีๆ ที่อยากให้จำไปใช้วันนี้คือ — การที่ทำ skin booster แล้วอาจดูไม่เห็นผล ไม่ใช่เป็นเพราะตัวยาไม่มีคุณภาพ แต่อาจเป็นเพราะเราใช้แก้ปัญหาผิวที่เกิดขึ้นผิดชั้นผิว (Mismatching) นะคะ
ในบทความหน้า หมอจะมาแชร์ 'วิธีเช็กหน้ากระจกง่ายๆ ใน 1 นาทีว่าปัญหาผิวของเราอยู่ชั้นไหน' กันนะคะ แค่ใช้นิ้วแตะกด 2 จุด ก็แทบจะแยกออกได้ทันทีเลยค่ะว่าเป็นปัญหาที่ผิวชั้นนอกหรือชั้นพังผืด (SMAS) แข็งแรง ไว้เจอกันใหม่ครับ หมอวี ยองจิน ครับ
บทความน่าอ่านเพิ่มเติม

โครงหน้า&วอลลุ่ม
RTTE RF ทำงานอย่างไรกับพุงแก้มที่หย่อนคล้อยข้างโหนกแก้มเพื่อช่วยเพิ่มวอลลุ่มให้ใบหน้าส่วนกลาง และจะเหมาะกับใครบ้างนะ?
สรุปหลักการทำงานของ Alite RF ในการคืนความยืดหยุ่นให้กับใบหน้าส่วนกลาง พร้อมช่วงเวลาที่เริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน และความแตกต่างระหว่างหัตถการนี้กับโปรแกรมยกกระชับอื่นๆ หรือการฉีดฟิลเลอร์ค่ะ

ยกกระชับ
เลือกคลินิกอย่างไรดี? สำหรับการทำหัตถการยกกระชับแบบผสมผสานระหว่าง Ultherapy และ Thermage
สรุปความต่างของระดับความลึกในการทำงานระหว่าง Ulthera และ Thermage พร้อมเกณฑ์การเลือกคลินิกสำหรับทำโปรแกรมยกกระชับแบบผสมผสาน ทั้งในเรื่องของเครื่องมือ ประสบการณ์ของแพทย์ และการวางโปรแกรมรักษามาให้แล้วค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
สำหรับใครที่กำลังสงสัยว่า InMode FX ช่วยแก้ปัญหาเหนียงสองชั้นและแก้มห้อยได้ผลดีจริงไหม แล้วจะเหมาะกับผิวแบบไหนมากที่สุด?
สรุปหลักการทำงาน ผลลัพธ์ และข้อจำกัดของ InMode FX ที่ช่วยคืนความกระชับให้กรอบหน้าและแก้มที่หย่อนคล้อย พร้อมเปรียบเทียบความต่างกับหัตถการอื่นๆ ให้ดูกันค่ะ

ผิว
skin booster กลุ่มกระตุ้นคอลลาเจน (collagen booster) ควรเริ่มทำตั้งแต่อายุเท่าไหร่ดี? แล้วผลลัพธ์ที่คาดหวังในแต่ละช่วงวัยจะแตกต่างกันอย่างไรบ้างคะ?
เราได้รวบรวมหลักการทำงานของคอลลาเจนบูสเตอร์ (collagen booster) ในการช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว พร้อมทั้งเป้าหมายและผลลัพธ์ที่คาดหวังซึ่งจะแตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงวัยมาฝากกันค่ะ

ผิว
รอยดำ ฝ้า และกระ แต่ละชนิดจะเหมาะกับเลเซอร์ที่แตกต่างกัน แล้วแบบนี้เราควรเลือกทำเลเซอร์ตัวไหนดีนะ?
เราได้รวบรวมและเปรียบเทียบเกณฑ์การเลือกเลเซอร์รักษาที่แตกต่างกันไปตามความลึกของจุดด่างดำ ฝ้า กระ และประเภทของเม็ดสีผิวไว้ให้แล้วค่ะ

ยกกระชับ
ผลลัพธ์ของ Sofwave lifting จะเริ่มเห็นผลตั้งแต่เมื่อไหร่หลังทำ และจะอยู่ได้นานแค่ไหนคะ?
Sofwave เป็นการรักษาที่ใช้พลังงานความร้อนจากคลื่นอัลตราซาวด์เข้าไปกระตุ้นคอลลาเจน ทำให้ผิวดูอิ่มฟูและยกระดับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ มาเช็กกันให้ครบในที่เดียว ตั้งแต่ความรู้สึกทันทีหลังทำ ช่วงเวลาที่เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเต็มที่ ระยะเวลาผลลัพธ์ ช่วงเวลาที่ควรทำซ้ำ ไปจนถึงเคล็ดลับการดูแลตัวเองเพื่อรักษาผลลัพธ์ให้อยู่ได้นานขึ้นกันค่ะ



