Skin booster vs รอบฉีด: ทำไมแยกเป็น 3 กลุ่ม
Skin booster vs รอบฉีด: ทำไมแยกเป็น 3 กลุ่ม
Skin booster vs รอบฉีด: ทำไมแยกเป็น 3 กลุ่ม
Rejuran Juvelook Revive ต่างกันตรงส่วนผสม 3 กลุ่ม รอบฉีดจึงต่างกัน 2 สัปดาห์ 1 เดือน 3 เดือน

ประเภท skin booster vs ความถี่ในการทำ,
เหตุผลที่ทำไมส่วนผสมหลักถึงแบ่งออกเป็น 3 สาย
"ทำไม Rejuran กับ Juvelook แล้วก็ Revive
มันไม่เหมือนกันหมดเลยเหรอคะ?
เลือกไม่ถูกเลยค่ะว่าควรฉีดตัวไหนดี"
มีหลายคนมากๆ เลยค่ะที่สงสัยแบบนี้
วันนี้หมอจะมาค่อยๆ อธิบายให้ฟังกันอย่างละเอียดเลยนะครับ

skin booster ชื่ออาจจะคล้ายกัน
แต่จริงๆ แล้วแบ่งออกเป็น 3 สายครับ
skin booster คือกลุ่มของการบริการทางแพทย์ผิวหนัง
ที่ฉีดเข้าไปในชั้นผิวหนังแท้โดยตรง เพื่อเติมเต็ม
คอลลาเจน, ความชุ่มชื้น และสารฟื้นฟูผิว (regeneration factors)
ไม่ใช่ชื่อบริการตัวใดตัวหนึ่ง แต่เป็นคอนเซปต์ภาพรวมที่ครอบคลุมหลายแบบครับ
ต่างจากฟิลเลอร์ที่เน้นเติมเต็มวอลลุ่ม
แต่เป้าหมายของ skin booster คือการเปลี่ยน 'เนื้อสัมผัสของผิว (skin texture)' โดยตรงครับ
ดังนั้น ถึงแม้จะเป็น skin booster เหมือนกัน
แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่ามีส่วนผสมของสารตัวไหนเด่น
ผลลัพธ์และความถี่ในการทำจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ
![[요약] 콜라겐·재생·보습, 내 피부에 필요한 스킨부스터 한눈에 비교하기](https://framerusercontent.com/images/gQrolawK05w5cRPWU1w6uOvZl8Y.jpg)
ทำไมความถี่ถึงมีตั้งแต่ 2 สัปดาห์, 1 เดือน, ไปจนถึง 3 เดือน
แตกต่างกันขนาดนี้ล่ะ?
อินไซต์สำคัญจาก หมอวี ยองจิน
skin booster สามารถแบ่งออกเป็น 3 สายหลักๆ ครับ
สายกระตุ้นคอลลาเจน (ทำบ่อยเดือนละครั้ง),
สายฟื้นฟูผิวด้วย PN (ทำบ่อยทุก 2 สัปดาห์) และสายเติมความชุ่มชื้นด้วย HA (ทำบ่อยทุก 3 เดือน)
แค่คุณเข้าใจกลุ่มส่วนผสมหลัก
คุณจะรู้ความถี่ในการทำได้เองโดยอัตโนมัติเลยครับ
การเข้าใจความแตกต่างของ 3 สายนี้
สำคัญกว่าการท่องจำชื่อโปรแกรมบริการเป็นร้อยๆ ชื่อเสียอีกครับ
สายแรกคือ กลุ่มสารกระตุ้นคอลลาเจน (เช่น Juvelook เป็นต้น)
เป็นวิธีที่เข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายของเราสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเองครับ
เนื่องจากต้องใช้เวลาในการสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาเติมเต็ม
โดยทั่วไปจึงแนะนำให้ทำเป็นเซ็ต
ประมาณ 3-4 ครั้ง ห่างกันทุกๆ 1 เดือนครับ
สายที่สองคือ กลุ่มฟื้นฟูผิวด้วย PN (เช่น Rejuran HB เป็นต้น)
สารสกัดที่ได้จาก DNA ของปลาแซลมอน
ช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์ผิว
เนื่องจากร่างกายดูดซึมสารตัวนี้ได้เร็ว จึงจำเป็นต้องฉีดถี่ๆ ทุก 2 สัปดาห์
ในช่วงแรก
เพื่อให้เห็นผลลัพธ์สะสมที่ชัดเจนที่สุดครับ
สายที่สามคือ กลุ่มเติมความชุ่มชื้นด้วย HA (เช่น Revive เป็นต้น)
เป็นการเติมน้ำเข้าสู่ชั้นผิวหนังแท้โดยตรง
เพื่อให้ผิวดูฉ่ำวาวอิ่มน้ำทันที
ผลลัพธ์จะอยู่ได้นานประมาณ 3 เดือน ดังนั้นหลายๆ คน
จึงมักจะกลับมาเติมความชุ่มชื้นกันซีซั่นละครั้งครับ
เมื่อฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา มีลูกค้าวัย 45 ปีท่านหนึ่งที่เคยทำ Rejuran เพื่อปรับสภาพผิว
เพิ่งกลับมาปรึกษาหมออีกครั้งด้วยความกังวลเรื่องแก้มหย่อนคล้อย
ในเคสนี้ แทนที่จะใช้สารฟื้นฟูผิว (PN) เหมือนเดิม
หมอประเมินว่าเป็นจังหวะที่ควรเปลี่ยนไปใช้กลุ่มสารกระตุ้นคอลลาเจน (collagen stimulator) แทน
จึงได้ปรับแผนการรักษาและให้คำแนะนำใหม่ไปครับ
แม้จะเป็นคนคนเดียวกัน แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพผิวในขณะนั้น
ความต้องการสารบำรุงในแต่ละกลุ่ม
ก็อาจจะเปลี่ยนไปได้ภายในเวลาแค่ 6 เดือนครับ
สรุปประเด็นสำคัญจาก หมอวี ยองจิน
ไม่ต้องพยายามจำชื่อแบรนด์หรือชื่อโปรแกรมมากมายให้ปวดหัวหรอกครับ
แค่แบ่งแยกตามกลุ่มส่วนผสมหลักทั้ง 3 ข้อนี้ให้ได้ก็พอ
กระตุ้นคอลลาเจน (ทุก 1 เดือน) · ฟื้นฟูผิวด้วย PN (ทุก 2 สัปดาห์)
· เติมความชุ่มชื้นด้วย HA (ทุก 3 เดือน)
แค่รู้จัก 3 สายนี้ คำถามที่ว่า "ตอนนี้ฉันควรฉีดอะไรดีนะ?"
คุณจะได้คำตอบไปแล้วกว่า 90% แน่นอนครับ

ผิวของคุณเหมาะกับกลุ่มไหนกันนะ?
กลุ่มส่วนผสม | ผลิตภัณฑ์ตัวแทน | ความถี่ | แนะนำสำหรับผู้ที่มีปัญหา |
กระตุ้นคอลลาเจน | Juvelook, Sculptra | ห่างกัน 1 เดือน (ทำ 3~4 ครั้ง) | ผิวขาดความยืดหยุ่น, แก้มหย่อนคล้อย |
ฟื้นฟูผิวด้วย PN | Rejuran HB | ห่างกัน 2 สัปดาห์ (ทำ 4 ครั้ง) | รูขุมขนกว้าง, ริ้วรอยเล็กๆ, ผิวหยาบกร้าน |
เติมความชุ่มชื้นด้วย HA | Revive, Skinvive | ทุกๆ 3 เดือน (ทำ 1 ครั้ง) | ผิวแห้งกร้าน, ผิวโทรมดูไม่สดใส |
มีอีกหนึ่งเรื่องที่หมออยากจะบอกไว้เลยก็คือ
ทั้ง 3 กลุ่มนี้
ไม่ใช่สารทดแทนกันและกัน แต่เป็นสารที่ส่งเสริมซึ่งกันและกันครับ
เพราะการเลือกทำตามความเหมาะสมของสภาพผิว หรือการทำร่วมกันอย่างเป็นระบบ
จะช่วยสร้าง synergistic effect ที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแก่ผิวของคุณครับ
คำถามที่หมอบ่อยถามเจอบ่อยที่สุดในห้องตรวจ
Q1. สามารถฉีดทั้งสามตัวไปพร้อมกันในคราวเดียวเลยได้ไหมคะ?
ทำได้ครับ แต่หมอไม่ค่อยแนะนำ
เพราะหากผิวชั้นแท้ได้รับการระคายเคืองหรือกระตุ้นมากเกินไปในครั้งเดียว
อาจเพิ่มโอกาสการเกิดรอยช้ำหรือเกิดเป็นตุ่มนูน (nodule) ใต้ผิวได้ครับ
ปกติหมอจะวางแผนการรักษาโดยให้ทำเซ็ตฟื้นฟูผิว (PN) ให้ครบคอร์สก่อน
แล้วค่อยขยับไปทำกลุ่มกระตุ้นคอลลาเจน
เรียงตามขั้นตอนไปจะดีกว่าครับ
Q2. ค่าใช้จ่ายจะสูงมากถ้ารักษาพร้อมกันหลายอย่างใช่ไหมคะ?
ไม่จำเป็นต้องเริ่มทำ
ทั้งสามตัวพร้อมกันตั้งแต่แรกหรอกครับ
การค่อยๆ ทำทีละกลุ่ม
เป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลและคุ้มค่ากว่ามากครับ
วิธีการที่ถูกต้องคือ ให้เริ่มแก้ปัญหาผิวที่มีความสำคัญสูงที่สุดก่อน
แล้วคอยสังเกตการตอบสนองของผิว ก่อนที่จะก้าวไปสู่ขั้นตอนถัดไปครับ
Q3. กังวลเรื่องผลข้างเคียงอย่างรอยช้ำหรือตุ่มนูนใต้ผิวจังเลยค่ะ
สำหรับกลุ่ม PN หรือ HA
เนื่องจากต้องใช้เข็มหลายจุด จึงอาจเกิดรอยช้ำได้ง่าย
แต่โดยทั่วไปจะค่อยๆ หายไปเองตามธรรมชาติภายในหนึ่งสัปดาห์ครับ
ส่วนกลุ่มสารกระตุ้นคอลลาเจน แม้จะเกิดรอยช้ำน้อยกว่า
แต่ก็มีโอกาสเกิดตุ่มนูนใต้ผิวได้ ดังนั้นความเชี่ยวชาญของแพทย์ผู้ทำการรักษา
รวมถึงคำแนะนำในการนวดดูแลผิวหลังทำจึงมีความสำคัญมากๆ ครับ
หากต้องการจำเพียงเรื่องเดียวจากวันนี้ไป
— แทนที่จะจำชื่อบริการ ให้จำ 3 สายย่อยคอลลาเจน·PN·HA
และรอบความถี่ในการทำของแต่ละตัวแทนนะครับ
ในบทความหน้า
หมอจะนำเคสจริงมาโชว์ให้ดูในหัวข้อ 'จังหวะเวลาที่ดีที่สุด
ในการเปลี่ยนจากการดูแลฟื้นฟูผิวไปสู่การดูแลความยืดหยุ่น' ครับ
ไว้เจอกันใหม่ครับ ผมหมอวี ยองจิน ครับ
บทความที่แนะนำให้อ่านร่วมกัน

ประเภท skin booster vs ความถี่ในการทำ,
เหตุผลที่ทำไมส่วนผสมหลักถึงแบ่งออกเป็น 3 สาย
"ทำไม Rejuran กับ Juvelook แล้วก็ Revive
มันไม่เหมือนกันหมดเลยเหรอคะ?
เลือกไม่ถูกเลยค่ะว่าควรฉีดตัวไหนดี"
มีหลายคนมากๆ เลยค่ะที่สงสัยแบบนี้
วันนี้หมอจะมาค่อยๆ อธิบายให้ฟังกันอย่างละเอียดเลยนะครับ

skin booster ชื่ออาจจะคล้ายกัน
แต่จริงๆ แล้วแบ่งออกเป็น 3 สายครับ
skin booster คือกลุ่มของการบริการทางแพทย์ผิวหนัง
ที่ฉีดเข้าไปในชั้นผิวหนังแท้โดยตรง เพื่อเติมเต็ม
คอลลาเจน, ความชุ่มชื้น และสารฟื้นฟูผิว (regeneration factors)
ไม่ใช่ชื่อบริการตัวใดตัวหนึ่ง แต่เป็นคอนเซปต์ภาพรวมที่ครอบคลุมหลายแบบครับ
ต่างจากฟิลเลอร์ที่เน้นเติมเต็มวอลลุ่ม
แต่เป้าหมายของ skin booster คือการเปลี่ยน 'เนื้อสัมผัสของผิว (skin texture)' โดยตรงครับ
ดังนั้น ถึงแม้จะเป็น skin booster เหมือนกัน
แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่ามีส่วนผสมของสารตัวไหนเด่น
ผลลัพธ์และความถี่ในการทำจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ
![[요약] 콜라겐·재생·보습, 내 피부에 필요한 스킨부스터 한눈에 비교하기](https://framerusercontent.com/images/gQrolawK05w5cRPWU1w6uOvZl8Y.jpg)
ทำไมความถี่ถึงมีตั้งแต่ 2 สัปดาห์, 1 เดือน, ไปจนถึง 3 เดือน
แตกต่างกันขนาดนี้ล่ะ?
อินไซต์สำคัญจาก หมอวี ยองจิน
skin booster สามารถแบ่งออกเป็น 3 สายหลักๆ ครับ
สายกระตุ้นคอลลาเจน (ทำบ่อยเดือนละครั้ง),
สายฟื้นฟูผิวด้วย PN (ทำบ่อยทุก 2 สัปดาห์) และสายเติมความชุ่มชื้นด้วย HA (ทำบ่อยทุก 3 เดือน)
แค่คุณเข้าใจกลุ่มส่วนผสมหลัก
คุณจะรู้ความถี่ในการทำได้เองโดยอัตโนมัติเลยครับ
การเข้าใจความแตกต่างของ 3 สายนี้
สำคัญกว่าการท่องจำชื่อโปรแกรมบริการเป็นร้อยๆ ชื่อเสียอีกครับ
สายแรกคือ กลุ่มสารกระตุ้นคอลลาเจน (เช่น Juvelook เป็นต้น)
เป็นวิธีที่เข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายของเราสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเองครับ
เนื่องจากต้องใช้เวลาในการสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาเติมเต็ม
โดยทั่วไปจึงแนะนำให้ทำเป็นเซ็ต
ประมาณ 3-4 ครั้ง ห่างกันทุกๆ 1 เดือนครับ
สายที่สองคือ กลุ่มฟื้นฟูผิวด้วย PN (เช่น Rejuran HB เป็นต้น)
สารสกัดที่ได้จาก DNA ของปลาแซลมอน
ช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์ผิว
เนื่องจากร่างกายดูดซึมสารตัวนี้ได้เร็ว จึงจำเป็นต้องฉีดถี่ๆ ทุก 2 สัปดาห์
ในช่วงแรก
เพื่อให้เห็นผลลัพธ์สะสมที่ชัดเจนที่สุดครับ
สายที่สามคือ กลุ่มเติมความชุ่มชื้นด้วย HA (เช่น Revive เป็นต้น)
เป็นการเติมน้ำเข้าสู่ชั้นผิวหนังแท้โดยตรง
เพื่อให้ผิวดูฉ่ำวาวอิ่มน้ำทันที
ผลลัพธ์จะอยู่ได้นานประมาณ 3 เดือน ดังนั้นหลายๆ คน
จึงมักจะกลับมาเติมความชุ่มชื้นกันซีซั่นละครั้งครับ
เมื่อฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา มีลูกค้าวัย 45 ปีท่านหนึ่งที่เคยทำ Rejuran เพื่อปรับสภาพผิว
เพิ่งกลับมาปรึกษาหมออีกครั้งด้วยความกังวลเรื่องแก้มหย่อนคล้อย
ในเคสนี้ แทนที่จะใช้สารฟื้นฟูผิว (PN) เหมือนเดิม
หมอประเมินว่าเป็นจังหวะที่ควรเปลี่ยนไปใช้กลุ่มสารกระตุ้นคอลลาเจน (collagen stimulator) แทน
จึงได้ปรับแผนการรักษาและให้คำแนะนำใหม่ไปครับ
แม้จะเป็นคนคนเดียวกัน แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพผิวในขณะนั้น
ความต้องการสารบำรุงในแต่ละกลุ่ม
ก็อาจจะเปลี่ยนไปได้ภายในเวลาแค่ 6 เดือนครับ
สรุปประเด็นสำคัญจาก หมอวี ยองจิน
ไม่ต้องพยายามจำชื่อแบรนด์หรือชื่อโปรแกรมมากมายให้ปวดหัวหรอกครับ
แค่แบ่งแยกตามกลุ่มส่วนผสมหลักทั้ง 3 ข้อนี้ให้ได้ก็พอ
กระตุ้นคอลลาเจน (ทุก 1 เดือน) · ฟื้นฟูผิวด้วย PN (ทุก 2 สัปดาห์)
· เติมความชุ่มชื้นด้วย HA (ทุก 3 เดือน)
แค่รู้จัก 3 สายนี้ คำถามที่ว่า "ตอนนี้ฉันควรฉีดอะไรดีนะ?"
คุณจะได้คำตอบไปแล้วกว่า 90% แน่นอนครับ

ผิวของคุณเหมาะกับกลุ่มไหนกันนะ?
กลุ่มส่วนผสม | ผลิตภัณฑ์ตัวแทน | ความถี่ | แนะนำสำหรับผู้ที่มีปัญหา |
กระตุ้นคอลลาเจน | Juvelook, Sculptra | ห่างกัน 1 เดือน (ทำ 3~4 ครั้ง) | ผิวขาดความยืดหยุ่น, แก้มหย่อนคล้อย |
ฟื้นฟูผิวด้วย PN | Rejuran HB | ห่างกัน 2 สัปดาห์ (ทำ 4 ครั้ง) | รูขุมขนกว้าง, ริ้วรอยเล็กๆ, ผิวหยาบกร้าน |
เติมความชุ่มชื้นด้วย HA | Revive, Skinvive | ทุกๆ 3 เดือน (ทำ 1 ครั้ง) | ผิวแห้งกร้าน, ผิวโทรมดูไม่สดใส |
มีอีกหนึ่งเรื่องที่หมออยากจะบอกไว้เลยก็คือ
ทั้ง 3 กลุ่มนี้
ไม่ใช่สารทดแทนกันและกัน แต่เป็นสารที่ส่งเสริมซึ่งกันและกันครับ
เพราะการเลือกทำตามความเหมาะสมของสภาพผิว หรือการทำร่วมกันอย่างเป็นระบบ
จะช่วยสร้าง synergistic effect ที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแก่ผิวของคุณครับ
คำถามที่หมอบ่อยถามเจอบ่อยที่สุดในห้องตรวจ
Q1. สามารถฉีดทั้งสามตัวไปพร้อมกันในคราวเดียวเลยได้ไหมคะ?
ทำได้ครับ แต่หมอไม่ค่อยแนะนำ
เพราะหากผิวชั้นแท้ได้รับการระคายเคืองหรือกระตุ้นมากเกินไปในครั้งเดียว
อาจเพิ่มโอกาสการเกิดรอยช้ำหรือเกิดเป็นตุ่มนูน (nodule) ใต้ผิวได้ครับ
ปกติหมอจะวางแผนการรักษาโดยให้ทำเซ็ตฟื้นฟูผิว (PN) ให้ครบคอร์สก่อน
แล้วค่อยขยับไปทำกลุ่มกระตุ้นคอลลาเจน
เรียงตามขั้นตอนไปจะดีกว่าครับ
Q2. ค่าใช้จ่ายจะสูงมากถ้ารักษาพร้อมกันหลายอย่างใช่ไหมคะ?
ไม่จำเป็นต้องเริ่มทำ
ทั้งสามตัวพร้อมกันตั้งแต่แรกหรอกครับ
การค่อยๆ ทำทีละกลุ่ม
เป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลและคุ้มค่ากว่ามากครับ
วิธีการที่ถูกต้องคือ ให้เริ่มแก้ปัญหาผิวที่มีความสำคัญสูงที่สุดก่อน
แล้วคอยสังเกตการตอบสนองของผิว ก่อนที่จะก้าวไปสู่ขั้นตอนถัดไปครับ
Q3. กังวลเรื่องผลข้างเคียงอย่างรอยช้ำหรือตุ่มนูนใต้ผิวจังเลยค่ะ
สำหรับกลุ่ม PN หรือ HA
เนื่องจากต้องใช้เข็มหลายจุด จึงอาจเกิดรอยช้ำได้ง่าย
แต่โดยทั่วไปจะค่อยๆ หายไปเองตามธรรมชาติภายในหนึ่งสัปดาห์ครับ
ส่วนกลุ่มสารกระตุ้นคอลลาเจน แม้จะเกิดรอยช้ำน้อยกว่า
แต่ก็มีโอกาสเกิดตุ่มนูนใต้ผิวได้ ดังนั้นความเชี่ยวชาญของแพทย์ผู้ทำการรักษา
รวมถึงคำแนะนำในการนวดดูแลผิวหลังทำจึงมีความสำคัญมากๆ ครับ
หากต้องการจำเพียงเรื่องเดียวจากวันนี้ไป
— แทนที่จะจำชื่อบริการ ให้จำ 3 สายย่อยคอลลาเจน·PN·HA
และรอบความถี่ในการทำของแต่ละตัวแทนนะครับ
ในบทความหน้า
หมอจะนำเคสจริงมาโชว์ให้ดูในหัวข้อ 'จังหวะเวลาที่ดีที่สุด
ในการเปลี่ยนจากการดูแลฟื้นฟูผิวไปสู่การดูแลความยืดหยุ่น' ครับ
ไว้เจอกันใหม่ครับ ผมหมอวี ยองจิน ครับ
บทความที่แนะนำให้อ่านร่วมกัน
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

ผิว
หลัง Thermage หน้าชาซ่าหลายวัน ปกติไหม
อาการชาซ่าหลัง Thermage มักเป็นความรู้สึกเปลี่ยนชั่วคราว สรุปว่าแค่ไหนปกติ เมื่อไรควรแจ้งคลินิก

ผิว
ฉีด Sculptra ผลเริ่มเห็นเมื่อไร อยู่นานแค่ไหน
Sculptra กระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนเอง ผลค่อย ๆ ขึ้นใน 2-3 เดือน สรุปแนวเปลี่ยนและระยะคงอยู่

โครงหน้า&วอลลุ่ม
วอลุ่มฟิลเลอร์สะโพกอยู่นานแค่ไหน เมื่อไรควรเติม
ฟิลเลอร์สะโพกมีระยะคงอยู่ต่างกันตามปริมาณและไลฟ์สไตล์ สรุปแนววอลุ่มจางลงและจังหวะเติมเสริม

ผิว
หลัง PicoWay ลบฝ้ากระ ดูแลสะเก็ดยังไงกันรอยคล้ำ
หลัง PicoWay ลบเม็ดสี การไม่แตะสะเก็ดและกันแดดคือหัวใจกันรอยดำคล้ำ สรุปปฏิกิริยาปกติและวิธีดูแล

ผิว
หลังทำหัตถการผิว แต่งหน้าได้เมื่อไรจึงปลอดภัย
จังหวะแต่งหน้าหลังหัตถการต่างกันตั้งแต่วันเดียวถึง 2 สัปดาห์ ตามระดับกระตุ้นพื้นผิว สรุปเส้นประเมิน

ผิว
Sofwave เหมาะผิว-รูปหน้าแบบไหน เมื่อไหร่เลือกอื่น
Sofwave ร้อนกว้างชั้นกลางหนังแท้ เหมาะผิวกระชับลดลง ส่วนหย่อนใหญ่ควรเลือกอื่น เช็กว่าเหมาะคุณไหม
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 ปรึกษาผ่าน Line
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1



