โบท็อกซ์ทราพีเซียสช่วยให้คอดูยาว สร้างแนวไหล่ตั้งฉาก สรุปหลักการ ปริมาณ และระยะเวลาคงอยู่ครบ

สวัสดีครับ
ผมหมอวี ยองจิน จาก Beautystone สาขาฮงแดครับ
💡 ก่อนอ่าน
เช็กจุดนี้กันก่อนนะครับ
Q. โบกวางไหล่ (Trapezius Botox) ต้องฉีดเฉพาะตอนที่มีอาการปวดบ่าไหล่เท่านั้น
หรือเปล่าคะ/ครับ?
A. ไม่จำเป็นครับ ส่วนใหญ่แล้วนิยมฉีดเพื่อความงามเป็นหลัก
โดยการช่วยลดขนาดกล้ามเนื้อบ่าที่หนาตัวขึ้น
ทำให้คอดูระหงและช่วยปรับรูปไหล่ให้ดูตั้งฉากสวยได้รูปครับ
Q. ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหนคะ/ครับ?
A. ถึงแม้จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แต่ปกติจะอยู่ได้ประมาณ 4-6 เดือนครับ
และหากฉีดอย่างต่อเนื่อง กล้ามเนื้อจะค่อยๆ เล็กลง
ส่งผลให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้นานยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ครับ
"การช่วยลดขนาดกล้ามเนื้อบ่าที่หนาตัวขึ้น
ช่วยให้คอดูระหง
และสร้างเส้นไหล่ที่ลาดสวยแบบ 90 องศาให้ดูเพรียวบาง
จึงเป็นโปรแกรมยอดฮิตที่เจ้าสาวต้องทำก่อนวันถ่ายพรีเวดดิ้งเลยครับ"
— หมอวี ยองจิน (Beautystone สาขาฮงแด)

มาทำความเข้าใจ
ความหมายของคำว่า 'บ่าหนา'
กันก่อนดีกว่าครับ
บอกตามตรงนะครับ,
ในบรรดาคนไข้ที่ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับโบกวางไหล่แล้วเดินทางมาหาเรา
กลุ่มที่มาด้วยปัญหา 'ปวดเมื่อยบ่าไหล่ตึงหนักมาก' กับ
กลุ่มที่มาเพราะรู้สึกว่า 'คอดูสั้น และเส้นไหล่ดูหนา ตะปุ่มตะป่ำ ไม่เรียบเนียน'
ทั้งสองกลุ่มนี้
มีสัดส่วนครึ่งต่อครึ่งที่พอๆ กันเลยครับ
แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ
สาเหตุของทั้งสองปัญหานี้
แท้จริงแล้วเริ่มต้นมาจากจุดเดียวกันครับ
กล้ามเนื้อบ่า (trapezius muscle) เป็น
ผืนกล้ามเนื้อขนาดกว้างมากที่เริ่มตั้งแต่ช่วงท้ายทอยยาวไปจนถึงบ่าและหลังด้านบน
เมื่อกล้ามเนื้อส่วนนี้พัฒนาตัวหนาขึ้น หรืออยู่ในภาวะที่เกร็งตึงตลอดเวลา
สองสิ่งนี้จะเกิดขึ้นพร้อมกันทันทีครับ
อย่างแรก แนวโค้งระหว่างบ่าและคอจะยกตัวสูงขึ้น
ทำให้เกิดการลวงตาว่าช่วงคอดูสั้นลง
อย่างที่สอง เมื่อกล้ามเนื้อเกิดการจับตัวเป็นก้อนเกร็งตึง
อาการปวดบ่าไหล่เรื้อรังหรืออาการปวดศีรษะจากความเครียดก็จะตามมาด้วย
ตรงนี้มีพ้อยท์สำคัญที่หลายคนเข้าใจผิดอยู่ครับ
การฉีดโบกวางไหล่ ไม่ใช่แค่
"ยาฉีดที่ช่วยลดความสูงของบ่าลง" เท่านั้นนะครับ
เมื่อโบท็อกซ์เข้าไปบล็อกสัญญาณประสาทที่ส่งไปยังกล้ามเนื้อชั่วคราว
แรงบีบตัวของกล้ามเนื้อจะลดลง
ส่งผลให้ขนาดปริมาตรของกล้ามเนื้อ
ค่อยๆ หดเล็กลงตามธรรมชาติ
การลดลงของขนาดกล้ามส่วนนี้จะทำให้แนวเชื่อมระหว่างคอกับไหล่
ลาดตัวลงอย่างนุ่มนวล คอดูยาวระหงขึ้น
และจัดระเบียบให้เส้นแนวไหล่ที่เชื่อมไปยังหัวไหล่
ดูตั้งฉากสวยได้รูปและเป็นระเบียบเรียบร้อยยิ่งขึ้น
ด้วยเหตุนี้ จึงมีคนไข้หลายคนที่วางแผนเข้ามาฉีดล่วงหน้า 3-4 เดือน
ก่อนที่จะสวมชุดเจ้าสาวหรือเสื้อผ้าแบบเปิดไหล่ (off-shoulder)
ไม่ใช่ฉีดเพราะแก้อาการปวดเมื่อยบ่าเท่านั้นนะครับ
แต่เป็นการทำเพื่อปรับสัดส่วนโครงสร้างโดยรวม (silhoutte) เลยล่ะครับ
👨⚕️ สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน
ผลลัพธ์ที่แท้จริงของการฉีดโบกวางไหล่
ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การบรรเทาอาการปวดเท่านั้นครับ
เมื่อกล้ามเนื้อที่หนาตัวค่อยๆ ลดขนาดลง
จะช่วยพรางสายตาให้คอดูระหงกว่าความเป็นจริง
และแนวปลายไหล่จะดูตั้งฉากตรงสวยงามขึ้น
สร้างไลน์ไหล่ที่เพรียวบางละมุนชวนมอง
การได้ผลลัพธ์ทั้งสองด้านไปพร้อมกันนี้
คือหัวใจสำคัญของการรักษาประเภทนี้ครับ

ถ้าอย่างนั้นสำหรับตัวเราเอง
ต้องฉีดในปริมาณเท่าไหร่ดี
— การประเมินตามประเภทยาและลักษณะบ่าของแต่ละบุคคล
เรื่องนี้ค่อนข้างมีความละเอียดอ่อนครับ
ยากตรงที่คำถามที่ว่า "ต้องฉีดโบกวางไหล่กี่เยวิต (units) ดีคะ?"
นั้นไม่มีคำตอบที่ตายตัวสำหรับทุกคนครับ
เนื่องจากวิธีการประเมินจะเปลี่ยนไปตามระดับความหนาของกล้ามเนื้อ ความกว้างของไหล่ อาการปวด
รวมถึงวัตถุประสงค์ในการรักษาของแต่ละคน
จากการตรวจประเมินคนไข้ที่คลินิก
ผมขอแบ่งประเภทคนไข้ออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้ครับ
① ผูู้ที่มีกล้ามเนื้อบ่าหนาตัวมาก
และมีเป้าหมายหลักคือการปรับแต่งโครงร่างให้สวยงาม
ปกติเราจะเริ่มฉีดที่ปริมาณประมาณ 50-100 units ต่อข้างครับ
หากเป็นการฉีดครั้งแรก ควรเริ่มจากปริมาณที่ไม่มากเกินไปแล้วดูการตอบสนองจะดีที่สุด
ส่วนความเชื่อที่ว่า "ยิ่งอัดปริมาณเยอะๆ ในครั้งเดียว ผลลัพธ์จะยิ่งออกไว"
ความจริงแล้วไม่โปร่งใสและไม่ได้เป็นตามนั้นครับ
② ผู้ที่มีอาการปวดเมื่อยบ่าและไหล่ รวมถึงมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย
ส่วนมากมีสาเหตุมาจากความตึงเครียดของกล้ามเนื้อบ่าส่วนบน (upper trapezius)
วิธีการรักษาจึงเน้นไปที่การควบคุม
และคลายบริเวณส่วนบนของกล้ามเนื้อเป็นหลัก
โดยจะโฟกัสไปที่กล้ามเนื้อส่วนที่สูงกว่าจุดที่เน้นการปรับสัดส่วนความงามครับ
③ ผู้ที่กำลังเตรียมตัวสำหรับงานแต่งงานหรืองานจัดแสดงสำคัญต่างๆ
เนื่องจากผลลัพธ์จะเริ่มเห็นได้ชัดเจนในช่วง 2-4 สัปดาห์หลังฉีด
จึงแนะนำให้เข้ามาทำการรักษาก่อนงานสำคัญอย่างน้อย 6-8 สัปดาห์ล่วงหน้าครับ
หากมาฉีดใกล้กับวันงานเกินไป
ยาอาจจะไม่ทันออกฤทธิ์เต็มที่ในวันพิเศษของคุณครับ
แต่นี่คือข้อสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องทราบครับ
เป็นเรื่องที่คนไข้ส่วนใหญ่ยังคงเข้าใจผิดกันอยู่
นั่นคือการฉีดโบกวางไหล่ไม่ใช่หัตถการลดไขมันนะครับ
คุณสมบัติของยาคือการทำให้กล้ามเนื้อเล็กลง (atrophy)
คำอธิบายที่ถูกต้องกว่าจึงไม่ใช่คำว่าไขมันหายไป แต่เป็นคำว่ากล้ามเนื้อ "แฟบและดูเพรียวขึ้น" ครับ
ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงที่ได้อาจจะไม่ถึงขั้นดราม่าติกหรือเปลี่ยนไปเหมือนคนละคนอย่างที่คุณคาดหวัง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นการฉีดเพียงแค่ครั้งเดียว
อย่างไรก็ดี หลังจากฉีดซ้ำไปประมาณ 2-3 ครั้ง
ตัวกล้ามเนื้อจะค่อยๆ บางลงอย่างมีนัยสำคัญ
ช่วงเวลาคงผลลัพธ์ก็จะนานยิ่งขึ้นและสัมผัสได้ถึงความแตกต่างได้ชัดเจนกว่าเดิมครับ
และอีกข้อหนึ่งที่ผมอยากบอกให้ชัดเจนเลยก็คือ
กล้ามเนื้อบ่า (trapezius) เป็นกล้ามเนื้อที่ทำงานเวลาที่เรายกแขนขึ้น
หรือเวลาที่เราจำเป็นต้องยกของหนักด้วยนะครับ
หากใช้ปริมาณยาที่เยอะเกินไป อาจรู้สึกเหมือนบ่าไม่มีแรง
หรือรู้สึกขัดเบาๆ เวลาที่ต้องยกสิ่งของที่มีน้ำหนักมากได้ครับ
แต่อาการดังกล่าวจะเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น
และมักจะค่อยๆ หายไปเองตามธรรมชาติภายในช่วง 1-2 เดือน
ไม่ถึงขนาดที่จะส่งผลกระทบให้การใช้ชีวิตประจำวันต้องลำบากครับ
ทว่า หากคุณเป็นกลุ่มคนที่ต้องใช้กำลังแขนและบ่าอยู่เป็นประจำ
เรื่องนี้แนะนำให้แจ้งแพทย์ผู้รักษาไว้ก่อนเลยนะครับ

คำถามที่พบบ่อย
Q1. ถ้าฉีดโบกวางไหล่บ่อยๆ จะเกิดอาการดื้อยาไหมคะ?
A. โอกาสที่จะเกิดการดื้อยานั้นค่อนข้างต่ำอยู่ครับ
แต่การไม่จับระยะห่างในการฉีดตื้นจนเกินไป
และเลี่ยงการอัดปริมาณยาสูงเกินความจำเป็น
เป็นวิธีที่จะช่วยลดความเสี่ยงและส่งผลดีในระยะยาวมากที่สุดครับ
Q2. หลังจากฉีดแล้วกลับไปทำกิจกรรมตามปกติได้เลยไหมคะ?
A. ใช่ครับ สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติเลยครับ
ขั้นตอนการฉีดใช้เวลาสั้นๆ เพียงไม่เกิน 10 นาทีโดยประมาณ
และไม่จำเป็นต้องแปะยาชาด้วยครับ
แต่เพียงแค่วันแรกที่ฉีด
แนะนำให้หลีกเลี่ยงการนวด คลึง ขยี้บริเวณดังกล่าวแรงๆ
รวมถึงเลี่ยงการออกกำลังกายหนักๆ และการเข้าซาวน่าด้วยนะครับ
Q3. สามารถฉีดพร้อมกับโบท็อกซ์ใบหน้าพร้อมกันได้ไหมคะ?
A. โดยส่วนใหญ่แล้วสามารถรับการฉีดพร้อมกันในวันเดียวกันได้เลยครับ
หากแจ้งจุดอื่นๆ ที่ต้องการแก้ไขร่วมตอนปรึกษาล่วงหน้า
เราจะวางแผนและคำนวณปริมาณที่เหมาะสมให้สอดคล้องกันครับ
แนะนำให้เข้ามาปรึกษากับแพทย์อย่างละเอียดก่อนทำการรักษา
แล้วค่อยตัดสินใจด้วยกันครับ
ทั้งหมดนี้คือข้อมูลจาก หมอวี ยองจิน ครับ.
บทความน่าอ่านร่วมกัน
▶ยาฉีดสลายไขมัน อย่าเพิ่งเชื่อใจ ถ้าไม่มีส่วนผสมพื้นฐานของ DCA (กรดน้ำดี)
▶[Beautystone Column] กับดัก 'คอร์สลบรอยสักราคาถูก' ที่สุดท้ายทำผิวพังมากกว่าแค่เสียดายตังค์
▶เอฟเฟกต์บวมจากการทำ Ulthera และ Thermage เมื่อไหร่จะยุบ? คู่มือฟื้นฟูผิวสำหรับผู้ที่มีนัดสำคัญรออยู่

ผิว
รักษาฝ้าด้วยการทำ toning ดึงแค่เม็ดสีออก แป๊บเดียวก็กลับมาเป็นอีกแล้ว
เราใช้เลเซอร์ Revlite และ Helios Toning เพื่อลดเม็ดสี พร้อมกับดูแลเส้นเลือดในเคสฝ้าเลือด บำรุงผิวชั้นเดอร์มิสอย่างอ่อนโยนด้วย RF และใช้ Tranexamic acid booster เพื่อกดรากฝ้าให้อยู่หมัด สรุปขั้นตอนการรักษาฝ้าแต่ละประเภทไว้ให้แล้วค่ะ

ยกกระชับ
การยกกระชับด้วย Onda Lifting เหมาะเป็นพิเศษกับคนที่มีรูปหน้าและปัญหาผิวแบบไหนบ้างคะ?
เราจะช่วยประเมินและแบ่งแยกประเภทรูปหน้าที่ทำเลเซอร์ Onda แล้วเห็นผลลัพธ์ชัดเจน กับรูปหน้าที่อาจจะไม่เหมาะ เพื่อให้คุณได้ลองเช็กกับใบหน้าของตัวเองก่อนเข้ารับการปรึกษาจริงค่ะ

ยกกระชับ
ผลลัพธ์ของ Ulthera Prime จะเริ่มเห็นผลตั้งแต่เมื่อไหร่หลังทำ และสามารถคงอยู่ได้นานแค่ไหนคะ?
เราจะมาไกด์คุณเองตั้งแต่หลักการทำงานของ Ulthera Prime ที่ใช้ความร้อนจากคลื่นอัลตราซาวด์เข้าไปกระตุ้นผิวชั้นลึก ไปจนถึงระยะเวลาที่จะเริ่มเห็นผลลัพธ์และระยะเวลาที่ผลลัพธ์จะคงอยู่ เพื่อให้คุณได้ปรับความคาดหวังของตัวเองให้อยู่ในระดับที่เป็นจริงก่อนเข้ามารับการปรึกษาค่ะ

กำจัดขน
ทำเลเซอร์กำจัดขนด้วย GentleMax Pro ในช่วงหน้าร้อนจะปลอดภัยไหมคะ แล้วต้องทำทั้งหมดกี่ครั้งถึงจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน?
เราสรุปหลักการทำงานของ GentleMax Pro ที่ใช้สองความยาวคลื่นคือ 755nm และ 1064nm ในการจัดการกับรูขุมขน พร้อมข้อควรระวังในช่วงหน้าร้อน/การทำแทนผิว รวมถึงจำนวนครั้งที่จำเป็น เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกช่วงเวลาเริ่มต้นรักษาได้ง่ายขึ้นค่ะ

ผิว
การทำ skin booster อาจมีผลข้างเคียงอะไรเกิดขึ้นได้บ้าง และหากต้องการรับบริการอย่างปลอดภัย มีอะไรที่เราต้องเช็กก่อนทำกันบ้างคะ?
อธิบายหลักการทำงานของ skin booster ที่ช่วยปรับผิวให้เรียบเนียนขึ้นด้วยการฉีดไฮยาลูรอนิกแอซิดเข้าสู่ชั้นผิวชั้นหนังแท้ พร้อมช่วยแยกแยะผลข้างเคียงทั่วไปและอาการที่พบได้ยาก เพื่อให้คุณหมดความกังวลใจและเข้าใจเกณฑ์การดูแลผิวตามความเป็นจริงค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ทำไมบริเวณขมับถึงดูตอบลง และมีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยเติมเต็ม volume ให้กลับมาดูฟูขึ้นได้?
เราสรุปเหตุผลที่ทำให้ขมับตอบ ซึ่งไม่ได้เกิดจากแค่น้ำหนักลดลงเท่านั้น แต่เป็นผลรวมของความร่วงโรยจากทั้งคอลลาเจน ไขมัน และกระดูก พร้อมทั้งเปรียบเทียบความแตกต่างของการเติมเต็มวอลลุ่มในแต่ละวิธี เพื่อช่วยให้คุณเตรียมตัวสำหรับการปรึกษาคุณหมอได้อย่างมั่นใจค่ะ



