ฟิลเลอร์ใต้ตาอาจดูเป็นสีฟ้าหากเลือกผลิตภัณฑ์หรือความลึกไม่เหมาะสม ขนาดอนุภาคและความลึกคือสิ่งสำคัญ

สวัสดีครับ
พวกเรา บิวตี้สโตน คลินิก (Beautystone) สาขาฮงแด
ผม หมอวี ยองจิน ครับ
💡 ก่อนที่จะอ่าน
ขอให้เช็กสิ่งนี้ก่อนนะครับ
Q. ฟิลเลอร์ใต้ตา แค่เติมเต็มวอลลุ่มเข้าไป
ก็พอแล้วไม่ใช่เหรอคะ?
A. ผิวบริเวณใต้ตามีความบางมากเพียงประมาณ 0.5 mm ครับ
หากเลือกผลิตภัณฑ์ไม่เหมาะสมและฉีดในระดับความลึกที่ไม่ถูกต้อง
จะทำให้เห็นฟิลเลอร์สะท้อนแสงออกมาเป็นสีฟ้าอมเขียวใต้ผิวหนัง
ซึ่งเรียกว่า 'ปรากฏการณ์ทินดอลล์ (Tyndall effect)' ครับ
Q. ควรใช้ฟิลเลอร์แบบไหนถึงจะปลอดภัยคะ?
A. ต้องใช้ฟิลเลอร์เนื้อนุ่มที่มีโมเลกุลละเอียด
และฉีดเข้าไปในชั้นลึกเหนือกระดูกใต้ตาอย่างแม่นยำ
ถึงจะแก้ไขได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่มีปัญหาฟิลเลอร์สะท้อนแสงสีฟ้าครับ
"เนื่องจากผิวใต้ตามีความบางมากๆ
หากไม่ระวังอาจเห็นฟิลเลอร์สะท้อนออกมาเป็นสีฟ้าใต้ผิวได้
ดังนั้นจึงต้องใช้ฟิลเลอร์ที่มีเนื้อละเอียด และฉีดในชั้นที่ลึกพอดีครับ"
— หมอวี ยองจิน (Beautystone คลินิก สาขาฮงแด)

ทำไมการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
ถึงต้องดูแลต่างจากจุดอื่นๆ
จุดนี้เป็นจุดที่หลายคนเข้าใจผิดกันเยอะมากครับ
เพราะคิดว่าฟิลเลอร์ตัวไหนๆ ก็คล้ายๆ กันไปหมด
แค่ตรงไหนตอบ ตรงไหนยุบ ก็ฉีดเติมเข้าไปตรงนั้น
แบบนั้นก็น่าจะพอแล้วใช่ไหมครับ
แต่จริงๆ แล้ว บริเวณใต้ตานั้นต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงเลยครับ
เราต้องพูดถึงเรื่องความหนาของผิวกันก่อน
ผิวบริเวณรอบดวงตาเป็นผิวส่วนที่บางที่สุดบนใบหน้าของเราครับ
ถ้าเป็นบริเวณแก้มหรือร่องแก้ม
ผิวจะมีความหนาประมาณ 2-3 mm
แต่ผิวใต้ตามีความหนาเฉลี่ยเพียงแค่ 0.5 mm เท่านั้นเองครับ
เพื่อให้พอเห็นภาพว่าบางแค่ไหน
อยากให้ลองจินตนาการถึงความหนาของกระดาษเพียงแผ่นเดียวดูครับ
และตรงนี้แหละครับที่เป็นประเด็น เพราะเราต้องเติมสารอะไรบางอย่าง
เข้าไปใต้ผิวที่บางเฉียบเท่ากระดาษแผ่นนี้
ดังนั้น ปัจจัย 2 ข้อนี้จึงมีความสำคัญอย่างมหาศาลครับ
ข้อแรกคือ ขนาดของโมเลกุลฟิลเลอร์
และข้อที่สองคือ ระดับความลึกในการฉีดครับ
สาเหตุของรอยฟ้าใต้ตระกูล
'ปรากฏการณ์ทินดอลล์ (Tyndall effect)'
ฟิลเลอร์คือเจลไฮยาลูโรนิกแอซิด (Hyaluronic Acid)
ซึ่งผลิตภัณฑ์แต่ละแบรนด์ก็จะมีขนาดโมเลกุลและความยืดหยุ่นของเนื้อเจลแตกต่างกันไปครับ
ฟิลเลอร์ที่โมเลกุลใหญ่และแข็ง จะเหมาะสำหรับใช้ใต้ชั้นผิวหนาๆ
อย่างเช่น บริเวณแก้มหรือคางมากกว่าครับ
ลองคิดดูสิครับว่าถ้าเอาฟิลเลอร์แบบนั้นมาเติมใต้ตาจะเป็นอย่างไร
เมื่อแสงส่องผ่านเข้ามาและเกิดการหักเหกระเจิงแสง
ก็จะทำให้เรามองเห็นฟิลเลอร์ใต้ผิวหนังเป็นเงาสีฟ้าๆ ทันทีครับ
เราเรียกอาการนี้ว่า ปรากฏการณ์ทินดอลล์ (Tyndall effect) ครับ
อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็เหมือนกับตอนที่น้ำใสๆ มีตะกอนโมเลกุลใหญ่ลอยอยู่
แล้วเรามองเห็นน้ำนั้นมีลักษณะขุ่นมัวนั่นแหละครับ หลักการเดียวกันเลย
ด้วยเหตุนี้ บริเวณใต้ตาจึงจำเป็นต้องใช้ฟิลเลอร์เนื้อนุ่ม
ที่มีโมเลกุลขนาดเล็กและละเอียดมากๆ เท่านั้นครับ
แต่มันไม่ใช่แค่เรื่องของการเลือก 'ฟิลเลอร์แบรนด์ดีๆ' เท่านั้นนะครับ
เพราะต่อให้เราใช้ฟิลเลอร์ที่เนื้อละเอียดที่สุด
แต่ถ้าฉีดตื้นเกินไป ก็จะเกิดปัญหาเห็นเป็นสีฟ้าลอยขึ้นมาเหมือนเดิมครับ
ฟิลเลอร์จะต้องถูกฉีดเข้าไปในชั้นลึกเหนือเยื่อหุ้มกระดูก หรือก็คือเหนือกระดูกใต้ตาพอดีอย่างแม่นยำ
เพื่อให้เนื้อฟิลเลอร์ช่วยเติมเต็มวอลลุ่มได้อย่างเป็นธรรมชาติ
โดยไม่สะท้อนแสงจนเห็นเป็นสีฟ้าลอยขึ้นมาที่ผิวชั้นบนครับ
👨⚕️ สรุปเคล็ดลับสำคัญโดย หมอวี ยองจิน
ผิวบริเวณใต้ตามีความบางมากๆ หากฉีดฟิลเลอร์ที่มีเนื้อหยาบ โมเลกุลใหญ่
หรือมีความยืดหยุ่นสูงในชั้นที่ตื้นเกินไป
จะทำให้เกิดปรากฏการณ์ทินดอลล์ (Tyndall effect) เห็นเป็นเงาสีฟ้าลอยเด่นชัดขึ้นมาครับ
วิธีการป้องกันคือ ต้องเลือกใช้ฟิลเลอร์เนื้อนุ่มละเอียดระดับพรีเมียม
ร่วมกับการฉีดเข้าสู่ชั้นลึกเหนือกระดูกใต้ตาอย่างละเอียดประณีตและดึงความแม่นยำสูงสุดครับ
การร่วมประสานกันระหว่าง 'การเลือกผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้อง' และ 'ระดับความลึกที่เหมาะสม'
จึงจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงามและดูเป็นธรรมชาติที่สุดครับ

ใต้ตาคล้ำและยุบตัว แต่ละประเภท
มีวิธีการรักษาที่แตกต่างกันนะครับ
ถึงแม้ปัญหาจะดูเหมือนว่าใต้ตามันตอบตัวหรือยุบตัวลงไปเหมือนกัน
แต่มันไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียวกันเสมอไปครับ
โดยเราสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ ได้ดังนี้ครับ
① ประเภทสูญเสียปริมาตร (Volume Loss)
เป็นกรณีที่เมื่ออายุมากขึ้น ไขมันใต้ตาจะเริ่มลดลง
และมวลกระดูกเกิดการทรุดตัวลงทำให้ดูเว้าแหว่งครับ
สำหรับกรณีนี้ การฉีดฟิลเลอร์จะตอบโจทย์และเห็นผลได้ดีมากครับ
เพราะหัวใจสำคัญคือการเติมแต่งวอลลุ่มเข้าไปทดแทนในส่วนที่ขาดหายไป
② ประเภทถุงใต้ตาปูด (Eye Bag Protrusion)
ประเภทนี้ไม่ได้เกิดจากไขมันใต้ตาที่ฟีบลง
แต่กลับกันคือไขมันบริเวณใต้ตาปูดนูนยื่นออกมาระหว่างถุงใต้ตาครับ
หากเราฉีดฟิลเลอร์เข้าไปในเคสแบบนี้
อาจจะยิ่งทำให้ใต้ตาดูบวมและดูหนาผิดธรรมชาติยิ่งขึ้นไปอีกครับ
คนที่มีปัญหานี้ควรได้รับแนวทางการรักษา
ด้วยการผ่าตัดจัดเรียงไขมันใต้ตาใหม่ (Lower blepharoplasty) จะเหมาะสมกว่าครับ
③ ประเภทเม็ดสีผิวเข้ม/เงาดำใต้ตา (Pigmentation & Shadows)
ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากความทรุดโทรมของวอลลุ่ม แต่เป็นเรื่องของรอยดำคล้ำ (Dark Circles)
หรือเกิดจากการที่เส้นเลือดใต้ผิวหนังสะท้อนแสงขึ้นมาให้เห็นชัดเจนจนดูเหมือนเป็นเงาคล้ำครับ
ปัญหานี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยฟิลเลอร์ธรรมดาครับ
แต่เป็นประเภทที่จำเป็นต้องใช้เลเซอร์ หรือทรีตเมนต์บำรุงผิวหน้าชนิดพิเศษรักษาแทน
ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้ามาปรึกษา มักจะไม่ทราบว่าตัวเองมีปัญหาใต้ตาประเภทไหน
ในกลุ่มที่บอกข้างต้นกันเป็นส่วนใหญ่ครับ
ดังนั้นในเวลาให้คำปรึกษา ผมจึงมักจะให้คนไข้นั่งส่องไฟวิเคราะห์อย่างละเอียด
และลงมือใช้นิ้วแตะเพื่อดึงและเช็กสภาพผิวใต้ตาโดยตรงเสมอครับ
การแยกแยะให้ออกก่อนว่าเป็นเรื่องของถุงไขมัน ปัญหาการสูญเสียโวลลุ่ม หรือปัญหาของเม็ดสีผิว
จึงจะเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการรักษาที่เห็นผลลัพธ์สูงสุดครับ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1. หลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแล้ว ถ้ามีรอยช้ำหรือ
อาการบวมเกิดขึ้น จะต้องทำอย่างไรคะ?
A. บริเวณรอบดวงตามีเส้นเลือดฝอยเยอะมากและผิวก็ค่อนข้างบางมากครับ
ดังนั้นหลังทำหัตถการ จึงมีโอกาสเกิดรอยช้ำเล็กๆ หรืออาการบวมได้ง่ายกว่าบริเวณอื่น
เป็นเรื่องปกติที่พบเจอได้ทั่วไปครับ
โดยทั่วไปแล้ว รอยช้ำและอาการบวมเหล่านี้
จะค่อยๆ ยุบและหายไปเองตามธรรมชาติภายในระยะเวลา 3-7 วันครับ
แต่หากมีรอยเขียวช้ำนานเกินกว่า 1 สัปดาห์ขึ้นไป
หรือพบว่าหน้าบวมเต่งเป็นพิเศษเพียงแค่ด้านใดด้านหนึ่ง
โปรดติดต่อรีบแจ้งทางคลินิกที่รับบริการทันทีนะครับ
Q2. หากเกิดผลข้างเคียงจากการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาแล้วเห็นเป็นสีฟ้า
จะปรับแก้ไขให้กลับเป็นเหมือนเดิมได้ไหมคะ?
A. แก้ไขได้แน่นอนครับ ฟิลเลอร์ประเภทไฮยาลูโรนิกแอซิด (Hyaluronic Acid)
สามารถสลายออกได้หมดจด 100%
โดยการใช้เอนไซม์ฉลีดสลายฟิลเลอร์ (Hyaluronidase) ไขข้อข้องใจนี้ได้เลยครับ
หากเกิดปรากฏการณ์ทินดอลล์ขึ้นมา แนะนำว่าไม่ควรฝืนอดทนรอให้สลายเองครับ
การเข้ามาฉีดสลายออกอย่างรวดเร็ว
แล้วค่อยประเมินเพื่อวางแผนรับการฉีดใหม่อีกครั้งจะเป็นวิธีที่ดีและปลอดภัยที่สุดครับ
Q3. ฟิลเลอร์ใต้ตาควรเริ่มฉีดตั้งแต่อายุเท่าไหร่ดีคะ?
A. เราไม่ได้จำกัดที่ตัวเลขอายุครับ แต่จะยึด 'การสูญเสียมวลวอลลุ่ม' เป็นเกณฑ์พิจารณาหลักครับ
ถึงแม้จะอายุเพิ่งเข้าสู่วัย 20 ปี แต่หากมีโครงสร้างใต้ตาที่บุ๋มลึกมาแต่กำเนิด
ก็สามารถเข้ารับการฉีดฟิลเลอร์เพื่อช่วยแก้ไขปรับบุคลิกภาพได้อย่างเต็มที่เลยครับ
ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือการเข้าพบแพทย์เพื่อวิเคราะห์ดูสาเหตุ
มากกว่าการกังวลเรื่องเกณฑ์อายุเฉยๆ ครับ
ขอบคุณมากๆ ครับ ทั้งหมดนี้คือข้อมูลดีๆ จาก หมอวี ยองจิน ครับ
บทความแนะนำให้อ่านเพิ่มเติม
▶ฟิลเลอร์หน้าผากในย่านฮงแด คลินิกไหนที่ทำออกมาสวยเลิศธรรมชาติที่สุด?
▶ฉีดสลายไขมันใต้ผิวหนัง ถ้าไม่ใช่ DCA base (Deoxycholic Acid) อย่าเพิ่งไว้วางใจเชื่อคำโฆษณานะครับ
▶'Golden Time' ช่วงเวลาทองคำที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ Rejuran ให้ได้ผลลัพธ์สูงสุด

โครงหน้า&วอลลุ่ม
RTTE RF ทำงานอย่างไรกับพุงแก้มที่หย่อนคล้อยข้างโหนกแก้มเพื่อช่วยเพิ่มวอลลุ่มให้ใบหน้าส่วนกลาง และจะเหมาะกับใครบ้างนะ?
สรุปหลักการทำงานของ Alite RF ในการคืนความยืดหยุ่นให้กับใบหน้าส่วนกลาง พร้อมช่วงเวลาที่เริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน และความแตกต่างระหว่างหัตถการนี้กับโปรแกรมยกกระชับอื่นๆ หรือการฉีดฟิลเลอร์ค่ะ

ยกกระชับ
เลือกคลินิกอย่างไรดี? สำหรับการทำหัตถการยกกระชับแบบผสมผสานระหว่าง Ultherapy และ Thermage
สรุปความต่างของระดับความลึกในการทำงานระหว่าง Ulthera และ Thermage พร้อมเกณฑ์การเลือกคลินิกสำหรับทำโปรแกรมยกกระชับแบบผสมผสาน ทั้งในเรื่องของเครื่องมือ ประสบการณ์ของแพทย์ และการวางโปรแกรมรักษามาให้แล้วค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
สำหรับใครที่กำลังสงสัยว่า InMode FX ช่วยแก้ปัญหาเหนียงสองชั้นและแก้มห้อยได้ผลดีจริงไหม แล้วจะเหมาะกับผิวแบบไหนมากที่สุด?
สรุปหลักการทำงาน ผลลัพธ์ และข้อจำกัดของ InMode FX ที่ช่วยคืนความกระชับให้กรอบหน้าและแก้มที่หย่อนคล้อย พร้อมเปรียบเทียบความต่างกับหัตถการอื่นๆ ให้ดูกันค่ะ

ผิว
skin booster กลุ่มกระตุ้นคอลลาเจน (collagen booster) ควรเริ่มทำตั้งแต่อายุเท่าไหร่ดี? แล้วผลลัพธ์ที่คาดหวังในแต่ละช่วงวัยจะแตกต่างกันอย่างไรบ้างคะ?
เราได้รวบรวมหลักการทำงานของคอลลาเจนบูสเตอร์ (collagen booster) ในการช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว พร้อมทั้งเป้าหมายและผลลัพธ์ที่คาดหวังซึ่งจะแตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงวัยมาฝากกันค่ะ

ผิว
รอยดำ ฝ้า และกระ แต่ละชนิดจะเหมาะกับเลเซอร์ที่แตกต่างกัน แล้วแบบนี้เราควรเลือกทำเลเซอร์ตัวไหนดีนะ?
เราได้รวบรวมและเปรียบเทียบเกณฑ์การเลือกเลเซอร์รักษาที่แตกต่างกันไปตามความลึกของจุดด่างดำ ฝ้า กระ และประเภทของเม็ดสีผิวไว้ให้แล้วค่ะ

ยกกระชับ
ผลลัพธ์ของ Sofwave lifting จะเริ่มเห็นผลตั้งแต่เมื่อไหร่หลังทำ และจะอยู่ได้นานแค่ไหนคะ?
Sofwave เป็นการรักษาที่ใช้พลังงานความร้อนจากคลื่นอัลตราซาวด์เข้าไปกระตุ้นคอลลาเจน ทำให้ผิวดูอิ่มฟูและยกระดับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ มาเช็กกันให้ครบในที่เดียว ตั้งแต่ความรู้สึกทันทีหลังทำ ช่วงเวลาที่เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเต็มที่ ระยะเวลาผลลัพธ์ ช่วงเวลาที่ควรทำซ้ำ ไปจนถึงเคล็ดลับการดูแลตัวเองเพื่อรักษาผลลัพธ์ให้อยู่ได้นานขึ้นกันค่ะ



