Ulthera vs Shurink คือทำแรงปีละครั้ง กับทำเบาทุก 6 เดือน วัย 50 หย่อน กับวัย 30 ป้องกัน คำตอบต่างกัน

ขอเริ่มด้วยบทสรุปก่อนเลยนะคะ
ไม่ใช่ว่า Ulthera เป็น 'การรักษาที่ดีกว่า' Shrink หรอกนะคะ
แต่เพราะทั้งสองหัตถการนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ที่ต่างกันต่างหากค่ะ
วันนี้เราจะมาเฉลยเหตุผลในบทความนี้กันค่ะ
สรุปในบรรทัดเดียว
Ulthera คือสายเน้นพลังงานแรงงงง ยิงตรงลึกถึงชั้น SMAS
ส่วน Shrink คือสายเมนเทน ทำได้บ่อยแบบสบายกระเป๋า ไม่เจ็บตัวเยอะค่ะ
เกณฑ์การเลือก
ถ้าเริ่มหย่อนคล้อยเห็นได้ชัด แนะนำ Ulthera ปีละ 1 ครั้ง
แต่ถ้าเน้นป้องกันและดูแลผิวเรื่อยๆ แนะนำทำ Shrink เป็นรอบๆ อย่างสม่ำเสมอค่ะ
สิ่งที่เราจะมาเจาะลึกกันวันนี้
มาเช็กสภาพผิวหน้าของเรากันค่ะว่า
เหมาะกับฝั่งไหนมากกว่ากัน
3 ประเด็นหลักที่เราจะพูดคุยกันในบทความนี้
ลึก 4.5 mm เท่ากัน แต่ทำไมระดับความแรงถึงต่างกัน?
เคสแบบไหนที่ไม่เหมาะกับ Ulthera,
และเคสแบบไหนทำ Shrink แล้วอาจจะไม่ตอบโจทย์
เทคนิคคอมโบผสมผสานกับ Botox และ Filler
Ulthera กับ Shrink ต่างกันยังไงนะ?
ทั้ง Ulthera และ Shrink
จัดอยู่ในกลุ่มเครื่องยกกระชับแบบ
HIFU (High-Intensity Focused Ultrasound) เหมือนกันค่ะ
แต่จุดต่างคือ Ulthera จะส่งพลังงานเข้มข้นตรงเข้าล็อกเป็นจุดโฟกัสเล็กๆ
ทำให้ชั้น SMAS หดกระชับตัวโดยตรง
ในขณะที่ Shrink จะกระจายพลังงานความร้อนอย่างอ่อนโยน
เป็นบริเวณที่กว้างกว่าค่ะ
ด้วยเหตุนี้ Ulthera จึงแนะนำให้ทำปีละ 1 ครั้ง
ส่วน Shrink จะดีไซน์มาให้ทำซ้ำ 3 ครั้ง ห่างกันทุก 3 สัปดาห์
หรือทำซ้ำทุกๆ 6 เดือน —
รอบการทำของทั้งสองตัวจึงต่างกันโดยสิ้นเชิงค่ะ

Ulthera vs Shrink,
ทำไมผลลัพธ์และความแรงถึงต่างกัน?
เจาะลึกมุมมองเด็ด
โดย หมอวี ยองจิน
"แม้จะยิงลึก 4.5 mm ถึงชั้น SMAS เหมือนกัน แต่การส่งพลังงานของ Ulthera และ Shrink นั้นต่างกันครับ
ถ้าเรื่องความแรงและพลังงานยกกระชับ Ulthera คุมเกมได้อยู่หมัด
แต่ถ้าเน้นความคุ้มค่าและทำได้บ่อยๆ Shrink จะตอบโจทย์กว่าครับ
เลือกระหว่าง: เน้นเจ็บแต่จบปีละ 1 ครั้ง VS ค่อยๆ ดูแลละมุนๆ ทุก 6 เดือน
เลือกตามสไตล์การดูแลตัวเองที่เข้ากับชีวิตประจำวันได้เลยครับ"
— หมอวี ยองจิน (Beautystone Clinic สาขาฮับจอง)
มาเริ่มที่คีย์เวิร์ดสำคัญกันก่อนนะคะ แม้จะลงลึกระดับ 4.5 mm เท่ากัน
แต่วิธีส่งพลังงานของทั้งสองเครื่องนี้ไม่เหมือนกันเลยค่ะ
Ulthera จะรวมพลังงานหนาแน่นสูงไปที่จุดเดียว
ทำให้เกิดการหดแกนความร้อนโดยตรงที่ชั้น SMAS
ซึ่งเมื่อจุดความร้อนนี้หดตัวลง
ชั้น SMAS ก็จะดึงยกกระชับขึ้นไป ซึ่งนี่คือหัวใจของการทำลิฟติ้งค่ะ
ขณะที่ Shrink ถึงจะลงลึกเท่ากัน แต่จะเน้นกระจายพลังงาน
ให้ออกมาเป็นแนวราบที่กว้างขึ้นและนุ่มนวลกว่า
แม้พลังงานต่อช็อตจะดูเบากว่า แต่ก็เจ็บน้อยกว่าเยอะ
ผิวแดงน้อยช้ำน้อยจนสามารถกลับมาทำได้บ่อยๆ ค่ะ
สำหรับสาวๆ วัย 50+ ที่กังวลเรื่องความหย่อนคล้อยชัดเจน
Ulthera ช็อตเน้นๆ คือกระสุนนัดเดียวที่ตอบโจทย์ที่สุดค่ะ
ส่วนคนในช่วงวัย 30 ปลายๆ ถึง 40 ต้นๆ ที่ยังไม่มีปัญหาหย่อนคล้อยมากนัก
แต่แค่อยากเมนเทนหน้าให้เป๊ะอยู่เสมอ แนะนำเลือกทำ Shrink ทุกๆ 6 เดือน จะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าค่ะ
สรุปสาระสำคัญจาก หมอวี ยองจิน
คำว่า 'พลังงานแรงกว่า'
ย่อมมาพร้อมกับความรู้สึกที่มากกว่าเสมอนะครับ
สำหรับคนที่มีปัญหาหย่อนคล้อยเยอะ พลังงานที่แรงคืออาวุธติดสปีด
แต่สำหรับคนที่หน้ายังเป๊ะอยู่
การอัดพลังงานแรงเกินไปอาจจะเกินความจำเป็นครับ
การด่วนเลือกโปรแกรมแรงๆ โดยยังไม่รู้สภาพผิวที่แท้จริง
คือจุดที่คนไข้เสียเงินฟรีบ่อยที่สุดครับ

สรุปแล้วระหว่าง Ulthera กับ Shrink
ฉันควรทำอะไรดีนะ?
อย่างเคสคนไข้วัย 40 ปีที่เข้ามาปรึกษาในคลินิกวันนี้
ที่กังวลเรื่องริ้วรอยเล็กๆ และรูขุมขนกว้างมากกว่าความหย่อนคล้อย
หมอเลยไม่แนะนำให้ทำ Ulthera ครับ
แต่หมอแนะนำให้ทำ Shrink 3 ครั้ง ห่างกันทุก 3 สัปดาห์
เพื่อค่อยๆ ไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้น SMAS
และช่วยปรับสภาพผิวให้เนียนละเอียดขึ้นแทนครับ
ในทางตรงกันข้าม คนไข้วัย 47 ปีที่ทำเพียง Shrink อย่างเดียวอาจจะ
ไม่เพียงพอจะดึงชั้น SMAS ที่เริ่มหย่อนคล้อยให้อยู่ตัว หมอเลยแนะนำโปรแกรม Ulthera 1 ครั้ง
ควบคู่ไปกับการทำ Botox และ Filler ร่วมด้วยครับ
สภาพผิวและวัยวาร | ตัวเลือกที่แนะนำก่อน (First Choice) | ทำคู่กันยิ่งปังกว่า |
วัย 50+, หย่อนคล้อยชัดเจน | Ulthera ปีละ 1 ครั้ง | Botox, Filler |
วัย 40 ต้นๆ, เน้นเมนเทนหน้าเดิม | Shrink 3 ครั้ง ห่างกัน 3 สัปดาห์ | ทำซ้ำรักษาผลลัพธ์ทุก 6 เดือน |
วัย 30+, เน้นงานผิว รูขุมขนกระชับ | Shrink 1.5mm Booster | ทำคู่กับ skin booster |
ทำ Shrink แล้วรู้สึกเห็นผลน้อย | เปลี่ยนมาอัปเกรดเป็น Ulthera | เติม Filler ช่วยปรับลิฟต์หน้า |
การเลือกทำหัตถการเดิมซ้ำๆ เดิมๆ บางทีก็ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพที่สุดนะคะ
การใช้สูตรผสมผสานทั้งคอมโบ Botox และ Filler ควบคู่กันไป
ให้ผลลัพธ์ความพึงพอใจของคนไข้พุ่งสูงที่สุดเลยล่ะค่ะ

3 คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ Ulthera และ Shrink
Q1. ถ้าหนูทำ Shrink ถี่ๆ หลายๆ รอบ
ผลลัพธ์จะเทียบเท่ากับทำ Ulthera ไหมคะ?
A. ในกรณีที่โครงสร้างชั้น SMAS เริ่มหย่อนคล้อยไปแล้ว
แรงหดตัวกระชับในทีเดียวแบบ Ulthera
ต่อให้เราทำ Shrink สะสมหลายครั้งก็ยาก
ที่ผลลัพธ์จะลึกได้เท่ากันในบางเคสค่ะ
หากมีปัญหาหย่อนคล้อยชัดเจนจริงๆ ขอแนะนำให้จบที่ Ulthera นัดเดียวจะคุ้มกว่าค่ะ
Q2. ราคาของ Ulthera กับ Shrink ต่างกันเยอะไหม?
A. โดยปกติสเปก Ulthera 400~500 ช็อตจะอยู่ที่ราวๆ 1 ล้านถึง 1.8 ล้านวอน
ขณะที่ราคาต่อครั้งของ Shrink
จะย่อมเยากว่าค่อนข้างชัดเจนค่ะ
แต่เนื่องจาก Shrink จำเป็นต้องทำสะสมประมาณ 3 ครั้งขึ้นไป
เมื่อคำนวณราคาเฉลี่ยรวมทั้งหมดแล้ว ส่วนต่างจึงไม่ได้ห่างกันมากอย่างที่คิดค่ะ
Q3. มีโอกาสที่ทำ Ulthera แล้วมุมปากจะเบี้ยว
ไม่เท่ากันไหมคะ?
A. เป็นเคสที่เจอได้น้อยมากจริงๆ แต่ไม่ใช่ว่าโอกาสจะเป็น 0% นะคะ
หากยิงไปโดนเส้นประสาทบริเวณใต้แนวกรามผิดพลาด
อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองชั่วคราวได้ แต่ส่วนใหญ่จะดีขึ้นและฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติใน 4-8 สัปดาห์ค่ะ
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมความเชี่ยวชาญด้านกายวิภาคของแพทย์ผู้ทำ
จึงสำคัญที่สุดค่ะ
สรุปสุดท้ายแล้ว การเลือกระหว่าง Ulthera หรือ Shrink
มันคือคำถามที่ว่าคุณชอบแบบ 'เน้นพลังงานแรงๆ ทีเดียว' หรือ 'เน้นทำสม่ำเสมอเรื่อยๆ' ค่ะ
ในบทความหน้า
เราจะมาเจาะลึกหัวข้อ 'ทำไมบางคนทำ Ulthera แล้วเห็นผลช้า
พวกเขามีจุดร่วมอะไรที่เหมือนกันหรือเปล่า?' คอยติดตามกันนะคะ
ขอส่งต่อความสวยเพียงเท่านี้ หมอวี ยองจิน สวัสดีครับ
บทความที่แนะนำให้อ่านต่อ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
RTTE RF ทำงานอย่างไรกับพุงแก้มที่หย่อนคล้อยข้างโหนกแก้มเพื่อช่วยเพิ่มวอลลุ่มให้ใบหน้าส่วนกลาง และจะเหมาะกับใครบ้างนะ?
สรุปหลักการทำงานของ Alite RF ในการคืนความยืดหยุ่นให้กับใบหน้าส่วนกลาง พร้อมช่วงเวลาที่เริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน และความแตกต่างระหว่างหัตถการนี้กับโปรแกรมยกกระชับอื่นๆ หรือการฉีดฟิลเลอร์ค่ะ

ยกกระชับ
เลือกคลินิกอย่างไรดี? สำหรับการทำหัตถการยกกระชับแบบผสมผสานระหว่าง Ultherapy และ Thermage
สรุปความต่างของระดับความลึกในการทำงานระหว่าง Ulthera และ Thermage พร้อมเกณฑ์การเลือกคลินิกสำหรับทำโปรแกรมยกกระชับแบบผสมผสาน ทั้งในเรื่องของเครื่องมือ ประสบการณ์ของแพทย์ และการวางโปรแกรมรักษามาให้แล้วค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
สำหรับใครที่กำลังสงสัยว่า InMode FX ช่วยแก้ปัญหาเหนียงสองชั้นและแก้มห้อยได้ผลดีจริงไหม แล้วจะเหมาะกับผิวแบบไหนมากที่สุด?
สรุปหลักการทำงาน ผลลัพธ์ และข้อจำกัดของ InMode FX ที่ช่วยคืนความกระชับให้กรอบหน้าและแก้มที่หย่อนคล้อย พร้อมเปรียบเทียบความต่างกับหัตถการอื่นๆ ให้ดูกันค่ะ

ผิว
skin booster กลุ่มกระตุ้นคอลลาเจน (collagen booster) ควรเริ่มทำตั้งแต่อายุเท่าไหร่ดี? แล้วผลลัพธ์ที่คาดหวังในแต่ละช่วงวัยจะแตกต่างกันอย่างไรบ้างคะ?
เราได้รวบรวมหลักการทำงานของคอลลาเจนบูสเตอร์ (collagen booster) ในการช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว พร้อมทั้งเป้าหมายและผลลัพธ์ที่คาดหวังซึ่งจะแตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงวัยมาฝากกันค่ะ

ผิว
รอยดำ ฝ้า และกระ แต่ละชนิดจะเหมาะกับเลเซอร์ที่แตกต่างกัน แล้วแบบนี้เราควรเลือกทำเลเซอร์ตัวไหนดีนะ?
เราได้รวบรวมและเปรียบเทียบเกณฑ์การเลือกเลเซอร์รักษาที่แตกต่างกันไปตามความลึกของจุดด่างดำ ฝ้า กระ และประเภทของเม็ดสีผิวไว้ให้แล้วค่ะ

ยกกระชับ
ผลลัพธ์ของ Sofwave lifting จะเริ่มเห็นผลตั้งแต่เมื่อไหร่หลังทำ และจะอยู่ได้นานแค่ไหนคะ?
Sofwave เป็นการรักษาที่ใช้พลังงานความร้อนจากคลื่นอัลตราซาวด์เข้าไปกระตุ้นคอลลาเจน ทำให้ผิวดูอิ่มฟูและยกระดับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ มาเช็กกันให้ครบในที่เดียว ตั้งแต่ความรู้สึกทันทีหลังทำ ช่วงเวลาที่เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเต็มที่ ระยะเวลาผลลัพธ์ ช่วงเวลาที่ควรทำซ้ำ ไปจนถึงเคล็ดลับการดูแลตัวเองเพื่อรักษาผลลัพธ์ให้อยู่ได้นานขึ้นกันค่ะ



