Ulthera ต้องเจ็บถึงเห็นผลจริงไหม? อธิบายสาเหตุที่เจ็บ และทำไมยาชาไม่ลดประสิทธิภาพผลลัพธ์
พอหาข้อมูลเกี่ยวกับ Ulthera ทีไร ก็มักจะได้ยินคำพูดบ่อยๆ ว่า “ยิ่งเจ็บยิ่งเห็นผลดี” หรือ “ถ้าไม่เจ็บเลยก็เท่ากับเสียเงินเปล่า” หลายคนเลยกังวลว่าถ้าลดความเจ็บลงแล้ว ผลลัพธ์จะลดลงไปด้วยหรือเปล่า จนถึงขั้นลังเลว่าไม่ควรแปะยาชาดีไหม
บอกตรงนี้เลยครับว่า ที่ Ulthera เจ็บไม่ใช่เพราะมันเห็นผลดี แต่เป็นเพราะเป็นการทำหัตถการที่ส่งผ่านความร้อนลึกลงไปถึงชั้นผิวชั้นลึกต่างหาก ระดับความเจ็บกับระดับของผลลัพธ์ไม่ได้แปรผันตรงกันเลยครับ ต่อให้เราลดความเจ็บลง แต่ถ้าพลังงานส่งลงไปถึงระดับความลึกที่ต้องการ ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังดีเหมือนเดิมครับ
ที่เจ็บเป็นเพราะพลังงานลงลึกถึงชั้นผิวชั้นใน
Ulthera จะรวบรวม คลื่นอัลตราซาวนด์ความเข้มข้นสูง (High-Intensity Focused Ultrasound)* ส่งผ่านลงไปที่ผิวชั้นลึกด้านในแทนที่จะเป็นผิวชั้นนอก โดยจะสร้างความร้อนจุดเล็กๆ จุดที่ความร้อนนี้ส่งไปถึงก็คือ ชั้น SMAS* ซึ่งเป็นชั้นที่ช่วยพยุงใบหน้าของเราเอาไว้ พอเกิดจุดความร้อนขึ้นกะทันหันในชั้นผิวที่อยู่ลึก (ไม่ใช่ผิวชั้นนอก) เราเลยรู้สึกจี๊ดๆ ร้อนวูบวาบด้านในนั่นเองครับ
* คลื่นอัลตราซาวนด์ความเข้มข้นสูง: เป็นวิธีการรวบรวมพลังงานอัลตราซาวนด์ไว้ที่จุดเดียวเพื่อสร้างความร้อน โดยจะทำงานเฉพาะในระดับความลึกที่กำหนดไว้ด้านใน โดยไม่รบกวนผิวชั้นนอกเลยครับ
* ชั้น SMAS: เป็นชั้นเนื้อเยื่อที่แข็งแรงใต้ผิวหนังใบหน้าที่คอยโอบอุ้มโครงสร้างใบหน้าไว้ เนื่องจากเป็นเป้าหมายหลักที่การยกกระชับต้องการเข้าไปกระตุ้น พลังงานจึงต้องลงไปลึกพอที่จะเข้าถึงชั้นนี้ให้ได้ครับ
สรุปคือ ความรู้สึกเจ็บเป็นเพียงผลพลอยได้ที่บอกว่า “พลังงานกำลังเข้าไปกระตุ้นผิวชั้นลึกอยู่นะ” แต่ไม่ใช่มาตรวัดที่จะมาตัดสินประสิทธิภาพของผลลัพธ์ครับ

ความเชื่อที่ว่า ‘ต้องเจ็บถึงจะเห็นผล’ เป็นเรื่องเข้าใจผิดครับ
ระดับความเจ็บเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลมากๆ ครับ แม้จะใช้พลังงานเท่ากัน แต่คนที่ไวต่อความรู้สึกก็จะรู้สึกเจ็บมากกว่า ส่วนคนที่ไม่ค่อยไวก็รู้สึกเจ็บน้อยกว่า ความเซนซิทีฟต่อความเจ็บนี้ขึนอยู่กับการกระจายตัวของเส้นประสาทและสภาพร่างกายในวันนั้น ดังนั้นการที่รู้สึกเจ็บน้อยลง ไม่ได้แปลว่าได้รับพลังงานน้อยลงเลยครับ
ในทางตรงกันข้าม หากเจ็บมากเกินไปจนคนไข้เกร็งหรือต้องหยุดพักระหว่างทำบ่อยๆ อาจทำให้คุณหมอส่งพลังงานไปยังบริเวณที่ต้องการได้อย่างไม่สม่ำเสมอ การจัดการความเจ็บให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมเพื่อให้ทำได้อย่างราบรื่นและผ่อนคลาย บางครั้งยังช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาดียิ่งขึ้นด้วยซ้ำครับ
สาเหตุที่ความเข้าใจผิดนี้แพร่หลาย เป็นเพราะในอดีตยังไม่มีวิธีช่วยบรรเทาความเจ็บปวดที่ดีพอ หลายคนเลยคิดว่า “เป็นหัตถการที่ต้องทนเจ็บเป็นธรรมดา” จนเล่าลือกันไปว่าความเจ็บคือหลักฐานของความเห็นผล แต่เมื่อดูจากการที่คนเราเจ็บไม่เท่ากันทั้งที่ใช้พลังงานเท่ากันแล้ว จะเห็นได้ว่าความเจ็บไม่ได้บ่งบอกถึงประสิทธิภาพ แต่บ่งบอกถึงระดับความไวต่อความรู้สึกที่แตกต่างกันของแต่ละคนเท่านั้นเองครับ

เซฟความเจ็บ แต่ผลลัพธ์ยังเป๊ะเหมือนเดิม
ดังนั้น วิธีการหรือตัวช่วยลดความเจ็บต่างๆ จึงไม่ได้ทำมาเพื่อลดทอนผลลัพธ์ แต่เป็นตัวช่วยเพื่อให้เราสามารถรับพลังงานในระดับที่เหมาะสมได้อย่างเต็มที่ต่างหากครับ ไม่ว่าจะเป็นการแปะยาชา, ยาระงับปวด, การปรับพลังงานตามตำแหน่ง หรือการปรับความเร็วในการยิง ซึ่งหัวใจสำคัญคือ ไม่ใช่การลดพลังงานลงอย่างไร้เหตุผล แต่เป็นการจัดการกับความเจ็บปวดในขณะที่ยังส่งพลังงานที่จำเป็นไปยังชั้นผิวความลึกที่ต้องการได้อย่างครบถ้วน
แน่นอนว่าหากคนไข้ผิวบางมากหรือไวต่อความเจ็บมากๆ คุณหมออาจมีการปรับลดระดับพลังงานให้เหมาะสม แต่นั่นเป็นการปรับแต่งเฉพาะบุคคลเพื่อความปลอดภัยและความสบายตัว ไม่ได้หมายความว่า “เจ็บน้อยลง = ยอมทิ้งผลลัพธ์” เสมอไปครับ
นอกจากนี้ การรู้ว่าแต่ละบริเวณให้ความรู้สึกแตกต่างกันก็ช่วยได้เยอะเลยครับ บริเวณที่มีไข้มารองรับอย่างโหนกแก้มหรือแก้มจะทนได้สบายๆ แต่บริเวณที่ใกล้กระดูกหรือผิวบางอย่างหน้าผาก ปลายคาง หรือรอบริมฝีปาก จะรู้สึกจี๊ดมากกว่า แม้จะเป็นคนเดียวกันแต่แต่ละจุดก็เจ็บไม่เท่ากัน ดังนั้นตอนทำถ้าเกิดรู้สึกว่า “ตรงนี้เจ็บเป็นพิเศษ” ก็สามารถบอกคุณหมอเพื่อปรับความเร็วหรือความแรงเฉพาะจุดได้ทันทีครับ การทนเจ็บไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป การสื่อสารกับคุณหมอระหว่างทำจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและน่าพึงพอใจมากกว่าครับ

ระดับความเจ็บประมาณไหน และสิ่งที่ต้องสังเกต
อาการเจ็บของ Ulthera จะเป็นความรู้สึกจี๊ดๆ ร้อนผ่าวแวบสั้นๆ บริเวณใกล้กระดูกหรือผิวบางอาจจะรู้สึกไวขึ้นมาหน่อย หลังทำเสร็จอาจมีอาการตึง ระบม หรือบวมเล็กน้อยเวลากดไปอีก 2-3 วัน ซึ่งปกติแล้วจะค่อยๆ ยุบและดีขึ้นเองครับ แต่หากอาการเจ็บยังคงรุนแรงต่อเนื่องหลังจากทำไปนานแล้ว หรืออาการบวมไม่ยุบลง แนะนำให้ติดต่อคลินิกที่รับบริการเพื่อตรวจเช็กความปลอดภัยทันที ไม่ต้องทนอั้นไว้นะครับ
หากกังวลเรื่องความเจ็บ แนะนำให้ปรึกษาคุณหมอก่อนทำดีกว่าทนเงียบๆ ครับ เพราะคุณหมอสามารถช่วยเตรียมยาชาหรือปรับค่าพลังงานให้เราทนได้สบายๆ ก่อนเริ่มทำลองประเมินกับคุณหมอว่าปกติเราเป็นคนกลัวเจ็บแค่ไหน หรืออยากได้ยาชาช่วยในระดับใด คุณหมอจะได้เตรียมการให้เหมาะกับสภาพร่างกายของเราในวันนั้นครับ
สรุปสั้นๆ คือ ความเจ็บของ Ulthera ไม่ใช่ ‘หลักฐานของผลลัพธ์’ แต่เป็นเพียงความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างการกระตุ้นผิวชั้นลึกเท่านั้น ดังนั้น แทนที่จะยอมไม่ใช้ยาชาเพราะคิดว่า “เจ็บน้อยลงแล้วจะไม่คุ้ม” การจัดการความเจ็บให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในขณะที่ยังส่งพลังงานลงลึกได้ตรงจุด จะเป็นทางเลือกที่สมาร์ทกว่าครับ คีย์เวิร์ดสำคัญคือการปรึกษาคุณหมอเพื่อหาวิธีที่เหมาะกับความหนาของผิวและความไวต่อความเจ็บของเรา โดยไม่เอาความเจ็บมาเป็นมาตรวัดผลลัพธ์นั่นเองครับ
ปรึกษาผ่าน LINE
หากอยากรู้ว่าหัตถการนี้เหมาะกับเราไหม คุณหมอผู้เชี่ยวชาญจะประเมินและให้คำปรึกษาโดยตรงครับ
▶ พูดคุยปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน LINE
คำถามที่พบบ่อย
Q. Ulthera ต้องเจ็บมากถึงจะเห็นผลดีจริงไหมคะ?
ไม่จริงครับ ความรู้สึกเจ็บเป็นเพียงผลพลอยได้จากการส่งผ่านความร้อนไปยังชั้นผิวลึก ไม่สามารถใช้ตัดสินระดับผลลัพธ์ได้ ความไวต่อความเจ็บของแต่ละคนนั้นต่างกัน การที่รู้สึกเจ็บน้อยไม่ได้แปลว่าผิวได้รับพลังงานน้อยลงแต่อย่างใดครับ
Q. แปะยาชาแล้วจะทำให้ผลลัพธ์ลดลงไหมคะ?
ยาชาช่วยลดเพียงความรู้สึกเจ็บปวดเท่านั้น ไม่ได้ปิดกั้นพลังงานคลื่นอัลตราซาวนด์ที่ส่งลงสู่ชั้นผิวลึกเลยครับ แถมยังช่วยให้คนไข้เกร็งน้อยลง ทำให้คุณหมอสามารถส่งพลังงานได้อย่างราบรื่นและสม่ำเสมอในบริเวณที่ต้องการอีกด้วยครับ
Q. ถ้าเจ็บเกินไป สามารถให้คุณหมอลดพลังงานลงได้ไหมคะ?
หากคนไข้ผิวบางหรือไวต่อความเจ็บมากๆ คุณหมอจะปรับระดับพลังงานตามจุดต่างๆ ให้เหมาะสมครับ แต่นี่เป็นการปรับเพื่อความปลอดภัยและสบายตัวของคนไข้ โดยที่คุณหมอจะยังคุมให้พลังงานลงลึกถึงระดับที่เห็นผลได้ดีอยู่ ไม่ใช่การลดระดับพลังงานลดลงอย่างไร้ทิศทางครับ
Q. ความรู้สึกระบมจะอยู่ได้นานแค่ไหนครับ?
ความรู้สึกจี๊ดๆ ระหว่างทำจะหายไปทันทีหลังจบเคส ส่วนในช่วง 2-3 วันแรกอาจมีอาการตึงๆ ระบมเวลาสัมผัส หรือบวมเล็กน้อย ซึ่งเป็นอาการปกติและจะค่อยๆ หายดีขึ้นเองครับ แต่หากเจ็บปวดรุนแรงหรือบวมไม่ยุบเป็นเวลานาน แนะนำให้ติดต่อคลินิกเพื่อส่งให้แพทย์ช่วยดูแลครับ
บทความแนะนำ

ยกกระชับ
ผลลัพธ์ของ RF lifting จะเริ่มเห็นผลเมื่อไหร่? ตั้งแต่ความรู้สึกทันทีหลังทำ ไปจนถึงช่วงที่คอลลาเจนเริ่มเติมเต็มในสัปดาห์ที่ 4-12 มาดูกันค่ะ
ลำดับการเห็นผลลัพธ์หลังทำ RF - มาไล่เรียงกันตั้งแต่การหดตัวกระชับทันทีหลังทำ, ช่วงเวลาที่เริ่มเห็นผลลัพธ์การยกกระชับอย่างเต็มที่, ตลอดจนระยะเวลาผลลัพธ์ และรอบการทำซ้ำกันค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Juvelook Volume และ Ellansé ต่างกันอย่างไรตั้งแต่ส่วนผสมไปจนถึงหลักการทำงาน เมื่อต้องการเติมเต็มแก้มที่ตอบ?
Juvelook Volume และ Ellanse เป็นกลุ่ม collagen booster เหมือนกัน แต่มีหลักการทำงานที่ต่างกันค่ะ เราเลยแบ่งเกณฑ์การเลือกตามระดับความตอบของแก้มและระยะเวลาที่เห็นผลตามความคาดหวังของแต่ละคนค่ะ

ผิว
ริ้วรอยเล็กๆ รอบดวงตา ใช้แค่ Rejuran HB อย่างเดียวจะพอไหม หรือต้องทำควบคู่กับหัตถการอื่น ดีไซน์การรักษาอย่างไรดีคะ?
ริ้วรอยร่องลึกใช้ Rejuran HB ส่วนริ้วรอยจากการแสดงอารมณ์ต้องคู่กับโบท็อกซ์ — มาดูเกณฑ์การเลือกโปรแกรมดูแลริ้วรอยเล็กๆ รอบดวงตากันค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
โบท็อกซ์กราม (Jaw Botox) เมื่อกรามเหลี่ยมๆ เริ่มกลับมาอีกครั้ง ควรไปฉีดซ้ำตอนไหน และใช้เกณฑ์อะไรในการพิจารณาดีนะ?
มาดูกันว่าผลลัพธ์ของ โบท็อกซ์ลดกราม จะเริ่มหมดฤทธิ์เมื่อไหร่ และควรกลับมาฉีดซ้ำตอนไหน รวมถึงระยะเวลาในการทำซ้ำ และการเปลี่ยนแปลงเมื่อฉีดอย่างต่อเนื่องกันค่ะ

ผิว
ผิวแพ้ง่ายสามารถทำ 레이저 토닝 (Laser Toning) ได้ไหมคะ และมีเกณฑ์ในการประเมินอย่างไรว่าผิวเราเหมาะกับการทำหรือไม่?
เกณฑ์การเลือกเลเซอร์ toning สำหรับผิวแพ้ง่ายที่กังวลเรื่องรอยแดงและรอยดำ — เจาะลึกตั้งแต่การตั้งค่าค่าพลังงาน, ระยะห่างในการทำ, ไปจนถึงการดูแลผิวก่อนและหลังทำ

กำจัดขน
ทำเลเซอร์กำจัดขนแล้วขนขึ้นมากขึ้น เกิดอะไรขึ้น?
ทำเลเซอร์กำจัดขนแล้วขนดูเยอะขึ้น? รู้จัก paradoxical hypertrichosis สาเหตุ กลุ่มเสี่ยง วิธีรับมือ



