แพทย์ผิวหนังอธิบายสาเหตุรอยแดงจากสิวและหลักการฟื้นตัว พร้อมวิธีดูแลภาวะรอยแดงหลังอักเสบ

คุณหมอวี ยองจิน | Beautystone Clinic สาขาฮงแด
เช็คด่วนก่อนเริ่มอ่าน!
Q. รอยแดงจากสิว
ถ้าปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ จะยิ่งแย่ลงไหมคะ?
A. ไม่เลยครับ รอยแดงเปรียบเสมือนสัญญาณว่าผิวของคุณ
กำลังฟื้นฟูตัวเองอยู่ หากไม่เข้าใจกลไกนี้
ก็อาจจะลงสกินแคร์หรือดูแลผิวแบบผิดๆ จนได้ผลลัพธ์ที่แย่ลงได้ครับ
Q. รอยแดงกับรอยดำคือสิ่งเดียวกันไหมคะ?
A. แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ ทั้งสาเหตุที่เกิดและวิธีการรักษา
ถือเป็นการตอบสนองของผิวที่คนละเรื่องกันเลยครับ
Key Point ของบทความนี้
รอยแดงคือสัญญาณว่าผิวของคุณกำลังฟื้นฟูตัวเองอยู่ครับ
![[คอลัมน์ ดร.วีย็องจิน] รอยแดงจากสิว ทำไมการดูแลเกราะผิวสำคัญกว่าเลเซอร์](https://framerusercontent.com/images/0Zb7XWxm4sm61GXopowVyirwyo0.jpg)
รอยแดงจากสิวคืออะไร?
มันคือภาวะรอยแดงที่เกิดขึ้นหลังการอักเสบ
(Post-Inflammatory Erythema หรือ PIE)
เมื่อการอักเสบของสิวยุบตัวลงแล้ว แต่หลอดเลือดใต้ชั้นผิว
ยังคงขยายตัวค้างอยู่ จึงทำให้เห็นเป็นรอยแดงๆ บนผิวหน้าครับ
หลายๆ คนมักจะสับสนระหว่างรอยดำ (PIH หรือ รอยหมองคล้ำจากเม็ดสี)
กับรอยแดง PIE,
รอยดำ PIH เกิดจากการสะสมของเม็ดสีเมลานิน
ในขณะที่ PIE เกิดจากปฏิกิริยาของหลอดเลือดใต้ผิว
แนวทางการรักษาจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ

ที่บอกว่ารอยแดง
คือผิวที่ 'กำลังฟื้นฟู'
มันหมายความว่าอย่างไร?
บอกตามตรงเลยครับว่า คนไข้ส่วนใหญ่ที่ได้ยินผมพูดคำนี้
เป็นครั้งแรก มักจะถามกลับทันทีเลยว่า
"แต่มันก็คือสิ่งที่เราต้องกำจัดออกไปไม่ใช่เหรอคะคุณหมอ?"
อะไรทำนองนี้เสมอครับ
ซึ่งก็เป็นปฏิกิริยาปกติครับ เพราะพอเห็นรอยแดงๆ เด่นชัดขึ้นมา
เราก็มักจะรู้สึกกังวลว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นกับผิว
แต่ทว่า มีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่อยากให้เข้าใจตรงกันก่อนครับ
เมื่อผิวของเราได้รับบาดเจ็บ ร่างกายจะพยายามซ่อมแซมตัวเองโดยธรรมชาติ
ซึ่งในกระบวนการนั้น ร่างกายจะจงใจสั่งให้หลอดเลือดขยายตัว
ก็เพื่อรีบส่งออกซิเจน สารอาหาร และเซลล์ภูมิคุ้มกันต่างๆ
ไปยังบริเวณที่ผิวเสียหายให้เร็วที่สุดนั่นเอง
รอยแดงเหล่านั้นก็คือร่องรอยของการที่หลอดเลือดขยายตัวนั่นเองครับ
อธิบายง่ายๆ คือ มันเป็นเครื่องหมายที่บอกว่า ผิวกำลังซ่อมแซมตัวเองอยู่นะ
แต่จุดนี้อาจจะทำให้หลายคนสงสัยต่อว่า
"งั้นก็ปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้ใช่ไหม?"
คำตอบคือ มีส่วนที่ถูกครึ่งหนึ่ง และผิดครึ่งหนึ่งครับ
จริงอยู่ที่ผิวของคุณกำลังฟื้นฟูตัวเอง แต่ระว่างการเตรียมสภาพแวดล้อมที่ดีเพื่อช่วยให้ผิว
ฟื้นฟูได้อย่างสมบูรณ์ กับการปล่อยให้มีอะไรมารบกวนขั้นตอนเหล่านั้น
จะให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ
รังสียูวี การเสียดสีหรือขัดถูผิวแรงๆ และการทาส่วนผสมสกินแคร์ที่รุนแรง
ล้วนแต่จะเข้าไปขัดขวางกระบวนการฟื้นฟูผิวตามธรรมชาตินี้ทั้งสิ้น
เมื่อกระบวนการถูกขัดขวาง หลอดเลือดก็จะขยายตัวค้างอยู่อย่างนั้น
และกลายเป็นรอยแดงถาวรเกาะติดอยู่บนผิวไปในที่สุด
ในทางกลับกัน หากเราช่วยดูแลและฟื้นฟูผิวอย่างถูกวิธี
รอยแดงส่วนใหญ่ก็จะค่อยๆ จางลงไปเองตามธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไปครับ
อย่างไรก็ดี ในบางเคสอาจจะต้องใช้เวลานานมากๆ
หรือการดูแลตัวเองอยู่ที่บ้านเพียงอย่างเดียวก็อาจจะมีขีดจำกัดอยู่เหมือนกัน
และจุดที่คนไข้ชอบเข้าใจผิดกันเยอะมากคือ การพยายามสครับผิว
หรือทำทรีตเมนต์ลอกผิว (Peeling) แรงๆ เมื่อมีรอยแดง
เพราะคิดว่า "มันอยู่บนชั้นผิวหนังกำพร้า
ถ้าลอกมันออกไปก็น่าจะหายนะ"
คิดแบบนี้กันใช่ไหมครับ?
แต่ในความเป็นจริงแล้ว PIE เกิดขึ้นใต้ชั้นกำพร้า
มันเป็นปฏิกิริยาของหลอดเลือดในชั้นหนังแท้ (Dermis) ครับ
การไปขัดลอกเซลล์ผิวจึงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด
ซ้ำร้าย เกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) จะยิ่งอ่อนแอลง
ส่งผลให้ผิวฟื้นตัวได้ช้าลงกว่าเดิมเสียอีกครับ
สรุปประเด็นสำคัญโดยหมอวี ยองจิน
รอยแดงคือผลลัพธ์จากการที่หลอดเลือดขยายตัว
เพื่อส่งสารอาหารไปซ่อมแซมผิวที่เสียหาย
นั่นแปลว่า ผิวไม่ได้พังลง แต่ผิวกำลังซ่อมตัวเองอยู่ต่างหากครับ
หากเราเข้าใจพ้อยต์นี้ คำถามของเราจะเปลี่ยนจาก "จะทำลายรอยแดงออกไปอย่างไรดี?"
เป็น "จะทำอย่างไรเพื่อช่วยให้ผิวฟื้นฟูได้ดีขึ้นดีนะ?" ทันทีครับ
และมุมมองที่ต่างกันนี้แหละครับ ที่ทำให้ผลลัพธ์ผิวแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

วิธีการรับมือรอยแดง
จะขึ้นอยู่กับ
ประเภทและสภาพผิวของแต่ละคนครับ
เพราะแต่ละเคสจะมีความแตกต่างกันไปครับ
โดยปกติแล้วผมจะประเมินและแบ่งเกณฑ์การรักษาดังนี้ครับ
เพิ่งเกิดใหม่ๆ หรือเป็นมานานแล้ว,
เป็นบริเวณกว้างหรือเป็นเฉพาะจุด,
และเกราะป้องกันผิวยังแข็งแรงเหลืออยู่มากน้อยแค่ไหน
โดยจะดูจาก 3 ปัจจัยนี้เป็นหลักครับ
ตารางเปรียบเทียบ | รอยแดง (PIE) | รอยดำ (PIH) |
สาเหตุ | การขยายตัวของหลอดเลือด (หลังอักเสบ) | การสะสมของเม็ดสีเมลานิน |
สี | สีแดง ~ ชมพู | สีน้ำตาล ~ น้ำตาลเหลือง |
เมื่อกดด้วยแผ่นแก้วใส | สีจะซีดจางลงชั่วคราว (เป็นเพราะหลอดเลือด) | สีไม่เปลี่ยน (เป็นเพราะเม็ดสี) |
การฟื้นตัวตามธรรมชาติ | มักจะจางลงได้เองภายในไม่กี่เดือน | มักใช้เวลานานกว่ารอยแดงในการจางลง |
แนวทางการรักษา | เลเซอร์ลดรอยแดง (Vascular Lasers), ทรีตเมนต์ปลอบประโลมผิว (Soothing Care) | ส่วนผสมเพื่อผิวกระจ่างใส, เลเซอร์โทนนิ่ง (Toning Laser) |
หากรอยเพิ่งเป็นมาไม่เกิน 3 เดือน แค่ทากันแดดอย่างเคร่งครัด
และบำรุงเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง
รอยก็สามารถจางลงไปได้เองค่อนข้างเยอะเลยครับ
แต่เรื่องนี้ก็นิ่งนอนใจไม่ได้ซะทีเดียวนะครับ
เพราะในระหว่างที่รอนั้น หากเป็นสิวซ้ำซากที่จุดเดิม
หรือผิวได้รับการระคายเคืองอย่างต่อเนื่อง
ก็อาจส่งผลให้หลอดเลือดขยายตัวถาวร ทิ้งรอยแดงไว้ยาวนาน 6 เดือน หรือเป็นปีๆ ได้เลยครับ
สำหรับเคสเหล่านั้น เราจำเป็นต้องใช้เลเซอร์ที่จับกับฮีโมโกลบินในหลอดเลือดโดยเฉพาะ
เช่น เครื่อง V-beam หรือ Excel V เพื่อช่วยให้หลอดเลือดที่ขยายตัว
หดตัวลงอย่างตรงจุดครับ
มีคนไข้หลายท่านเคยเล่าว่า ไปทำเลเซอร์ที่อื่นมาเป็น 10 ครั้งก็ไม่เห็นผล
แต่พอมาทำที่ Beautystone ของเราแค่ 2-3 ครั้ง
รอยแดงก็จางลงอย่างเห็นได้ชัด
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพราะไม่ได้รับการจำแนกอย่างถูกต้องก่อนว่าเป็น PIH หรือ PIE
แล้วใช้วิธียิงเลเซอร์โทนนิ่งแบบเดิมซ้ำๆ สลับกันไปโดยไม่ตรงกับโรคนั่นเองครับ

คำถามที่พบบ่อย
Q1. ถ้ามีรอยแดง ทาสกินแคร์กลุ่ม Niacinamide หรือ
Vitamin C จะช่วยไหมคะ?
Niacinamide มีคุณสมบัติช่วยเสริมเกราะป้องกันผิวและ
มีฤทธิ์ต้านการอักเสบที่ดี
จึงมีส่วนช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการฟื้นฟูผิวได้ครับ
ส่วน Vitamin C จะทำงานได้มีประสิทธิภาพกับรอยดำ PIH
มากกว่ากลุ่มรอยแดง PIE ครับ
หัวใจสำคัญหากมีรอยแดง คือการเติมความชุ่มชื้นแบบอ่อนโยน และการปกป้องผิวจากแสงแดด
ซึ่งสำคัญและเห็นผลไวกว่าการทาสกินแคร์เข้มข้นเจาะจงเฉพาะจุดเสียอีกครับ
Q2. หากรักษาด้วยเลเซอร์
ต้องทำกี่ครั้งถึงจะหาย? และราคาเท่าไหร่ครับ?
ตอบตามตรงเลยครับว่า ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและความเข้มของรอยในแต่ละเคสครับ
ตามสถิติทั่วไป คนไข้จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ประมาณ 2-4 ครั้ง
และในความเป็นจริง ควรตั้งเป้าหมายไปที่การทำให้รอยค่อยๆ จางลงอย่างเป็นธรรมชาติ
แทนที่จะคาดหวังว่ารอยจะหายวับไปเลย 100% ครับ
Q3. ในระหว่างที่มีรอยแดงอยู่
นอกจากเครื่องสำอางบำรุงผิวแล้ว มีอะไรที่ต้องหลีกเลี่ยงเป็นพิเศษไหมคะ?
เรื่องสำคัญที่สุดที่ต้องขอย้ำเลยคือ สครับ,
การขัดสิว หรือผลิตภัณฑ์ประเภท Peeling Gel (Gommage) ควรเลี่ยงโดยเด็ดขาดครับ
เพราะ PIE คือปัญหาหลอดเลือดที่อยู่ลึกลงไปใต้ชั้นกำพร้า การขัดผิว
จึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุได้
แถมยังทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอลงอีกด้วย
และศัตรูตัวฉกาจที่สุดก็คือ รังสียูวี ครับ
แสงแดดจะทำให้หลอดเลือดขยายตัวค้างนานขึ้น
และส่งผลให้กระบวนการซ่อมแซมผิวล่าช้าออกไปอีก
การทาครีมกันแดดป้องกันก่อนออกจากบ้านสม่ำเสมอ
เห็นผลลัพธ์ที่ดีกว่าการมองหาเซรั่มราคาแพงๆ มาทาเสียอีกครับ
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์นะครับ ผมหมอวี ยองจิน ครับ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม
▶มีคลินิกผิวหนังดีๆ แนะนำสำหรับรักษาสิวแถวย่านฮงแดบ้างไหมคะ?
▶▶รักษาหลุมสิวด้วย คิวร์เจ็ท เพียงครั้งเดียวก็หายจริงหรือ? เหตุผลว่าทำไมคำโฆษณานี้ถึงอันตราย
▶▶"รักษาหลุมสิวกับ คิวร์เจ็ท แค่ครั้งเดียวเนื้อจะเต็มจริงไหม?" ความจริงจากปากคุณหมอเจ้าของเคส
▶รักษารอยแผลเป็นสิวก่อนวันวิวาห์ ทำไมช่วงเวลา 6 เดือนก่อนแต่งงานจึงเป็น Golden Time ที่ดีที่สุด
▶▶รีจูรัน HB ดีจริงไหมช่วยเรื่องอะไรบ้าง? คุณหมอขอเปรียบเทียบให้เห็นกันจะๆ ตรงนี้เลยครับ

ยกกระชับ
Secret RF ลิฟติ้ง แก้แผลเป็น-รูขุมขนได้ไหมครับ
มาดูกันครับว่า Secret RF ใช้ไมโครนีดเดิลกับ RF อย่างไร และช่วยแผลเป็น รูขุมขน ความกระชับได้อย่างไร

โครงหน้า&วอลลุ่ม
จูเวลุค โวลุ่ม เติมแก้มตอบ-ร่องแก้มด้วยคอลลาเจนไหม
มาดูกันครับว่าจูเวลุค โวลุ่มต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร และคอลลาเจนช่วยแก้มตอบ-ร่องแก้มอย่างไร

ผิว
RE2O สกินบูสเตอร์ใต้ตา แก้ร่องลึก-คล้ำ-ริ้วรอยครับ
มาดูกันครับว่าใต้ตาคล้ำมีสาเหตุอะไรบ้าง และ RE2O ช่วยเสริมผิวใต้ตาให้หนาขึ้นอย่างไร

ผิว
ฝ้า-จุดด่างดำผสมกัน โทนิ่ง,พิโค,IPL ต่างกันยังไงคะ
มาดูกันครับว่าเลเซอร์โทนนิ่ง พิโค IPL จัดการเม็ดสีต่างกันอย่างไร เหมาะกับฝ้า-จุดด่างดำแบบไหน

ยกกระชับ
อายุ 40 ยกกระชับครั้งแรก เริ่ม HIFU หรือ RF ครับ
มาดูความต่างของ HIFU กับ RF ทั้งความลึก ความรู้สึก และการฟื้นตัว สำหรับวัย 40 ที่เริ่มยกกระชับครับ

ยกกระชับ
Ultherapy PRIME ทำไมลงถึงชั้น SMAS ยกกระชับได้?
ทำไมความลึกระดับชั้น SMAS ถึงสำคัญกับการยกกระชับด้วย Ultherapy PRIME พร้อมแนวทางดูแลจากคลินิกโซล



