ผู้อำนวยการ วี ยองจิน คิม กาอึล แห่งคลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก

โบท็อกซ์เหมือนกัน แต่ทำไมฉีดที่หน้าผากกับกรามถึงใช้เทคนิคต่างกันคะ?

โบท็อกซ์เหมือนกัน แต่ทำไมฉีดที่หน้าผากกับกรามถึงใช้เทคนิคต่างกันคะ?

โบท็อกซ์เหมือนกัน แต่ทำไมฉีดที่หน้าผากกับกรามถึงใช้เทคนิคต่างกันคะ?

สรุปสั้นๆ สไตล์เพื่อนสาวมาให้แล้วค่ะ! ว่าทำไมราคา โบท็อกซ์ (Botox) แต่ละบริเวณถึงไม่เท่ากัน พร้อมแชร์ปริมาณยูนิต (Units) ที่เหมาะสมของแต่ละจุด และช่วงเวลาที่เริ่มเห็นผลลัพธ์มาฝากกันค่ะ

เวลาหาข้อมูลเรื่องโบท็อกซ์ (Botox) เรามักจะเห็นป้ายราคาประมาณว่า "หน้าผาก 40,000 วอน, กราม 300,000 วอน" บ่อยๆ ใช่ไหมคะ? หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมชื่อโปรแกรมก็เหมือนกัน แต่ราคาถึงแตกต่างกันได้ขนาดนี้ และทำไมผลลัพธ์ของแต่ละตำแหน่งถึงไม่เหมือนกัน

โบท็อกซ์ (Botulinum Toxin)*: คือโปรตีนที่ช่วยยับยั้งการทำงานของเส้นประสาทที่สั่งการไปยังกล้ามเนื้อชั่วคราว หากฉีดบริเวณกล้ามเนื้อที่ใช้แสดงอารมณ์ เช่น ระหว่างคิ้ว หน้าผาก จะช่วยให้ริ้วรอยเรียบตึงขึ้น และหากฉีดบริเวณกล้ามเนื้อขนาดใหญ่อย่างกรามหรือน่อง ก็จะช่วยลดขนาดของกล้ามเนื้อลงได้ค่ะ

แม้จะเป็นโบท็อกซ์* ตัวเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงขึ้นอยู่กับว่าฉีดเข้าไปที่จุดไหน หากฉีดที่กล้ามเนื้อแสดงอารมณ์ ริ้วรอยก็จะจางลง แต่ถ้าฉีดที่กล้ามเนื้อบดเคี้ยวที่เป็นมัดใหญ่ กรอบหน้าก็จะดูเล็กลงและเรียวขึ้น ด้วยเหตุนี้ ปริมาณยูนิต (unit) ความลึก และความถี่ในการกลับมาทำซ้ำของแต่ละจุดจึงมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนค่ะ

이 글을 읽으면

หลังจากอ่านบทความนี้แล้ว คุณจะเข้าใจเรื่อง

  • ความแตกต่างของจุดประสงค์การฉีดโบท็อกซ์ระหว่างกล้ามเนื้อแสดงอารมณ์และกล้ามเนื้อขนาดใหญ่

  • เหตุผลที่จำนวนยูนิต (unit) ของแต่ละบริเวณแตกต่างกัน

  • ระยะเวลาทำซ้ำที่เหมาะสมและการประเมินผลลัพธ์ของแต่ละตำแหน่ง

  • ผลข้างเคียงที่พบบ่อย และข้อควรระวังสำคัญภายใน 24 ชั่วโมงแรกค่ะ



กล้ามเนื้อแสดงอารมณ์ และกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ มีจุดประสงค์ในการรักษาที่ต่างกันค่ะ

โบท็อกซ์ที่ฉีดบริเวณหน้าผาก ระหว่างคิ้ว และหางตา มีจุดประสงค์เพื่อลดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อค่ะ ริ้วรอยแนวตั้งที่เกิดจากการชอบขมวดคิ้ว ริ้วรอยเล็กๆ รอบดวงตาเวลาหัวเราะ หรือริ้วรอยแนวนอนบนหน้าผากเวลาตกใจ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นร่องรอยที่เกิดจากการเกร็งตัวซ้ำๆ ของกล้ามเนื้อที่ใช้แสดงอารมณ์นั่นเอง

ในทางตรงกันข้าม โบท็อกซ์ที่ฉีดบริเวณกรามและน่อง มีจุดประสงค์เพื่อลดขนาด (Volume) ของกล้ามเนื้อค่ะ สำหรับท่านที่เคี้ยวอาหารแรงๆ กล้ามเนื้อกราม (Masseter) จะใหญ่ขึ้น หรือท่านที่ต้องยืนตลอดทั้งวัน กล้ามเนื้อน่องก็จะเกร็งตัวแน่นขึ้นเรื่อยๆ ทำให้สัดส่วนบริเวณนั้นดูหนาและไม่เรียวสวย

เนื่องจากตัวยามีจุดประสงค์ในการทำงานที่ต่างกัน เกณฑ์การประเมินผลลัพธ์จึงต่างกันไปด้วยค่ะ สำหรับหน้าผากเราจะดูความเรียบตึงของริ้วรอยหลังฉีดไปแล้ว 2 สัปดาห์ ส่วนบริเวณกราม เราจะวัดจากขนาดความเรียวกระชับของกรอบหน้าด้านข้างที่ลดลงหลังจากผ่านไป 1-2 เดือนค่ะ


표정 근육과 부피 근육은 목적이 달라요



จำนวนยูนิต (unit) คือหัวใจสำคัญของความต่างเรื่องราคาค่ะ

หลายคนมักถามว่าทำไมโบท็อกซ์ตัวเดียวกันแต่ราคาถึงแตกต่างกันมาก คำตอบอยู่ที่จำนวนยูนิตค่ะ เพราะโบท็อกซ์ไม่ได้คำนวณราคาเป็นขวด (vial) แต่คำนวณตามจำนวนยูนิต (unit) ที่ใช้จริง เนื่องจากกล้ามเนื้อแต่ละบริเวณมีขนาดและต้องการความเข้มข้นในการปลอบประโลมที่ต่างกัน จำนวนยูนิตที่ใช้จึงปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมโดยอัตโนมัติค่ะ

สาเหตุที่ราคาค่าบริการระหว่างหน้าผากกับกรามต่างกันค่อนข้างมาก เป็นเพราะปริมาณยูนิตที่ใช้อาจต่างกันถึง 2-4 เท่าเลยทีเดียว ยิ่งบริเวณน่องซึ่งเป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่มาก บางเคสอาจต้องใช้รวมกันสองข้างถึง 100 unit ขึ้นไปเลยค่ะ ดังนั้น ยิ่งบริเวณที่ฉีดกว้างและใหญ่ขึ้น ราคาก็จะสูงขึ้นตามธรรมชาติค่ะ

จุดสำคัญที่ต้องระวังคือ โฆษณาปรับรูปหน้ากรามหรือน่องที่ราคาถูกจนเกินไป หากปริมาณยาที่ได้รับต่ำกว่ายูนิตที่เหมาะสม ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะอยู่ได้ไม่นาน และเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาใบหน้าไม่เท่ากัน (비대칭) ได้สูงขึ้นค่ะ


단위(unit) 수가 가격 차이의 핵심이에요



วงรอบการฉีดก็ต้องดีไซน์ให้ต่างกันในแต่ละจุดนะคะ

คำกล่าวที่ว่า "โบท็อกซ์ต้องฉีดทุกๆ 6 เดือน" อาจใช้ไม่ได้กับทุกส่วนของใบหน้าและร่างกายนะคะ เพราะความเร็วในการคลายตัวของยากลุ่มกล้ามเนื้อแสดงอารมณ์และกล้ามเนื้อขนาดใหญ่นั้นไม่เท่ากันค่ะ

  • หน้าผาก · ระหว่างคิ้ว · หางตา — ปกติแนะนำทุกๆ 3~4 เดือน (เนื่องจากเป็นกล้ามเนื้อที่ใช้แสดงอารมณ์บ่อยครั้ง จึงฟื้นตัวได้เร็วกว่าค่ะ)

  • กราม — ปกติแนะนำทุกๆ 4~6 เดือน (3 ครั้งแรกควรฉีดในระยะเวลาสั้นๆ หลังจากนั้นสามารถเว้นระยะห่างออกไปได้ค่ะ)

  • น่อง — ปกติแนะนำทุกๆ 6~9 เดือน (เนื่องจากเป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ การฟื้นตัวจึงช้ากว่าค่ะ)

โดยเฉพาะการฉีดโบท็อกซ์กราม มักจะมีรีวิวหลังจากฉีดครั้งแรกว่า "เหมือนยาจะหมดฤทธิ์ตั้งแต่เดือนแรกเลย" จริงๆ แล้วยาไม่ได้หมดฤทธิ์นะคะ แต่เพราะกล้ามเนื้อต้องใช้เวลาในการฟิตและหดตัวลงเรื่อยๆ ทำให้ต้องรอประมาณ 2 เดือนถึงจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงของกรอบหน้าอย่างชัดเจน ดังนั้นการประเมินผลลัพธ์ที่แม่นยำที่สุดคือช่วง 1-2 เดือนหลังทำค่ะ


주기도 부위마다 다르게 잡아야 해요



การตรวจประเมินของคลินิกเรา จะเน้นวิเคราะห์โครงสร้างกล้ามเนื้อและพฤติกรรมการแสดงอารมณ์ก่อนการรักษาค่ะ

ที่ Beautystone ฮับจอง เราไม่ได้เน้นการขายเคสโบท็อกซ์อย่างรวดเร็ว แต่เราให้ความสำคัญกับการตรวจเช็กก่อนว่ากล้ามเนื้อมัดไหนโตหรือเกร็งตัวมากเป็นพิเศษ และวิเคราะห์ลักษณะการแสดงสีหน้าในชีวิตประจำวัน เพื่อร่วมกันดีไซน์หน่วยบริการหรือยูนิตที่เหมาะสมที่สุดค่ะ แม้จะเป็นการลดกรามเหมือนกัน แต่ปริมาณหน่วยยูนิตที่เหมาะสมก็ต่างกันไปตามแรงบดเคี้ยวของแต่ละคน หรือแม้แต่บริเวณหน้าผาก จุดที่ควรลงเข็มก็ปรับตามนิสัยการชอบเลิกคิ้วของแต่ละท่านด้วยค่ะ การรักษาของเราไม่ใช่แบบครั้งเดียวจบ แต่เป็นการดูแลอย่างต่อเนื่องร่วมตรวจประเมินความเปลี่ยนแปลงในแต่ละรอบ เพื่อปรับดีไซน์ยูนิตสำหรับการดูแลในครั้งถัดไปค่ะ


시술을 권하기 전에 부위와 표정 습관을 먼저 보는 진료 방식이에요



ผลข้างเคียงที่ต้องระวังจะแตกต่างกันไปตามตำแหน่งการฉีดค่ะ

แม้จะเป็นโบท็อกซ์เหมือนกัน แต่ละจุดฉีดก็มีอาการเคียงข้างที่ควรเฝ้าระวังต่างกันไปค่ะ การทราบข้อมูลเหล่านี้ไว้ก่อน จะช่วยให้สแกนได้ง่ายขึ้นว่าอาการหลังฉีดแบบไหนที่เป็นเรื่องปกติ

  • หน้าผาก — คิ้วตก หากฉีดตัวยาเฉพาะส่วนบนมากเกินไป อาจส่งผลให้กล้ามเนื้อที่ยกคิ้วอ่อนแรงลงชั่วคราว ทำให้รู้สึกตึงและตาดูหนักขึ้นได้ค่ะ

  • ระหว่างคิ้ว — หนังตาบนตก หากตัวยากระจายตัวนอกตำแหน่งการรักษาไปยังกล้ามเนื้อที่ช่วยยกเปลือกตาบน อาจทำให้เปลือกตาข้างใดข้างหนึ่งดูตกลงชั่วคราวได้ค่ะ

  • กราม — มุมปากไม่เท่ากัน หากตัวยาแพร่กระจายไปโดนกล้ามเนื้อรอบๆ ที่ไม่ใช่กล้ามเนื้อบดเคี้ยว (Masseter) อาจทำให้เวลาหัวเราะแล้วมุมปากข้างหนึ่งยกขึ้นได้น้อยกว่าปกติค่ะ

  • น่อง — อาการเมื่อยล้าเวลาเดิน เนื่องจากแรงของกล้ามเนื้อลดลงชั่วคราว ในช่วง 1~2 สัปดาห์แรกอาจทำให้รู้สึกตึงๆ หรือหนักขาเวลาเดินขึ้นลงบันไดได้ค่ะ

อาการเคียงข้างส่วนใหญ่จะค่อยๆ ดีขึ้นและฟื้นตัวได้เองตามธรรมชาติใน 2~6 สัปดาห์ค่ะ อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ควรงดนอนราบหรือการนวดกดใบหน้าอย่างรุนแรงภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังทำ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของตัวยาไปยังกล้ามเนื้อส่วนอื่นที่ไม่ต้องการค่ะ

การจดบันทึกยี่ห้อและจำนวนยูนิตที่เหมาะกับตัวเองในแต่ละรอบ จะช่วยให้การทำหัตถการในครั้งต่อไปเป็นไปได้อย่างปลอดภัยและคงที่ยิ่งขึ้นค่ะ เช่น การจดบันทึกไว้ว่า 'ระหว่างคิ้ว 20 unit, กรามสองข้างรวม 60 unit' จะช่วยให้แพทย์ปรับดีไซน์การฉีดรอบหน้าได้ง่ายขึ้นหากรู้สึกว่าครั้งก่อนผลลัพธ์น้อยเกินไป ทั้งนี้ บทความดังกล่าวเป็นข้อมูลความรู้ทั่วไป การประเมินกล้ามเนื้อริ้วรอย พฤติกรรมการขยับหน้า และจำนวนยูนิตที่เหมาะสมที่สุดจำต้องปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงค่ะ


부위별로 주의해야 할 부작용이 달라요



คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

Q. เพิ่งเคยฉีดโบท็อกซ์ครั้งแรก เริ่มต้นที่หน้าผากเลยดีไหมคะ?

A. สำหรับผู้ที่มีริ้วรอยจากการแสดงสีหน้าเยอะ การเริ่มที่หน้าผากถือว่ามีความกังวลน้อยกว่าการเริ่มที่ระหว่างคิ้วหรือกรามค่ะ เนื่องจากใช้จำนวนยูนิตน้อย และเวลาที่ยาเริ่มคลายตัวก็ดูเป็นธรรมชาติ ไม่แข็งเกร็ง อย่างไรก็ตาม บริเวณหน้าผากต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญของแพทย์สูงมากเพื่อป้องกันปัญหาคิ้วตก หากเป็นการรักษาครั้งแรก แนะนำให้ปรึกษากับแพทย์เพื่อตรวจประเมินพฤติกรรมการแสดงสีหน้าร่วมกันก่อนทำการฉีดจะดีที่สุดค่ะ

Q. รู้สึกว่าโบท็อกซ์คลายตัวเร็วมากหลังจากฉีดไปแค่เดือนเดียว ยาปลอมหรือเปล่าคะ?

A. ขึ้นอยู่กับจุดที่ฉีดค่ะ บริเวณหน้าผากและระหว่างคิ้ว โดยปกติผลลัพธ์จะชัดเจนอยู่ที่ 3-4 เดือน แต่สำหรับบริเวณกราม ในเดือนแรกมักจะยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติค่ะ ผลของการลดกรามจะสามารถประเมินได้แม่นยำที่สุดในช่วงเดือนที่ 2 การเลือกรับบริการในคลินิกที่ตรวจสอบประวัติยูนิตย้อนหลังได้ จะช่วยวิเคราะห์หาสาเหตุที่ทำให้รู้สึกว่าผลลัพธ์สั้นลงได้ดียิ่งขึ้นค่ะ

Q. มีแพลนจะตั้งครรภ์ สามารถฉีดล่วงหน้าไว้ก่อนได้ไหมคะ?

A. ทางการแพทย์ไม่แนะนำให้ฉีดในระหว่างเข้าสู่กระบวนการตั้งครรภ์ค่ะ หากมีแพลนจะมีบุตร ควรแจ้งแพทย์ผู้รักษาให้ทราบก่อนเพื่อความปลอดภัย และแนะนำให้งดเว้นการฉีดโบท็อกซ์อย่างน้อย 3 เดือนก่อนการเริ่มตั้งครรภ์จริงค่ะ แนะนำให้เข้ามาปรึกษาเพื่อวางแผนช่วงเวลาการทำหัตถการที่เหมาะสมร่วมกันที่คลินิกนะคะ

Q. เมื่อก่อนฉีดแล้วได้ผลดีมาก แต่หลังๆ มานี้ทำไมรู้สึกว่าอยู่ได้สั้นลงเรื่อยๆ เกิดอาการดื้อยาหรือเปล่าคะ?

A. แม้จะมีโอกาสเกิดภาวะดื้อยา (เกิดแอนติบอดี) ที่ทำให้ประสิทธิภาพลดลงได้จริง แต่เคสส่วนใหญ่มักเกิดจากการเว้นระยะห่างของการฉีดที่สั้นเกินไป หรือปริมาณยูนิตที่ได้รับในแต่ละครั้งไม่เพียงพอค่ะ สำหรับหน้ากราม แนะนำให้ฉีดรักษาต่อเนื่องในระยะเวลา 4~6 เดือนสำหรับ 3 ครั้งแรกเพื่อผลลัพธ์ที่คงที่ แล้วจึงค่อยๆ ยืดระยะห่างออกไป หากรู้สึกว่าระยะเวลาของผลลัพธ์สั้นลงเรื่อยๆ แนะนำให้นำประวัติการฉีดครั้งก่อนๆ เข้ามาปรึกษากับแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงร่วมกันค่ะ



บทความที่เกี่ยวข้องน่าอ่าน

บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก
บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก

บทความแนะนำ

บทความแนะนำ

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

กล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) ไม่ได้เค่ทำให้เกิดริ้วรอยเท่านั้นนะคะ แต่ยังช่วยพยุงเปิดตาขึ้นด้วยค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

กล้ามเนื้อหน้าผากไม่ได้แค่ทำให้เกิดริ้วรอยเท่านั้นนะคะ — แต่ยังช่วยพยุงลืมตาขึ้นด้วยค่ะ

ทำไมการฉีดในปริมาณเท่ากันและตำแหน่งเดียวกันกลับให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันในแต่ละคน? วันนี้เรามาสรุปสั้นๆ เกี่ยวกับ 2 บทบาทหน้าที่ของกล้ามเนื้อหน้าผาก ทั้งการ ‘สร้างรอยย่น + ช่วยพยุงลืมตา’ รวมถึงความสัมพันธ์ของมันกับกล้ามเนื้อมัดอื่นๆ กันค่ะ

ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาตี่ลง ไม่ใช่เพราะโรคกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (안검하수) นะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาดูเล็กลง ไม่ใช่เพราะอาการหนังตาตก (ptosis) เสมอไปนะคะ

อาการ 'ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาดูหนักๆ' เกิดจากอะไร? เจาะลึกกลไกเมื่อกล้ามเนื้อหน้าผากที่เคยช่วยประคองหายไป และทำไมผลลัพธ์ของแต่ละคนถึงต่างกันตามระดับความจำเป็นในการใช้กล้ามเนื้อส่วนนี้

ก่อนฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ลองแตะหน้าผากแล้วลืมตาขึ้นดูก่อนนะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ก่อนฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ลองใช้นิ้วจับหน้าผากแล้วลืมตาขึ้นดูนะคะ

วิธีฉีดโบหน้าผากให้ได้ผลดีที่สุด ไม่ใช่การ 'ต้องลองฉีดดูก่อนถึงจะรู้' ค่ะ เราได้สรุปแนวทางมาตรฐานทางการแพทย์ในการประเมินรูปแบบการใช้กล้ามเนื้อด้วยการตรวจเช็กตัวเองง่ายๆ ใน 30 วินาที เพื่อช่วยในการปรับปริมาณยา ตำแหน่งที่ฉีด และระยะเวลาเว้นช่วงการฉีดให้เหมาะสมที่สุด

Dysport เห็นผลเร็วกว่าโบท็อกซ์ทั่วไป แต่ทำไมคนที่มีปัญหาดื้อยาถึงต้องระวังเป็นพิเศษ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

Dysport เห็นผลเร็วกว่า Botox แต่ทำไมกลุ่มที่ดื้อโบง่ายถึงต้องใช้รักษาอย่างระมัดระวัง

แม้จะเป็น Botulinum Toxin Type A เหมือนกัน แต่ความแตกต่างของรัศมีการกระจายตัวสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ในการรักษาได้เลยนะคะ มาดูเกณฑ์การเลือก Botox vs Dysport ตามระดับการพึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) กันค่ะ

skin botox ไม่ใช่โบท็อกซ์หน้าผากเวอร์ชันที่เบากว่านะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

Skin botox ไม่ใช่โบท็อกซ์หน้าผากเวอร์ชันเบาๆ นะคะ

สำหรับคนที่ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากไม่ได้ ก็ยังสามารถทำ skin booster หรือโบท็อกซ์ลิฟติ้ง (Skin Botox) ได้อย่างสบายใจค่ะ ด้วยหลักการทำงานที่ใช้โบทูลินัม ท็อกซิน ตัวเดียวกัน แต่เป็นการกระจายตัวยาปริมาณเล็กน้อยลงในชั้นผิวแท้ (Dermis) เพื่อช่วยกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน ลดรอยแดง และปรับ skin texture ให้ผิวเรียบเนียนยิ่งขึ้น

โครงหน้า&วอลลุ่ม

โบท็อกซ์เหมือนกัน แต่ทำไมฉีดที่หน้าผากกับกรามถึงใช้เทคนิคต่างกันคะ?

สรุปสั้นๆ สไตล์เพื่อนสาวมาให้แล้วค่ะ! ว่าทำไมราคา โบท็อกซ์ (Botox) แต่ละบริเวณถึงไม่เท่ากัน พร้อมแชร์ปริมาณยูนิต (Units) ที่เหมาะสมของแต่ละจุด และช่วงเวลาที่เริ่มเห็นผลลัพธ์มาฝากกันค่ะ

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1