
ฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจน อย่าเชื่อคำที่ว่าของแพงคือของดีเสมอ
ฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจน อย่าเชื่อคำที่ว่าของแพงคือของดีเสมอ
ฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจน อย่าเชื่อคำที่ว่าของแพงคือของดีเสมอ
เปรียบเทียบความแตกต่างของส่วนผสม ระยะเวลาคงอยู่ และเกณฑ์การเลือกตามสภาพผิวของฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจน 3 ชนิด (สคัลป์ทรา, เรเดียส, จูเวลุค) โดยอิงจากประสบการณ์ทางคลินิก
![[위영진 칼럼] 콜라겐 자극 필러 실패 없는 공식: 성분과 피부 두께의 상관관계](https://framerusercontent.com/images/7ezcJFk5YEBPM8z65hPPw.jpg)
ฟิลเลอร์บูสเตอร์คอลลาเจน,
อย่าเชื่อว่าของแพงคือของดี
นะครับ
บิวตี้ส์ด็อกเตอร์ วียองจิน · แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล
ก่อนอ่าน
กรุณาตรวจสอบก่อน
Q. ฟิลเลอร์บูสเตอร์คอลลาเจนทั้งหมดไม่ต่างกันหรือเปล่า?
A. ส่วนประกอบต่างกันโดยสิ้นเชิง
เมื่อส่วนประกอบต่างกัน การสร้างคอลลาเจน
วิธีการ ความเร็ว และความคงทนก็จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
สุดท้ายแล้วจึงขึ้นอยู่กับว่าเหมาะกับผิวแบบไหน
Q. แล้วควรเลือกโดยยึดอะไรเป็นเกณฑ์?
A. ไม่ใช่ราคา
ลักษณะของส่วนประกอบ
ความหนาของผิวของตัวเอง
ทิศทางของการเปลี่ยนแปลงที่ต้องการ
ต้องพิจารณาจาก 3 ข้อนี้
ประเด็นสำคัญของบทความนี้
เปรียบเทียบสกัลตรา เรเดียส และจูเบลุคในครั้งเดียว
พร้อมเกณฑ์การเลือก
3 ข้อที่แพทย์ผิวหนังบอกไว้

ฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจนคืออะไร?
ฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจน (Collagen Stimulator) คือ
ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเติมวอลุ่มทันทีหลังฉีด
แต่เป็นการกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนเอง
เมื่อเวลาผ่านไป
จะค่อย ๆ สร้างความกระชับที่ดูเป็นธรรมชาติ
ถ้าฟิลเลอร์ HA ทั่วไป
เป็นแบบที่เติมเท่าไรก็เห็นผลทันที
ฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจนก็คือการปลูกเมล็ด
แล้วปล่อยให้ผิวค่อย ๆ เติมเต็มตัวเอง
ผลิตภัณฑ์ที่ถูกเปรียบเทียบมากที่สุดในเกาหลีตอนนี้คือ
สกัลตรา เรเดียส และจูเบลุค ทั้งสามตัว
ทั้งสามไม่ใช่แค่ชื่อที่ต่างกัน
แต่ส่วนประกอบต่างกันอย่างสิ้นเชิง
การที่ส่วนประกอบต่างกัน ไม่ได้หมายความเพียงแค่ว่า
วัตถุดิบต่างกันเท่านั้น
กลไกการกระตุ้นคอลลาเจนก็ต่างกันด้วย
ทั้งเนื้อสัมผัส ระยะคงผล
และประเภทผิวที่เหมาะสมก็แตกต่างกัน

เหตุผลที่เมื่อส่วนประกอบต่างกัน
ผลลัพธ์จึงต่างกัน
— หัวใจของเกณฑ์การเลือก 3 ข้อ
นี่เป็นจุดที่หลายคนเข้าใจผิดกันมาก
เพราะคิดว่า
เมื่อเป็นการกระตุ้นให้สร้างคอลลาเจน ก็
คงเหมือนกันหมดไม่ใช่หรือ
พูดตามตรง แม้กรอบใหญ่ของการกระตุ้นคอลลาเจน
จะเหมือนกัน แต่รูปแบบการกระตุ้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ถ้าจะเปรียบเทียบ ก็เหมือนการออกกำลังกายแบบเดียวกัน
แต่เวทเทรนนิง พิลาทิส และว่ายน้ำ
ให้ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่ต่างกัน
เกณฑ์แรก — ลักษณะของส่วนประกอบ
ส่วนประกอบหลักของสกัลตราคือ PLLA (Poly-L-Lactic Acid)
มันจะค่อย ๆ สลายในร่างกายอย่างช้ามาก และกระตุ้นให้เนื้อเยื่อรอบข้าง
เกิดการอักเสบระดับเล็กน้อย
จากกระบวนการนั้นจึงสร้างคอลลาเจนขึ้นมา
เพราะการกระตุ้นค่อนข้างแรง การเปลี่ยนแปลงของความอิ่มฟูจึงชัดเจน
และมักเหมาะกับผู้ที่
ใบหน้าส่วนรวมดูยุบตัวลง
เรเดียสมี CaHA (Calcium Hydroxylapatite)
แบบอนุภาคเล็กเป็นหัวใจสำคัญ
หลังฉีดจะได้วอลุ่มทันทีในระดับหนึ่ง
พร้อมกับมีผลกระตุ้นคอลลาเจนไปพร้อมกันแบบสองทาง
จูเบลุคเป็นฐาน PDLLA (Poly-D,L-Lactic Acid)
มีคุณสมบัติในการกระจายตัวอย่างนุ่มนวลกว่า
ดังนั้นจึงเด่นเรื่องสภาพผิวและ
การปรับริ้วรอยเล็กมากกว่าวอลุ่ม
เกณฑ์ที่สอง — ความหนาของผิวและระดับความต้องการวอลุ่ม
ถ้าคนที่ผิวบางฉีดผลิตภัณฑ์ที่กระตุ้นแรง
อาจเกิดก้อนเล็ก ๆ (nodules) ได้
ในทางกลับกัน ถ้าคนที่ต้องการวอลุ่มมาก
ใช้แต่ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนนุ่ม
อาจรู้สึกว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง
บริเวณที่ยุบตามโครงสร้าง เช่น ขมับ แก้ม และกรอบหน้า
เหมาะกับสกัลตราหรือเรเดียส
ส่วนบริเวณผิวบาง เช่น ใต้ตา หน้าผาก และคอ
จูเบลุคจะปลอดภัยและดูเป็นธรรมชาติกว่า
เกณฑ์ที่สาม — ทิศทางของการเปลี่ยนแปลงที่ต้องการ
ถ้าคิดว่าใบหน้าดูแก่ลงเพราะวอลุ่มหายไป
สกัลตราและเรเดียสคืออันดับแรก
แต่ถ้าคิดว่าผิวตัวเองแห้งกร้านและขาดความกระชับ
จูเบลุคจะเหมาะกว่า
ในความเป็นจริง หลายกรณีมีทั้งสองอย่างปนกัน
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะ
ผสมใช้ผลิตภัณฑ์ต่างกันในแต่ละบริเวณ
ตารางเปรียบเทียบรายละเอียดแต่ละผลิตภัณฑ์
หัวข้อ | สกัลตรา | เรเดียส | จูเบลุค |
สารหลัก | PLLA | CaHA | PDLLA |
รูปแบบการกระตุ้น | สลายตัวช้าและกระตุ้นต่อเนื่อง | วอลุ่มทันทีและกระตุ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป | สลายตัวเร็วและกระตุ้นอย่างนุ่มนวล |
ระยะคงผล | ประมาณ 18~24 เดือน | ประมาณ 12~18 เดือน | ประมาณ 12~15 เดือน |
จุดเด่นของบริเวณ | ขมับ·แก้ม·กรอบหน้า | แก้ม·คาง·หลังมือ | ใต้ตา·หน้าผาก·คอ |
จำนวนครั้งที่แนะนำ | 3~4 ครั้ง | 1~2 ครั้ง | 3~4 ครั้ง |
ข้อควรระวัง | อาจเกิดก้อน และผิวบาง | จำกัดการใช้บริเวณริมฝีปาก·ใต้ตา | หากคาดหวังเรื่องวอลุ่มอาจไม่ตอบโจทย์ |
สรุปประเด็นสำคัญจากคุณหมอวี ยองจิน
ฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจนทั้ง 3 ชนิด
ไม่ใช่เรื่องว่าแบบไหนดีกว่ากัน
แต่คือแบบไหนที่เหมาะกับสภาพผิวของเรา
จึงควรเริ่มจากตรงนี้
ถ้าพิจารณาตามลำดับคือ ส่วนประกอบ ความหนาของผิว และทิศทางการเปลี่ยนแปลง
จะเข้าใกล้การเลือกที่ไม่เสียดายภายหลังมากขึ้นมาก

ฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจน
ก็ต้องรู้ข้อเสียไปด้วย
ข้อเสียที่ใหญ่ที่สุดของฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจนคือ
ผลลัพธ์ไม่ได้เห็นทันที
กว่าจะสร้างคอลลาเจนได้ต้องรออย่างน้อย 4~6 สัปดาห์
และในกรณีของสกัลตราอาจต้องรอ
มากกว่า 3 เดือน
นอกจากนี้ ความชำนาญของผู้ฉีดยังมีผลต่อ
ผลลัพธ์อย่างมาก
สัดส่วนการเจือจาง ความลึกที่ฉีด และความเร็วในการฉีด
ทำให้แม้เป็นผลิตภัณฑ์เดียวกัน ผลลัพธ์ก็อาจต่างกันมาก
บ่อยครั้งไม่ใช่ปัญหาของตัวผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว
แต่เป็นปัญหาของการตั้งค่ามากกว่า

แนวทางการเลือกตามเคส
1. ผู้ที่แก้ม·ขมับยุบลึก
แนะนำให้เลือกสกัลตราเป็นอันดับแรก
ให้ผลที่มั่นคงที่สุด
ในการฟื้นวอลุ่มเชิงโครงสร้าง
2. ผู้ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงเร็วด้วย
แนะนำให้เลือกเรเดียสเป็นอันดับแรก
ให้ทั้งวอลุ่มที่เห็นได้ทันที
สำหรับคนที่รอไม่ไหว
3. ผู้ที่กังวลเรื่องผิวสัมผัส·ริ้วรอยเล็ก
แนะนำให้เลือกจูเบลุคเป็นอันดับแรก
เหมาะกับบริเวณที่ผิวบาง
และปูผิวได้อย่างนุ่มนวล
4. ผู้ที่ต้องการทั้งวอลุ่มและสภาพผิวที่ดีขึ้น
แนะนำการรักษาแบบผสม
โดยแยกใช้ผลิตภัณฑ์ตามแต่ละบริเวณ
คำถามที่พบบ่อย
Q1. ฉีดร่วมกับฟิลเลอร์ HA ได้ไหม?
ได้ครับ/ค่ะ
สามารถเติมวอลุ่มเร่งด่วนด้วยฟิลเลอร์ HA ก่อน
แล้วค่อยวางแผนความกระชับระยะยาวต่อได้
Q2. ยิ่งแพงยิ่งได้ผลดีกว่าใช่ไหม?
ไม่ใช่ครับ/ค่ะ
ราคาขึ้นอยู่กับต้นทุนและปริมาณเท่านั้น ส่วนผลิตภัณฑ์ที่
เหมาะกับสภาพผิวของตัวเอง คือคุ้มค่าที่สุด
Q3. ผลข้างเคียงแบบก้อนหรือจับตัวเป็นปุ่มพบบ่อยไหม?
มีโอกาสเกิดได้ แต่ไม่ได้พบว่าบ่อยนัก
หากยึดสัดส่วนการเจือจางและความลึกที่เหมาะสม
พร้อมทำตามกฎการนวดหลังทำอย่างถูกต้อง ก็ป้องกันได้
หากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อได้อย่างสบายใจ
ทางคาแชทหรือโทรศัพท์
ขอบคุณครับ/ค่ะ วียองจิน
อ่านต่อ
▶ค่าใช้จ่ายและระยะคงผลของฟิลเลอร์ริมฝีปากฮงแด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยโซลสรุปให้
▶รีจูรัน vs จูเบลุค ผิวของเราควรเลือกอะไร?
▶หน้าแบบถั่วลิสง ฉีดฟิลเลอร์ขมับได้ไหม? ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องระยะคงผลและผลข้างเคียงของเรเดียส
▶จูเบลุคอาย มีประสิทธิภาพจริงกับรอยคล้ำใต้ตาไหม?
▶เรเดียสเห็นผลทันที vs สกัลตราแบบค่อยเป็นค่อยไป ตัวเลือกไหนเหมาะกับฉัน?
![[위영진 칼럼] 콜라겐 자극 필러 실패 없는 공식: 성분과 피부 두께의 상관관계](https://framerusercontent.com/images/7ezcJFk5YEBPM8z65hPPw.jpg)
ฟิลเลอร์บูสเตอร์คอลลาเจน,
อย่าเชื่อว่าของแพงคือของดี
นะครับ
บิวตี้ส์ด็อกเตอร์ วียองจิน · แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล
ก่อนอ่าน
กรุณาตรวจสอบก่อน
Q. ฟิลเลอร์บูสเตอร์คอลลาเจนทั้งหมดไม่ต่างกันหรือเปล่า?
A. ส่วนประกอบต่างกันโดยสิ้นเชิง
เมื่อส่วนประกอบต่างกัน การสร้างคอลลาเจน
วิธีการ ความเร็ว และความคงทนก็จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
สุดท้ายแล้วจึงขึ้นอยู่กับว่าเหมาะกับผิวแบบไหน
Q. แล้วควรเลือกโดยยึดอะไรเป็นเกณฑ์?
A. ไม่ใช่ราคา
ลักษณะของส่วนประกอบ
ความหนาของผิวของตัวเอง
ทิศทางของการเปลี่ยนแปลงที่ต้องการ
ต้องพิจารณาจาก 3 ข้อนี้
ประเด็นสำคัญของบทความนี้
เปรียบเทียบสกัลตรา เรเดียส และจูเบลุคในครั้งเดียว
พร้อมเกณฑ์การเลือก
3 ข้อที่แพทย์ผิวหนังบอกไว้

ฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจนคืออะไร?
ฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจน (Collagen Stimulator) คือ
ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเติมวอลุ่มทันทีหลังฉีด
แต่เป็นการกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนเอง
เมื่อเวลาผ่านไป
จะค่อย ๆ สร้างความกระชับที่ดูเป็นธรรมชาติ
ถ้าฟิลเลอร์ HA ทั่วไป
เป็นแบบที่เติมเท่าไรก็เห็นผลทันที
ฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจนก็คือการปลูกเมล็ด
แล้วปล่อยให้ผิวค่อย ๆ เติมเต็มตัวเอง
ผลิตภัณฑ์ที่ถูกเปรียบเทียบมากที่สุดในเกาหลีตอนนี้คือ
สกัลตรา เรเดียส และจูเบลุค ทั้งสามตัว
ทั้งสามไม่ใช่แค่ชื่อที่ต่างกัน
แต่ส่วนประกอบต่างกันอย่างสิ้นเชิง
การที่ส่วนประกอบต่างกัน ไม่ได้หมายความเพียงแค่ว่า
วัตถุดิบต่างกันเท่านั้น
กลไกการกระตุ้นคอลลาเจนก็ต่างกันด้วย
ทั้งเนื้อสัมผัส ระยะคงผล
และประเภทผิวที่เหมาะสมก็แตกต่างกัน

เหตุผลที่เมื่อส่วนประกอบต่างกัน
ผลลัพธ์จึงต่างกัน
— หัวใจของเกณฑ์การเลือก 3 ข้อ
นี่เป็นจุดที่หลายคนเข้าใจผิดกันมาก
เพราะคิดว่า
เมื่อเป็นการกระตุ้นให้สร้างคอลลาเจน ก็
คงเหมือนกันหมดไม่ใช่หรือ
พูดตามตรง แม้กรอบใหญ่ของการกระตุ้นคอลลาเจน
จะเหมือนกัน แต่รูปแบบการกระตุ้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ถ้าจะเปรียบเทียบ ก็เหมือนการออกกำลังกายแบบเดียวกัน
แต่เวทเทรนนิง พิลาทิส และว่ายน้ำ
ให้ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่ต่างกัน
เกณฑ์แรก — ลักษณะของส่วนประกอบ
ส่วนประกอบหลักของสกัลตราคือ PLLA (Poly-L-Lactic Acid)
มันจะค่อย ๆ สลายในร่างกายอย่างช้ามาก และกระตุ้นให้เนื้อเยื่อรอบข้าง
เกิดการอักเสบระดับเล็กน้อย
จากกระบวนการนั้นจึงสร้างคอลลาเจนขึ้นมา
เพราะการกระตุ้นค่อนข้างแรง การเปลี่ยนแปลงของความอิ่มฟูจึงชัดเจน
และมักเหมาะกับผู้ที่
ใบหน้าส่วนรวมดูยุบตัวลง
เรเดียสมี CaHA (Calcium Hydroxylapatite)
แบบอนุภาคเล็กเป็นหัวใจสำคัญ
หลังฉีดจะได้วอลุ่มทันทีในระดับหนึ่ง
พร้อมกับมีผลกระตุ้นคอลลาเจนไปพร้อมกันแบบสองทาง
จูเบลุคเป็นฐาน PDLLA (Poly-D,L-Lactic Acid)
มีคุณสมบัติในการกระจายตัวอย่างนุ่มนวลกว่า
ดังนั้นจึงเด่นเรื่องสภาพผิวและ
การปรับริ้วรอยเล็กมากกว่าวอลุ่ม
เกณฑ์ที่สอง — ความหนาของผิวและระดับความต้องการวอลุ่ม
ถ้าคนที่ผิวบางฉีดผลิตภัณฑ์ที่กระตุ้นแรง
อาจเกิดก้อนเล็ก ๆ (nodules) ได้
ในทางกลับกัน ถ้าคนที่ต้องการวอลุ่มมาก
ใช้แต่ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนนุ่ม
อาจรู้สึกว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง
บริเวณที่ยุบตามโครงสร้าง เช่น ขมับ แก้ม และกรอบหน้า
เหมาะกับสกัลตราหรือเรเดียส
ส่วนบริเวณผิวบาง เช่น ใต้ตา หน้าผาก และคอ
จูเบลุคจะปลอดภัยและดูเป็นธรรมชาติกว่า
เกณฑ์ที่สาม — ทิศทางของการเปลี่ยนแปลงที่ต้องการ
ถ้าคิดว่าใบหน้าดูแก่ลงเพราะวอลุ่มหายไป
สกัลตราและเรเดียสคืออันดับแรก
แต่ถ้าคิดว่าผิวตัวเองแห้งกร้านและขาดความกระชับ
จูเบลุคจะเหมาะกว่า
ในความเป็นจริง หลายกรณีมีทั้งสองอย่างปนกัน
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะ
ผสมใช้ผลิตภัณฑ์ต่างกันในแต่ละบริเวณ
ตารางเปรียบเทียบรายละเอียดแต่ละผลิตภัณฑ์
หัวข้อ | สกัลตรา | เรเดียส | จูเบลุค |
สารหลัก | PLLA | CaHA | PDLLA |
รูปแบบการกระตุ้น | สลายตัวช้าและกระตุ้นต่อเนื่อง | วอลุ่มทันทีและกระตุ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป | สลายตัวเร็วและกระตุ้นอย่างนุ่มนวล |
ระยะคงผล | ประมาณ 18~24 เดือน | ประมาณ 12~18 เดือน | ประมาณ 12~15 เดือน |
จุดเด่นของบริเวณ | ขมับ·แก้ม·กรอบหน้า | แก้ม·คาง·หลังมือ | ใต้ตา·หน้าผาก·คอ |
จำนวนครั้งที่แนะนำ | 3~4 ครั้ง | 1~2 ครั้ง | 3~4 ครั้ง |
ข้อควรระวัง | อาจเกิดก้อน และผิวบาง | จำกัดการใช้บริเวณริมฝีปาก·ใต้ตา | หากคาดหวังเรื่องวอลุ่มอาจไม่ตอบโจทย์ |
สรุปประเด็นสำคัญจากคุณหมอวี ยองจิน
ฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจนทั้ง 3 ชนิด
ไม่ใช่เรื่องว่าแบบไหนดีกว่ากัน
แต่คือแบบไหนที่เหมาะกับสภาพผิวของเรา
จึงควรเริ่มจากตรงนี้
ถ้าพิจารณาตามลำดับคือ ส่วนประกอบ ความหนาของผิว และทิศทางการเปลี่ยนแปลง
จะเข้าใกล้การเลือกที่ไม่เสียดายภายหลังมากขึ้นมาก

ฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจน
ก็ต้องรู้ข้อเสียไปด้วย
ข้อเสียที่ใหญ่ที่สุดของฟิลเลอร์กระตุ้นคอลลาเจนคือ
ผลลัพธ์ไม่ได้เห็นทันที
กว่าจะสร้างคอลลาเจนได้ต้องรออย่างน้อย 4~6 สัปดาห์
และในกรณีของสกัลตราอาจต้องรอ
มากกว่า 3 เดือน
นอกจากนี้ ความชำนาญของผู้ฉีดยังมีผลต่อ
ผลลัพธ์อย่างมาก
สัดส่วนการเจือจาง ความลึกที่ฉีด และความเร็วในการฉีด
ทำให้แม้เป็นผลิตภัณฑ์เดียวกัน ผลลัพธ์ก็อาจต่างกันมาก
บ่อยครั้งไม่ใช่ปัญหาของตัวผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว
แต่เป็นปัญหาของการตั้งค่ามากกว่า

แนวทางการเลือกตามเคส
1. ผู้ที่แก้ม·ขมับยุบลึก
แนะนำให้เลือกสกัลตราเป็นอันดับแรก
ให้ผลที่มั่นคงที่สุด
ในการฟื้นวอลุ่มเชิงโครงสร้าง
2. ผู้ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงเร็วด้วย
แนะนำให้เลือกเรเดียสเป็นอันดับแรก
ให้ทั้งวอลุ่มที่เห็นได้ทันที
สำหรับคนที่รอไม่ไหว
3. ผู้ที่กังวลเรื่องผิวสัมผัส·ริ้วรอยเล็ก
แนะนำให้เลือกจูเบลุคเป็นอันดับแรก
เหมาะกับบริเวณที่ผิวบาง
และปูผิวได้อย่างนุ่มนวล
4. ผู้ที่ต้องการทั้งวอลุ่มและสภาพผิวที่ดีขึ้น
แนะนำการรักษาแบบผสม
โดยแยกใช้ผลิตภัณฑ์ตามแต่ละบริเวณ
คำถามที่พบบ่อย
Q1. ฉีดร่วมกับฟิลเลอร์ HA ได้ไหม?
ได้ครับ/ค่ะ
สามารถเติมวอลุ่มเร่งด่วนด้วยฟิลเลอร์ HA ก่อน
แล้วค่อยวางแผนความกระชับระยะยาวต่อได้
Q2. ยิ่งแพงยิ่งได้ผลดีกว่าใช่ไหม?
ไม่ใช่ครับ/ค่ะ
ราคาขึ้นอยู่กับต้นทุนและปริมาณเท่านั้น ส่วนผลิตภัณฑ์ที่
เหมาะกับสภาพผิวของตัวเอง คือคุ้มค่าที่สุด
Q3. ผลข้างเคียงแบบก้อนหรือจับตัวเป็นปุ่มพบบ่อยไหม?
มีโอกาสเกิดได้ แต่ไม่ได้พบว่าบ่อยนัก
หากยึดสัดส่วนการเจือจางและความลึกที่เหมาะสม
พร้อมทำตามกฎการนวดหลังทำอย่างถูกต้อง ก็ป้องกันได้
หากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อได้อย่างสบายใจ
ทางคาแชทหรือโทรศัพท์
ขอบคุณครับ/ค่ะ วียองจิน
อ่านต่อ
▶ค่าใช้จ่ายและระยะคงผลของฟิลเลอร์ริมฝีปากฮงแด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยโซลสรุปให้
▶รีจูรัน vs จูเบลุค ผิวของเราควรเลือกอะไร?
▶หน้าแบบถั่วลิสง ฉีดฟิลเลอร์ขมับได้ไหม? ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องระยะคงผลและผลข้างเคียงของเรเดียส
▶จูเบลุคอาย มีประสิทธิภาพจริงกับรอยคล้ำใต้ตาไหม?
▶เรเดียสเห็นผลทันที vs สกัลตราแบบค่อยเป็นค่อยไป ตัวเลือกไหนเหมาะกับฉัน?
บทความแนะนำ
บทความแนะนำ
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

ผิว
Pico Toning vs Laser Toning: ทำไมดูแค่จำนวนช็อตถึงอาจเสียเปรียบ
พิโกโทนนิ่ง vs เลเซอร์โทนนิ่ง ถ้าเทียบกันแค่จำนวนช็อต คุณอาจเสียเปรียบได้ จุดด่างดำตื้น ๆ เหมาะกับพิโก ส่วนฝ้าเข้มลึกเหมาะกับ Q-switch — เราสรุปให้แล้วว่ามีเกณฑ์อะไรข้อเดียวที่ทำให้เลือกต่างกัน

ยกกระชับ
ระยะเวลาคงผลลัพธ์ของ Shurink: ความแตกต่างระหว่างคนที่อยู่ได้ 6 เดือนกับคนที่อยู่ได้ 9 เดือน
ผลลัพธ์ของชูริงค์ที่อยู่ได้แค่ 6 เดือนกับคนที่อยู่ได้ 9 เดือน ความต่างไม่ได้อยู่ที่จำนวนช็อต แต่อยู่ที่ความลึกในการยิง

ผิว
"ทำเลเซอร์ฝ้าบ่อย ๆ จะหายเร็วขึ้นใช่ไหม?" — คำถามที่ได้รับเมื่อวาน
รอบการทำเลเซอร์ฝ้า: ทำไมเว้น 3 สัปดาห์ถึงช่วยจางได้ดีกว่า 1 สัปดาห์ พร้อมสรุปกลไกที่การทำถี่เกินไปอาจทำให้สีเข้มขึ้น และความแตกต่างของรอบการดูแลฝ้าจากการตั้งครรภ์

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ผลลัพธ์ของฟิลเลอร์ขมับ: ทำไม 1cc ถึงทำให้กรอบหน้าดูเปลี่ยนไป
ฟิลเลอร์ขมับให้ผลลัพธ์ได้ แม้เพียง 1–2cc ก็อาจทำให้ภาพรวมแนวกรามดูเปลี่ยนไปได้ เราจะอธิบายเรื่องอาการบวมในช่วง 72 ชั่วโมงแรก และเกณฑ์ระยะเวลาคงอยู่ของผลลัพธ์ให้เข้าใจกันค่ะ

ยกกระชับ
ผลลัพธ์ของ Shurink 4.5mm และเหตุผลที่คนมีแก้มเยอะกับคนผอมให้ผลต่างกัน
ผลลัพธ์ของชูริงค์ 4.5 มม. ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความลึก แต่ขึ้นอยู่กับความหนาของชั้นไขมันใต้ผิวหนัง เราสรุปไว้ให้แล้วว่าทำไมใบหน้าที่ค่อนข้างผอมถึงเสียเปรียบ และบริเวณไหนที่เห็นผลดี

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Sculptra vs Juvelook: ความต่างของตัวยา จำนวนครั้ง และระยะเวลาเห็นผล
ความแตกต่างของสารตั้งต้นระหว่าง Sculptra และ Juvelook คือ PLLA กับ PDLLA ค่ะ/ครับ จำนวนครั้งในการทำและระยะเวลาที่เห็นผลก็แตกต่างกัน ทำให้เกณฑ์ในการเลือกก็ไม่เหมือนกันด้วย
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1



![[บิวตี้สโตน] ฟิลเลอร์ใต้ตาคล้ำ: 0.3cc เปลี่ยนผลลัพธ์](https://framerusercontent.com/images/F4Q84TUWgjbZJV6MNheLnWHnaw.jpg?width=1080&height=1080)
