เอฟเฟกต์เต็นท์ยกกระชับตา: เติมขมับยุบ ดันคิ้วและหางตายกขึ้นธรรมชาติ ตาโตโดยไม่ต้องดึง

ก่อนจะเริ่มอ่าน
มาเช็กจุดนี้กันก่อนนะคะ
Q. ไม่ได้ดึงตาเลยสักนิด
แต่ทำให้ตาดูโตขึ้นได้จริงเหรอคะ?
A. ใช่ค่ะ ทำได้จริงค่ะ เพราะเมื่อเราเติมเต็มบริเวณขมับที่ตอบยุบลงไป
ก็จะช่วยดึงหางตาและแนวคิ้วที่อยู่เหนือขึ้นไป
ให้ยกกระชับขึ้นตามไปด้วยค่ะ
ปรากฏการณ์นี้เราเรียกว่า Tent Effect ค่ะ
Q. ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ได้ฉีดรอบดวงตา
แต่เป็นการเติมเต็มบริเวณด้านข้างแทนใช่ไหมคะ?
A. ถูกต้องที่สุดเลยค่ะ สาเหตุที่ทำให้ตาดูเล็กและดูไม่สดใส
บ่อยครั้งไม่ได้เกิดจากตัวดวงตาเองนะคะ แต่เกิดจากข้อบกพร่องของขมับด้านข้างที่ตอบลงไป
ซึ่งมีเคสแบบนี้เยอะกว่าที่คิดเลยค่ะ

ถึงภายนอกจะดูคล้ายกัน
แต่หัวใจสำคัญนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ
Tent Effect สำหรับการยกกระชับรอบดวงตา คือ
การเติมวอลลุ่มในบริเวณขมับ (Temple) ที่ตอบตัวลง
เพื่อช่วยพยุงและยกหางตาและแนวคิ้วขึ้นข้างบน
ซึ่งเป็น
วิธีการยกกระชับแบบไม่ต้องพึ่งการผ่าตัดค่ะ
วิธีนี้จะแตกต่างจากการร้อยไหมยกกระชับ
หรือการผ่าตัดปรับกล้ามเนื้อตาที่หลายคนคุ้นเคยกันค่ะ
เพราะไม่ใช่การใช้ไหมเกี่ยวดึงขึ้นไปตรงๆ
แต่ใช้หลักการเติมเต็มส่วนที่เว้าแหว่ง เพื่อให้ผิว
ยกกระชับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติที่สุดนั่นเองค่ะ
สรุปใจความสำคัญของบทความนี้
Tent Effect คือ หลักการเติมวอลลุ่มพยุงขมับที่ตอบ
ให้ยกกระชับขึ้น
ส่งผลให้หางตาและแนวคิ้ว
ยกตัวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ
นี่คือเหตุผลที่ตาดูโตขึ้นได้ โดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัดดึงตาเลยค่ะ

ทำไมบางคนที่อุตส่าห์
ผ่าตัดปรับกล้ามเนื้อตามาแล้ว
แต่ตาก็ยังดูอึดอัดไม่สดใสอยู่ดีนะ?
เมื่อเดือนก่อนมีคนไข้ช่วงอายุ 40 ปีต้นๆ มาปรึกษาหมอค่ะ
เธอเล่าว่าเคยผ่าตัดปรับกล้ามเนื้อตาจากคลินิกอื่น
มาแล้วถึงสองครั้งเลยทีเดียว
แต่พอมองกระจกทีไร ก็ยังรู้สึกว่าตาดูเหนื่อยล้า
และดูอึดอัดไม่สดใสอยู่ดีค่ะ
พอหมอลองพิจารณาจากโครงสร้างใบหน้าด้านข้าง
ตัวตาของคนไข้ได้รับการปรับแต่งมาอย่างดีแล้วนะคะ
แต่มันมีปัญหาที่ขมับที่ยุบตัวลงไปอย่างเห็นได้ชัด
ส่งผลให้หางตาดำด้านนอก
ดูตกลงมานั่นเองค่ะ
เมื่อบริเวณขมับด้านข้างตอบลง ผิวข้างๆ ก็จะถูกดึงรั้ง
ให้ตกตามลงมาด้วย ทำให้หางตา
พลอยดูตกและเศร้าไปด้วยค่ะ
แต่ถ้าเราเติมสารเติมเต็มที่บริเวณเหนือเยื่อหุ้มกระดูกขมับ (Periosteum)
เนื้อเยื่ออ่อนที่อยู่ด้านบนจะถูกดันยกตัวขึ้น
ช่วยปรับองศาของหางตาให้เชิดยกกระชับขึ้นอย่างสวยงามค่ะ
สรุปข้อคิดดีๆ จาก หมอวี ยองจิน
สาเหตุที่ทำให้ตาดูเล็กและไม่สดใส
บางครั้งก็ไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของตัวดวงตาเสมอไปนะค
เพราะถ้าขมับด้านข้างตอบเข้าไป
หางตาก็จะพลอยตกลงตามไปด้วยค่ะ
ในเคสแบบนี้ แทนที่จะไปแก้ไขส่วนตา
คำตอบที่แท้จริงคือการเติมเต็มพื้นที่ขมับด้านข้างค่ะ

ในฐานะแพทย์ผิวหนัง
หมอแบ่งประเภทยาไว้แบบนี้ครับ
ประเภท | ลักษณะอาการ | วิธีรักษาที่แนะนำ |
ขมับตอบยุบตัว | ขมับด้านข้างดูยุบเป็นแอ่ง หางตาตกคล้อย | ฟิลเลอร์/Sculptra เพื่อผลลัพธ์ Tent Effect |
ผิวหน้าหย่อนคล้อย | หนังตาบนหย่อนคล้อยลงมาบดบังดวงตา | ทำ Ulthera ควบคู่กับ Thermage |
ปัญหาเฉพาะของกล้ามเนื้อตา | ตาปรก, กล้ามเนื้อตาอ่อนแรง | ปรึกษาแพทย์เพื่อผ่าตัดปรับกล้ามเนื้อตา |
แบบผสม (Combined) | มีอาการข้างต้นร่วมกันตั้งแต่ 2 อย่างขึ้นไป | การรักษาแบบผสมผสานทีละขั้นตอน |
คนไข้ส่วนใหญ่ที่เข้ามาปรึกษาหมอที่คลินิก
มักจะไม่ได้มีปัญหาแค่ประเภทเดียวเดี่ยวๆ หรอกค่ะ
ส่วนใหญ่จะมีหลายสาเหตุร่วมกันอย่างซับซ้อน
และถ้าหากเราเติมวอลลุ่มตรงขมับมากจนเกินไป
ก็อาจจะทำให้หน้าดูใหญ่และบานขึ้นได้ค่ะ
หมอจึงแนะนำให้ค่อยๆ ปรับแต่งทีละขั้น เพื่อผลลัพธ์ที่สวยเป๊ะที่สุดค่ะ
3 คำถามยอดฮิต
ที่หมอมักจะโดนถามบ่อยที่สุด
Q1. ระหว่างฟิลเลอร์ กับ Sculptra แบบไหนดีกว่ากันคะ?
ถ้าคนไข้ต้องการเห็นผลด้านวอลลุ่มทันใจ หมอแนะนำเป็นฟิลเลอร์ค่ะ
แต่ถ้าอยากเน้นการกระตุ้นคอลลาเจนในระยะยาว
หมอแนะนำเป็น Sculptra จะตอบโจทย์ที่สุดค่ะ
Q2. ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน?
ต้องกลับมาฉีดบ่อยแค่ไหนคะ?
ปกติฟิลเลอร์จะอยู่ได้ประมาณ 12 ถึง 18 เดือนค่ะ
ส่วน Sculptra จะอยู่ได้ยาวนานประมาณ 2 ปี
หลังจากนั้นกลับมาดูแลรักษาปีละ 1 ครั้ง ก็เพียงพอแล้วค่ะ
Q3. ฉีดบริเวณขมับอันตรายไหมคะ?
เนื่องจากขมับเป็นบริเวณที่มีเส้นเลือดสำคัญไหลผ่านเป็นจำนวนมาก
ฝีมือและความเชี่ยวชาญของแพทย์จึงสำคัญแบบสุดๆ ค่ะ
ต้องฉีดลงไปที่ชั้นเหนือเยื่อหุ้มกระดูกอย่างแม่นยำ ถึงจะปลอดภัยไร้กังวลค่ะ
ทั้งหมดนี้คือข้อมูลจาก หมอวี ยองจิน ค่ะ
บทความที่แนะนำให้อ่านร่วมกัน
▶ทำไม Juvelook SB ถึงเห็นผลทันทีหลังทำแต่เป็นของปลอมกันนะ (คำตอบแบบตรงไปตรงมาโดย หมอวี ยองจิน)
▶วิธีป้องกันและดูแลไม่ให้เกิดผลข้างเคียงตุ่มนูนจากการฉีด Sculptra
▶เหตุผลที่ Juvelook Volume เจ็บน้อยกว่า Rejuran แถมให้ผลลัพธ์ผิวกระจ่างใสฉ่ำวาวได้ยาวนานกว่า
▶สรุปครบจบในที่เดียว! ผลข้างเคียง ผลลัพธ์ และระยะเวลาคงอยู่ของฟิลเลอร์คาง
▶ทำไมฉีด Juvelook แล้วถึงเกิดตุ่มเนื้อขึ้น? เจาะลึกขั้นตอนการผสมและการฉีดที่ถูกต้อง

ผิว
หลังจากทำ Thermage แล้ว จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ตั้งแต่เมื่อไหร่ และผลลัพธ์นั้นจะอยู่ได้นานแค่ไหนกันนะ?
เราได้รวบรวมข้อมูลแบบเจาะลึกมาให้แล้วค่ะ ว่าทำไมหลังทำ Thermage ทันทีถึงยังไม่เห็นผลลัพธ์แบบชัดเจนทันตา และเจาะลึกช่วงเวลาสำคัญในช่วง 2-3 เดือนหลังทำ ซึ่งเป็นช่วงที่คอลลาเจนกำลังถูกกระตุ้นให้สร้างขึ้นใหม่จนเห็นการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนที่สุด

ผิว
หลังจากฉีด Sculptra แล้ว อีกนานแค่ไหนกว่าจะเห็นผลลัพธ์ผิวฟูดูมีวอลลุ่ม และผลลัพธ์นี้จะอยู่ได้นานเท่าไหร่กันนะ?
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมหลังฉีด Sculptra ทันทีถึงยังไม่ค่อยเห็นความเปลี่ยนแปลง เราได้รวบรวมช่วงเวลาตั้งแต่หลังฉีด ไปจนถึงช่วง 6 สัปดาห์ - 3 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่คอลลาเจนเริ่มสร้างตัวและเห็น volume ค่อยๆ ฟูสวยชัดเจนขึ้นมาฝากกันค่ะ

ผิว
หลังจากทำ Secret RF อาการแดงและคันยิบๆ จะหายไปภายในไม่กี่วันค่ะ แล้วต้องดูแลผิวอย่างไรบ้างคะ?
เรามาดูรีวิวขั้นตอนการฟื้นฟูผิวแบบละเอียดกันค่ะ ว่าทำไมหลังทำ Secret RF ทันทีถึงมีรอยแดง และในแต่ละวันรอยเหล่านั้นจะค่อยๆ ยุบลงอย่างไรบ้าง

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฉีดโบกราม (botox) กี่วันถึงจะเริ่มเห็นผลหน้าเรียวคะ แล้วผลลัพธ์จะอยู่ได้นานแค่ไหนกันนะ?
ทำไมฉีด Botox ลดกรามแล้วถึงยังไม่เรียวสวยทันที? เรามาเจาะลึกไทม์ไลน์ช่วง 2-4 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงที่กล้ามเนื้อบดเคี้ยวเริ่มหดตัวลงอย่างชัดเจน จนเห็นความเปลี่ยนแปลงของรูปหน้าได้อย่างชัดเจนกันค่ะ

ผิว
ฝ้าแดดและจุดด่างดำทำไมถึงไม่หายไปในการทำเลเซอร์เม็ดสีแค่ครั้งเดียว แถมยังคอยจะกลับขึ้นมาใหม่อยู่เรื่อยๆ กันนะ?
เรามาเจาะลึกกันว่าทำไม ฝ้า ถึงไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ในครั้งเดียวเหมือนจุดด่างดำหรือกระทั่วไป และทำไมการใช้เลเซอร์ที่แรงเกินไปอาจส่งผลเสียทำให้เกิดรอยดำสะท้อนกลับ (rebound pigmentation) แทนค่ะ

ผิว
รักษาฝ้าด้วยการทำ toning ดึงแค่เม็ดสีออก แป๊บเดียวก็กลับมาเป็นอีกแล้ว
เราใช้เลเซอร์ Revlite และ Helios Toning เพื่อลดเม็ดสี พร้อมกับดูแลเส้นเลือดในเคสฝ้าเลือด บำรุงผิวชั้นเดอร์มิสอย่างอ่อนโยนด้วย RF และใช้ Tranexamic acid booster เพื่อกดรากฝ้าให้อยู่หมัด สรุปขั้นตอนการรักษาฝ้าแต่ละประเภทไว้ให้แล้วค่ะ



