ผู้อำนวยการ วี ยองจิน คิม กาอึล แห่งคลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก

อยากเติม hip dip ให้ขาดูยาวขึ้น? ครั้งแรกแนะนำให้เติมทีละน้อยก่อนนะคะ

อยากเติม hip dip ให้ขาดูยาวขึ้น? ครั้งแรกแนะนำให้เติมทีละน้อยก่อนนะคะ

อยากเติม hip dip ให้ขาดูยาวขึ้น? ครั้งแรกแนะนำให้เติมทีละน้อยก่อนนะคะ

การเติม hip dip ช่วยให้ขาดูยาวขึ้นได้นะคะ แต่ถ้าเติมเยอะเกินไปในครั้งเดียวก็อาจจะดูไม่เป็นธรรมชาติได้ค่ะ นี่คือเรื่องราวของการประเมินปริมาณและการแบ่งจำนวนครั้งในการทำ Sculptra ครั้งแรกค่ะ

อยากเติม hip dip ให้ขาดูยาวขึ้น? เริ่มจากใส่น้อยๆ ก่อนนะคะ

ลองส่องกระจกดูมุมข้างของตัวเองแล้วสังเกตเห็นว่าข้างสะโพกมีรอยบุ๋มลงไปไหมคะ? หลายคนพอไปเสิร์ชข้อมูลดูก็จะเจอคำว่า "Sculptra เติม hip dip" บ่อยมากๆ และมักจะมาปรึกษาพร้อมคำถามว่า "ฉีดทีเดียวให้เต็มเลยไม่ได้เหรอคะ?" แต่จริงๆ แล้ว การฉีดเติมเต็ม hip dip นั้น เราจะไม่ใส่เข้าไปเยอะๆ ตั้งแต่ครั้งแรกค่ะ การเริ่มจากปริมาณน้อยๆ แล้วค่อยๆ แบ่งมาเติมสัก 2-3 ครั้ง จะได้ผลลัพธ์ที่เรียบเนียนและเป็นธรรมชาติที่สุดค่ะ

มีคนไข้หลายท่านมาปรึกษาเพราะอยากได้เอฟเฟกต์ที่ช่วยให้ขาดูยาวขึ้น ซึ่งผลลัพธ์ตรงนี้มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า "ใส่ปริมาณมากเท่าไหร่" แต่อยู่ที่ "การดีไซน์และปรับแต่งเส้นไลน์สะโพกอย่างไร" มากกว่าค่ะ และนี่ก็เป็นจุดแรกที่หมออยากแชร์ให้คนที่กำลังหาข้อมูลได้เข้าใจตรงกันก่อนค่ะ

 

ทำไมถึงเกิด hip dip?

รอยบุ๋มเล็กๆ ข้างสะโพกนี้ เป็นรอยยุบตามธรรมชาติที่อยู่ระหว่างขอบกระดูกเชิงกรานและตุ่มกระดูกต้นขาอันใหญ่ค่ะ ในทางกายวิภาคจะเรียกว่า Trochanteric Depression* โดยไลน์ของกระดูกเชิงกรานด้านล่างจะเว้าเข้าด้านใน และจะค่อยๆ นูนกลับออกมาตรงกระดูกต้นขาด้านนอก ทำให้พื้นที่ตรงกลางดูเป็นรอยยุบลงไปนั่นเองค่ะ

* Trochanteric Depression: รอยบุ๋มตามธรรมชาติบริเวณข้างสะโพก ระหว่างกระดูกเชิงกรานและกระดูกต้นขาด้านนอก หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "hip dip"

สิ่งสำคัญตรงนี้คือ โครงสร้างกระดูกมีผลเป็นอย่างมากค่ะ แม้ว่าการกระจายตัวของกล้ามเนื้อและไขมันจะมีส่วนอยู่บ้าง แต่การออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเติมเต็มรอยบุ๋มนี้ได้ 100% มันคือโครงสร้างอนาโตมีปกติที่ทุกคนมีอยู่แล้ว แค่จะเห็นชัดมากหรือน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลค่ะ ดังนั้น คำพูดที่ว่า "มี hip dip คือคนร่างกายไม่ปกติ" จึงไม่เป็นความจริงเลยค่ะ

힙딥은 왜 생기나요

 

 

เติมเต็มแล้วทำไมถึงดูขาเดียวยาวขึ้น?

เมื่อเติมเต็มส่วนที่เป็น hip dip แล้ว เส้นข้างลำตัวที่ทอดตัวลงมาจากกระดูกเชิงกรานสู่ต้นขาจะเชื่อมต่อกันอย่างเรียบเนียน ไร้รอยต่อ ซึ่งจะช่วยพรางสายตาทำให้รู้สึกเหมือนจุดเริ่มต้นของขาถูกยกสูงขึ้น แม้จะส่วนสูงเท่าเดิมแต่ภาพรวมจะทำให้ขาดูเรียวยาวขึ้นค่ะ มันไม่ใช่แค่ความรู้สึกว่าสะโพกใหญ่ขึ้นเฉยๆ แต่มันคือความรู้สึกว่าสัดส่วนและไลน์รูปร่างได้รับการจัดระเบียบให้มีความละมุนขึ้นค่ะ

เมื่อมองจากด้านข้าง เส้นไลน์ที่เชื่อมจากสะโพกไปจนถึงต้นขาจะไม่ขาดตอน ทำให้สัดส่วนโดยรวมดูโปร่งและสูงเพรียวขึ้นด้วย หลายคนบอกเลยว่าหลังจากทำแล้วใส่เสื้อผ้าสวยขึ้นมาก ดังนั้น หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่ความยาวของขาจริงๆ แต่เป็นความต่อเนื่องของเส้นไลน์ด้านข้างค่ะ

채우면 왜 다리가 길어 보이나요

 

 

ทำไมต้องเป็น Sculptra และทำไมช่วงแรกต้องใส่น้อยๆ?

บริเวณที่ต้องการปริมาตรค่อนข้างเยอะอย่าง hip dip หากเราใช้ซิลิโคนสำเร็จรูปหรือใส่ฟิลเลอร์ปริมาณมากๆ ในทีเดียว มีโอกาสสูงมากที่รูปทรงจะดูไม่เป็นธรรมชาติ ดังนั้น แพทย์จึงนิยมใช้ collagen stimulator อย่าง Sculptra ที่มีส่วนประกอบหลักของสาร PLLA* เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนของร่างกายเราเอง ให้คอลลาเจนตามธรรมชาติค่อยๆ เติบโตขึ้นมาเติมเต็มส่วนเว้าแหว่งนั้นค่ะ

* PLLA (Poly-L-Lactic Acid): ส่วนประกอบกลุ่มกรดแลกติกที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง เมื่อเวลาผ่านไปจะค่อยๆ สลายตัวไปเป็นน้ำและคาร์บอนไดออกไซด์ โดยในระหว่างกระบวนการนั้นจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่

แต่มันมีกับดักอยู่จุดหนึ่งค่ะ คือหลังทำทันทีเราแทบจะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงเลย เพราะคอลลาเจนต้องใช้เวลาในการสร้างตัวประมาณ 2-3 สัปดาห์ ด้วยเหตุนี้ คนไข้จึงมักจะบอกว่า "ยังไม่เห็นผลเลยค่ะ ขอเติมอีกได้ไหม" แต่ถ้าเราอัดเข้าไปเพิ่มตั้งแต่ตอนนี้ พอผ่านไป 4-6 สัปดาห์เมื่อคอลลาเจนสร้างตัวเต็มที่ มันอาจจะเกิดการเติมเต็มที่มากเกินไป (overcorrection) จนดูไม่เป็นธรรมชาติได้ค่ะ จากประสบการณ์ทางคลินิกของหมอ หมอแนะนำให้เริ่มสเต็ปแรกด้วยปริมาณที่ค่อนข้างระมัดระวัง (น้อยกว่าปกติเล็กน้อย) แล้วค่อยมาดูผลลัพธ์เพื่อเติมเก็บรายละเอียดในครั้งต่อไปดีที่สุดค่ะ

ครั้งที่

ระยะเวลา

การเปลี่ยนแปลงทั่วไป

ครั้งที่ 1

ทันทีหลังทำ

ดูมีวอลลุ่มขึ้นเล็กน้อย และจะยุบลงในอีกไม่กี่วัน

หลังทำ 2~3 สัปดาห์

คอลลาเจนเริ่มสร้างตัว

ไลน์ข้างสะโพกเริ่มดูเรียบเนียนเป็นธรรมชาติขึ้น

ครั้งที่ 2

3~4 สัปดาห์หลังครั้งที่ 1

เติมแต่งเพิ่มในจุดที่ยังพร่องอยู่

ครั้งที่ 3

3~4 สัปดาห์หลังครั้งที่ 2

เก็บรายละเอียดขั้นสุดท้าย ไลน์สวยสมบูรณ์แบบ

คงผลลัพธ์ได้ 1 ปีครึ่งขึ้นไป

การคงอยู่

คอลลาเจนของตัวเองยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง

อีกหนึ่งเหตุผลที่ต้องแบ่งทำเป็นครั้งๆ คือเพื่อการกะปริมาณที่แม่นยำค่ะ แทนที่จะกำหนดปริมาณทั้งหมดไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ทีแรก การดูการเรียงตัวของคอลลาเจนที่สร้างขึ้นมาใหม่ แล้วค่อยๆ เติมเฉพาะจุดที่ยังขาด จะช่วยสร้างเส้นไลน์สะโพกที่สลวยสวยและดูเนียนตาที่สุดค่ะ

왜 스컬트라이고, 왜 처음엔 적게인가요

 

 

หลังทำเสร็จ ใช้ชีวิตประจำวันอย่างไร?

คำถามสุดฮิตสำหรับผู้ที่มาเกาหลีครั้งแรกคือเรื่องความเจ็บและการฟื้นตัวค่ะ ก่อนทำเราจะมีการแปะยาชาและฉีดยาชาเฉพาะจุด ร่วมกับการใช้เข็มปลายทู่ (cannula) ในการเดินตัวยา ดังนั้น โอกาสที่จะเกิดรอยช้ำหรือบวมจึงน้อยมาก และให้ความรู้สึกแค่เจ็บจี๊ดๆ นิดหน่อยเท่านั้นค่ะ

หลังทำทันทีอาจจะมีอาการบวมเล็กน้อย แต่ปกติจะยุบลงภายใน 1-2 วัน วันรุ่งขึ้นสามารถไปทำงานหรือเที่ยวเล่นช้อปปิ้งใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติเลยค่ะ เวลาเดินหรือนั่งอาจจะรู้สึกตึงๆ หน่วงๆ บ้างในช่วง 2-3 วันแรก แต่ไม่ได้กระทบกับการใช้ชีวิตค่ะ

สิ่งที่สำคัญคือ ตั้งแต่วันรุ่งขึ้นหลังทำ แนะนำให้นวดเบาๆ บริเวณที่ทำ วันละ 5 ครั้ง ครั้งละ 5 นาที ติดต่อกันเป็นเวลา 5 วัน เพื่อช่วยให้ตัวยากระจายตัวได้อย่างสม่ำเสมอค่ะ อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงการเข้าซาวน่า สตรีม การออกกำลังกายอย่างหักโหม และการดื่มแอลกอฮอล์ประมาณ 1 สัปดาห์นะคะ เพื่อลดการระคายเคืองในจุดที่คอลลาเจนกำลังฟอร์มตัวค่ะ

hip dip เป็นบริเวณทางอนาโตมีที่เติมเต็มได้ยากด้วยการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว การทำหัตถการเติมเต็มจึงเป็นคำตอบที่ดีมากค่ะ แต่ถ้าเราโลภอยากใส่เยอะๆ ตั้งแต่ครั้งแรก ผลลัพธ์อาจจะดูแข็งและอ색เว่อร์ได้ การค่อยๆ เริ่มจากปริมาณน้อยๆ สังเกตการเติบโตของคอลลาเจนแล้วค่อยๆ ดีไซน์เติมแต่งในแต่ละครั้ง จะช่วยสร้างไลน์สะโพกและเรียวขาที่ละมุนที่สุดค่ะ จากเคสที่หมอและ 원장 (ผู้อำนวยการ) คิมกาอึล ร่วมกันดูแลมา คนไข้ที่เริ่มแบบค่อยเป็นค่อยไปในครั้งแรก จะได้ผลลัพธ์ของไลน์สะโพกตอนท้ายที่สวยเนียนตาที่สุดค่ะ

시술 후 일상은 어떤가요

 

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q. ทำเสร็จแล้ววันรุ่งขึ้นไปทำงานหรือเที่ยวต่อได้เลยไหมคะ?

ได้แน่นอนค่ะ ปกติวันรุ่งขึ้นสามารถใช้ชีวิตประจำวันต่อได้เลย อาการบวมหรือแดงเล็กน้อยหลังทำจะค่อยๆ ยุบลงภายใน 1-2 วัน ไม่มีปัญหากับการนั่งหรือเดินค่ะ เพียงแต่ขอให้งดการออกกำลังกายหนักๆ ซาวน่า และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประมาณ 1 สัปดาห์นะคะ

Q. ทำทีเดียวให้จบเลยไม่ได้จริงๆ เหรอคะ?

ถ้าใส่ปริมาณมากในครั้งเดียวอาจดูเหมือนเสร็จเร็วก็จริง แต่การประเมินการสร้างคอลลาเจนใหม่ของผิวแล้วค่อยๆ ทยอยเติมจะดูเป็นธรรมชาติกว่ามากค่ะ มาตรฐานทั่วไปแนะนำแบ่งทำ 2-3 ครั้ง ห่างกันรอบละ 3-4 สัปดาห์ หากใจร้อนใส่เยอะทีเดียว ผ่านไป 4-6 สัปดาห์อาจจะกลายเป็นนูนหนาเกินไปจนดูโป๊ะได้ค่ะ

Q. เจ็บมากไหมคะ?

ก่อนทำเรามีการแปะยาชาและฉีดยาชาเฉพาะจุดให้ค่ะ อีกทั้งยังใช้เข็มปลายทู่ในการฉีด จะรู้สึกแค่ตึงๆ จี๊ดๆ เท่านั้น หลังทำอาจมีอาการหน่วงๆ เวลานั่งอยู่ 2-3 วัน แต่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตค่ะ การแบ่งฉีดปริมาณน้อยๆ 2-3 ครั้ง ยังช่วยลดภาระความเจ็บและอาการระบมในแต่ละครั้งลงได้ด้วยค่ะ

 

บทความน่าอ่านเพิ่มเติม

อยากเติม hip dip ให้ขาดูยาวขึ้น? เริ่มจากใส่น้อยๆ ก่อนนะคะ

ลองส่องกระจกดูมุมข้างของตัวเองแล้วสังเกตเห็นว่าข้างสะโพกมีรอยบุ๋มลงไปไหมคะ? หลายคนพอไปเสิร์ชข้อมูลดูก็จะเจอคำว่า "Sculptra เติม hip dip" บ่อยมากๆ และมักจะมาปรึกษาพร้อมคำถามว่า "ฉีดทีเดียวให้เต็มเลยไม่ได้เหรอคะ?" แต่จริงๆ แล้ว การฉีดเติมเต็ม hip dip นั้น เราจะไม่ใส่เข้าไปเยอะๆ ตั้งแต่ครั้งแรกค่ะ การเริ่มจากปริมาณน้อยๆ แล้วค่อยๆ แบ่งมาเติมสัก 2-3 ครั้ง จะได้ผลลัพธ์ที่เรียบเนียนและเป็นธรรมชาติที่สุดค่ะ

มีคนไข้หลายท่านมาปรึกษาเพราะอยากได้เอฟเฟกต์ที่ช่วยให้ขาดูยาวขึ้น ซึ่งผลลัพธ์ตรงนี้มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า "ใส่ปริมาณมากเท่าไหร่" แต่อยู่ที่ "การดีไซน์และปรับแต่งเส้นไลน์สะโพกอย่างไร" มากกว่าค่ะ และนี่ก็เป็นจุดแรกที่หมออยากแชร์ให้คนที่กำลังหาข้อมูลได้เข้าใจตรงกันก่อนค่ะ

 

ทำไมถึงเกิด hip dip?

รอยบุ๋มเล็กๆ ข้างสะโพกนี้ เป็นรอยยุบตามธรรมชาติที่อยู่ระหว่างขอบกระดูกเชิงกรานและตุ่มกระดูกต้นขาอันใหญ่ค่ะ ในทางกายวิภาคจะเรียกว่า Trochanteric Depression* โดยไลน์ของกระดูกเชิงกรานด้านล่างจะเว้าเข้าด้านใน และจะค่อยๆ นูนกลับออกมาตรงกระดูกต้นขาด้านนอก ทำให้พื้นที่ตรงกลางดูเป็นรอยยุบลงไปนั่นเองค่ะ

* Trochanteric Depression: รอยบุ๋มตามธรรมชาติบริเวณข้างสะโพก ระหว่างกระดูกเชิงกรานและกระดูกต้นขาด้านนอก หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "hip dip"

สิ่งสำคัญตรงนี้คือ โครงสร้างกระดูกมีผลเป็นอย่างมากค่ะ แม้ว่าการกระจายตัวของกล้ามเนื้อและไขมันจะมีส่วนอยู่บ้าง แต่การออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเติมเต็มรอยบุ๋มนี้ได้ 100% มันคือโครงสร้างอนาโตมีปกติที่ทุกคนมีอยู่แล้ว แค่จะเห็นชัดมากหรือน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลค่ะ ดังนั้น คำพูดที่ว่า "มี hip dip คือคนร่างกายไม่ปกติ" จึงไม่เป็นความจริงเลยค่ะ

힙딥은 왜 생기나요

 

 

เติมเต็มแล้วทำไมถึงดูขาเดียวยาวขึ้น?

เมื่อเติมเต็มส่วนที่เป็น hip dip แล้ว เส้นข้างลำตัวที่ทอดตัวลงมาจากกระดูกเชิงกรานสู่ต้นขาจะเชื่อมต่อกันอย่างเรียบเนียน ไร้รอยต่อ ซึ่งจะช่วยพรางสายตาทำให้รู้สึกเหมือนจุดเริ่มต้นของขาถูกยกสูงขึ้น แม้จะส่วนสูงเท่าเดิมแต่ภาพรวมจะทำให้ขาดูเรียวยาวขึ้นค่ะ มันไม่ใช่แค่ความรู้สึกว่าสะโพกใหญ่ขึ้นเฉยๆ แต่มันคือความรู้สึกว่าสัดส่วนและไลน์รูปร่างได้รับการจัดระเบียบให้มีความละมุนขึ้นค่ะ

เมื่อมองจากด้านข้าง เส้นไลน์ที่เชื่อมจากสะโพกไปจนถึงต้นขาจะไม่ขาดตอน ทำให้สัดส่วนโดยรวมดูโปร่งและสูงเพรียวขึ้นด้วย หลายคนบอกเลยว่าหลังจากทำแล้วใส่เสื้อผ้าสวยขึ้นมาก ดังนั้น หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่ความยาวของขาจริงๆ แต่เป็นความต่อเนื่องของเส้นไลน์ด้านข้างค่ะ

채우면 왜 다리가 길어 보이나요

 

 

ทำไมต้องเป็น Sculptra และทำไมช่วงแรกต้องใส่น้อยๆ?

บริเวณที่ต้องการปริมาตรค่อนข้างเยอะอย่าง hip dip หากเราใช้ซิลิโคนสำเร็จรูปหรือใส่ฟิลเลอร์ปริมาณมากๆ ในทีเดียว มีโอกาสสูงมากที่รูปทรงจะดูไม่เป็นธรรมชาติ ดังนั้น แพทย์จึงนิยมใช้ collagen stimulator อย่าง Sculptra ที่มีส่วนประกอบหลักของสาร PLLA* เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนของร่างกายเราเอง ให้คอลลาเจนตามธรรมชาติค่อยๆ เติบโตขึ้นมาเติมเต็มส่วนเว้าแหว่งนั้นค่ะ

* PLLA (Poly-L-Lactic Acid): ส่วนประกอบกลุ่มกรดแลกติกที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง เมื่อเวลาผ่านไปจะค่อยๆ สลายตัวไปเป็นน้ำและคาร์บอนไดออกไซด์ โดยในระหว่างกระบวนการนั้นจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่

แต่มันมีกับดักอยู่จุดหนึ่งค่ะ คือหลังทำทันทีเราแทบจะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงเลย เพราะคอลลาเจนต้องใช้เวลาในการสร้างตัวประมาณ 2-3 สัปดาห์ ด้วยเหตุนี้ คนไข้จึงมักจะบอกว่า "ยังไม่เห็นผลเลยค่ะ ขอเติมอีกได้ไหม" แต่ถ้าเราอัดเข้าไปเพิ่มตั้งแต่ตอนนี้ พอผ่านไป 4-6 สัปดาห์เมื่อคอลลาเจนสร้างตัวเต็มที่ มันอาจจะเกิดการเติมเต็มที่มากเกินไป (overcorrection) จนดูไม่เป็นธรรมชาติได้ค่ะ จากประสบการณ์ทางคลินิกของหมอ หมอแนะนำให้เริ่มสเต็ปแรกด้วยปริมาณที่ค่อนข้างระมัดระวัง (น้อยกว่าปกติเล็กน้อย) แล้วค่อยมาดูผลลัพธ์เพื่อเติมเก็บรายละเอียดในครั้งต่อไปดีที่สุดค่ะ

ครั้งที่

ระยะเวลา

การเปลี่ยนแปลงทั่วไป

ครั้งที่ 1

ทันทีหลังทำ

ดูมีวอลลุ่มขึ้นเล็กน้อย และจะยุบลงในอีกไม่กี่วัน

หลังทำ 2~3 สัปดาห์

คอลลาเจนเริ่มสร้างตัว

ไลน์ข้างสะโพกเริ่มดูเรียบเนียนเป็นธรรมชาติขึ้น

ครั้งที่ 2

3~4 สัปดาห์หลังครั้งที่ 1

เติมแต่งเพิ่มในจุดที่ยังพร่องอยู่

ครั้งที่ 3

3~4 สัปดาห์หลังครั้งที่ 2

เก็บรายละเอียดขั้นสุดท้าย ไลน์สวยสมบูรณ์แบบ

คงผลลัพธ์ได้ 1 ปีครึ่งขึ้นไป

การคงอยู่

คอลลาเจนของตัวเองยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง

อีกหนึ่งเหตุผลที่ต้องแบ่งทำเป็นครั้งๆ คือเพื่อการกะปริมาณที่แม่นยำค่ะ แทนที่จะกำหนดปริมาณทั้งหมดไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ทีแรก การดูการเรียงตัวของคอลลาเจนที่สร้างขึ้นมาใหม่ แล้วค่อยๆ เติมเฉพาะจุดที่ยังขาด จะช่วยสร้างเส้นไลน์สะโพกที่สลวยสวยและดูเนียนตาที่สุดค่ะ

왜 스컬트라이고, 왜 처음엔 적게인가요

 

 

หลังทำเสร็จ ใช้ชีวิตประจำวันอย่างไร?

คำถามสุดฮิตสำหรับผู้ที่มาเกาหลีครั้งแรกคือเรื่องความเจ็บและการฟื้นตัวค่ะ ก่อนทำเราจะมีการแปะยาชาและฉีดยาชาเฉพาะจุด ร่วมกับการใช้เข็มปลายทู่ (cannula) ในการเดินตัวยา ดังนั้น โอกาสที่จะเกิดรอยช้ำหรือบวมจึงน้อยมาก และให้ความรู้สึกแค่เจ็บจี๊ดๆ นิดหน่อยเท่านั้นค่ะ

หลังทำทันทีอาจจะมีอาการบวมเล็กน้อย แต่ปกติจะยุบลงภายใน 1-2 วัน วันรุ่งขึ้นสามารถไปทำงานหรือเที่ยวเล่นช้อปปิ้งใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติเลยค่ะ เวลาเดินหรือนั่งอาจจะรู้สึกตึงๆ หน่วงๆ บ้างในช่วง 2-3 วันแรก แต่ไม่ได้กระทบกับการใช้ชีวิตค่ะ

สิ่งที่สำคัญคือ ตั้งแต่วันรุ่งขึ้นหลังทำ แนะนำให้นวดเบาๆ บริเวณที่ทำ วันละ 5 ครั้ง ครั้งละ 5 นาที ติดต่อกันเป็นเวลา 5 วัน เพื่อช่วยให้ตัวยากระจายตัวได้อย่างสม่ำเสมอค่ะ อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงการเข้าซาวน่า สตรีม การออกกำลังกายอย่างหักโหม และการดื่มแอลกอฮอล์ประมาณ 1 สัปดาห์นะคะ เพื่อลดการระคายเคืองในจุดที่คอลลาเจนกำลังฟอร์มตัวค่ะ

hip dip เป็นบริเวณทางอนาโตมีที่เติมเต็มได้ยากด้วยการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว การทำหัตถการเติมเต็มจึงเป็นคำตอบที่ดีมากค่ะ แต่ถ้าเราโลภอยากใส่เยอะๆ ตั้งแต่ครั้งแรก ผลลัพธ์อาจจะดูแข็งและอ색เว่อร์ได้ การค่อยๆ เริ่มจากปริมาณน้อยๆ สังเกตการเติบโตของคอลลาเจนแล้วค่อยๆ ดีไซน์เติมแต่งในแต่ละครั้ง จะช่วยสร้างไลน์สะโพกและเรียวขาที่ละมุนที่สุดค่ะ จากเคสที่หมอและ 원장 (ผู้อำนวยการ) คิมกาอึล ร่วมกันดูแลมา คนไข้ที่เริ่มแบบค่อยเป็นค่อยไปในครั้งแรก จะได้ผลลัพธ์ของไลน์สะโพกตอนท้ายที่สวยเนียนตาที่สุดค่ะ

시술 후 일상은 어떤가요

 

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q. ทำเสร็จแล้ววันรุ่งขึ้นไปทำงานหรือเที่ยวต่อได้เลยไหมคะ?

ได้แน่นอนค่ะ ปกติวันรุ่งขึ้นสามารถใช้ชีวิตประจำวันต่อได้เลย อาการบวมหรือแดงเล็กน้อยหลังทำจะค่อยๆ ยุบลงภายใน 1-2 วัน ไม่มีปัญหากับการนั่งหรือเดินค่ะ เพียงแต่ขอให้งดการออกกำลังกายหนักๆ ซาวน่า และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประมาณ 1 สัปดาห์นะคะ

Q. ทำทีเดียวให้จบเลยไม่ได้จริงๆ เหรอคะ?

ถ้าใส่ปริมาณมากในครั้งเดียวอาจดูเหมือนเสร็จเร็วก็จริง แต่การประเมินการสร้างคอลลาเจนใหม่ของผิวแล้วค่อยๆ ทยอยเติมจะดูเป็นธรรมชาติกว่ามากค่ะ มาตรฐานทั่วไปแนะนำแบ่งทำ 2-3 ครั้ง ห่างกันรอบละ 3-4 สัปดาห์ หากใจร้อนใส่เยอะทีเดียว ผ่านไป 4-6 สัปดาห์อาจจะกลายเป็นนูนหนาเกินไปจนดูโป๊ะได้ค่ะ

Q. เจ็บมากไหมคะ?

ก่อนทำเรามีการแปะยาชาและฉีดยาชาเฉพาะจุดให้ค่ะ อีกทั้งยังใช้เข็มปลายทู่ในการฉีด จะรู้สึกแค่ตึงๆ จี๊ดๆ เท่านั้น หลังทำอาจมีอาการหน่วงๆ เวลานั่งอยู่ 2-3 วัน แต่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตค่ะ การแบ่งฉีดปริมาณน้อยๆ 2-3 ครั้ง ยังช่วยลดภาระความเจ็บและอาการระบมในแต่ละครั้งลงได้ด้วยค่ะ

 

บทความน่าอ่านเพิ่มเติม

บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก
บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก

บทความแนะนำ

บทความแนะนำ

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

กล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) ไม่ได้เค่ทำให้เกิดริ้วรอยเท่านั้นนะคะ แต่ยังช่วยพยุงเปิดตาขึ้นด้วยค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

กล้ามเนื้อหน้าผากไม่ได้แค่ทำให้เกิดริ้วรอยเท่านั้นนะคะ — แต่ยังช่วยพยุงลืมตาขึ้นด้วยค่ะ

ทำไมการฉีดในปริมาณเท่ากันและตำแหน่งเดียวกันกลับให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันในแต่ละคน? วันนี้เรามาสรุปสั้นๆ เกี่ยวกับ 2 บทบาทหน้าที่ของกล้ามเนื้อหน้าผาก ทั้งการ ‘สร้างรอยย่น + ช่วยพยุงลืมตา’ รวมถึงความสัมพันธ์ของมันกับกล้ามเนื้อมัดอื่นๆ กันค่ะ

ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาตี่ลง ไม่ใช่เพราะโรคกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (안검하수) นะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาดูเล็กลง ไม่ใช่เพราะอาการหนังตาตก (ptosis) เสมอไปนะคะ

อาการ 'ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาดูหนักๆ' เกิดจากอะไร? เจาะลึกกลไกเมื่อกล้ามเนื้อหน้าผากที่เคยช่วยประคองหายไป และทำไมผลลัพธ์ของแต่ละคนถึงต่างกันตามระดับความจำเป็นในการใช้กล้ามเนื้อส่วนนี้

ก่อนฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ลองแตะหน้าผากแล้วลืมตาขึ้นดูก่อนนะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ก่อนฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ลองใช้นิ้วจับหน้าผากแล้วลืมตาขึ้นดูนะคะ

วิธีฉีดโบหน้าผากให้ได้ผลดีที่สุด ไม่ใช่การ 'ต้องลองฉีดดูก่อนถึงจะรู้' ค่ะ เราได้สรุปแนวทางมาตรฐานทางการแพทย์ในการประเมินรูปแบบการใช้กล้ามเนื้อด้วยการตรวจเช็กตัวเองง่ายๆ ใน 30 วินาที เพื่อช่วยในการปรับปริมาณยา ตำแหน่งที่ฉีด และระยะเวลาเว้นช่วงการฉีดให้เหมาะสมที่สุด

Dysport เห็นผลเร็วกว่าโบท็อกซ์ทั่วไป แต่ทำไมคนที่มีปัญหาดื้อยาถึงต้องระวังเป็นพิเศษ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

Dysport เห็นผลเร็วกว่า Botox แต่ทำไมกลุ่มที่ดื้อโบง่ายถึงต้องใช้รักษาอย่างระมัดระวัง

แม้จะเป็น Botulinum Toxin Type A เหมือนกัน แต่ความแตกต่างของรัศมีการกระจายตัวสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ในการรักษาได้เลยนะคะ มาดูเกณฑ์การเลือก Botox vs Dysport ตามระดับการพึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) กันค่ะ

skin botox ไม่ใช่โบท็อกซ์หน้าผากเวอร์ชันที่เบากว่านะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

Skin botox ไม่ใช่โบท็อกซ์หน้าผากเวอร์ชันเบาๆ นะคะ

สำหรับคนที่ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากไม่ได้ ก็ยังสามารถทำ skin booster หรือโบท็อกซ์ลิฟติ้ง (Skin Botox) ได้อย่างสบายใจค่ะ ด้วยหลักการทำงานที่ใช้โบทูลินัม ท็อกซิน ตัวเดียวกัน แต่เป็นการกระจายตัวยาปริมาณเล็กน้อยลงในชั้นผิวแท้ (Dermis) เพื่อช่วยกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน ลดรอยแดง และปรับ skin texture ให้ผิวเรียบเนียนยิ่งขึ้น

โครงหน้า&วอลลุ่ม

โบท็อกซ์เหมือนกัน แต่ทำไมฉีดที่หน้าผากกับกรามถึงใช้เทคนิคต่างกันคะ?

สรุปสั้นๆ สไตล์เพื่อนสาวมาให้แล้วค่ะ! ว่าทำไมราคา โบท็อกซ์ (Botox) แต่ละบริเวณถึงไม่เท่ากัน พร้อมแชร์ปริมาณยูนิต (Units) ที่เหมาะสมของแต่ละจุด และช่วงเวลาที่เริ่มเห็นผลลัพธ์มาฝากกันค่ะ

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1