ถ้าทาครีม/นวดแล้วใต้ตาไม่ดีขึ้น ชนิดหลอดเลือด เลเซอร์หรือคอลลาเจนบูสเตอร์ แบบไหนเหมาะกับคุณ
เผยแพร่แล้ว
อัปเดตแล้ว

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→
บางท่านอาจพบว่าเมื่อส่องกระจกตอนบ่ายแก่ๆ รอยคล้ำใต้ตาดูเข้มขึ้นกว่าตอนเช้า หรือในวันที่เหนื่อยล้ากับวันทีร่างกายสดชื่น ความหมองคล้ำใต้ตาก็แตกต่างกันอย่างชัดเจน หากสีผิวใต้ตาของคุณเปลี่ยนแปลงไปมาในหนึ่งวันเช่นนี้ มีโอกาสสูงมากที่สาเหตุของรอยคล้ำใต้ตาจะมาจากเส้นเลือดใต้ผิวหนังครับ
อย่างไรก็ตาม แม้จะวินิจฉัยว่าเป็นรอยคล้ำประเภทเส้นเลือด (Vascular type) แต่วิธีการรักษาก็ไม่ได้มีเพียงแค่ทางเดียว เพราะสามารถแบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลักๆ คือ การลดขนาดเส้นเลือดดำที่มองทะลุเห็นโดยตรง และการฟื้นฟูผิวหนังด้านบนให้หนาขึ้นเพื่อบดบังเส้นเลือด ทั้งนี้ วิธีที่เหมาะสมที่สุดจะขึ้นอยู่กับสภาพใต้ตาของแต่ละบุคคลครับ
> บทความนี้เป็นคอนเทนต์ที่รวบรวมข้อมูลการบำบัดรักษาของ Beautystone สาขาฮับจอง
สิ่งที่คุณจะได้รับจากบทความนี้
เข้าใจว่าทำไมรอยคล้ำใต้ตาที่เปลี่ยนสีไปมาในหนึ่งวัน จึงเป็นสัญญาณบอกเหตุของรอยคล้ำจากเส้นเลือด
รู้วิธีประเมินประเภทของรอยคล้ำด้วยตัวเองง่ายๆ ที่บ้าน ด้วยวิธี "ลองดึงผิวใต้ตา"
เข้าใจความแตกต่างระหว่างการทำเลเซอร์จัดการเส้นเลือด กับการฉีดฟื้นฟูเพื่อให้ผิวหนาขึ้น
ทราบเกณฑ์ในการประเมินว่า วิธีการรักษาแบบใดเหมาะสมกับสภาพผิวใต้ตาของคุณมากที่สุด
หากสีผิวใต้ตาเปลี่ยนไปมาระหว่างวัน อาจเป็นสัญญาณของรอยคล้ำจากเส้นเลือด
วิธีสังเกตตัวเองที่รวดเร็วที่สุดคือการส่องกระจกดูในแต่ละช่วงเวลา หากตอนเช้าดูจางแต่เริ่มคล้ำขึ้นในตอนบ่ายหรือเย็น หรือใต้อ่อนล้าเป็นพิเศษในวันที่เหนื่อยล้า หากสีผิวเปลี่ยนไปมาภายในหนึ่งวันเช่นนี้ มักจะจัดอยู่ในกลุ่มรอยคล้ำจากเส้นเลือดครับ เพราะรอยคล้ำประเภทเม็ดสี (Pigmented type) หรือแบบเบ้าตาลึกจนเกิดเงา (Shadowy type) จะไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงของเฉดสีในระหว่างวันแบบนี้ครับ
และยังมีอีกหนึ่งวิธีที่คุณสามารถลองทำได้ครับ คือใช้นิ้วมือดึงผิวใต้ตาขึ้นเบาๆ หากดึงแล้วรอยคล้ำดูจางลง แสดงว่าเกิดจากเส้นเลือดดำที่มองทะลุผ่านมาใต้ผิวที่บาง ซึ่งเข้าข่ายกลุ่มเส้นเลือดครับ แต่หากดึงแล้วสียังคงเป็นสีน้ำตาลเหมือนเดิมจะจัดอยู่ในกลุ่มเม็ดสี และถ้าดึงแล้วรอยเงาหายไปจะจัดอยู่ในกลุ่มเบ้าตาลึก เนื่องจากรอยคล้ำใต้ตามัก ถูกจำแนกบ่อยๆ ว่าเกิดจากทั้งเงา เส้นเลือด และเม็ดสี ร่วมกัน ดังนั้น แทนที่จะฟันธงด้วยวิธีการประเมินตัวเองเพียงอย่างเดียว ควรพิจารณาร่วมกันหลายๆ วิธีจะดีที่สุดครับ

ทำไมใต้ตาตื้นๆ เหมือนกัน แต่สีถึงต่างกันไปในแต่ละเวลาของวัน
หัวใจสำคัญคือสถานะของออกซิเจนในเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือดดำครับ ฮีโมโกลบินในเลือดดำ (Venous hemoglobin)* จะมองเห็นเป็นสีคล้ำขึ้นเมื่อขาดออกซิเจน เมื่อเราเหนื่อยล้า นอนไม่พอ หรือนั่งทำงานเป็นเวลานาน การไหลเวียนของเลือดดำจะชะลอตัวลง ส่งผลให้เลือดที่สูญเสียออกซิเจนขังค้างอยู่บริเวณนั้นนานขึ้น ด้วยเหตุนี้ ในช่วงบ่ายและเย็น ผิวใต้ตาจึงดูเป็นสีคล้ำอมน้ำเงินเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครับ
ฮีโมโกลบินในเลือดดำ*: โปรตีนขนส่งออกซิเจนในเลือดที่ไหลผ่านเส้นเลือดดำ เมื่ออยู่ในสภาวะที่ไม่มีออกซิเจนจะเปลี่ยนเป็นสีที่คล้ำขึ้น และมองทะลุผ่านผิวหนังใต้ตาที่บางเฉียบออกมาให้เห็น
ผิวบริเวณใต้ตาจัดว่าเป็นส่วนที่บางที่สุดในใบหน้า ดังนั้น แม้จะเป็นเส้นเลือดดำเหมือนกัน แต่ก็สามารถมองเห็นได้ง่ายกว่า และเปลี่ยนสีไปตามสภาพร่างกายในแต่ละวัน จากบทรีวิวที่ศึกษาเกี่ยวกับรอยคล้ำใต้ตาได้ระบุไว้เช่นกันว่า ผิวหนังที่บางและโปร่งแสง ร่วมกับเส้นเลือดที่อยู่ใกล้เคียง มีส่วนทำให้บริเวณใต้ตาดูหมองคล้ำขึ้น ซึ่งหมายความว่าความหนาของผิวหนังถือเป็นตัวแปรที่สำคัญมากครับ


แนวทางที่ 1: การลดขนาดเส้นเลือดโดยตรง
นี่คือแนวทางที่มุ่งเน้นการลดขนาดของเส้นเลือดดำที่มองลอดเผยออกมาโดยตรง โดย เลเซอร์เส้นเลือด (Vascular laser)* จะเลือกยิงเฉพาะความยาวคลื่นที่ดูดซับโดยฮีโมโกลบินในเส้นเลือดดำ เพื่อทำให้เส้นเลือดเกิดการแข็งตัว และค่อยๆ ทำให้รอยเส้นเลือดที่มองเห็นลดเลือนลงเมื่อเวลาผ่านไป จากบทรีวิวเกี่ยวกับรอยคล้ำใต้ตาประเภทเส้นเลือดสรุปไว้ว่า เลเซอร์ที่มุ่งเป้าไปที่เส้นเลือดมีความเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับรอยคล้ำใต้ตาจากเส้นเลือด โดยมักจะมีการเอ่ยถึง Pulsed Dye Laser (585~595nm) หรือเลเซอร์ในกลุ่ม 1064nm อยู่บ่อยครั้งครับ
เลเซอร์เส้นเลือด*: เลเซอร์ที่เลือกยิงความยาวคลื่นที่ฮีโมโกลบินในเส้นเลือดดำดูดซับได้ดี จากบทรีวิวเดียวกันอธิบายว่า เลเซอร์ที่มีความยาวคลื่นยาว เช่น 1064nm จะทำปฏิกิริยากับเมลานินน้อยกว่า จึงค่อนข้างปลอดภัยสำหรับผู้ที่มีผิวสองสีหรือผิวเข้มครับ
โดยทั่วไปจะแบ่งทำหลายครั้ง โดยเว้นระยะห่างครั้งละไม่กี่สัปดาห์ สำหรับผู้ที่มองเห็นเส้นเลือดดำใต้ตาชัดเจน มักจะแนะนำให้เลือกแนวทางนี้เป็นอันดับแรก แม้จะไม่ใช่การรักษาที่เห็นผลคลิกเดียวจบในครั้งเดียว แต่เมื่อทำสะสมไปเรื่อยๆ รอยเส้นเลือดก็จะค่อยๆ ได้รับการจัดระเบียบให้จางลงเป็นขั้นเป็นตอน ทั้งนี้ อาจมีรอยช้ำหรือรอยแดงหลงเหลืออยู่ประมาณ 2-3 วัน แนะนำให้จัดตารางเวลาการรักษาให้เหมาะสมกับคิวงานส่วนตัวจะสะดวกที่สุดครับ

แนวทางที่ 2: บำรุงผิวให้หนาขึ้นเพื่อพรางรอยเส้นเลือด
แทนที่จะจัดการกับเส้นเลือดโดยตรง แนวทางนี้จะเน้นไปที่การทำให้ผิวหนังชั้นบนหนาขึ้นแทน เมื่อใช้ skin booster กลุ่มกระตุ้นคอลลาเจน (collagen booster)* เพื่อฟื้นฟูความหนาของชั้นผิวหนังแท้ (dermis) แม้ว่าจะมีเส้นเลือดดำอยู่เท่าเดิม แต่รอยจำลองเส้นเลือดที่มองทะลุก็จะลดลง เนื่องจากผิวใต้ตาเป็นบริเวณที่ละเอียดอ่อนและบอบบางมาก จึงจำเป็นต้องอนุรักษ์โดยเลือกใช้ skin booster ที่มีอนุภาคขนาดเล็กและก่อให้เกิดการระคายเคืองต่ำครับ
collagen booster*: ทรีตเมนต์ที่ใส่สารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนังเข้าไปใกล้กับชั้นผิวหนังแท้ เพื่อให้ความหนาและความยืดหยุ่นของผิวค่อยๆ อวบอิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ผลิตภัณฑ์ที่เป็นตัวแทนยอดนิยม ได้แก่ กลุ่ม PDLLA เช่น จูวีลุค ครับ
ปกติแล้วการรักษาจะทำประมาณ 2-3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างไม่กี่สัปดาห์ สำหรับคนที่มีผิวใต้ตาบางเป็นสาเหตุหลัก ซึ่งสังเกตได้จากการลองดึงผิวแล้วสีผิวใต้ตาดูจางลงอย่างชัดเจน จะแนะนำแนวทางนี้เป็นอันดับแรกครับ ตัว collagen booster จะต้องใช้เวลาในการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ดังนั้น จึงอาจยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงทันทีหลังทำเสร็จ แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายสัปดาห์ ผิวหนังแท้จะค่อยๆ หนาขึ้น และช่วยบดบังเส้นเลือดให้ค่อยๆ จางลงอย่างเป็นธรรมชาติ กราฟโค้งด้านล่างแสดงให้เห็นถึงการลดลงของรอยเส้นเลือดตามกาลเวลาครับ

* ตัวเลขในกราฟเป็นเพียงการแสดงเพื่อช่วยอธิบายระดับและทิศทางเท่านั้น ผลลัพธ์จริงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล เราได้สรุปเปรียบเทียบทั้ง 2 แนวทางไว้ให้เข้าใจง่ายในตารางด้านล่างนี้ครับ
กรณีต่อไปนี้ แนะนำให้เลื่อนการทำหัตถการออกไปก่อน:
อยู่ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
มีการอักเสบหรือติดเชื้อบริเวณรอบดวงตาที่ยังไม่หายดี
มีแนวโน้มเป็นแผลเป็นนูนง่าย (คีลอยด์ - เคยมีประวัติแผลเป็นนูนโต)
กำลังรับประทานยาที่ทำให้ผิวไวต่อแสง (ขึ้นอยู่กับประเภทของหัตถการ)
เพิ่งผ่านการทำหัตถการรอบดวงตาอื่นๆ มาไม่นาน
หากเข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่งข้างต้น โปรดปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนกำหนดวันทำหัตถการครั้งต่อไปนะครับ

ที่ Beautystone สาขาฮับจอง เราเริ่มวิเคราะห์ร่วมกันตั้งแต่ขั้นตอนการประเมินตัวเอง
อย่างที่เรียนไปข้างต้นว่า แม้จะเป็นรอยคล้ำประเภทเส้นเลือดเหมือนกัน แต่แนวทางการเริ่มต้นรักษาก็จะแตกต่างกันไปตามปัจจัยหลักว่าเกิดจากการมองเห็นเส้นเลือดดำชัดเจน หรือเกิดจากผิวหนังใต้ตาบาง ดังนั้น ที่ Beautystone สาขาฮับจอง ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกโปรแกรมการรักษา เราจะทำการตรวจสอบผลการสังเกตตนเองร่วมกับคนไข้ก่อน เช่น ผลลัพธ์จากการลองดึงผิว และการเปลี่ยนแปลงของสีผิวในแต่ละช่วงเวลา
สำหรับท่านที่มีรอยเส้นเลือดใต้ตาชัดเจน เราจะแนะนำให้ทำเลเซอร์เป็นหลัก ส่วนท่านที่มีปัญหาหลักเรื่องผิวบาง เราจะเน้นไปที่การทำ skin booster ก่อน และหากมีปัญหาทั้งสองร่วมกัน เราจะช่วยวางแผนแบ่งไทม์ไลน์และผสมผสานวิธีการรักษาอย่างเป็นระบบ การค่อยๆ ประเมินสภาพใต้ตาอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจเลือกแนวทางการรักษา จะช่วยให้ผลลัพธ์ที่ออกมาดูเป็นธรรมชาติและดีที่สุดครับ

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q. เชื่อผลจากการประเมินตัวเองเพียงอย่างเดียวได้เลยไหมคะ?
A. การประเมินจากการสังเกตเพียงจุดเดียวอาจไม่เพียงพอครับ เนื่องจากรอยคล้ำใต้ตามักเกิดจากสาเหตุที่ซ้อนทับกัน ทั้งเงา เส้นเลือด และเม็ดสี จึงควรพิจารณาทั้งการเปลี่ยนแปลงของสีตามช่วงเวลาของวันและผลจากการลองดึงผิวร่วมกัน แล้วให้แพทย์ช่วยสรุปแนวทางที่เหมาะสมที่สุดในขั้นตอนปรึกษาครับ
Q. หลังฉีด collagen booster จะเห็นผลสว่างขึ้นทันทีเลยไหมคะ?
A. โดยทั่วไปหลังทำเสร็จใหม่ๆ จะยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนครับ เนื่องจากผิวหนังแท้ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูให้หนาขึ้น หลังทำ 2-3 ครั้งโดยเว้นระยะห่างเป็นสัปดาห์ ความหนาของผิวจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นและช่วยบดบังเส้นเลือดให้จางลง ส่วนอาการบวมเล็กน้อยหลังทำมักจะยุบภายใน 1-2 วันครับ
Q. ทำไมผิวใต้ตาถึงมองเห็นสีเส้นเลือดได้ง่ายเป็นพิเศษคะ?
A. เพราะผิวใต้ตาเป็นบริเวณที่บางที่สุดในใบหน้าครับ ยิ่งผิวบางเท่าไหร่ เส้นเลือดที่อยู่ด้านล่างก็ยิ่งมองทะลุเห็นได้ง่ายขึ้น และสีอาจดูต่างกันไปตามสภาพร่างกายในแต่ละวันด้วยครับ
Q. ถ้าสีผิวใต้ตาไม่เปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของวัน แสดงว่าไม่ใช่รอยคล้ำประเภทเส้นเลือดใช่ไหมคะ?
A. การเปลี่ยนแปลงของสีตามช่วงเวลาเป็นเพียงเบาะแสหนึ่งในการประเมิน ไม่ใช่เกณฑ์ตัดสินเพียงอย่างเดียวครับ ควรพิจารณาร่วมกับผลการลองดึงผิวและสาเหตุที่อาจซ้อนทับกันด้วย ดังนั้นแม้การเปลี่ยนแปลงจะไม่ชัดเจน ก็ยังแนะนำให้เข้ารับการประเมินในขั้นตอนปรึกษาครับ
บทความที่เกี่ยวข้องแนะนำให้อ่านเพิ่มเติม

ลบรอยสัก
หยุดกำจัดรอยสักกลางคัน หมึกที่เหลือไปไหน? กลับมาทำต่อต้องดูอะไรบ้าง
หยุดกำจัดรอยสักกลางคันแล้วหมึกที่เหลือจะเป็นอย่างไร? บทความนี้อธิบายว่าการหยุดกลางทางไม่รีเซ็ตทุกอย่าง และเมื่อกลับมาทำต่อควรดูสีและความลึกของหมึกที่เหลือก่อน

ร่างกาย
ฟิลเลอร์ก้น ช่วยเรื่อง Cellulite ได้ไหม? รู้จักชั้นผิวก่อนตัดสินใจ
ฟิลเลอร์ก้น (Hip Filler) เพิ่มวอลลุ่มได้ดี แต่ Cellulite เกิดจากพังผืดในชั้นต่างกัน บทความนี้อธิบายความแตกต่างและสิ่งที่คาดหวังได้

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ลดน้ำหนักหลังฉีด Juvelook Volume แล้ว วอลลุ่มบนหน้าจะหายไปด้วยไหม?
ลดน้ำหนักหลังฉีด Juvelook Volume แล้วหน้าจะยุบไหม? บทความนี้อธิบายความแตกต่างระหว่างวอลลุ่มจากคอลลาเจนกับวอลลุ่มจากไขมัน พร้อมคำแนะนำจากแพทย์

กำจัดขน
สิวไรผมขึ้นซ้ำทุกครั้งหลังสระผม เกิดจากอะไรและแก้ยังไงดี?
สิวเม็ดเล็กไรผมที่ขึ้นซ้ำหลังสระผม มักไม่ได้เกิดจากครีมล้างหน้า แต่มาจากลำดับการสระผมที่ปล่อยให้แชมพูตกค้างบนผิว บทความนี้อธิบายสาเหตุและวิธีปรับลำดับง่าย ๆ

ยกกระชับ
ปวดขมับหลังทำชูริงค์ ปกติไหม และควรกังวลตอนไหน
หลังทำชูริงค์แล้วขมับตึง กดเจ็บ หรือรู้สึกหนักหัว รวมกลไกที่ทำให้เกิดอาการ ระยะเวลาที่มักค่อย ๆ ดีขึ้น วิธีดูแลตัวเองช่วงแรก และสัญญาณที่ควรติดต่อคลินิก

ยกกระชับ
หยุดทำ Oligio X แล้วหน้าจะหย่อนกว่าเดิมจริงไหม
หยุดยกกระชับด้วยคลื่นวิทยุแล้วหน้าจะหย่อนกว่าเดิมหรือไม่ ผลจางลงเมื่อไร แยกจากความเปลี่ยนแปลงตามวัยอย่างไร พร้อมข้อควรระวังและช่วงค่าใช้จ่าย



