ใต้ตาคล้ำขึ้นทุกบ่าย สาเหตุอาจมาจากเส้นเลือด หัตถการมี 2 แบบ จัดการเส้นเลือด หรือเติมด้วยคอลลาเจน
บางท่านอาจพบว่าเมื่อส่องกระจกตอนบ่ายแก่ๆ รอยคล้ำใต้ตาดูเข้มขึ้นกว่าตอนเช้า หรือในวันที่เหนื่อยล้ากับวันทีร่างกายสดชื่น ความหมองคล้ำใต้ตาก็แตกต่างกันอย่างชัดเจน หากสีผิวใต้ตาของคุณเปลี่ยนแปลงไปมาในหนึ่งวันเช่นนี้ มีโอกาสสูงมากที่สาเหตุของรอยคล้ำใต้ตาจะมาจากเส้นเลือดใต้ผิวหนังค่ะ
อย่างไรก็ตาม แม้จะวินิจฉัยว่าเป็นรอยคล้ำประเภทเส้นเลือด (Vascular type) แต่วิธีการรักษาก็ไม่ได้มีเพียงแค่ทางเดียว เพราะสามารถแบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลักๆ คือ การลดขนาดเส้นเลือดดำที่มองทะลุเห็นโดยตรง และการฟื้นฟูผิวหนังด้านบนให้หนาขึ้นเพื่อบดบังเส้นเลือด ทั้งนี้ วิธีที่เหมาะสมที่สุดจะขึ้นอยู่กับสภาพใต้ตาของแต่ละบุคคลค่ะ
> บทความนี้เป็นคอนเทนต์ที่รวบรวมข้อมูลการบำบัดรักษาของ Beautystone สาขาฮับจอง
สิ่งที่คุณจะได้รับจากบทความนี้
เข้าใจว่าทำไมรอยคล้ำใต้ตาที่เปลี่ยนสีไปมาในหนึ่งวัน จึงเป็นสัญญาณบอกเหตุของรอยคล้ำจากเส้นเลือด
รู้วิธีประเมินประเภทของรอยคล้ำด้วยตัวเองง่ายๆ ที่บ้าน ด้วยวิธี "ลองดึงผิวใต้ตา"
เข้าใจความแตกต่างระหว่างการทำเลเซอร์จัดการเส้นเลือด กับการฉีดฟื้นฟูเพื่อให้ผิวหนาขึ้น
ทราบเกณฑ์ในการประเมินว่า วิธีการรักษาแบบใดเหมาะสมกับสภาพผิวใต้ตาของคุณมากที่สุด
หากสีผิวใต้ตาเปลี่ยนไปมาระหว่างวัน อาจเป็นสัญญาณของรอยคล้ำจากเส้นเลือด
วิธีสังเกตตัวเองที่รวดเร็วที่สุดคือการส่องกระจกดูในแต่ละช่วงเวลา หากตอนเช้าดูจางแต่เริ่มคล้ำขึ้นในตอนบ่ายหรือเย็น หรือใต้อ่อนล้าเป็นพิเศษในวันที่เหนื่อยล้า หากสีผิวเปลี่ยนไปมาภายในหนึ่งวันเช่นนี้ มักจะจัดอยู่ในกลุ่มรอยคล้ำจากเส้นเลือดค่ะ เพราะรอยคล้ำประเภทเม็ดสี (Pigmented type) หรือแบบเบ้าตาลึกจนเกิดเงา (Shadowy type) จะไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงของเฉดสีในระหว่างวันแบบนี้ค่ะ
และยังมีอีกหนึ่งวิธีที่คุณสามารถลองทำได้ค่ะ คือใช้นิ้วมือดึงผิวใต้ตาขึ้นเบาๆ หากดึงแล้วรอยคล้ำดูจางลง แสดงว่าเกิดจากเส้นเลือดดำที่มองทะลุผ่านมาใต้ผิวที่บาง ซึ่งเข้าข่ายกลุ่มเส้นเลือดค่ะ แต่หากดึงแล้วสียังคงเป็นสีน้ำตาลเหมือนเดิมจะจัดอยู่ในกลุ่มเม็ดสี และถ้าดึงแล้วรอยเงาหายไปจะจัดอยู่ในกลุ่มเบ้าตาลึก เนื่องจากรอยคล้ำใต้ตามัก ถูกจำแนกบ่อยๆ ว่าเกิดจากทั้งเงา เส้นเลือด และเม็ดสี ร่วมกัน ดังนั้น แทนที่จะฟันธงด้วยวิธีการประเมินตัวเองเพียงอย่างเดียว ควรพิจารณาร่วมกันหลายๆ วิธีจะดีที่สุดค่ะ

ทำไมใต้ตาตื้นๆ เหมือนกัน แต่สีถึงต่างกันไปในแต่ละเวลาของวัน
หัวใจสำคัญคือสถานะของออกซิเจนในเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือดดำค่ะ ฮีโมโกลบินในเลือดดำ (Venous hemoglobin)* จะมองเห็นเป็นสีคล้ำขึ้นเมื่อขาดออกซิเจน เมื่อเราเหนื่อยล้า นอนไม่พอ หรือนั่งทำงานเป็นเวลานาน การไหลเวียนของเลือดดำจะชะลอตัวลง ส่งผลให้เลือดที่สูญเสียออกซิเจนขังค้างอยู่บริเวณนั้นนานขึ้น ด้วยเหตุนี้ ในช่วงบ่ายและเย็น ผิวใต้ตาจึงดูเป็นสีคล้ำอมน้ำเงินเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดค่ะ
ฮีโมโกลบินในเลือดดำ*: โปรตีนขนส่งออกซิเจนในเลือดที่ไหลผ่านเส้นเลือดดำ เมื่ออยู่ในสภาวะที่ไม่มีออกซิเจนจะเปลี่ยนเป็นสีที่คล้ำขึ้น และมองทะลุผ่านผิวหนังใต้ตาที่บางเฉียบออกมาให้เห็น
ผิวบริเวณใต้ตาจัดว่าเป็นส่วนที่บางที่สุดในใบหน้า ดังนั้น แม้จะเป็นเส้นเลือดดำเหมือนกัน แต่ก็สามารถมองเห็นได้ง่ายกว่า และเปลี่ยนสีไปตามสภาพร่างกายในแต่ละวัน จากบทรีวิวที่ศึกษาเกี่ยวกับรอยคล้ำใต้ตาได้ระบุไว้เช่นกันว่า ผิวหนังที่บางและโปร่งแสง ร่วมกับเส้นเลือดที่อยู่ใกล้เคียง มีส่วนทำให้บริเวณใต้ตาดูหมองคล้ำขึ้น ซึ่งหมายความว่าความหนาของผิวหนังถือเป็นตัวแปรที่สำคัญมากค่ะ


แนวทางที่ 1: การลดขนาดเส้นเลือดโดยตรง
นี่คือแนวทางที่มุ่งเน้นการลดขนาดของเส้นเลือดดำที่มองลอดเผยออกมาโดยตรง โดย เลเซอร์เส้นเลือด (Vascular laser)* จะเลือกยิงเฉพาะความยาวคลื่นที่ดูดซับโดยฮีโมโกลบินในเส้นเลือดดำ เพื่อทำให้เส้นเลือดเกิดการแข็งตัว และค่อยๆ ทำให้รอยเส้นเลือดที่มองเห็นลดเลือนลงเมื่อเวลาผ่านไป จากบทรีวิวเกี่ยวกับรอยคล้ำใต้ตาประเภทเส้นเลือดสรุปไว้ว่า เลเซอร์ที่มุ่งเป้าไปที่เส้นเลือดมีความเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับรอยคล้ำใต้ตาจากเส้นเลือด โดยมักจะมีการเอ่ยถึง Pulsed Dye Laser (585~595nm) หรือเลเซอร์ในกลุ่ม 1064nm อยู่บ่อยครั้งค่ะ
เลเซอร์เส้นเลือด*: เลเซอร์ที่เลือกยิงความยาวคลื่นที่ฮีโมโกลบินในเส้นเลือดดำดูดซับได้ดี จากบทรีวิวเดียวกันอธิบายว่า เลเซอร์ที่มีความยาวคลื่นยาว เช่น 1064nm จะทำปฏิกิริยากับเมลานินน้อยกว่า จึงค่อนข้างปลอดภัยสำหรับผู้ที่มีผิวสองสีหรือผิวเข้มค่ะ
โดยทั่วไปจะแบ่งทำหลายครั้ง โดยเว้นระยะห่างครั้งละไม่กี่สัปดาห์ สำหรับผู้ที่มองเห็นเส้นเลือดดำใต้ตาชัดเจน มักจะแนะนำให้เลือกแนวทางนี้เป็นอันดับแรก แม้จะไม่ใช่การรักษาที่เห็นผลคลิกเดียวจบในครั้งเดียว แต่เมื่อทำสะสมไปเรื่อยๆ รอยเส้นเลือดก็จะค่อยๆ ได้รับการจัดระเบียบให้จางลงเป็นขั้นเป็นตอน ทั้งนี้ อาจมีรอยช้ำหรือรอยแดงหลงเหลืออยู่ประมาณ 2-3 วัน แนะนำให้จัดตารางเวลาการรักษาให้เหมาะสมกับคิวงานส่วนตัวจะสะดวกที่สุดค่ะ

แนวทางที่ 2: บำรุงผิวให้หนาขึ้นเพื่อพรางรอยเส้นเลือด
แทนที่จะจัดการกับเส้นเลือดโดยตรง แนวทางนี้จะเน้นไปที่การทำให้ผิวหนังชั้นบนหนาขึ้นแทน เมื่อใช้ skin booster กลุ่มกระตุ้นคอลลาเจน (collagen booster)* เพื่อฟื้นฟูความหนาของชั้นผิวหนังแท้ (dermis) แม้ว่าจะมีเส้นเลือดดำอยู่เท่าเดิม แต่รอยจำลองเส้นเลือดที่มองทะลุก็จะลดลง เนื่องจากผิวใต้ตาเป็นบริเวณที่ละเอียดอ่อนและบอบบางมาก จึงจำเป็นต้องอนุรักษ์โดยเลือกใช้ skin booster ที่มีอนุภาคขนาดเล็กและก่อให้เกิดการระคายเคืองต่ำค่ะ
collagen booster*: ทรีตเมนต์ที่ใส่สารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนังเข้าไปใกล้กับชั้นผิวหนังแท้ เพื่อให้ความหนาและความยืดหยุ่นของผิวค่อยๆ อวบอิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ผลิตภัณฑ์ที่เป็นตัวแทนยอดนิยม ได้แก่ กลุ่ม PDLLA เช่น Juvelook ค่ะ
ปกติแล้วการรักษาจะทำประมาณ 2-3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างไม่กี่สัปดาห์ สำหรับคนที่มีผิวใต้ตาบางเป็นสาเหตุหลัก ซึ่งสังเกตได้จากการลองดึงผิวแล้วสีผิวใต้ตาดูจางลงอย่างชัดเจน จะแนะนำแนวทางนี้เป็นอันดับแรกค่ะ ตัว collagen booster จะต้องใช้เวลาในการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ดังนั้น จึงอาจยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงทันทีหลังทำเสร็จ แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายสัปดาห์ ผิวหนังแท้จะค่อยๆ หนาขึ้น และช่วยบดบังเส้นเลือดให้ค่อยๆ จางลงอย่างเป็นธรรมชาติ กราฟโค้งด้านล่างแสดงให้เห็นถึงการลดลงของรอยเส้นเลือดตามกาลเวลาค่ะ

* ตัวเลขในกราฟเป็นเพียงการแสดงเพื่อช่วยอธิบายระดับและทิศทางเท่านั้น ผลลัพธ์จริงอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล เราได้สรุปเปรียบเทียบทั้ง 2 แนวทางไว้ให้เข้าใจง่ายในตารางด้านล่างนี้ค่ะ
กรณีต่อไปนี้ แนะนำให้เลื่อนการทำหัตถการออกไปก่อน:
อยู่ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
มีการอักเสบหรือติดเชื้อบริเวณรอบดวงตาที่ยังไม่หายดี
มีแนวโน้มเป็นแผลเป็นนูนง่าย (คีลอยด์ - เคยมีประวัติแผลเป็นนูนโต)
กำลังรับประทานยาที่ทำให้ผิวไวต่อแสง (ขึ้นอยู่กับประเภทของหัตถการ)
เพิ่งผ่านการทำหัตถการรอบดวงตาอื่นๆ มาไม่นาน
หากเข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่งข้างต้น โปรดปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนกำหนดวันทำหัตถการครั้งต่อไปนะคะ

ที่ Beautystone สาขาฮับจอง เราเริ่มวิเคราะห์ร่วมกันตั้งแต่ขั้นตอนการประเมินตัวเอง
อย่างที่เรียนไปข้างต้นว่า แม้จะเป็นรอยคล้ำประเภทเส้นเลือดเหมือนกัน แต่แนวทางการเริ่มต้นรักษาก็จะแตกต่างกันไปตามปัจจัยหลักว่าเกิดจากการมองเห็นเส้นเลือดดำชัดเจน หรือเกิดจากผิวหนังใต้ตาบาง ดังนั้น ที่ Beautystone สาขาฮับจอง ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกโปรแกรมการรักษา เราจะทำการตรวจสอบผลการสังเกตตนเองร่วมกับคนไข้ก่อน เช่น ผลลัพธ์จากการลองดึงผิว และการเปลี่ยนแปลงของสีผิวในแต่ละช่วงเวลา
สำหรับท่านที่มีรอยเส้นเลือดใต้ตาชัดเจน เราจะแนะนำให้ทำเลเซอร์เป็นหลัก ส่วนท่านที่มีปัญหาหลักเรื่องผิวบาง เราจะเน้นไปที่การทำ skin booster ก่อน และหากมีปัญหาทั้งสองร่วมกัน เราจะช่วยวางแผนแบ่งไทม์ไลน์และผสมผสานวิธีการรักษาอย่างเป็นระบบ การค่อยๆ ประเมินสภาพใต้ตาอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจเลือกแนวทางการรักษา จะช่วยให้ผลลัพธ์ที่ออกมาดูเป็นธรรมชาติและดีที่สุดค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q. หลังจากทำหัตถการแล้ว สามารถไปทำงานในวันรุ่งขึ้นได้เลยไหมคะ?
A. โดยส่วนใหญ่แล้วสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติในวันรุ่งขึ้นค่ะ สำหรับเลเซอร์เส้นเลือด อาจมีรอยช้ำหรือรอยแดงเล็กน้อยอยู่ประมาณ 2-3 วัน ซึ่งหลายท่านเลือกที่จะใช้เมคอัพช่วยปกปิด ส่วนกลุ่ม collagen booster หลังทำเสร็จใหม่อาจดูบวมขึ้นเล็กน้อย แต่โดยทั่วไปจะยุบตัวลงภายใน 1-2 วันค่ะ
Q. เป็นหัตถการที่ทำแค่ครั้งเดียวแล้วเห็นผลเลยไหมคะ?
A. ทั้งสองแนวทางจำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่องหลายครั้งค่ะ เลเซอร์เส้นเลือดมักต้องการการรักษาหลายครั้ง ส่วน collagen booster โดยทั่วไปจะแนะนำที่ 2-3 ครั้ง แทนที่จะเร่งรีบเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ในครั้งเดียว การค่อยๆ ติดตามผลการรักษาในแต่ละครั้งและประเมินปริมาณยาที่เหมาะสมในการทำครั้งต่อไป จะให้ลุคที่สวยละมุนและเป็นธรรมชาติมากกว่าค่ะ
Q. สามารถทำคู่กันทั้งสองแนวทางเลยได้ไหมคะ?
A. ในกรณีที่คนไข้มีทั้งปัญหาเส้นเลือดดำปรากฏชัดและผิวใต้ตาบางร่วมด้วย การรักษาแบบผสมผสานจะตอบโจทย์ได้ดีที่สุดค่ะ โดยทั่วไปจะเริ่มจากการยิงเลเซอร์เพื่อลดรอยเส้นเลือดก่อน จากนั้นจึงค่อยเติมเต็มความหนาของผิวด้วย collagen booster อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัย ไม่แนะนำให้ทำพร้อมกันในวันเดียวกัน แต่ควรเว้นระยะเวลาและแบ่งทำทีละส่วนค่ะ
Q. หากเป็นรอยคล้ำประเภทเม็ดสีหรือประเภทเบ้าตาลึก การรักษาเหล่านี้จะไม่ได้ผลหรือเปล่าคะ?
A. วิธีแก้ปัญหาจะแตกต่างกันไปตามแต่ละประเภทค่ะ หากเป็นประเภทเม็ดสี จะต้องใช้วิธีที่เน้นจัดการพิกเมนต์เมลานินโดยเฉพาะ ส่วนประเภทเบ้าตาลึก การใช้ฟิลเลอร์เติมเต็มสารอาหารในจุดที่ยุบตัวจะเหมาะสมกว่า ดังนั้น แนะนำให้คาดคะเนประเภทของตัวเองผ่านการประเมินเบื้องต้นก่อน จากนั้นจึงเลือกแนวทางที่ถูกต้องผ่านการปรึกษาอย่างละเอียดกับแพทย์ เนื่องจากใต้ตาของบางท่านอาจมีหลายสาเหตุผสมผสานกัน จึงเป็นการยากที่จะสรุปด้วยสมมติฐานเพียงอย่างเดียวค่ะ
บทความที่เกี่ยวข้องแนะนำให้อ่านเพิ่มเติม

ยกกระชับ
ทำไมหลังทำหัตถการ อาการบวมตอนเช้าดูหนักกว่าตอนกลางคืน?
ทำไมตื่นเช้ามาหน้าบวมกว่าตอนกลางคืนหลังทำหัตถการ พร้อมวิธีดูแลและสัญญาณที่ควรปรึกษาแพทย์ค่ะ

ยกกระชับ
หลังทำ Ulthera Prime ล้างหน้าแต่งหน้าออกกำลังกายได้เมื่อไหร่
หลังทำ Ulthera Prime ล้างหน้า แต่งหน้า ออกกำลังกายได้เมื่อไหร่ มาดูไทม์ไลน์และวิธีดูแลผิวกันค่ะ

ผู้ชาย
Onda Lifting ควรเว้นระยะกี่สัปดาห์ก่อนทำครั้งต่อไปดี?
อยากทำ Onda Lifting ซ้ำ ควรเว้นระยะนานแค่ไหน? อ่านเกณฑ์วางแผนเว้นระยะก่อนตัดสินใจนะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Thermage ทำให้แก้มตอบและหน้าตอบจริงไหม? แยกข่าวลือกับความจริง
Thermage ทำให้แก้มตอบและหน้าซูบจริงไหม แยกข่าวลือกับกลไกจริงและสิ่งที่ควรเช็กก่อนทำ

ผิว
Potenza ทำแล้วหน้าแดงกี่วัน ดาวน์ไทม์นานไหม?
หลังทำ Potenza รอยแดงและดาวน์ไทม์มักอยู่กี่วัน สรุปกลไกการฟื้นตัว ความต่างของอาการ และวิธีดูแล

ยกกระชับ
Onda Lifting เจ็บไหม? ไม่ทาครีมชาก็ทนได้จริงไหม
Onda Lifting เจ็บน้อยกว่า HIFU จริงไหม? ทำครีมชาจำเป็นไหม? อ่านก่อนตัดสินใจนะคะ



