
อยู่ๆ ก็หน้าตอบเป็นทรงถั่วลิสงใช่ไหม?
อยู่ๆ ก็หน้าตอบเป็นทรงถั่วลิสงใช่ไหม?
อยู่ๆ ก็หน้าตอบเป็นทรงถั่วลิสงใช่ไหม?
ถ้าลดแค่โหนกแก้มอย่างเดียว จะยิ่งทำให้ขมับดูตอบลงไปอีกนะคะ วิธีแก้หน้าทรงผลถั่วลิสง (땅콩형) ที่ถูกต้องที่สุดคือการทำควบคู่กันระหว่าง 'การลดกระชับ' (Double Slim, Ulthera) และ 'การเติมเต็ม' (Sculptra) ค่ะ
จู่ๆ หน้าก็ดูตอบเป็นรูปถั่วลิสงใช่ไหมคะ?
เมื่อวานหน้ายังดูปกติดีอยู่เลย แต่ทำไมวันนี้ส่องกระจกแล้วรู้สึกว่าโหนกแก้มดูเด่นออกด้านข้าง แถมขมับเหนือโหนกแก้มยังดูตอบลงไปนิดๆ ด้วยนะ ด้านข้างของใบหน้าก็ดูเรียวดี แต่ทำไมพอมองตรงๆ แล้วหน้ากลับดูแบนและกว้าง — หรือที่เรียกกันว่า "รูปหน้าทรงถั่วลิสง" นั่นเองค่ะ ปัญหานี้แก้ด้วยการลดขนาดโหนกแก้มอย่างเดียวไม่หายหรอกนะคะ ต้องเติมเต็มบริเวณขมับและแก้มตอบด้านหลังควบคู่กันไปด้วย ถึงจะได้กรอบรูปหน้า V-shape ที่ละมุนตา วันนี้เราจะมาแนะนำ 3 โปรแกรมที่จะช่วยตอบโจทย์นี้ได้เป็นอย่างดี อย่าง ดับเบิ้ลสลิม, Ultherapy โหนกแก้ม และ Sculptra กันค่ะ
ถ้าส่องกระจกแล้วรู้สึกว่าโหนกแก้มดูเด่นสะดุดตา
ลักษณะเด่นของใบหน้ารูปถั่วลิสงมีอยู่ 3 ประการค่ะ ได้แก่ กระดูกโหนกแก้มยื่นออกด้านข้าง, ขมับด้านบนยุบตัวลง และแก้มตอบด้านหลัง (บริเวณหน้าใบหูหลังโหนกแก้ม) ดูตอบลงเล็กน้อย ทำให้เส้นโค้งงอนที่เชื่อมต่อระหว่างส่วนบน ส่วนกลาง และส่วนล่างของใบหน้าขาดตอน โหนกแก้มจึงดูเด่นขึ้นมาแค่จุดเดียวค่ะ
ใบหน้าลักษณะนี้ มักจะดูเด่นขึ้นมาเพราะโครงสร้างกระดูกรอบๆ โหนกแก้มสูญเสียมิติความอิ่มฟูไป มากกว่าตัวกระดูกโหนกแก้มเองเสียอีกค่ะ ดังนั้น ต่อให้ลดขนาดโหนกแก้มลงอย่างเดียว หน้าตรงก็ยังคงดูแบนกว้างเหมือนเดิม การเติมเต็มขมับด้านบนและแก้มตอบด้านข้างควบคู่กันไป จะช่วยให้โหนกแก้มดูกลืนไปกับบริเวณรอบๆ อย่างเป็นธรรมชาติ ใครที่เวลาส่องกระจกด้านข้างแล้วดูโอเค แต่พอถ่ายรูปหน้าตรงทีไรแล้วรู้สึกอึดอัดใจ มักจะเข้าข่ายเคสนี้เลยค่ะ

ทำไมต้องลดควบคู่ไปกับการเติมเต็ม?
หากเลือกทำเฉพาะโปรแกรมที่ลดขนาดโหนกแก้มเพียงอย่างเดียว อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงอย่างหนึ่งค่ะ นั่นคือ กล้ามเนื้อขมับ (Temporalis*) ข้างโหนกแก้มจะลดขนาดลงไปด้วย ส่งผลให้ขมับด้านบนยิ่งดูยุบตัวลึกกว่าเดิม หลังทำเสร็จพอนึกว่าจะได้โหนกแก้มที่แคบลง แต่ขมับกลับตอบลงไปอีก จนทำให้ใบหน้าโดยรวมดูเหนื่อยล้าและโทรมลงได้ค่ะ
ในทางกลับกัน แล้วถ้าเลือกเติมเต็มอย่างเดียวล่ะ? แม้ว่าขมับและแก้มตอบจะดูอิ่มฟูขึ้น แต่กระดูกโหนกแก้มยังคงยื่นออกด้านข้างอยู่ ทำให้ความกว้างของหน้าตรงลดลงไม่ได้ แม้ใบหน้าจะมีมิติขึ้น แต่หน้าตรงก็ยังคงให้ความรู้สึกกว้างอยู่ดีค่ะ
ทางแก้ที่ดีที่สุดคือ "การลดควบคู่ไปกับการเติมเต็ม" ค่ะ โดยการลดกล้ามเนื้อและเนื้อแก้มที่หย่อนคล้อยใต้โหนกแก้มลง พร้อมๆ กับเติมเต็มบริเวณขมับและแก้มตอบไปพร้อมกัน เมื่อทั้งสองวิธีทำงานร่วมกัน หน้าตรงของคุณก็จะค่อยๆ เผยความละมุนเป็นรูปตัว V อย่างเป็นธรรมชาติค่ะ

เปรียบเทียบ 3 โปรแกรมยอดฮิต
โปรแกรม | หน้าที่ | บริเวณที่ทำ | จำนวนครั้ง | ระยะเวลาผลลัพธ์ | ราคาโดยประมาณ |
|---|---|---|---|---|---|
ดับเบิ้ลสลิม (โบท็อกซ์โหนกแก้ม + กล้ามเนื้อขมับ) | ลด — ลดขนาดปริมาตรกล้ามเนื้อ | โหนกแก้ม, กล้ามเนื้อขมับเหนือขมับ | 1 ครั้ง / ทุกๆ 4~6 เดือน | 4~6 เดือน | ประมาณ 300,000~500,000 วอน |
Ultherapy โหนกแก้ม (Ultherapy) | ลด — ยกกระชับชั้น SMAS | เนื้อหย่อนคล้อยใต้โหนกแก้ม | 1 ครั้ง / ปีละ 1 ครั้ง | 12~18 เดือน | ประมาณ 500,000~1,500,000 วอน (ขึ้นอยู่กับจำนวนไลน์) |
Sculptra (Sculptra) | เติมเต็ม — กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน | ขมับ, แก้มตอบด้านหลัง | 2~3 ครั้ง / ห่างกัน 2~4 สัปดาห์ | 2 ปีขึ้นไป | 1 ขวด (Vial) ประมาณ 700,000~1,200,000 วอน |
ดับเบิ้ลสลิม คือโปรแกรมแบบดูโอ้ที่ฉีดโบท็อกซ์ร่วมกันทั้งบริเวณกล้ามเนื้อโหนกแก้มและกล้ามเนื้อขมับ ไม่ใช่แค่ช่วยลดขนาดโหนกแก้มพองตัวเท่านั้น แต่น้องยังช่วยลดขนาดกล้ามเนื้อขมับไปพร้อมกัน เพื่อปรับโครงสร้างใบหน้าส่วนบนให้มีมิติรับกันพอดีค่ะ
Ultherapy โหนกแก้ม ไม่ใช่การผ่าตัดเหลากระดูกโหนกแก้มนะคะ แม้ว่าข้อบ่งชี้ที่ได้รับการรับรองจาก อย. จะเป็นการยกกระชับคิ้ว กรอบหน้า และเนินอก แต่ในทางคลินิกก็นิยมนำมาใช้ดึงกระชับชั้น SMAS* ที่หย่อนคล้อยใต้โหนกแก้ม เพื่อช่วยลดความเด่นชัดของโหนกแก้มลงค่ะ
Sculptra เป็น คอลลาเจน บูสเตอร์ (collagen booster) ที่มีส่วนประกอบของ PLLA* ซึ่งช่วยให้ผิวค่อยๆ สร้างคอลลาเจนของตัวเองขึ้นมาตามธรรมชาติจากภายใน ช่วยฟื้นฟูมิติความอิ่มเอิบให้กับบริเวณที่ตอบลงไป เช่น ขมับและแก้มตอบด้านหลัง ได้อย่างเป็นธรรมชาติค่ะ ราคาที่แสดงในตารางเป็นราคาโดยประมาณเท่านั้น เนื่องจากอาจแตกต่างกันไปตามจำนวนไลน์และจำนวนขวดที่ใช้ แนะนำให้ปรึกษาคุณหมอก่อนทำนะคะ

ขั้นตอนนี้ ตั้งแต่วันแรกที่ทำจนถึงวันที่เริ่มเห็นผล
ทั้ง 3 โปรแกรมนี้สามารถทำร่วมกันในวันเดียวกันได้เลยค่ะ โดยทั่วไปจะเริ่มจาก โบท็อกซ์ (ดับเบิ้ลสลิม) → Ultherapy → Sculptra ตามลำดับ และใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 1~2 ชั่วโมง ขั้นตอนเริ่มจากการฉีดโบท็อกซ์คลายกล้ามเนื้อโหนกแก้มก่อน จากนั้นใช้ Ultherapy ยกกระชับส่วนหย่อนคล้อยใต้โหนกแก้ม และขั้นตอนสุดท้ายจะเติมเต็มบริเวณขมับและแก้มตอบด้วย Sculptra ค่ะ
ระยะเวลาพักฟื้น (downtime) ถือว่าสั้นมากค่ะ อาจมีรอยช้ำเล็กน้อยบริเวณที่ฉีดโบท็อกซ์แต่จะยุบลงในหนึ่งวัน ส่วน Ultherapy นอกจากอาการบวมเล็กน้อยทันทีหลังทำแล้ว ก็สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติเลยค่ะ สำหรับ Sculptra ผิวบริเวณที่ฉีดอาจดูบวมขึ้นเล็กน้อยประมาณ 2-3 วันแล้วจะค่อยๆ ยุบตัวลงเป็นปกติค่ะ
ระยะเวลาในการเห็นผลลัพธ์จะแตกต่างกันไปในแต่ละโปรแกรมค่ะ โบท็อกซ์จะเริ่มเห็นผลใน 1-2 สัปดาห์หลังกล้ามเนื้อคลายตัว ทำให้ความกว้างของโหนกแก้มดูแคบลง ส่วน Ultherapy จะค่อยๆ ยกกระชับขึ้นตามกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ในช่วง 2~3 เดือน สำหรับ Sculptra คอลลาเจนจะค่อยๆ เติมเต็มผิวขมับและแก้มตอบให้ละมุนขึ้นในช่วง 1~3 เดือน เมื่อผลลัพธ์ของทั้งสามโปรแกรมผสานเข้าด้วยกันในช่วงเข้าสู่เดือนที่ 2~3 ใบหน้าเรียวสวยรูปตัว V ที่ละมุนตาจะสมบูรณ์แบบที่สุดค่ะ

สิ่งที่ต้องเช็คและปรึกษาในตอนเข้าพบคอนเซลท์
การรวมตัวกันของโปรแกรมเหล่านี้ เหมาะมากที่สุดสำหรับผู้ที่มีปัญหารูปหน้าทรงถั่วลิสงแบบคลาสสิก ที่มีโหนกแก้มยื่นออกและมีขมับกับแก้มตอบควบคู่ไปด้วยกัน แต่ในกรณีที่กระดูกโหนกแก้มมีขนาดใหญ่และยื่นออกมามากจริงๆ (ซึ่งอาจเหมาะกับการผ่าตัดศัลยกรรมกระดูกมากกว่า) หรือกรณีที่หน้าอวบอิ่มอยู่แล้วและไม่จำเป็นต้องเติมเต็ม การหาวิธีดูแลแบบอื่นก็อาจจะตอบโจทย์ได้ตรงจุดมากกว่าค่ะ
นี่คือ 3 จุดที่คุณควรเช็คตอนรับการปรึกษาค่ะ ข้อแรกคือ ขนาดของกล้ามเนื้อขมับ หากกล้ามเนื้อขมับหนา การทำดับเบิ้ลสลิมจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนมาก แต่หากกล้ามเนื้อบาง คุณหมออาจจะลดปริมาณโบท็อกซ์หรือข้ามส่วนขมับไปทำแค่โหนกแก้มแทนค่ะ ข้อสองคือ จำนวนขวด Sculptra จะใช้ 1-3 ขวด ขึ้นอยู่กับว่าจะเติมเฉพาะแค่ขมับหรือรวมถึงแก้มตอบด้วย และข้อสามคือ กำหนดการฟื้นตัว ควรทำล่วงหน้าก่อนวันแต่งงานหรือวันสำคัญอย่างน้อย 3~4 สัปดาห์ เพื่อให้หน้ายุบบวมสนิทและดูเป็นธรรมชาติที่สุดค่ะ
ใบหน้ารูปถั่วลิสงแก้ไม่ได้ด้วยโปรแกรมเพียงอย่างเดียวนะคะ ต้องอาศัยดับเบิ้ลสลิมร่วมกับ Ultherapy เพื่อลดขนาดโหนกแก้ม ควบคู่กับการเติมเต็มขมับและแก้มตอบด้วย Sculptra ถึงจะเนรมิตกรอบหน้า V-line ที่ละมุนได้อย่างสมบูรณ์แบบค่ะ
* PLLA: กรดโพลี-แอล-แลกติก (Poly-L-Lactic Acid) เป็นสารสังเคราะห์ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวตามธรรมชาติ และเป็นส่วนประกอบหลักของคอลลาเจน บูสเตอร์ อย่าง Sculptra ค่ะ
* ชั้น SMAS: ชั้นเนื้อเยื่อพังผืดกล้ามเนื้อใบหน้า เป็นชั้นเนื้อเยื่อลึกประมาณ 4.5 มม. ใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นชั้นเป้าหมายที่ Ultherapy ส่งพลังงานคลื่นความถี่สูง (ultrasound) ลงไปกระตุ้นเพื่อยกกระชับค่ะ
* กล้ามเนื้อขมับ (Temporalis): เป็นกล้ามเนื้อที่ใช้เคี้ยวอยู่เหนือบริเวณขมับ การลดขนาดกล้ามเนื้อนี้ด้วยโบท็อกซ์จะช่วยให้ความกว้างของขมับแคบลง ปรับกรอบรูปหน้าส่วนบนให้ดูละมุนขึ้นค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q. สามารถทำทั้ง 3 โปรแกรมในวันเดียวกันได้เลยไหมคะ?
ได้ค่ะ ปกติแล้วจะทำร่วมกันในวันเดียวกันได้เลย โดยมีลำดับขั้นตอนเริ่มจาก โบท็อกซ์ → Ultherapy → Sculptra ใช้เวลารวมทั้งหมดประมาณ 1~2 ชั่วโมง ระยะเวลาพักฟื้นสั้นมากจนสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติในวันรุ่งขึ้นเลยค่ะ
Q. จะสามารถเริ่มเห็นผลลัพธ์ได้เมื่อไหร่คะ?
โบท็อกซ์จะใช้เวลาประมาณ 1~2 สัปดาห์, Ultherapy ประมาณ 2~3 เดือน และ Sculptra จะค่อยๆ ทำงานเห็นผลใน 1~3 เดือนค่ะ เมื่อผลลัพธ์ของทั้งสามโปรแกรมผสานเข้าด้วยกันในช่วงเดือนที่ 2~3 ใบหน้าสวยรูปตัว V ที่ละมุนตาก็จะสลักเสลาได้อย่างสมบูรณ์แบบค่ะ
Q. โปรแกรมนี้เหมาะกับใครมากที่สุดคะ?
หากคุณมีรูปหน้าทรงถั่วลิสงแบบคลาสสิก ที่โหนกแก้มเด่นออกข้าง ขมับและแก้มตอบด้านหลังยุบตัวลง การผสมผสานโปรแกรมเหล่านี้คือคำตอบที่เป็นธรรมชาติที่สุดค่ะ แต่หากเป็นเคสที่กระดูกโหนกแก้มหนาและยื่นเด่นชัดมาก หรือเป็นคนที่มีใบหน้าอวบอิ่มอยู่แล้ว วิธีการดูแลแบบอื่นอาจจะเหมาะสมกว่า แนะนำให้เข้ามาปรึกษาอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจนะคะ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม
Ultherapy โหนกแก้ม ทำแค่เฉพาะจุดหรือยกกระชับทั้งใบหน้าถึงจะเห็นผลดีกว่ากันนะ? | Beautystone Hongdae
คิดว่าคนหน้าตอบ ผิวแห้ง จะทำไฮฟู่กับยกกระชับไม่ได้หรอคะ? ความจริงแล้วเข้าใจผิดไปครึ่งหนึ่งเลยล่ะค่ะ
ทำไมหนุ่มๆ ยุคนี้ถึงห้ามพลาดโปรแกรม Ultherapy (feat. คลินิกผิวหนังย่านฮงแด) | Beautystone Hongdae
ทำไมฉีด Sculptra แล้วถึงยังรู้สึกเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงเลยนะ? | Beautystone Hongdae
จู่ๆ หน้าก็ดูตอบเป็นรูปถั่วลิสงใช่ไหมคะ?
เมื่อวานหน้ายังดูปกติดีอยู่เลย แต่ทำไมวันนี้ส่องกระจกแล้วรู้สึกว่าโหนกแก้มดูเด่นออกด้านข้าง แถมขมับเหนือโหนกแก้มยังดูตอบลงไปนิดๆ ด้วยนะ ด้านข้างของใบหน้าก็ดูเรียวดี แต่ทำไมพอมองตรงๆ แล้วหน้ากลับดูแบนและกว้าง — หรือที่เรียกกันว่า "รูปหน้าทรงถั่วลิสง" นั่นเองค่ะ ปัญหานี้แก้ด้วยการลดขนาดโหนกแก้มอย่างเดียวไม่หายหรอกนะคะ ต้องเติมเต็มบริเวณขมับและแก้มตอบด้านหลังควบคู่กันไปด้วย ถึงจะได้กรอบรูปหน้า V-shape ที่ละมุนตา วันนี้เราจะมาแนะนำ 3 โปรแกรมที่จะช่วยตอบโจทย์นี้ได้เป็นอย่างดี อย่าง ดับเบิ้ลสลิม, Ultherapy โหนกแก้ม และ Sculptra กันค่ะ
ถ้าส่องกระจกแล้วรู้สึกว่าโหนกแก้มดูเด่นสะดุดตา
ลักษณะเด่นของใบหน้ารูปถั่วลิสงมีอยู่ 3 ประการค่ะ ได้แก่ กระดูกโหนกแก้มยื่นออกด้านข้าง, ขมับด้านบนยุบตัวลง และแก้มตอบด้านหลัง (บริเวณหน้าใบหูหลังโหนกแก้ม) ดูตอบลงเล็กน้อย ทำให้เส้นโค้งงอนที่เชื่อมต่อระหว่างส่วนบน ส่วนกลาง และส่วนล่างของใบหน้าขาดตอน โหนกแก้มจึงดูเด่นขึ้นมาแค่จุดเดียวค่ะ
ใบหน้าลักษณะนี้ มักจะดูเด่นขึ้นมาเพราะโครงสร้างกระดูกรอบๆ โหนกแก้มสูญเสียมิติความอิ่มฟูไป มากกว่าตัวกระดูกโหนกแก้มเองเสียอีกค่ะ ดังนั้น ต่อให้ลดขนาดโหนกแก้มลงอย่างเดียว หน้าตรงก็ยังคงดูแบนกว้างเหมือนเดิม การเติมเต็มขมับด้านบนและแก้มตอบด้านข้างควบคู่กันไป จะช่วยให้โหนกแก้มดูกลืนไปกับบริเวณรอบๆ อย่างเป็นธรรมชาติ ใครที่เวลาส่องกระจกด้านข้างแล้วดูโอเค แต่พอถ่ายรูปหน้าตรงทีไรแล้วรู้สึกอึดอัดใจ มักจะเข้าข่ายเคสนี้เลยค่ะ

ทำไมต้องลดควบคู่ไปกับการเติมเต็ม?
หากเลือกทำเฉพาะโปรแกรมที่ลดขนาดโหนกแก้มเพียงอย่างเดียว อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงอย่างหนึ่งค่ะ นั่นคือ กล้ามเนื้อขมับ (Temporalis*) ข้างโหนกแก้มจะลดขนาดลงไปด้วย ส่งผลให้ขมับด้านบนยิ่งดูยุบตัวลึกกว่าเดิม หลังทำเสร็จพอนึกว่าจะได้โหนกแก้มที่แคบลง แต่ขมับกลับตอบลงไปอีก จนทำให้ใบหน้าโดยรวมดูเหนื่อยล้าและโทรมลงได้ค่ะ
ในทางกลับกัน แล้วถ้าเลือกเติมเต็มอย่างเดียวล่ะ? แม้ว่าขมับและแก้มตอบจะดูอิ่มฟูขึ้น แต่กระดูกโหนกแก้มยังคงยื่นออกด้านข้างอยู่ ทำให้ความกว้างของหน้าตรงลดลงไม่ได้ แม้ใบหน้าจะมีมิติขึ้น แต่หน้าตรงก็ยังคงให้ความรู้สึกกว้างอยู่ดีค่ะ
ทางแก้ที่ดีที่สุดคือ "การลดควบคู่ไปกับการเติมเต็ม" ค่ะ โดยการลดกล้ามเนื้อและเนื้อแก้มที่หย่อนคล้อยใต้โหนกแก้มลง พร้อมๆ กับเติมเต็มบริเวณขมับและแก้มตอบไปพร้อมกัน เมื่อทั้งสองวิธีทำงานร่วมกัน หน้าตรงของคุณก็จะค่อยๆ เผยความละมุนเป็นรูปตัว V อย่างเป็นธรรมชาติค่ะ

เปรียบเทียบ 3 โปรแกรมยอดฮิต
โปรแกรม | หน้าที่ | บริเวณที่ทำ | จำนวนครั้ง | ระยะเวลาผลลัพธ์ | ราคาโดยประมาณ |
|---|---|---|---|---|---|
ดับเบิ้ลสลิม (โบท็อกซ์โหนกแก้ม + กล้ามเนื้อขมับ) | ลด — ลดขนาดปริมาตรกล้ามเนื้อ | โหนกแก้ม, กล้ามเนื้อขมับเหนือขมับ | 1 ครั้ง / ทุกๆ 4~6 เดือน | 4~6 เดือน | ประมาณ 300,000~500,000 วอน |
Ultherapy โหนกแก้ม (Ultherapy) | ลด — ยกกระชับชั้น SMAS | เนื้อหย่อนคล้อยใต้โหนกแก้ม | 1 ครั้ง / ปีละ 1 ครั้ง | 12~18 เดือน | ประมาณ 500,000~1,500,000 วอน (ขึ้นอยู่กับจำนวนไลน์) |
Sculptra (Sculptra) | เติมเต็ม — กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน | ขมับ, แก้มตอบด้านหลัง | 2~3 ครั้ง / ห่างกัน 2~4 สัปดาห์ | 2 ปีขึ้นไป | 1 ขวด (Vial) ประมาณ 700,000~1,200,000 วอน |
ดับเบิ้ลสลิม คือโปรแกรมแบบดูโอ้ที่ฉีดโบท็อกซ์ร่วมกันทั้งบริเวณกล้ามเนื้อโหนกแก้มและกล้ามเนื้อขมับ ไม่ใช่แค่ช่วยลดขนาดโหนกแก้มพองตัวเท่านั้น แต่น้องยังช่วยลดขนาดกล้ามเนื้อขมับไปพร้อมกัน เพื่อปรับโครงสร้างใบหน้าส่วนบนให้มีมิติรับกันพอดีค่ะ
Ultherapy โหนกแก้ม ไม่ใช่การผ่าตัดเหลากระดูกโหนกแก้มนะคะ แม้ว่าข้อบ่งชี้ที่ได้รับการรับรองจาก อย. จะเป็นการยกกระชับคิ้ว กรอบหน้า และเนินอก แต่ในทางคลินิกก็นิยมนำมาใช้ดึงกระชับชั้น SMAS* ที่หย่อนคล้อยใต้โหนกแก้ม เพื่อช่วยลดความเด่นชัดของโหนกแก้มลงค่ะ
Sculptra เป็น คอลลาเจน บูสเตอร์ (collagen booster) ที่มีส่วนประกอบของ PLLA* ซึ่งช่วยให้ผิวค่อยๆ สร้างคอลลาเจนของตัวเองขึ้นมาตามธรรมชาติจากภายใน ช่วยฟื้นฟูมิติความอิ่มเอิบให้กับบริเวณที่ตอบลงไป เช่น ขมับและแก้มตอบด้านหลัง ได้อย่างเป็นธรรมชาติค่ะ ราคาที่แสดงในตารางเป็นราคาโดยประมาณเท่านั้น เนื่องจากอาจแตกต่างกันไปตามจำนวนไลน์และจำนวนขวดที่ใช้ แนะนำให้ปรึกษาคุณหมอก่อนทำนะคะ

ขั้นตอนนี้ ตั้งแต่วันแรกที่ทำจนถึงวันที่เริ่มเห็นผล
ทั้ง 3 โปรแกรมนี้สามารถทำร่วมกันในวันเดียวกันได้เลยค่ะ โดยทั่วไปจะเริ่มจาก โบท็อกซ์ (ดับเบิ้ลสลิม) → Ultherapy → Sculptra ตามลำดับ และใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 1~2 ชั่วโมง ขั้นตอนเริ่มจากการฉีดโบท็อกซ์คลายกล้ามเนื้อโหนกแก้มก่อน จากนั้นใช้ Ultherapy ยกกระชับส่วนหย่อนคล้อยใต้โหนกแก้ม และขั้นตอนสุดท้ายจะเติมเต็มบริเวณขมับและแก้มตอบด้วย Sculptra ค่ะ
ระยะเวลาพักฟื้น (downtime) ถือว่าสั้นมากค่ะ อาจมีรอยช้ำเล็กน้อยบริเวณที่ฉีดโบท็อกซ์แต่จะยุบลงในหนึ่งวัน ส่วน Ultherapy นอกจากอาการบวมเล็กน้อยทันทีหลังทำแล้ว ก็สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติเลยค่ะ สำหรับ Sculptra ผิวบริเวณที่ฉีดอาจดูบวมขึ้นเล็กน้อยประมาณ 2-3 วันแล้วจะค่อยๆ ยุบตัวลงเป็นปกติค่ะ
ระยะเวลาในการเห็นผลลัพธ์จะแตกต่างกันไปในแต่ละโปรแกรมค่ะ โบท็อกซ์จะเริ่มเห็นผลใน 1-2 สัปดาห์หลังกล้ามเนื้อคลายตัว ทำให้ความกว้างของโหนกแก้มดูแคบลง ส่วน Ultherapy จะค่อยๆ ยกกระชับขึ้นตามกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ในช่วง 2~3 เดือน สำหรับ Sculptra คอลลาเจนจะค่อยๆ เติมเต็มผิวขมับและแก้มตอบให้ละมุนขึ้นในช่วง 1~3 เดือน เมื่อผลลัพธ์ของทั้งสามโปรแกรมผสานเข้าด้วยกันในช่วงเข้าสู่เดือนที่ 2~3 ใบหน้าเรียวสวยรูปตัว V ที่ละมุนตาจะสมบูรณ์แบบที่สุดค่ะ

สิ่งที่ต้องเช็คและปรึกษาในตอนเข้าพบคอนเซลท์
การรวมตัวกันของโปรแกรมเหล่านี้ เหมาะมากที่สุดสำหรับผู้ที่มีปัญหารูปหน้าทรงถั่วลิสงแบบคลาสสิก ที่มีโหนกแก้มยื่นออกและมีขมับกับแก้มตอบควบคู่ไปด้วยกัน แต่ในกรณีที่กระดูกโหนกแก้มมีขนาดใหญ่และยื่นออกมามากจริงๆ (ซึ่งอาจเหมาะกับการผ่าตัดศัลยกรรมกระดูกมากกว่า) หรือกรณีที่หน้าอวบอิ่มอยู่แล้วและไม่จำเป็นต้องเติมเต็ม การหาวิธีดูแลแบบอื่นก็อาจจะตอบโจทย์ได้ตรงจุดมากกว่าค่ะ
นี่คือ 3 จุดที่คุณควรเช็คตอนรับการปรึกษาค่ะ ข้อแรกคือ ขนาดของกล้ามเนื้อขมับ หากกล้ามเนื้อขมับหนา การทำดับเบิ้ลสลิมจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนมาก แต่หากกล้ามเนื้อบาง คุณหมออาจจะลดปริมาณโบท็อกซ์หรือข้ามส่วนขมับไปทำแค่โหนกแก้มแทนค่ะ ข้อสองคือ จำนวนขวด Sculptra จะใช้ 1-3 ขวด ขึ้นอยู่กับว่าจะเติมเฉพาะแค่ขมับหรือรวมถึงแก้มตอบด้วย และข้อสามคือ กำหนดการฟื้นตัว ควรทำล่วงหน้าก่อนวันแต่งงานหรือวันสำคัญอย่างน้อย 3~4 สัปดาห์ เพื่อให้หน้ายุบบวมสนิทและดูเป็นธรรมชาติที่สุดค่ะ
ใบหน้ารูปถั่วลิสงแก้ไม่ได้ด้วยโปรแกรมเพียงอย่างเดียวนะคะ ต้องอาศัยดับเบิ้ลสลิมร่วมกับ Ultherapy เพื่อลดขนาดโหนกแก้ม ควบคู่กับการเติมเต็มขมับและแก้มตอบด้วย Sculptra ถึงจะเนรมิตกรอบหน้า V-line ที่ละมุนได้อย่างสมบูรณ์แบบค่ะ
* PLLA: กรดโพลี-แอล-แลกติก (Poly-L-Lactic Acid) เป็นสารสังเคราะห์ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวตามธรรมชาติ และเป็นส่วนประกอบหลักของคอลลาเจน บูสเตอร์ อย่าง Sculptra ค่ะ
* ชั้น SMAS: ชั้นเนื้อเยื่อพังผืดกล้ามเนื้อใบหน้า เป็นชั้นเนื้อเยื่อลึกประมาณ 4.5 มม. ใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นชั้นเป้าหมายที่ Ultherapy ส่งพลังงานคลื่นความถี่สูง (ultrasound) ลงไปกระตุ้นเพื่อยกกระชับค่ะ
* กล้ามเนื้อขมับ (Temporalis): เป็นกล้ามเนื้อที่ใช้เคี้ยวอยู่เหนือบริเวณขมับ การลดขนาดกล้ามเนื้อนี้ด้วยโบท็อกซ์จะช่วยให้ความกว้างของขมับแคบลง ปรับกรอบรูปหน้าส่วนบนให้ดูละมุนขึ้นค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q. สามารถทำทั้ง 3 โปรแกรมในวันเดียวกันได้เลยไหมคะ?
ได้ค่ะ ปกติแล้วจะทำร่วมกันในวันเดียวกันได้เลย โดยมีลำดับขั้นตอนเริ่มจาก โบท็อกซ์ → Ultherapy → Sculptra ใช้เวลารวมทั้งหมดประมาณ 1~2 ชั่วโมง ระยะเวลาพักฟื้นสั้นมากจนสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติในวันรุ่งขึ้นเลยค่ะ
Q. จะสามารถเริ่มเห็นผลลัพธ์ได้เมื่อไหร่คะ?
โบท็อกซ์จะใช้เวลาประมาณ 1~2 สัปดาห์, Ultherapy ประมาณ 2~3 เดือน และ Sculptra จะค่อยๆ ทำงานเห็นผลใน 1~3 เดือนค่ะ เมื่อผลลัพธ์ของทั้งสามโปรแกรมผสานเข้าด้วยกันในช่วงเดือนที่ 2~3 ใบหน้าสวยรูปตัว V ที่ละมุนตาก็จะสลักเสลาได้อย่างสมบูรณ์แบบค่ะ
Q. โปรแกรมนี้เหมาะกับใครมากที่สุดคะ?
หากคุณมีรูปหน้าทรงถั่วลิสงแบบคลาสสิก ที่โหนกแก้มเด่นออกข้าง ขมับและแก้มตอบด้านหลังยุบตัวลง การผสมผสานโปรแกรมเหล่านี้คือคำตอบที่เป็นธรรมชาติที่สุดค่ะ แต่หากเป็นเคสที่กระดูกโหนกแก้มหนาและยื่นเด่นชัดมาก หรือเป็นคนที่มีใบหน้าอวบอิ่มอยู่แล้ว วิธีการดูแลแบบอื่นอาจจะเหมาะสมกว่า แนะนำให้เข้ามาปรึกษาอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจนะคะ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม
Ultherapy โหนกแก้ม ทำแค่เฉพาะจุดหรือยกกระชับทั้งใบหน้าถึงจะเห็นผลดีกว่ากันนะ? | Beautystone Hongdae
คิดว่าคนหน้าตอบ ผิวแห้ง จะทำไฮฟู่กับยกกระชับไม่ได้หรอคะ? ความจริงแล้วเข้าใจผิดไปครึ่งหนึ่งเลยล่ะค่ะ
ทำไมหนุ่มๆ ยุคนี้ถึงห้ามพลาดโปรแกรม Ultherapy (feat. คลินิกผิวหนังย่านฮงแด) | Beautystone Hongdae
ทำไมฉีด Sculptra แล้วถึงยังรู้สึกเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงเลยนะ? | Beautystone Hongdae
บทความแนะนำ
บทความแนะนำ
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

โครงหน้า&วอลลุ่ม
กล้ามเนื้อหน้าผากไม่ได้แค่ทำให้เกิดริ้วรอยเท่านั้นนะคะ — แต่ยังช่วยพยุงลืมตาขึ้นด้วยค่ะ
ทำไมการฉีดในปริมาณเท่ากันและตำแหน่งเดียวกันกลับให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันในแต่ละคน? วันนี้เรามาสรุปสั้นๆ เกี่ยวกับ 2 บทบาทหน้าที่ของกล้ามเนื้อหน้าผาก ทั้งการ ‘สร้างรอยย่น + ช่วยพยุงลืมตา’ รวมถึงความสัมพันธ์ของมันกับกล้ามเนื้อมัดอื่นๆ กันค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาดูเล็กลง ไม่ใช่เพราะอาการหนังตาตก (ptosis) เสมอไปนะคะ
อาการ 'ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาดูหนักๆ' เกิดจากอะไร? เจาะลึกกลไกเมื่อกล้ามเนื้อหน้าผากที่เคยช่วยประคองหายไป และทำไมผลลัพธ์ของแต่ละคนถึงต่างกันตามระดับความจำเป็นในการใช้กล้ามเนื้อส่วนนี้

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ก่อนฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ลองใช้นิ้วจับหน้าผากแล้วลืมตาขึ้นดูนะคะ
วิธีฉีดโบหน้าผากให้ได้ผลดีที่สุด ไม่ใช่การ 'ต้องลองฉีดดูก่อนถึงจะรู้' ค่ะ เราได้สรุปแนวทางมาตรฐานทางการแพทย์ในการประเมินรูปแบบการใช้กล้ามเนื้อด้วยการตรวจเช็กตัวเองง่ายๆ ใน 30 วินาที เพื่อช่วยในการปรับปริมาณยา ตำแหน่งที่ฉีด และระยะเวลาเว้นช่วงการฉีดให้เหมาะสมที่สุด

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Dysport เห็นผลเร็วกว่า Botox แต่ทำไมกลุ่มที่ดื้อโบง่ายถึงต้องใช้รักษาอย่างระมัดระวัง
แม้จะเป็น Botulinum Toxin Type A เหมือนกัน แต่ความแตกต่างของรัศมีการกระจายตัวสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ในการรักษาได้เลยนะคะ มาดูเกณฑ์การเลือก Botox vs Dysport ตามระดับการพึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) กันค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Skin botox ไม่ใช่โบท็อกซ์หน้าผากเวอร์ชันเบาๆ นะคะ
สำหรับคนที่ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากไม่ได้ ก็ยังสามารถทำ skin booster หรือโบท็อกซ์ลิฟติ้ง (Skin Botox) ได้อย่างสบายใจค่ะ ด้วยหลักการทำงานที่ใช้โบทูลินัม ท็อกซิน ตัวเดียวกัน แต่เป็นการกระจายตัวยาปริมาณเล็กน้อยลงในชั้นผิวแท้ (Dermis) เพื่อช่วยกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน ลดรอยแดง และปรับ skin texture ให้ผิวเรียบเนียนยิ่งขึ้น

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ถ้าอยากเติมเต็มบริเวณโหนกแก้มและขมับ ไม่ใช่ filler แต่ต้องเป็น skin booster ค่ะ
ฟิลเลอร์สำหรับปรับกรอบรูปหน้าอย่างบริเวณจมูกและปลายคาง ส่วน skin booster สำหรับบริเวณกว้างอย่างโหนกแก้ม ขมับ และแก้ม — การเลือกหัตถการที่เหมาะกับแต่ละตำแหน่งคือคีย์เวิร์ดของความสวยดูเป็นธรรมชาติค่ะ
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1



![[บิวตี้สโตน] ฟิลเลอร์ใต้ตาคล้ำ: 0.3cc เปลี่ยนผลลัพธ์](https://framerusercontent.com/images/F4Q84TUWgjbZJV6MNheLnWHnaw.jpg?width=1080&height=1080)
