ผิวใต้ตาบางที่สุดบนหน้า ฟิลเลอร์เติม volume ส่วน Re2O บำรุงชั้น dermis ไกด์เลือกที่เหมาะกับเคส
เผยแพร่แล้ว
อัปเดตแล้ว

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→
เมื่อคุณรู้สึกกังวลใจกับใต้ตาที่ดูหมองคล้ำและลึกโบ๋ จนเริ่มมองหาทางเลือกในการทำทรีตเมนต์มากกว่าแค่กระปุกครีมทาใต้ตา... เพราะผิวบริเวณใต้ตาเป็นจุดที่บอบบางเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับส่วนอื่น ๆ บนใบหน้า การเติมเต็มมิติผิวด้วย skin booster อย่าง Re2O จึงเป็นวิธีที่ช่วยให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติมากกว่าฟิลเลอร์ทั่วไปครับ
> บทความนี้เป็นคอนเทนต์รวบรวมข้อมูลการทำหัตถการของ Beautystone สาขาฮับจอง (Hapjeong)
หากตอบแบบสั้น ๆ Re2O คือ skin booster ที่มีคุณสมบัติพื้นฐานจาก hADM* ซึ่งจะเข้าไปช่วยเสริมโครงสร้างในชั้นผิวแท้ (Dermis) เพื่อเติมเต็มร่องลึกให้ดูอิ่มเอิบขึ้น แม้จะเป็นหัตถการแบบฉีดเหมือนกัน แต่ในขณะที่ฟิลเลอร์จะเด่นเรื่องการเติมวอลลุ่มให้เห็นผลทันที Re2O จะเน้นการค่อย ๆ ปรับโครงสร้างชั้นผิวแท้ให้แข็งแรงและเรียบเนียนขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป จึงมักถูกนำมาใช้เพื่อลดเลือนร่องลึกใต้ตาซึ่งเป็นจุดที่ผิวบอบบางมาก ให้กลับมาแลดูตื้นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติครับ
เมื่ออ่านบทความนี้จบ คุณจะเข้าใจเกี่ยวกับ:
สาเหตุเชิงโครงสร้างที่ทำให้ใต้ตาดูยุบตัวและลึกโบ๋
กลไกการทำงานของ Re2O skin booster
เหตุผลที่ฟิลเลอร์ใต้ตาและ Re2O ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน
แนวทางในการประเมินว่าใต้ตาของคุณเหมาะกับ Re2O หรือไม่
สาเหตุเชิงโครงสร้างที่ทำให้ใต้ตามีร่องลึก
ผิวใต้ตาจัดเป็นหนึ่งในบริเวณที่ตื้นและบางที่สุดบนใบหน้า เนื่องจากความหนาของผิวชั้นกำพร้าและชั้นผิวแท้มีความหนาเพียงแค่ครึ่งหนึ่งของบริเวณอื่น ๆ จึงทำให้เรามองเห็นเงาของเส้นเลือด กล้ามเนื้อ และโครงกระดูกใต้ตาได้ง่าย ซึ่งปัญหาใต้ตาลึกมักเกิดจาก 3 ปัจจัยร่วมกันดังนี้ครับ:
ประเภทเส้นเลือด (Vascular Type): มองเห็นสีของเส้นเลือด (สีม่วงหรือน้ำเงิน) ลอดผ่านผิวที่บางใสออกมา
ประเภทเม็ดสี (Pigment Type): ผิวมีความหมองคล้ำโทนน้ำตาลหรือเทาจากเม็ดสีสะสมใต้ผิว
ประเภทโครงสร้าง (Structural Type): โครงสร้างพยุงผิว (ชั้นผิวแท้) บริเวณใต้ตาอ่อนแอลง จนทำให้เกิดร่องลึก
ส่วนใหญ่มักจะพบทั้งสามประเภทรวม ๆ กัน จากเอกสารข้อมูลของ DermNet NZ ที่รวบรวมปัญหาคล้ำใต้ตาได้อธิบายสาเหตุของความหมองคล้ำว่ามาได้จากหลายปัจจัย เช่น เม็ดสีที่เพิ่มขึ้น, เส้นเลือดที่มองเห็นได้ชัดผ่านผิวที่บาง รวมถึงเงาที่เกิดจากการสูญเสียไขมันและโครงสร้างรอบดวงตา ดังนั้น "ความลึกโบ๋" จริง ๆ แล้วจึงไม่ได้เกิดจากเม็ดสี แต่เกิดจากความอ่อนแอของโครงสร้างชั้นผิวแท้ ทำให้แนวทางการรักษาด้วยเทคนิคต่าง ๆ แตกต่างกันออกไปครับ

Re2O skin booster ทำงานอย่างไร?
Re2O เป็น skin booster ที่พัฒนาขึ้นโดยมี hADM เป็นพื้นฐานหลัก โดยจะทำหน้าที่เข้าไปฟื้นฟูและเสริมสร้างโครงสร้างในชั้นผิวแท้ เนื่องจากไม่ใช่การเติมเต็มวอลลุ่มในทันที แต่เป็นการค่อย ๆ ปรับสภาพผิวให้แข็งแรงและเรียบเนียนขึ้น ผลลัพธ์จึงจะค่อย ๆ แสดงให้เห็นอย่างเป็นขั้นเป็นตอนในช่วง 1-3 เดือนหลังทำครับ
*hADM (human acellular dermal matrix): คือคอลลาเจนเมทริกซ์สกัดจากผิวหนังแท้ของมนุษย์ที่ผ่านกระบวนการจำกัดเซลล์ออกทั้งหมด เหลือไว้เพียงโครงสร้างโปรตีนคอลลาเจน ทำหน้าที่เสมือนกับเป็นนั่งร้านคอยพยุงให้ผิวในชั้นผิวแท้แข็งแรงขึ้น
เนื่องจากผิวใต้ตามีชั้นผิวที่บางมาก หากเรามาดูภาพตัดขวางแสดงชั้นผิวที่ Re2O เข้าไปทำงาน ก็จะทำให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างผิวได้ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ

งานวิจัยทางคลินิกที่ประเมินประสิทธิภาพของ Human Acellular Dermal Matrix ชนิดฉีด ในฐานะ skin booster ระบุว่า สารสกัดตัวนี้ทำหน้าที่เป็นเสมือนโครงข่ายรากฐานในการปรับโครงสร้างผิวแท้ขึ้นมาใหม่ ช่วยปรับปรุงค่าดัชนีต่าง ๆ ของผิว เช่น ความหนาแน่น ความยืดหยุ่น และความลึกของริ้วรอยให้ดีขึ้น เมื่อชั้นผิวแท้ได้รับการฟื้นฟู ผิวชั้นนอกสุดก็จะถูกยกตัวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยให้ร่องลึกและริ้วรอยเล็ก ๆ ดูตื้นขึ้นพร้อมกัน คล้ายกับการยกกระชับแผงผิวจากฐานราก ไม่ใช่แค่การปักหมุดเติมปริมาตรเฉพาะจุดครับ

เหตุผลที่ฟิลเลอร์ใต้ตาและ Re2O ให้ผลลัพธ์ต่างกัน
เมื่อพูดถึงโปรแกรมใต้ตา หลายคนมักจะนึกถึงฟิลเลอร์และ skin booster ควบคู่กันไป สาเหตุที่สองวิธีนี้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต่างกันเป็นเพราะกลไกการทำงานที่ไม่เหมือนกันครับ
อย่างที่เราทราบกันดีว่า ฟิลเลอร์คือการเติมเต็มปริมาตรส่วนที่ยุบตัวลงไปในทันที ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม หากฉีดเข้าสู่บริเวณที่ผิวบางเฉียบอย่างใต้ตาได้อย่างไม่ลึกพอหรือปริมาณไม่เหมาะสม ก็อาจทำให้เกิดการจับตัวเป็นก้อนหรือดูบวมเต่งได้ ประสบการณ์ของแพทย์ผู้ทำหัตถการจึงสำคัญมาก ส่วน Re2O แม้จะต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู แต่เป็นการยกกระชับโครงสร้างผิวโดยรวม จึงให้ผลลัพธ์ที่เนียนละมุน ค่อย ๆ ตื้นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติมากกว่าเน้นการเพิ่มวอลลุ่มแบบชัดเจนครับ
หากใต้ตาของคุณมีลักษณะเป็น "ร่องลึกยุบเฉพาะจุด" ฟิลเลอร์อาจจะตอบโจทย์ได้ดีกว่า แต่หากปัญหาของคุณคือ "ผิวใต้ตาบางโดยรวมและมีริ้วรอยเล็ก ๆ ร่วมด้วย" การเลือกใช้ Re2O จะเข้ากันได้ดีกว่าครับ อย่างไรก็ตาม หากใต้ตาหมองคล้ำสะสมจนออกโทนน้ำตาลเข้ม ซึ่งน่าจะใกล้เคียงกับปัญหาเม็ดสีเมลานินสะสมที่มักได้รับอิทธิพลจากรังสียูวีและฮอร์โมนคล้ายกับฝ้า การใช้เพียง Re2O เพื่อเสริมโครงสร้างผิวอาจยังไม่เพียงพอ และจำเป็นต้องอาศัยการเลเซอร์หรือทรีตเมนต์ร่วมด้วยครับ

Beautystone สาขาฮับจอง แบ่งขั้นตอนการทำหัตถการอย่างละเอียด
ที่ Beautystone สาขาฮับจอง เราไม่ได้เน้นยัดเยียดคอร์สให้ทำทุกอย่างพร้อมกันในครั้งเดียว แต่เราจะประเมินผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงและแบ่งการรับบริการออกเป็นระยะ ๆ แม้แต่ในเคส Re2O ใต้ตา หลังจากทำครั้งแรกไปแล้ว 4-6 สัปดาห์ เราจะนัดหมายเพื่อเข้ามาเช็คผลลัพธ์ร่วมกัน ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะทำเซสชันถัดไปหรือไม่ครับ
เนื่องจากการเสริมสร้างชั้นผิวแท้เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยการสะสมและฟื้นฟูในแต่ละครั้ง แทนที่จะแนะนำให้ลูกค้าซื้อโปรแกรมหลาย ๆ ครั้งพร้อมกันแต่แรก แนะนำให้ค่อย ๆ ดูการฟื้นตัวของผิวไปทีละนัดจะดีที่สุดครับ ด้วยทำเลที่ตั้งที่เดินทางสะดวก เดินเพียงไม่กี่ก้าวจากสถานีฮับจอง (Hapjeong Station) คุณจึงสามารถแวะเข้ามาตรวจเช็คสภาพผิวสั้น ๆ ระหว่างนัดเพื่อปรับแต่งตารางการรักษาได้อย่างสบาย ๆ แม้จะเป็น Re2O เหมือนกัน แต่การดูแลที่ปรับแต่งตามสภาพผิวใต้ตาของแต่ละบุคคลนี่แหละครับ คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ผลลัพธ์ออกมาสวยละมุนและเป็นธรรมชาติที่สุด

คู่มือประเมินว่าใต้ตาของคุณเหมาะกับ Re2O หรือไม่
หากสภาพผิวของคุณตรงกับข้อดังต่อไปนี้เป็นส่วนใหญ่ การเลือกทำ Re2O skin booster จะเหมาะสมและตอบโจทย์ที่สุดครับ:
ผิวบริเวณใต้ตาบางและมีริ้วรอยเล็ก ๆ หนาแน่นร่วมด้วย
ใต้ตาดูคล้อยและเว้าแหว่งเป็นวงกว้าง ไม่ใช่ร่องลึกเฉพาะจุดเดียว
เคยฉีดฟิลเลอร์ใต้ตามาก่อนแล้วรู้สึกว่าดูเป็นก้อนหรือดูไม่ธรรมชาติ
ต้องการผลลัพธ์การฟื้นฟูผิวที่เนียนตา ละมุน และไม่ซีเรียสกับการเปลี่ยนแปลงทันทีหลังทำ
ในทางตรงกันข้าม หากคุณเป็นเคสลักษณะนี้ แพทย์อาจแนะนำให้ทำร่วมกับฟิลเลอร์หรือมองหาแนวทางอื่นร่วมด้วย:
มีร่องลึกยุบตัวลงไปอย่างชัดเจนเฉพาะจุด (เห็นเส้นเลือดหรือโครงกระดูกเบ้าตาชัดเจน)
มีเดดไลน์ที่ต้องใช้หน้าด่วน เช่น งานแต่งงานหรืองานอีเวนต์สำคัญภายใน 2 สัปดาห์
ปัญหาใต้ตาคล้ำจากเม็ดสีเมลานินสะสม (Pigment Type) มีความเด่นชัดมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
นี่คือภาพสรุปแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของผิวเมื่อได้รับการทำ Re2O สะสมอย่างต่อเนื่องตามระยะเวลา ทั้งนี้ นี่เป็นเพียงกราฟิกสรุปแนวโน้มโดยเฉลี่ยเท่านั้น ระยะเวลาการฟื้นตัวอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลครับ

หากคุณยังลังเลไม่แน่ใจว่าใต้ตาของตนเองจัดอยู่ในประเภทไหน การเข้ามาตรวจผิวด้วยกล้อง Wood's lamp พร้อมปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจทำ จะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ตรงจุดที่สุดครับ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q. ทำ Re2O เพียงครั้งเดียวจะเริ่มเห็นผลลัพธ์เลยไหมคะ?
A. หลังจากทำครั้งแรกประมาณ 4-6 สัปดาห์ คุณจะเริ่มรู้สึกถึงผิวใต้ตาที่เนียนละเอียดและตื้นขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก Re2O เป็นการฟื้นฟูผิวแบบสะสมผลลัพธ์ โดยทั่วไปจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่อิ่มฟูและคงระดับได้ชัดเจนที่สุดในช่วง 1-3 เดือนหลังทำครบคอร์ส แนะนำให้เน้นประเมินผิวเป็นระยะ ๆ ไปทีละขั้นตอนจะดีที่สุดครับ
Q. หลังทำจะมีอาการบวมกี่วันครับ?
A. อาจมีอาการบวมเล็กน้อยหรือรอยแดงจากเข็มประมาณ 1-3 วันแรกครับ เนื่องจากผิวใต้ตามีความบอบบางเนียนละเอียดยิ่งกว่าบริเวณอื่น จึงอาจทำให้เห็นรอยบวมช้ำได้ง่ายกว่าปกติ แนะนำให้หลีกเลี่ยงการเข้าซาวน่าหรือออกกำลังกายหนัก ๆ ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกหลังทำครับ
Q. สามารถทำฟิลเลอร์ควบคู่กับ Re2O พร้อมกันเลยได้ไหมคะ?
A. ไม่แนะนำให้ทำทับซ้อนกันในช่วงเวลาเดียวกันครับ หากทำสองหัตถการพร้อมกันจะทำให้ประเมินผลลัพธ์ได้ยากว่าเกิดจากตัวไหน อีกทั้งยังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออาการบวมหรือระคายเคืองสะสม โดยปกติแล้วแพทย์จะแนะนำให้เริ่มทำรักษาวิธีใดวิธีหนึ่งก่อน สังเกตผลลัพธ์แล้วค่อยพิจารณาความเร่งด่วนในการทำตัวถัดไปครับ
Q. ผลลัพธ์จะอยู่ได้นานแค่ไหนครับ?
A. หลังจากจบคอร์ส Re2O แล้ว ผลลัพธ์การฟื้นฟูจะอยู่ได้ยาวนานประมาณ 1-2 ปีครับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอัตราการสร้างคอลลาเจนของแต่ละบุคคล รวมถึงไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต เช่น การเผชิญแสงแดดและการพักผ่อน การทาครีมกันแดดและการดูแลผิวในชีวิตประจำวันเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยล็อกผลลัพธ์ให้อยู่ได้นานขึ้น แนะนำให้วางแผนการรักษาร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมครับ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม
หลังทำ collagen booster เว้นกี่วันถึงจะกลับไปออกกำลังกายได้?
รีจูรัน HB vs จูวีลุค แบบฉีดใต้ชั้นผิวแท้ — แตกต่างกันอย่างไรที่ระดับความลึกไหน ได้ผลลัพธ์อย่างไร
รีจูรัน HB vs Belotero Revive — เจาะลึกเรื่องการเติมชั้นผิวและเพิ่มวอลลุ่มให้ใบหน้า
ฉีด Mulgwang-ju (ฉีดผิวฉ่ำวาว) แถวฮงแด 5 ข้อสำคัญที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจทำ

ลบรอยสัก
หยุดกำจัดรอยสักกลางคัน หมึกที่เหลือไปไหน? กลับมาทำต่อต้องดูอะไรบ้าง
หยุดกำจัดรอยสักกลางคันแล้วหมึกที่เหลือจะเป็นอย่างไร? บทความนี้อธิบายว่าการหยุดกลางทางไม่รีเซ็ตทุกอย่าง และเมื่อกลับมาทำต่อควรดูสีและความลึกของหมึกที่เหลือก่อน

ร่างกาย
ฟิลเลอร์ก้น ช่วยเรื่อง Cellulite ได้ไหม? รู้จักชั้นผิวก่อนตัดสินใจ
ฟิลเลอร์ก้น (Hip Filler) เพิ่มวอลลุ่มได้ดี แต่ Cellulite เกิดจากพังผืดในชั้นต่างกัน บทความนี้อธิบายความแตกต่างและสิ่งที่คาดหวังได้

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ลดน้ำหนักหลังฉีด Juvelook Volume แล้ว วอลลุ่มบนหน้าจะหายไปด้วยไหม?
ลดน้ำหนักหลังฉีด Juvelook Volume แล้วหน้าจะยุบไหม? บทความนี้อธิบายความแตกต่างระหว่างวอลลุ่มจากคอลลาเจนกับวอลลุ่มจากไขมัน พร้อมคำแนะนำจากแพทย์

กำจัดขน
สิวไรผมขึ้นซ้ำทุกครั้งหลังสระผม เกิดจากอะไรและแก้ยังไงดี?
สิวเม็ดเล็กไรผมที่ขึ้นซ้ำหลังสระผม มักไม่ได้เกิดจากครีมล้างหน้า แต่มาจากลำดับการสระผมที่ปล่อยให้แชมพูตกค้างบนผิว บทความนี้อธิบายสาเหตุและวิธีปรับลำดับง่าย ๆ

ยกกระชับ
ปวดขมับหลังทำชูริงค์ ปกติไหม และควรกังวลตอนไหน
หลังทำชูริงค์แล้วขมับตึง กดเจ็บ หรือรู้สึกหนักหัว รวมกลไกที่ทำให้เกิดอาการ ระยะเวลาที่มักค่อย ๆ ดีขึ้น วิธีดูแลตัวเองช่วงแรก และสัญญาณที่ควรติดต่อคลินิก

ยกกระชับ
หยุดทำ Oligio X แล้วหน้าจะหย่อนกว่าเดิมจริงไหม
หยุดยกกระชับด้วยคลื่นวิทยุแล้วหน้าจะหย่อนกว่าเดิมหรือไม่ ผลจางลงเมื่อไร แยกจากความเปลี่ยนแปลงตามวัยอย่างไร พร้อมข้อควรระวังและช่วงค่าใช้จ่าย



