ทำไมฟิลเลอร์สะโพกไม่ได้ดูแค่ราคาต่อ cc รีทัชเปลี่ยนผลลัพธ์อย่างไร อธิบายจากเคสจริงในคลินิก
เช็กให้ชัวร์ก่อนเสิร์ฟความปัง
Q. ฉีดฟิลเลอร์ก้นเนี่ย เลือกคลินิกที่ราคาต่อ cc ถูกที่สุด คือคุ้มที่สุดแล้วหรือเปล่านะ?
A. เอาจริงๆ หลายคนก็คิดแบบนั้นค่ะ แต่ต่อให้ฉีดจำนวน cc เท่ากัน ผลลัพธ์สุดท้ายกับงบที่จ่ายจริงอาจจะต่างกันลิบลับ ขึ้นอยู่กับว่าราคานั้นรวมการ "เก็บรายละเอียด (touch-up)" ด้วยหรือยังค่ะ
Q. แล้วปกติเค้าคิดราคากันยังไงเหรอคะ?
A. พื้นฐานเลยคือคิดราคาต่อ cc ค่ะ แต่ตอนนี้หลายๆ คลินิกเริ่มหันมาจัดเป็นแพ็กเกจที่รวมการ touch-up 1-2 ครั้งเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งตรงนี้แหละค่ะที่เป็นจุดพลิกเกมของความคุ้มค่าเลย

ดูคล้ายๆ กันไปหมดใช่ไหมคะ? แต่จริงๆ แล้วความจริงเรื่องฟิลเลอร์ก้นก็คือ...
การฉีดฟิลเลอร์ก้น คือ
การฉีดสารเติมเต็มในชั้นลึก เพื่อยกกระชับสะโพก, เติมเต็มสะโพกด้านบนที่ตอบ หรือแก้ไขปัญหาขอบสะโพกบุ๋ม (Hip Dips)
โดยใช้ฟิลเลอร์กลุ่ม HA ที่มีความหนืดสูง (High Viscosity) หรือกลุ่ม CaHA ค่ะ
ซึ่งจะต่างจากการดูดไขมันมาเติมก้น (Fat Grafting) ตรงที่
การฉีดฟิลเลอร์ก้นไม่ได้จบสวยในครั้งเดียวทันที
แต่ส่วนใหญ่จะถูกวางแผนแบบ 2 ขั้นตอน คือ "การฉีดครั้งแรก + การ touch-up" ค่ะ
โครงสร้างราคาก็เลยสะท้อนตามขั้นตอนนี้เลยค่ะ
ถ้าเป็นเติมไขมัน จะเป็นราคาจ่ายจบในรอบเดียว
แต่ถ้าเป็นฟิลเลอร์ จะดีไซน์ราคาแบบ
ราคาต่อ cc + ค่าบริการ touch-up แยกต่างหากค่ะ
ทำไมใช้จำนวน cc เท่ากัน แต่บางคนฟินมาก ขณะที่บางคนต้องกลับมาแก้?
"ราคาฟิลเลอร์ก้นอาจจะคำนวณตามจำนวน cc ก็จริง แต่สิ่งที่จะตัดสินว่าผลลัพธ์จะออกมาสวยเป๊ะสมบูรณ์แบบไหม ก็คือการทำ touch-up ครับ"
— คุณหมอวี ยองจิน (Beautystone Clinic ฮงแด)
ฟังเรื่องนี้แล้วอาจจะตกใจนิดนึงนะคะ
เมื่อเดือนที่แล้ว มีคนไข้สาวอายุ 31 ปีเข้ามาปรึกษาค่ะ
เธอเคยฉีดฟิลเลอร์ก้นมาจากคลินิกอื่น 20 cc
แบบฉีดทีเดียวจบเลยในครั้งเดียว
แต่พอผ่านไปประมาณ 3 สัปดาห์ ก้นด้านหนึ่งเริ่มคล้อยลงนิดหน่อย
แถมเห็นเป็นคลื่นๆ แถวๆ สะโพกด้านบนด้วยค่ะ
เธอบอกว่าตอนนั้นราคาต่อ cc ค่อนข้างถูกเลย
แต่บริการ touch-up เป็นออปชันเสริมที่ต้องจ่ายเพิ่ม
ด้วยความที่ไม่อยากเสียเงินเพิ่ม เลยปล่อยเลยตามเลยค่ะ

ตรงนี้มีจุดสำคัญที่คุณสาวๆ ต้องรู้ไว้เลยค่ะ
เนื่องจากก้นเป็นบริเวณที่มีพื้นที่กว้าง
และเป็นจุดที่ต้องรองรับน้ำหนักตัวโดยตรง
ในระหว่างที่ฟิลเลอร์กำลังเซตตัว
ก็อาจจะเกิดความไม่สมมาตรเล็กๆ น้อยๆ ขึ้นได้ค่ะ
ดังนั้น ช่วงประมาณ 3-4 สัปดาห์หลังฉีดรอบแรก
ควรกลับมา touch-up เก็บรายละเอียดอีกประมาณ 2-5 cc
เพื่อปรับให้สะโพกสองข้างสมดุลกัน และให้ไลน์สะโพกด้านบน
โค้งมนรับกันสวยพอดีเป๊ะค่ะ
จากสถิติของ Beautystone พบว่า
เคสที่ปรับรูปหน้า/รูปร่างแล้วฉีดรอบเดียวจบ จะมีฟีดแบ็กประมาณ 60-70% ว่า "ยังมีจุดที่แอบเสียดายอยู่นิดหน่อย"
แต่ในเคสที่มีการรวมการ touch-up ด้วย
ตัวเลขความไม่เป๊ะนี้ลดลงเหลือเพียง 10-20% เท่านั้นเองค่ะ

เพราะฉะนั้น ต่อให้ราคาต่อ cc จะถูกกว่าไป 5 หมื่นวอน
แต่ถ้าต้องมาจ่ายค่า touch-up แยกอีกครั้งละ 3-5 แสนวอน
รวมๆ แล้วอาจจะแพงกว่าการซื้อแบบแพ็กเกจด้วยซ้ำค่ะ
แต่ถามว่าทุกคนต้อง touch-up เหมือนกันหมดไหม? ก็ไม่เสมอไปค่ะ
เพราะสรีระสะโพกซ้ายขวาที่แตกต่างกัน
ความหนาของไขมันใต้ผิวหนัง
รวมถึงมวลกล้ามเนื้อของแต่ละคนไม่เท่ากัน
บางคนที่โครงสร้างเดิมเป๊ะอยู่แล้ว ก็อาจจะแทบไม่ต้อง touch-up เลยค่ะ
แต่ถ้าเป็นการฉีดครั้งแรกเลย
แนะนำให้เลือกแบบแพ็กเกจที่รวม touch-up ไว้ด้วย
รับรองว่าเซฟและอุ่นใจกว่าเยอะเลยค่ะ
สรุปใจความสำคัญโดยหมอวี ยองจิน
เวลาเช็กราคาฟิลเลอร์ก้น ถ้าดูแค่ราคาต่อ cc อย่างเดียว เท่ากับเห็นแค่ครึ่งเดียวนะครับ ต้องเช็กด้วยว่าราคานั้นรวม touch-up หรือยัง แยกจ่ายต่างหากไหม และกำหนดให้ทำภายในระยะเวลาเท่าไหร่ ถึงจะสามารถคำนวณงบรวมที่แท้จริงและคาดหวังผลลัพธ์ที่เป๊ะสุดๆ ได้ครับ
สรุปแล้ว ฉันต้องเตรียมงบสำหรับฟิลเลอร์ก้นประมาณเท่าไหร่ดีคะ?
ลองมาดูตารางสรุปแบบเข้าใจง่ายๆ กันค่ะ
ประเภทการรักษา | ปริมาณที่แนะนำ | ช่วงราคา (เฉลี่ยในตลาดเกาหลี) | คำแนะนำในการ touch-up |
|---|---|---|---|
แก้ไขสะโพกบุ๋ม (Hip Dips) | 10-15 cc | 1.2 - 2.5 แสนวอน ต่อ cc | ทำ 1 ครั้ง หลังฉีด 3-4 สัปดาห์ |
เพิ่มวอลลุ่มสะโพกด้านบน | 15-25 cc | 1.2 - 2.5 แสนวอน ต่อ cc | แนะนำอย่างยิ่งว่าควรทำ |
ยกกระชับก้นและสะโพกทั้งหมด | 30-50 cc | แพ็กเกจ 4 - 9 ล้านวอน | แนะนำให้ทำ 2 ครั้ง |
ดูจากตารางเหมือนจะเข้าใจง่ายใช่ไหมคะ
แต่จริงๆ แล้วดีเทลของแต่ละคนจะมีความต่างกันออกไปค่ะ
อย่างเคสคนไข้อายุ 39 ปีท่านหนึ่ง
หลังคลอดลูกแล้วสะโพกด้านบนตอบตัวลงไปเยอะมาก
รอบแรกคุณหมอดีไซน์เติมให้ไป 18 cc
แล้วนัดกลับมา touch-up เก็บรายละเอียดอีก 4 cc ในสัปดาห์ที่ 4 ค่ะ
ถ้านับราคารวมจากจำนวน cc ทั้งหมด
ก็อาจจะรู้สึกว่า "อุ๊ย ทำไมราคาสูงจัง"
แต่ถ้าเราขืนอัดเข้าไปทีเดียวเลย 22 cc ตั้งแต่รอบแรก
ผลลัพธ์อาจจะออกมาไม่สม่ำเสมอและแก้ได้ยากกว่าเดิมอีกค่ะ
สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเคยฉีดครั้งแรก
การเริ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป แล้วค่อยมาแต่งทรงเพิ่มตอน touch-up คือดีที่สุดค่ะ
ส่วนใครที่เป็นเคสแก้งาน
ก็ต้องประเมินฟิลเลอร์เก่าที่ยังเหลืออยู่
แล้วค่อยๆ ปรับลดปริมาณลงตามหน้างานจริงค่ะ

มาถึงตรงนี้แล้ว น่าจะมีคำถามเหล่านี้ในใจกันใช่ไหมคะ?
Q1. สรุปแล้วเลือกแพ็กเกจที่รวมเทคนิค touch-up ไปเลยดีกว่าไหมคะ?
ถ้าส่วนต่างราคาไม่ได้เยอะมาก เลือกแบบรวม touch-up ไปเลยคุ้มกว่าและดีต่อใจกว่าเยอะค่ะ
เพราะฟิลเลอร์ในบางจุดอาจจะสลายตัวเร็วกว่าจุดอื่นนิดหน่อย
โดยเฉพาะบริเวณสะโพกบุ๋ม (Hip Dips) การแบ่งฉีดสองรอบจะช่วยให้ผลลัพธ์ออกสวย เป๊ะ ปัง กว่าการอัดฉีดแบบครั้งเดียวมากๆ ค่ะ!
คอนเฟิร์มเลย!
และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งคำถามยอดฮิตถามบ่อยมากเลยค่ะ
Q2. ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน แล้วระหว่างนั้นต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรเพิ่มไหม?
ตอบแบบตรงไปตรงมาเลยนะคะ
ขึ้นอยู่กับประเภทและแบรนด์ของฟิลเลอร์ที่เลือกใช้ค่ะ
โดยทั่วไปจะอยู่ได้ประมาณ 1 ปีครึ่ง ถึง 2 ปีครึ่งค่ะ
แต่คำว่าสลายไม่ได้แปลว่าจะหายวับไปหมดทันทีนะคะ
มันจะค่อยๆ ยุบตัวลงอย่างเป็นธรรมชาติมากกว่าค่ะ
คนไข้หลายๆ คนพอฟิลเลอร์เริ่มเหลือประมาณ 60-80%
ก็จะกลับมาเติมแต่งเติมนิดๆ หน่อยๆ
ซึ่งการเติมแบบบำรุงรักษาแบบนี้ ค่าใช้จ่ายจะเบาๆ แค่ประมาณ 30-40% ของการฉีดครั้งแรกเองค่ะ
ส่วนเคสที่ต้องมาฉีดใหม่จัดเต็มแบบ full option ตั้งแต่แรก
ส่วนใหญ่จะเป็นเคสที่ปล่อยทิ้งไว้นานเกิน 3 ปีขึ้นไปแล้วนั่นเองค่ะ
และสุดท้าย ขอเคลียร์ประเด็นสำคัญเรื่องนี้ด้วยนะคะ
Q3. มีผลข้างเคียงหรือข้อควรระวังอะไรบ้างคะ?
เรื่องนี้คนเข้าใจผิดกันเยอะมากเลยค่ะ
จริงๆ แล้ว การฉีดฟิลเลอร์ก้นมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนทางเส้นเลือด
น้อยกว่าการฉีดฟิลเลอร์บริเวณใบหน้าค่อนข้างเยอะค่ะ
(จริงๆ ทางคลินิกเรายังไม่เคยเจอเลยค่ะ แต่ประเมินไว้เซฟๆ ตามหลักแพทย์ดีที่สุดค่ะ)
แต่สิ่งสำคัญที่ต้องระวังมากกว่าคือ เรื่องการติดเชื้อ, การเป็นก้อนแข็ง (nodule),
และความไม่เท่ากันของสะโพกค่ะ
เนื่องจากใช้ปริมาณ cc ค่อนข้างเยอะ
เทคนิคการกำหนดชั้นผิวให้ถูกต้อง (ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง vs ชั้นเหนือพังผืดกล้ามเนื้อ)
จึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญของแพทย์เฉพาะทางมากๆ ค่ะ
หลังจากฉีดไปแล้วประมาณ 2 สัปดาห์
พยายามเลี่ยงการนอนทับสะโพกข้างใดข้างหนึ่งเป็นเวลานานๆ
งดซาวน่า สตรีม และการออกกำลังกายหนักๆ ชั่วคราวก่อนนะคะ
และหากรู้สึกเจ็บผิดปกติหรือมีอาการแดง ให้รีบติดต่อคลินิกทันทีเลยค่ะ
ในบทความถัดไป
เดี๋ยวหมอจะพาทุกคนไปเจาะลึก 'เรื่องปวดหัวในห้องตรวจ: สำรวจแพทเทิร์นการเซตตัวของฟิลเลอร์ก้นใน 1 เดือนแรกหลังฉีด' กันดีกว่าค่ะ
จะเอาเคสจริงมาแชร์ให้ดูเลยค่ะว่า ทำไมแต่ละคนถึงมีระยะเวลาสวยเข้าที่ช้าเร็วต่างกัน
หวังว่าบทความวันนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนนะคะ วันนี้หมอวี ยองจิน ลาไปก่อนสวัสดีครับ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

โครงหน้า&วอลลุ่ม
RTTE RF ทำงานอย่างไรกับพุงแก้มที่หย่อนคล้อยข้างโหนกแก้มเพื่อช่วยเพิ่มวอลลุ่มให้ใบหน้าส่วนกลาง และจะเหมาะกับใครบ้างนะ?
สรุปหลักการทำงานของ Alite RF ในการคืนความยืดหยุ่นให้กับใบหน้าส่วนกลาง พร้อมช่วงเวลาที่เริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน และความแตกต่างระหว่างหัตถการนี้กับโปรแกรมยกกระชับอื่นๆ หรือการฉีดฟิลเลอร์ค่ะ

ยกกระชับ
เลือกคลินิกอย่างไรดี? สำหรับการทำหัตถการยกกระชับแบบผสมผสานระหว่าง Ultherapy และ Thermage
สรุปความต่างของระดับความลึกในการทำงานระหว่าง Ulthera และ Thermage พร้อมเกณฑ์การเลือกคลินิกสำหรับทำโปรแกรมยกกระชับแบบผสมผสาน ทั้งในเรื่องของเครื่องมือ ประสบการณ์ของแพทย์ และการวางโปรแกรมรักษามาให้แล้วค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
สำหรับใครที่กำลังสงสัยว่า InMode FX ช่วยแก้ปัญหาเหนียงสองชั้นและแก้มห้อยได้ผลดีจริงไหม แล้วจะเหมาะกับผิวแบบไหนมากที่สุด?
สรุปหลักการทำงาน ผลลัพธ์ และข้อจำกัดของ InMode FX ที่ช่วยคืนความกระชับให้กรอบหน้าและแก้มที่หย่อนคล้อย พร้อมเปรียบเทียบความต่างกับหัตถการอื่นๆ ให้ดูกันค่ะ

ผิว
skin booster กลุ่มกระตุ้นคอลลาเจน (collagen booster) ควรเริ่มทำตั้งแต่อายุเท่าไหร่ดี? แล้วผลลัพธ์ที่คาดหวังในแต่ละช่วงวัยจะแตกต่างกันอย่างไรบ้างคะ?
เราได้รวบรวมหลักการทำงานของคอลลาเจนบูสเตอร์ (collagen booster) ในการช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว พร้อมทั้งเป้าหมายและผลลัพธ์ที่คาดหวังซึ่งจะแตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงวัยมาฝากกันค่ะ

ผิว
รอยดำ ฝ้า และกระ แต่ละชนิดจะเหมาะกับเลเซอร์ที่แตกต่างกัน แล้วแบบนี้เราควรเลือกทำเลเซอร์ตัวไหนดีนะ?
เราได้รวบรวมและเปรียบเทียบเกณฑ์การเลือกเลเซอร์รักษาที่แตกต่างกันไปตามความลึกของจุดด่างดำ ฝ้า กระ และประเภทของเม็ดสีผิวไว้ให้แล้วค่ะ

ผิว
หลังจากทำ Thermage แล้ว จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ตั้งแต่เมื่อไหร่ และผลลัพธ์นั้นจะอยู่ได้นานแค่ไหนกันนะ?
เราได้รวบรวมข้อมูลแบบเจาะลึกมาให้แล้วค่ะ ว่าทำไมหลังทำ Thermage ทันทีถึงยังไม่เห็นผลลัพธ์แบบชัดเจนทันตา และเจาะลึกช่วงเวลาสำคัญในช่วง 2-3 เดือนหลังทำ ซึ่งเป็นช่วงที่คอลลาเจนกำลังถูกกระตุ้นให้สร้างขึ้นใหม่จนเห็นการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนที่สุด



