ผู้อำนวยการ วี ยองจิน คิม กาอึล แห่งคลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก

Oligio X แตกต่างจาก Oligio รุ่นเดิมอย่างไร?

Oligio X แตกต่างจาก Oligio รุ่นเดิมอย่างไร?

Oligio X แตกต่างจาก Oligio รุ่นเดิมอย่างไร?

โอลิจิโอX เครื่อง RF ยกกระชับดูอัลโหมด กระตุ้นผิวลึก พร้อมหลักการและเคสจริงในคลินิกฮงแด

Oligio X ต่างจาก Oligio รุ่นเดิมยังไงบ้างคะ?

 

💡 อ่านตรงนี้ก่อนนะคะ


Q. Oligio X เป็นแค่เวอร์ชันอัปเกรดธรรมดาของ Oligio หรือเปล่าคะ?

A. ไม่ใช่แค่การอัปเกรดยกเครื่องทั่วไปค่ะ วิธีการปล่อยพลังงานนั้นแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ซึ่งความแตกต่างนี้ทำให้ทุกคนสัมผัสได้ถึงผลลัพธ์ที่กระชับและล้ำลึกกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดค่ะ


Q. ทำแค่ทรีตเมนต์ยกกระชับเดียวพอไหมคะ?

A. เนื่องจากความลึกและสาเหตุของผิวหย่อนคล้อยมีความหลากหลาย ผลลัพธ์จึงขึ้นอยู่กับว่าเราจะกระตุ้นผิวชั้นไหนและใช้วิธีไหนค่ะ

 

📌 จุดเด่นสำคัญของบทความนี้

สัมผัสประสบการณ์ Oligio X ที่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิมได้แล้วที่ Beautystone สาขาฮงแดค่ะ

ด้วยเทคโนโลยี Dual-Mode ช่วยส่งผ่านพลังงานอย่างทั่วถึง มอบผิวที่ยกกระชับ ล้ำลึก และละเอียดแน่นยิ่งขึ้นค่ะ

홍대 피부과 올리지오X 리프팅 시술

 

 

Oligio X คืออะไร?

Oligio X (올리지오X) คือนวัตกรรมยกกระชับและปรับปรุงความยืดหยุ่นของผิวโดยใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง Multipolar RF ด้วยการปล่อยพลังงานแบบ Dual Mode

เพื่อไปกระตุ้นชั้นหนังแท้ (dermis) และเนื่อเยื่อใต้ผิวหนังไปพร้อมๆ กัน

หากเปรียบเทียบกับ Oligio รุ่นเดิมที่ปล่อยคลื่น RF เพียงโหมดเดียวแล้ว

Oligio X ได้มีการแบ่งรูปแบบการส่งผ่านพลังงานออกเป็นสองทิศทาง

ทำให้การยิงเพียงครั้งเดียว สามารถครอบคลุมชั้นผิวได้กว้างและลึกขึ้นค่ะ

 

ถ้าไม่เข้าใจคำว่า Dual Mode ก็จะไม่เห็นภาพความต่างของผลลัพธ์ค่ะ

หลายคนเข้าใจผิดคิดว่า

การทำเครื่องกลุ่ม RF ยิ่งยิงพลังงานแรงๆ จะยิ่งดี

แต่จริงๆ แล้ว หัวใจสำคัญคือการกระตุ้นได้ถูกชั้นผิวและมีความละเอียดแน่นแค่ไหนต่างหากค่ะ

 

ย้อนกลับไปดูสาเหตุที่ทำผิวสูญเสียความยืดหยุ่นกันก่อนนะคะ

โดยส่วนใหญ่เกิดจากคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นหนังแท้ส่วนกลางที่ลดลง

ร่วมกับการหย่อนคล้อยของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันเหนือชั้นไขมันใต้ผิวหนัง

ซึ่งมักจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กันทั้งสองอย่างนี้ค่ะ

 

แต่ทว่าเครื่อง RF แบบ Single Mode เดิมๆ

จะเน้นกระตุ้นไปที่ทีละชั้นผิวเป็นหลัก

ทำให้เวลาเน้นที่ชั้นหนังแท้ก็อาจจะลงไปไม่ถึงชั้นใต้ผิวหนัง

หรือในทางกลับกัน ยิ่งลงลึกมาก พลังงานในชั้นหนังแท้ก็อาจจะกระจายตัวออกไปจนไม่เข้มข้นพอค่ะ

 

ระบบ Dual Mode ของ Oligio X จึงเข้ามาแก้ปัญหานี้ค่ะ

โดยการแยกรูปแบบการยิงพลังงานออกเป็นสองโหมด

ทำให้สามารถกระตุ้นทั้งชั้นตื้น (หนังแท้) และชั้นลึก (เนื้อเยื่อเกี่ยวพันใต้ผิวหนัง)

ต่อเนื่องกันไปในการรักษาครั้งเดียวได้อย่างละเอียดแน่นหนายิ่งขึ้นค่ะ

 

บอกตามตรงนะคะ

นี่ไม่ใช่แค่คำโฆษณาว่า "เครื่องดีขึ้น" เท่านั้น

แต่ความลึกและปริมาณชั้นผิวที่ความร้อนเข้าถึงนั้นแตกต่างกันจริงๆ ค่ะ

ไม่ใช่เพราะราคาแพงกว่าเลยดีกว่า

แต่วิธีการยิงพลังงานที่แตกต่างต่างหากที่สร้างผลลัพธ์ที่เหนือกว่านี้ค่ะ

 

ตอนแรกหมอก็แอบสงสัยว่าจะเห็นความต่างได้ชัดขนาดไหน

แต่พอได้เก็บเคสคนไข้เรื่อยๆ ก็เข้าใจเลยค่ะ

คนไข้หลายคนที่เคยทำ Oligio รุ่นเดิมไป 3-4 ครั้งแล้วยังรู้สึกไม่ค่อยเห็นผล

พอย้ายมาทำ Oligio X แค่ 2 ครั้ง ก็เริ่มเห็นกรอบหน้ายกกระชับขึ้นอย่างชัดเจนเลยค่ะ

올리지오X 듀얼 모드 RF 에너지 조사 원리 설명

แต่มันก็ยังมีจุดที่ต้องพิจารณานิดนึงค่ะ

เราไม่สามารถสรุปได้ว่า Oligio X ดีกว่า Oligio เสมอไปสำหรับทุกคน

ในกรณีที่คนไข้อายุยังน้อย ผิวหย่อนคล้อยไม่มาก หรือผิวบอบบางแพ้ง่าย

การทำ Oligio รุ่นเดิม หรือการทำทรีตเมนต์ RF แบบอ่อนโยนอื่นๆ อาจจะตอบโจทย์มากกว่าค่ะ

 

ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลค่ะ

แต่ปกติหมอจะประเมินแบบนี้ค่ะ

หมอจะเช็กความหนาของผิวและชั้นผิวที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยก่อน

และสำหรับเคสที่จำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างผิวทั้งสองชั้นขึ้นไปพร้อมกัน

หมอจะแนะนำเป็นตัว Oligio X ค่ะ

올리지오X와 올리지오 비교 피부 리프팅 결과

👨‍⚕️ สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน:


เนื่องจาก Oligio X ปล่อยพลังงาน RF แบบ Dual Mode


จึงช่วยกระชับชั้นหนังแท้และเนื้อเยื่อเกี่ยวพันใต้ผิวหนังไปพร้อมๆ กันในคราวเดียวได้อย่างละเอียดแน่นหนายิ่งขึ้นค่ะ


แทนที่จะบอกว่า "เครื่องดีขึ้น" การอธิบายว่าช่วงความลึกและความละเอียดแน่นในการกระตุ้นนั้นเปลี่ยนไป


จะถูกต้องและเห็นภาพชัดเจนที่สุดค่ะ และความต่างนี้คือสิ่งที่จะทำให้ออกมาเป็นผลลัพธ์ที่สวยงามค่ะ

 

แล้วผิวแบบเรา เหมาะกับ Oligio X ไหมนะ?

แต่ตรงนี้มีจุดสำคัญจุดหนึ่งค่ะ

คือ Oligio X จะมีกลุ่มคนที่ทำแล้วเห็นผลลัพธ์ดีที่สุดอยู่ค่ะ

 

ลองดูตารางเปรียบเทียบด้านล่างนี้จะเข้าใจได้ง่ายขึ้นค่ะ

รายละเอียด

Oligio (รุ่นดั้งเดิม)

Oligio X

รูปแบบการปล่อยพลังงาน

Single Mode RF

Dual Mode RF

ชั้นผิวที่เน้นกระตุ้น

เน้นชั้นหนังแท้ (Dermis)

ชั้นหนังแท้ + เนื้อเยื่อเกี่ยวพันใต้ผิวหนัง

ระดับความละเอียดแน่น

มาตรฐาน

หนาแน่นและละเอียดขึ้น

กลุ่มที่เหมาะสม

ผิวเริ่มสูญเสียความกระชับเล็กน้อย,

ผิวแพ้ง่าย

ผิวหย่อนคล้อยระดับปานกลางขึ้นไป,

มีปัญหาผิวหลายชั้นพร้อมกัน

Downtime (ระยะเวลาพักฟื้น)

แทบไม่มี

อาจมีรอยแดงเล็กน้อย

จำนวนครั้งที่แนะนำ

4~6 ครั้ง

3~4 ครั้ง

พอเห็นแบบนี้แล้ว

ก็จะรู้เลยว่า Oligio X ไม่ใช่แค่ดีกว่าหรือแรงกว่าอย่างไร้เหตุผล

แต่สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยคาบเกี่ยวกันมากกว่าสองชั้นผิวขึ้นไป

หรือผู้ที่เคยทำเครื่อง RF รุ่นเดิมๆ แล้วยังไม่ตอบโจทย์

Oligio X จะเป็นตัวเลือกที่ตรงจุดและเหมาะสมที่สุดค่ะ

 

ในทางกลับกัน ถ้าเป็นคนผิวบาง แพ้ง่าย

หรือเพิ่งเริ่มมีปัญหาความหย่อนคล้อยในระยะเริ่มต้น

การเลือกทำ Oligio รุ่นดั้งเดิม หรือทำควบคู่กับทรีตเมนต์อื่นๆ อาจจะเป็นแนวทางที่ดีกว่าค่ะ

ซึ่งตรงนี้แนะนำเข้ามาให้คุณหมอช่วยประเมินความหนาและโครงสร้างผิวก่อน

แล้วค่อยเลือกโปรแกรมที่ใช่ที่สุดร่วมกันจะดีที่สุดค่ะ

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

 

Q1. แตกต่างจาก Ulthera หรือ Thermage อย่างไรบ้างคะ?

A. Ulthera จะใช้คลื่นอัลตราซาวด์โฟกัสความเข้มข้นสูง (HIFU) เพื่อลงลึกไปกระตุ้นถึงชั้น SMAS (ชั้นพังผืดกล้ามเนื้อ) ในขณะที่ Thermage และ Oligio จะใช้คลื่นวิทยุขั้วเดี่ยว (Monopolar RF) เพื่อกระจายความร้อนสม่ำเสมอครอบคลุมพื้นที่ผิวในวงกว้างค่ะ

 

Q2. ควรทำบ่อยแค่ไหน และผลลัพธ์อยู่ได้นานไหมคะ?

A. โดยทั่วไป แนะนำให้ทำซ้ำประมาณ 3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างทุกๆ 3 เดือนค่ะ

 

Q3. มีข้อควรระวังหรือผลข้างเคียงหลังทำไหมคะ?

A. มีจุดสำคัญเรื่องนึงที่อยากบอกไว้ค่ะ

ด้วยลักษณะเฉพาะของหัตถการกลุ่ม RF

อาจทำให้ผิวมีรอยแดงหรือบวมเล็กน้อยชั่วคราวทันทีหลังทำเสร็จค่ะ

ซึ่งสำหรับ Oligio รุ่นก่อนๆ อาจเคยมีโอกาสเกิดอาการเบิร์นได้บ้างเล็กน้อย

แต่สำหรับ Oligio X ตัวนี้ ได้ปรับปรุงแก้ไขเพื่อความปลอดภัยและแทบไม่พบปัญหานั้นแล้วค่ะ

 

▶ บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

Oligio X ต่างจาก Oligio รุ่นเดิมยังไงบ้างคะ?

 

💡 อ่านตรงนี้ก่อนนะคะ


Q. Oligio X เป็นแค่เวอร์ชันอัปเกรดธรรมดาของ Oligio หรือเปล่าคะ?

A. ไม่ใช่แค่การอัปเกรดยกเครื่องทั่วไปค่ะ วิธีการปล่อยพลังงานนั้นแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ซึ่งความแตกต่างนี้ทำให้ทุกคนสัมผัสได้ถึงผลลัพธ์ที่กระชับและล้ำลึกกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดค่ะ


Q. ทำแค่ทรีตเมนต์ยกกระชับเดียวพอไหมคะ?

A. เนื่องจากความลึกและสาเหตุของผิวหย่อนคล้อยมีความหลากหลาย ผลลัพธ์จึงขึ้นอยู่กับว่าเราจะกระตุ้นผิวชั้นไหนและใช้วิธีไหนค่ะ

 

📌 จุดเด่นสำคัญของบทความนี้

สัมผัสประสบการณ์ Oligio X ที่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิมได้แล้วที่ Beautystone สาขาฮงแดค่ะ

ด้วยเทคโนโลยี Dual-Mode ช่วยส่งผ่านพลังงานอย่างทั่วถึง มอบผิวที่ยกกระชับ ล้ำลึก และละเอียดแน่นยิ่งขึ้นค่ะ

홍대 피부과 올리지오X 리프팅 시술

 

 

Oligio X คืออะไร?

Oligio X (올리지오X) คือนวัตกรรมยกกระชับและปรับปรุงความยืดหยุ่นของผิวโดยใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง Multipolar RF ด้วยการปล่อยพลังงานแบบ Dual Mode

เพื่อไปกระตุ้นชั้นหนังแท้ (dermis) และเนื่อเยื่อใต้ผิวหนังไปพร้อมๆ กัน

หากเปรียบเทียบกับ Oligio รุ่นเดิมที่ปล่อยคลื่น RF เพียงโหมดเดียวแล้ว

Oligio X ได้มีการแบ่งรูปแบบการส่งผ่านพลังงานออกเป็นสองทิศทาง

ทำให้การยิงเพียงครั้งเดียว สามารถครอบคลุมชั้นผิวได้กว้างและลึกขึ้นค่ะ

 

ถ้าไม่เข้าใจคำว่า Dual Mode ก็จะไม่เห็นภาพความต่างของผลลัพธ์ค่ะ

หลายคนเข้าใจผิดคิดว่า

การทำเครื่องกลุ่ม RF ยิ่งยิงพลังงานแรงๆ จะยิ่งดี

แต่จริงๆ แล้ว หัวใจสำคัญคือการกระตุ้นได้ถูกชั้นผิวและมีความละเอียดแน่นแค่ไหนต่างหากค่ะ

 

ย้อนกลับไปดูสาเหตุที่ทำผิวสูญเสียความยืดหยุ่นกันก่อนนะคะ

โดยส่วนใหญ่เกิดจากคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นหนังแท้ส่วนกลางที่ลดลง

ร่วมกับการหย่อนคล้อยของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันเหนือชั้นไขมันใต้ผิวหนัง

ซึ่งมักจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กันทั้งสองอย่างนี้ค่ะ

 

แต่ทว่าเครื่อง RF แบบ Single Mode เดิมๆ

จะเน้นกระตุ้นไปที่ทีละชั้นผิวเป็นหลัก

ทำให้เวลาเน้นที่ชั้นหนังแท้ก็อาจจะลงไปไม่ถึงชั้นใต้ผิวหนัง

หรือในทางกลับกัน ยิ่งลงลึกมาก พลังงานในชั้นหนังแท้ก็อาจจะกระจายตัวออกไปจนไม่เข้มข้นพอค่ะ

 

ระบบ Dual Mode ของ Oligio X จึงเข้ามาแก้ปัญหานี้ค่ะ

โดยการแยกรูปแบบการยิงพลังงานออกเป็นสองโหมด

ทำให้สามารถกระตุ้นทั้งชั้นตื้น (หนังแท้) และชั้นลึก (เนื้อเยื่อเกี่ยวพันใต้ผิวหนัง)

ต่อเนื่องกันไปในการรักษาครั้งเดียวได้อย่างละเอียดแน่นหนายิ่งขึ้นค่ะ

 

บอกตามตรงนะคะ

นี่ไม่ใช่แค่คำโฆษณาว่า "เครื่องดีขึ้น" เท่านั้น

แต่ความลึกและปริมาณชั้นผิวที่ความร้อนเข้าถึงนั้นแตกต่างกันจริงๆ ค่ะ

ไม่ใช่เพราะราคาแพงกว่าเลยดีกว่า

แต่วิธีการยิงพลังงานที่แตกต่างต่างหากที่สร้างผลลัพธ์ที่เหนือกว่านี้ค่ะ

 

ตอนแรกหมอก็แอบสงสัยว่าจะเห็นความต่างได้ชัดขนาดไหน

แต่พอได้เก็บเคสคนไข้เรื่อยๆ ก็เข้าใจเลยค่ะ

คนไข้หลายคนที่เคยทำ Oligio รุ่นเดิมไป 3-4 ครั้งแล้วยังรู้สึกไม่ค่อยเห็นผล

พอย้ายมาทำ Oligio X แค่ 2 ครั้ง ก็เริ่มเห็นกรอบหน้ายกกระชับขึ้นอย่างชัดเจนเลยค่ะ

올리지오X 듀얼 모드 RF 에너지 조사 원리 설명

แต่มันก็ยังมีจุดที่ต้องพิจารณานิดนึงค่ะ

เราไม่สามารถสรุปได้ว่า Oligio X ดีกว่า Oligio เสมอไปสำหรับทุกคน

ในกรณีที่คนไข้อายุยังน้อย ผิวหย่อนคล้อยไม่มาก หรือผิวบอบบางแพ้ง่าย

การทำ Oligio รุ่นเดิม หรือการทำทรีตเมนต์ RF แบบอ่อนโยนอื่นๆ อาจจะตอบโจทย์มากกว่าค่ะ

 

ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลค่ะ

แต่ปกติหมอจะประเมินแบบนี้ค่ะ

หมอจะเช็กความหนาของผิวและชั้นผิวที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยก่อน

และสำหรับเคสที่จำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างผิวทั้งสองชั้นขึ้นไปพร้อมกัน

หมอจะแนะนำเป็นตัว Oligio X ค่ะ

올리지오X와 올리지오 비교 피부 리프팅 결과

👨‍⚕️ สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน:


เนื่องจาก Oligio X ปล่อยพลังงาน RF แบบ Dual Mode


จึงช่วยกระชับชั้นหนังแท้และเนื้อเยื่อเกี่ยวพันใต้ผิวหนังไปพร้อมๆ กันในคราวเดียวได้อย่างละเอียดแน่นหนายิ่งขึ้นค่ะ


แทนที่จะบอกว่า "เครื่องดีขึ้น" การอธิบายว่าช่วงความลึกและความละเอียดแน่นในการกระตุ้นนั้นเปลี่ยนไป


จะถูกต้องและเห็นภาพชัดเจนที่สุดค่ะ และความต่างนี้คือสิ่งที่จะทำให้ออกมาเป็นผลลัพธ์ที่สวยงามค่ะ

 

แล้วผิวแบบเรา เหมาะกับ Oligio X ไหมนะ?

แต่ตรงนี้มีจุดสำคัญจุดหนึ่งค่ะ

คือ Oligio X จะมีกลุ่มคนที่ทำแล้วเห็นผลลัพธ์ดีที่สุดอยู่ค่ะ

 

ลองดูตารางเปรียบเทียบด้านล่างนี้จะเข้าใจได้ง่ายขึ้นค่ะ

รายละเอียด

Oligio (รุ่นดั้งเดิม)

Oligio X

รูปแบบการปล่อยพลังงาน

Single Mode RF

Dual Mode RF

ชั้นผิวที่เน้นกระตุ้น

เน้นชั้นหนังแท้ (Dermis)

ชั้นหนังแท้ + เนื้อเยื่อเกี่ยวพันใต้ผิวหนัง

ระดับความละเอียดแน่น

มาตรฐาน

หนาแน่นและละเอียดขึ้น

กลุ่มที่เหมาะสม

ผิวเริ่มสูญเสียความกระชับเล็กน้อย,

ผิวแพ้ง่าย

ผิวหย่อนคล้อยระดับปานกลางขึ้นไป,

มีปัญหาผิวหลายชั้นพร้อมกัน

Downtime (ระยะเวลาพักฟื้น)

แทบไม่มี

อาจมีรอยแดงเล็กน้อย

จำนวนครั้งที่แนะนำ

4~6 ครั้ง

3~4 ครั้ง

พอเห็นแบบนี้แล้ว

ก็จะรู้เลยว่า Oligio X ไม่ใช่แค่ดีกว่าหรือแรงกว่าอย่างไร้เหตุผล

แต่สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยคาบเกี่ยวกันมากกว่าสองชั้นผิวขึ้นไป

หรือผู้ที่เคยทำเครื่อง RF รุ่นเดิมๆ แล้วยังไม่ตอบโจทย์

Oligio X จะเป็นตัวเลือกที่ตรงจุดและเหมาะสมที่สุดค่ะ

 

ในทางกลับกัน ถ้าเป็นคนผิวบาง แพ้ง่าย

หรือเพิ่งเริ่มมีปัญหาความหย่อนคล้อยในระยะเริ่มต้น

การเลือกทำ Oligio รุ่นดั้งเดิม หรือทำควบคู่กับทรีตเมนต์อื่นๆ อาจจะเป็นแนวทางที่ดีกว่าค่ะ

ซึ่งตรงนี้แนะนำเข้ามาให้คุณหมอช่วยประเมินความหนาและโครงสร้างผิวก่อน

แล้วค่อยเลือกโปรแกรมที่ใช่ที่สุดร่วมกันจะดีที่สุดค่ะ

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

 

Q1. แตกต่างจาก Ulthera หรือ Thermage อย่างไรบ้างคะ?

A. Ulthera จะใช้คลื่นอัลตราซาวด์โฟกัสความเข้มข้นสูง (HIFU) เพื่อลงลึกไปกระตุ้นถึงชั้น SMAS (ชั้นพังผืดกล้ามเนื้อ) ในขณะที่ Thermage และ Oligio จะใช้คลื่นวิทยุขั้วเดี่ยว (Monopolar RF) เพื่อกระจายความร้อนสม่ำเสมอครอบคลุมพื้นที่ผิวในวงกว้างค่ะ

 

Q2. ควรทำบ่อยแค่ไหน และผลลัพธ์อยู่ได้นานไหมคะ?

A. โดยทั่วไป แนะนำให้ทำซ้ำประมาณ 3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างทุกๆ 3 เดือนค่ะ

 

Q3. มีข้อควรระวังหรือผลข้างเคียงหลังทำไหมคะ?

A. มีจุดสำคัญเรื่องนึงที่อยากบอกไว้ค่ะ

ด้วยลักษณะเฉพาะของหัตถการกลุ่ม RF

อาจทำให้ผิวมีรอยแดงหรือบวมเล็กน้อยชั่วคราวทันทีหลังทำเสร็จค่ะ

ซึ่งสำหรับ Oligio รุ่นก่อนๆ อาจเคยมีโอกาสเกิดอาการเบิร์นได้บ้างเล็กน้อย

แต่สำหรับ Oligio X ตัวนี้ ได้ปรับปรุงแก้ไขเพื่อความปลอดภัยและแทบไม่พบปัญหานั้นแล้วค่ะ

 

▶ บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก
บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก

บทความแนะนำ

บทความแนะนำ

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

กล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) ไม่ได้เค่ทำให้เกิดริ้วรอยเท่านั้นนะคะ แต่ยังช่วยพยุงเปิดตาขึ้นด้วยค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

กล้ามเนื้อหน้าผากไม่ได้แค่ทำให้เกิดริ้วรอยเท่านั้นนะคะ — แต่ยังช่วยพยุงลืมตาขึ้นด้วยค่ะ

ทำไมการฉีดในปริมาณเท่ากันและตำแหน่งเดียวกันกลับให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันในแต่ละคน? วันนี้เรามาสรุปสั้นๆ เกี่ยวกับ 2 บทบาทหน้าที่ของกล้ามเนื้อหน้าผาก ทั้งการ ‘สร้างรอยย่น + ช่วยพยุงลืมตา’ รวมถึงความสัมพันธ์ของมันกับกล้ามเนื้อมัดอื่นๆ กันค่ะ

ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาตี่ลง ไม่ใช่เพราะโรคกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (안검하수) นะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาดูเล็กลง ไม่ใช่เพราะอาการหนังตาตก (ptosis) เสมอไปนะคะ

อาการ 'ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาดูหนักๆ' เกิดจากอะไร? เจาะลึกกลไกเมื่อกล้ามเนื้อหน้าผากที่เคยช่วยประคองหายไป และทำไมผลลัพธ์ของแต่ละคนถึงต่างกันตามระดับความจำเป็นในการใช้กล้ามเนื้อส่วนนี้

ก่อนฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ลองแตะหน้าผากแล้วลืมตาขึ้นดูก่อนนะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ก่อนฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ลองใช้นิ้วจับหน้าผากแล้วลืมตาขึ้นดูนะคะ

วิธีฉีดโบหน้าผากให้ได้ผลดีที่สุด ไม่ใช่การ 'ต้องลองฉีดดูก่อนถึงจะรู้' ค่ะ เราได้สรุปแนวทางมาตรฐานทางการแพทย์ในการประเมินรูปแบบการใช้กล้ามเนื้อด้วยการตรวจเช็กตัวเองง่ายๆ ใน 30 วินาที เพื่อช่วยในการปรับปริมาณยา ตำแหน่งที่ฉีด และระยะเวลาเว้นช่วงการฉีดให้เหมาะสมที่สุด

Dysport เห็นผลเร็วกว่าโบท็อกซ์ทั่วไป แต่ทำไมคนที่มีปัญหาดื้อยาถึงต้องระวังเป็นพิเศษ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

Dysport เห็นผลเร็วกว่า Botox แต่ทำไมกลุ่มที่ดื้อโบง่ายถึงต้องใช้รักษาอย่างระมัดระวัง

แม้จะเป็น Botulinum Toxin Type A เหมือนกัน แต่ความแตกต่างของรัศมีการกระจายตัวสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ในการรักษาได้เลยนะคะ มาดูเกณฑ์การเลือก Botox vs Dysport ตามระดับการพึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) กันค่ะ

skin botox ไม่ใช่โบท็อกซ์หน้าผากเวอร์ชันที่เบากว่านะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

Skin botox ไม่ใช่โบท็อกซ์หน้าผากเวอร์ชันเบาๆ นะคะ

สำหรับคนที่ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากไม่ได้ ก็ยังสามารถทำ skin booster หรือโบท็อกซ์ลิฟติ้ง (Skin Botox) ได้อย่างสบายใจค่ะ ด้วยหลักการทำงานที่ใช้โบทูลินัม ท็อกซิน ตัวเดียวกัน แต่เป็นการกระจายตัวยาปริมาณเล็กน้อยลงในชั้นผิวแท้ (Dermis) เพื่อช่วยกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน ลดรอยแดง และปรับ skin texture ให้ผิวเรียบเนียนยิ่งขึ้น

โครงหน้า&วอลลุ่ม

โบท็อกซ์เหมือนกัน แต่ทำไมฉีดที่หน้าผากกับกรามถึงใช้เทคนิคต่างกันคะ?

สรุปสั้นๆ สไตล์เพื่อนสาวมาให้แล้วค่ะ! ว่าทำไมราคา โบท็อกซ์ (Botox) แต่ละบริเวณถึงไม่เท่ากัน พร้อมแชร์ปริมาณยูนิต (Units) ที่เหมาะสมของแต่ละจุด และช่วงเวลาที่เริ่มเห็นผลลัพธ์มาฝากกันค่ะ

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1