Juvelook Volume มี PDLLA สูงกว่า เหมาะกับบริเวณยุบกว้างอย่างขมับและหน้าผาก สรุปความต่างและข้อบ่งใช้

ขอสรุปให้ฟังสั้น ๆ ก่อนเลยนะคะ
ถึงแม้ว่า Juvelook แบบธรรมดา กับ Juvelook Volume จะชื่อคล้ายกัน
แต่จริง ๆ แล้วใช้กับบริเวณที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ
ในบทความนี้ เราจะมาเจาะลึกถึงเหตุผลกันค่ะ

สองตัวนี้มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง?
Juvelook Volume คือ collagen booster
ที่มีส่วนผสมหลักของสารย่อยสลายได้ทางชีวภาพอย่าง
PDLLA (Poly-D, L-lactic acid) ค่ะ
โดยจะทำงานด้วยหลักการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติของร่างกายเมื่อเวลาผ่านไป
เพื่อช่วยเติมเต็มบริเวณที่ตอบหรือยุบตัวให้ค่อย ๆ ตื้นขึ้นค่ะ
ต่างจาก Juvelook ทั่วไปตรงที่ Juvelook Volume
ได้รับการออกแบบมาให้มีความเข้มข้นของ PDLLA สูงกว่ามากค่ะ
ดังนั้น แทนที่จะเน้นเรื่องการปรับปรุงผิวสัมผัสหรือความยืดหยุ่นของผิว
ตัวนี้จะเน้นไปที่การสร้างวอลลุ่มเติมเต็มความอิ่มฟูโดยเฉพาะเลยค่ะ
คีย์พอยท์สำคัญของบทความนี้
Juvelook Volume มีปริมาณ PDLLA
สูงกว่า Juvelook รุ่นทั่วไป
จึงให้ผลลัพธ์ในการเติมเต็มวอลลุ่มที่ชัดเจนกว่าค่ะ
เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการฟื้นฟูวอลลุ่มอย่างเป็นธรรมชาติในบริเวณกว้าง
เช่น ขมับ หรือหน้าผากค่ะ

มีหลายคนที่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับจุดนี้
และมักจะถามบ่อย ๆ ว่า "ฉีด Juvelook แค่ครั้งเดียว
ก็จะได้ทั้งวอลลุ่ม ทั้งผิวเนียนสวย ครบจบในตัวเดียวเลยไม่ใช่เหรอ?"
เนื่องจาก Juvelook รุ่นทั่วไปมีความเข้มข้นของ PDLLA ค่อนข้างต่ำ
จึงเหมาะสำหรับช่วยเรื่องผิวสัมผัส ริ้วรอยเล็ก ๆ และปัญหาผิวขาดความยืดหยุ่นตื้น ๆ มากกว่าค่ะ
แต่หากจะนำมาเติมเต็มบริเวณที่ตอบลึกมาก ๆ
อย่างเช่น ขมับ ตัวนี้อาจจะยังมีพลังในการเติมเต็มไม่เพียงพอค่ะ
เมื่อเดือนก่อน มีเคสคนไข้วัย 40 ปลาย ๆ เข้ามาปรึกษา
เธอเคยฉีด Juvelook ทั่วไปจากที่อื่นมาแล้วถึง 4 ครั้ง
แต่แทบไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงเลยค่ะ
เพราะบริเวณที่ตอบมีความลึก หมอเลยดีไซน์ให้ใช้ Juvelook Volume แทน จำนวน 2 ครั้ง
พอเข้าสู่เดือนที่ 3 คนไข้ประทับใจมาก ๆ
บอกว่ารอยเงาของความตอบบนใบหน้าหายไปเลยค่ะ
สรุปประเด็นสำคัญโดย หมอวี ยองจิน
ขึ้นชื่อว่า Juvelook แต่ผลลัพธ์ไม่ได้เหมือนกันหมดนะคะ
สำหรับบริเวณที่ตอบกว้างและลึก เช่น ขมับ หน้าผาก แก้มตอบ ควรเลือกใช้ Juvelook Volume
ส่วนปัญหาผิวสัมผัส ริ้วรอยเล็ก ๆ หรือผิวหย่อนคล้อยตื้น ๆ ให้เลือกใช้ Juvelook รุ่นทั่วไป
แค่แยกความแตกต่างตรงนี้ได้ ก็ช่วยเซฟเงินในกระเป๋าไม่ให้เสียเปล่าได้เยอะเลยค่ะ

เวลาตรวจคนไข้ หมอจะแบ่งการรักษาตามนี้ค่ะ
ประเภทปัญหาผิว | ผลิตภัณฑ์ที่แนะนำ | บริเวณหลัก |
ผิวสัมผัส, ริ้วรอยเล็ก, ความหย่อนคล้อยตื้น ๆ | Juvelook ทั่วไป | แก้ม, คอ, ผิวหน้าผาก |
บริเวณที่ตอบกว้าง, สูญเสียปริมาตรแก้ม | Juvelook Volume | ขมับ, หน้าผาก, แก้มตอบ |
ตอบลึกเฉพาะจุด, ต้องการวอลลุ่มทันที | Filler (กลุ่ม HA) | แก้มส้ม, ร่องแก้ม, ปลายคาง |
สูตรผสมผสานที่หมอเลือกใช้บ่อยที่สุดในห้องตรวจคือ
เลือกใช้ Juvelook Volume สำหรับบริเวณขมับและหน้าผาก
และใช้ Juvelook รุ่นทั่วไป
ร่วมกันเพื่อดูแลผิวสัมผัสและความยืดหยุ่นบริเวณแก้มโดยรวมค่ะ
3 คำถามยอดฮิตที่หมอมักเจอบ่อย ๆ ในห้องตรวจ
Q1. หลังฉีด Juvelook Volume แล้วคลำเจอสร้อยนูน ๆ เกร็ง ๆ ปกติไหมคะ?
อาการรู้สึกแข็ง ๆ ในช่วง 2-4 สัปดาห์แรก
ถือเป็นกระบวนการที่ตัวยา PDLLA กำลังเซ็ตตัวในชั้นผิวค่ะ
อาการนี้จะค่อย ๆ ยุบตัวหายไปเองตามธรรมชาติ ดังนั้นไม่ควรนวดคลึงบ่อยนะคะ
แต่หากมีอาการจวบจนสังเกตเห็นลายเส้นขรุขระชัดเจนด้วยตาเปล่า แนะนำให้กลับมาตรวจเช็กค่ะ
Q2. ต้องทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล และจะอยู่ได้นานแค่ไหนคะ?
โดยปกติแนะนำให้ทำประมาณ 2-3 ครั้ง ห่างกันทุก ๆ 4-6 สัปดาห์ค่ะ
ผลลัพธ์วอลลุ่มที่เต็มอิ่มจะคงอยู่ได้นานประมาณ 12-18 เดือนค่ะ
Q3. มีผลข้างเคียงหรือข้อควรระวังอะไรบ้างไหมคะ?
รอยช้ำหรืออาการบวมอาจเกิดขึ้นได้ประมาณ 3-5 วันค่ะ
หลังรับบริการ ควรหลีกเลี่ยงการเข้าซาวน่าหรือออกกำลังกายหนัก ๆ เป็นเวลา 2 สัปดาห์
และต้องระมัดระวังไม่ไปกดทับบริเวณที่ทำแรง ๆ ด้วยนะคะ
ทั้งหมดนี้คือข้อมูลจาก หมอวี ยองจิน ค่ะ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม
▶[Beautystone Clinic] เคล็ดลับการดูแลผิวกายด้วย Juvelook Glam โดย หมอวี ยองจิน
▶[Beautystone] วิธีเซฟค่าบริการ Rejuran: ช่วงเวลาความถี่ในการทำนั้นสำคัญมากค่ะ
▶กำลังมองหาโบท็อกซ์ลดกรามราคาถูกที่สุดอยู่หรือเปล่า? เหตุผลที่ทำไมราคาเหล่านั้นมีกับดักซ่อนอยู่
▶[Beautystone Report] น่องปูดจากกล้ามเนื้อ vs น่องโตจากไขมัน ขาของเราทำโบท็อกซ์แล้วจะเห็นผลจริงไหม?
▶กำจัดหนวดเครา อย่าเพิ่งเชื่อคำโฆษณาว่ากำจัดได้ถาวร หากไม่ใช่พลังงานจากเครื่อง GentleMax Pro Plus

ผิว
รักษาฝ้าด้วยการทำ toning ดึงแค่เม็ดสีออก แป๊บเดียวก็กลับมาเป็นอีกแล้ว
เราใช้เลเซอร์ Revlite และ Helios Toning เพื่อลดเม็ดสี พร้อมกับดูแลเส้นเลือดในเคสฝ้าเลือด บำรุงผิวชั้นเดอร์มิสอย่างอ่อนโยนด้วย RF และใช้ Tranexamic acid booster เพื่อกดรากฝ้าให้อยู่หมัด สรุปขั้นตอนการรักษาฝ้าแต่ละประเภทไว้ให้แล้วค่ะ

ยกกระชับ
การยกกระชับด้วย Onda Lifting เหมาะเป็นพิเศษกับคนที่มีรูปหน้าและปัญหาผิวแบบไหนบ้างคะ?
เราจะช่วยประเมินและแบ่งแยกประเภทรูปหน้าที่ทำเลเซอร์ Onda แล้วเห็นผลลัพธ์ชัดเจน กับรูปหน้าที่อาจจะไม่เหมาะ เพื่อให้คุณได้ลองเช็กกับใบหน้าของตัวเองก่อนเข้ารับการปรึกษาจริงค่ะ

ยกกระชับ
ผลลัพธ์ของ Ulthera Prime จะเริ่มเห็นผลตั้งแต่เมื่อไหร่หลังทำ และสามารถคงอยู่ได้นานแค่ไหนคะ?
เราจะมาไกด์คุณเองตั้งแต่หลักการทำงานของ Ulthera Prime ที่ใช้ความร้อนจากคลื่นอัลตราซาวด์เข้าไปกระตุ้นผิวชั้นลึก ไปจนถึงระยะเวลาที่จะเริ่มเห็นผลลัพธ์และระยะเวลาที่ผลลัพธ์จะคงอยู่ เพื่อให้คุณได้ปรับความคาดหวังของตัวเองให้อยู่ในระดับที่เป็นจริงก่อนเข้ามารับการปรึกษาค่ะ

กำจัดขน
ทำเลเซอร์กำจัดขนด้วย GentleMax Pro ในช่วงหน้าร้อนจะปลอดภัยไหมคะ แล้วต้องทำทั้งหมดกี่ครั้งถึงจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน?
เราสรุปหลักการทำงานของ GentleMax Pro ที่ใช้สองความยาวคลื่นคือ 755nm และ 1064nm ในการจัดการกับรูขุมขน พร้อมข้อควรระวังในช่วงหน้าร้อน/การทำแทนผิว รวมถึงจำนวนครั้งที่จำเป็น เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกช่วงเวลาเริ่มต้นรักษาได้ง่ายขึ้นค่ะ

ผิว
การทำ skin booster อาจมีผลข้างเคียงอะไรเกิดขึ้นได้บ้าง และหากต้องการรับบริการอย่างปลอดภัย มีอะไรที่เราต้องเช็กก่อนทำกันบ้างคะ?
อธิบายหลักการทำงานของ skin booster ที่ช่วยปรับผิวให้เรียบเนียนขึ้นด้วยการฉีดไฮยาลูรอนิกแอซิดเข้าสู่ชั้นผิวชั้นหนังแท้ พร้อมช่วยแยกแยะผลข้างเคียงทั่วไปและอาการที่พบได้ยาก เพื่อให้คุณหมดความกังวลใจและเข้าใจเกณฑ์การดูแลผิวตามความเป็นจริงค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ทำไมบริเวณขมับถึงดูตอบลง และมีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยเติมเต็ม volume ให้กลับมาดูฟูขึ้นได้?
เราสรุปเหตุผลที่ทำให้ขมับตอบ ซึ่งไม่ได้เกิดจากแค่น้ำหนักลดลงเท่านั้น แต่เป็นผลรวมของความร่วงโรยจากทั้งคอลลาเจน ไขมัน และกระดูก พร้อมทั้งเปรียบเทียบความแตกต่างของการเติมเต็มวอลลุ่มในแต่ละวิธี เพื่อช่วยให้คุณเตรียมตัวสำหรับการปรึกษาคุณหมอได้อย่างมั่นใจค่ะ



