
อย่าเชื่อคำพูดที่ว่าเรเดียสใช้ได้นาน 2 ปี
อย่าเชื่อคำพูดที่ว่าเรเดียสใช้ได้นาน 2 ปี
อย่าเชื่อคำพูดที่ว่าเรเดียสใช้ได้นาน 2 ปี
สรุปหลักฐานวิทยาศาสตร์ของเรเดียส 12–18 เดือน ความต่างจากฟิลเลอร์อื่น และความคงทนจริงในคลินิก

อย่าเชื่อคำว่าระเดียสอยู่ได้นาน 2 ปี
ฉันคือผู้อำนวยการ วียองจิน แห่ง Beauty's Doctor ค่ะ
โปรดตรวจสอบก่อนอ่าน
Q. ได้ยินว่าระเดียสอยู่ได้นานกว่า
ฟิลเลอร์อื่นมาก นี่ไม่เกินจริงไปหรือ?
A. ไม่ได้เกินจริงค่ะ
แต่คำว่า 'มากกว่า 2 ปี' ทำให้เข้าใจผิดได้
เพราะอนุภาค CaHA กระตุ้นคอลลาเจน
ด้วยกลไกสองชั้น
จึงให้การคงผลที่รู้สึกได้ราว 12~18 เดือน
Q. เหตุผลหลักที่ทำให้ระยะเวลาคงอยู่ต่างจาก
ฟิลเลอร์ HA คืออะไร?
A. ฟิลเลอร์ HA คือปริมาตรที่ฉีดเข้าไปเอง
จะค่อยๆ ถูกดูดซึมและหายไป
แต่เรเดียส เมื่อถูกดูดซึมไปพร้อมกัน
ก็ยังทิ้งคอลลาเจนของร่างกายไว้ในจุดนั้น
ประเด็นสำคัญของบทความนี้
ทำไมเรเดียสถึงอยู่ได้นานกว่าฟิลเลอร์อื่น?
เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ของระยะเวลาคงอยู่

Radiesse(เรเดียส) คืออะไร?
Radiesse(레디어스)는
อนุภาคแคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทต์ (CaHA) ขนาดเล็ก
ที่กระจายอยู่ในเจล CMC
เป็นฟิลเลอร์ชนิดกระตุ้นคอลลาเจน
หากฟิลเลอร์ HA (กรดไฮยาลูโรนิก) ทั่วไป
เป็นโครงสร้างแบบ 'เติมวอลลุ่มแล้วก็จบ'
เรเดียสจะเติมวอลลุ่มไว้ และระหว่างที่มันค่อยๆ ลดลง
คอลลาเจนใหม่จะเข้ามาแทนที่บริเวณนั้น
ความแตกต่างนี้คือ
จุดสำคัญที่สุดที่ทำให้ระยะเวลาคงอยู่ต่างกัน

ทำไมเรเดียสถึงอยู่ได้นานกว่าฟิลเลอร์อื่น?
ความคงทนของเรเดียสไม่ได้มาจาก 'ความแข็ง'
แต่มาจาก 'กลไกวอลลุ่มสองชั้น'
ขั้นที่ 1 — วอลลุ่มทางกายภาพทันที
หลังฉีดทันที เจล CMC จะช่วยพยุงวอลลุ่มไว้
หลักการนี้คล้ายกับฟิลเลอร์ HA ค่ะ
ขั้นที่ 2 — การสร้างคอลลาเจนใหม่ (Neocollagenesis)
อนุภาค CaHA ขนาดเล็ก
กระตุ้นไฟโบรบลาสต์ภายในผิวหนัง
มันมีบทบาทปลุกเซลล์โรงงานที่สร้างคอลลาเจน
ให้ตื่นขึ้นมา
เมื่อเจล CMC ถูกดูดซึมและวอลลุ่มเริ่มลดลง ตรงจุดนั้น
รอบๆ อนุภาค CaHA
คอลลาเจนใหม่ก็เริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว
คอลลาเจนนี้สร้าง 'วอลลุ่มชุดที่สอง' และ
ช่วยต่ออายุการคงอยู่
สรุปสำคัญจากผู้อำนวยการ วียองจิน
ที่เรเดียสอยู่ได้นาน
ไม่ได้เป็นเพราะส่วนผสมแข็งเป็นพิเศษ
แต่เพราะในระหว่างที่เจลถูกดูดซึม อนุภาค CaHA
จะสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่
ทำให้ 'วอลลุ่มชุดที่สอง' ต่อเนื่องอย่างเป็นธรรมชาติ
เปรียบเทียบ HA ฟิลเลอร์ vs เรเดียส(CaHA)
หัวข้อ | HA ฟิลเลอร์ | เรเดียส(CaHA) |
ส่วนประกอบหลัก | กรดไฮยาลูโรนิก | แคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทต์ |
หลักการสร้างวอลลุ่ม | วอลลุ่มจากเจลที่ฉีดเข้าไปเอง | วอลลุ่มของเจล + การสร้างคอลลาเจนใหม่ |
ระยะเวลาคงอยู่เฉลี่ย | 6~12 เดือน | 12~18 เดือน |
การสลาย/ละลาย | สามารถละลายด้วยเอนไซม์ได้ | ไม่มีเอนไซม์สำหรับละลาย |
การกระตุ้นคอลลาเจน | แทบไม่มี | มี (เป็นหัวใจของความคงอยู่) |

แต่ก็ไม่ได้ดีไปเสียหมด
มีเรื่องหนึ่งที่ต้องบอกไว้ คือ
เรเดียสไม่มีเอนไซม์สำหรับละลาย
หลังฉีดแล้วต้องรอให้ร่างกาย
สลายตามธรรมชาติ
ดังนั้นการฉีดให้แม่นยำตั้งแต่แรกจึงสำคัญ
กว่าฟิลเลอร์ชนิดอื่นๆ
ตอนทำครั้งแรก ฉันจะไม่เติม 100% ในคราวเดียว
แต่ฉีดประมาณ 70~80% แล้วดูผลหลัง 2~4 สัปดาห์
ถ้าจำเป็นจึงค่อยเติมเพิ่ม

เรเดียสเหมาะกับใคร
กรณีที่เรเดียสเหมาะ
วัยปลาย 30 ถึง 50 ที่มีปัญหาใบหน้าตอบค่อยๆ ชัดขึ้น
ผู้ที่ร่องแก้ม หรือร่องมุมปากลึกขึ้น
ผู้ที่ฉีด HA ฟิลเลอร์ซ้ำๆ แต่คงผลได้สั้นเกินไป
ผู้ที่อยากคงความอิ่มฟูแบบเป็นธรรมชาติได้นาน
กรณีที่ HA ฟิลเลอร์เหมาะกว่า
บริเวณที่บอบบาง เช่น ริมฝีปากหรือใต้ตา
ผู้ที่ฉีดฟิลเลอร์ครั้งแรก
ผู้ที่อยากละลายออกได้ทันทีหากผลลัพธ์ไม่ถูกใจ
คำถามที่พบบ่อย
Q1. เรเดียสกับเอลลันเซต่างกันอย่างไร?
เรเดียสคือ CaHA ส่วนเอลลันเซคือ PCL
ไม่ใช่ว่าอันไหนดีกว่า
แต่อยู่ที่บริเวณและเป้าหมายที่ต้องการ
Q2. ถ้าอยากให้คงอยู่ได้นานขึ้น
ต้องทำอย่างไร?
หลีกเลี่ยงซาวน่าหนักๆ หรือ
การออกกำลังกายหนักในช่วง 2 สัปดาห์หลังทำ
เมื่อความร้อนและการไหลเวียนเลือดเพิ่มขึ้น
การดูดซึมเจลระยะแรกอาจเร็วขึ้น
Q3. ผลข้างเคียงหลังทำมีอะไรบ้าง?
รอยช้ำหรือบวมมักจะยุบลงภายใน 3~7 วัน
ก้อนแข็งสามารถป้องกันได้ส่วนใหญ่
หากแพทย์ผู้ชำนาญฉีดในระดับความลึกและปริมาณที่เหมาะสม
ขอจบเพียงเท่านี้จาก วียองจิน
อ่านต่อ
▶ที่บอกว่าเติมฟิลเลอร์ใต้ตาดำแล้วจบได้ จริงแค่ครึ่งเดียว(อาจเป็นเส้นเลือด?)
▶ฉีดคอลลาเจนต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร?
▶หน้าแบบถั่วลิสง แก้ด้วยฟิลเลอร์ขมับได้ไหม? ตรวจข้อเท็จจริงเรื่องระยะเวลาคงอยู่·ผลข้างเคียงของเรเดียส
▶วิธีป้องกันก้อนแข็งจากผลข้างเคียงของ Sculptra
▶ฟิลเลอร์ฮงแด "ใครเป็นคนฉีดสำคัญกว่าราคา" (ความต่างของการฉีดโดยแพทย์เจ้าของคลินิก)

อย่าเชื่อคำว่าระเดียสอยู่ได้นาน 2 ปี
ฉันคือผู้อำนวยการ วียองจิน แห่ง Beauty's Doctor ค่ะ
โปรดตรวจสอบก่อนอ่าน
Q. ได้ยินว่าระเดียสอยู่ได้นานกว่า
ฟิลเลอร์อื่นมาก นี่ไม่เกินจริงไปหรือ?
A. ไม่ได้เกินจริงค่ะ
แต่คำว่า 'มากกว่า 2 ปี' ทำให้เข้าใจผิดได้
เพราะอนุภาค CaHA กระตุ้นคอลลาเจน
ด้วยกลไกสองชั้น
จึงให้การคงผลที่รู้สึกได้ราว 12~18 เดือน
Q. เหตุผลหลักที่ทำให้ระยะเวลาคงอยู่ต่างจาก
ฟิลเลอร์ HA คืออะไร?
A. ฟิลเลอร์ HA คือปริมาตรที่ฉีดเข้าไปเอง
จะค่อยๆ ถูกดูดซึมและหายไป
แต่เรเดียส เมื่อถูกดูดซึมไปพร้อมกัน
ก็ยังทิ้งคอลลาเจนของร่างกายไว้ในจุดนั้น
ประเด็นสำคัญของบทความนี้
ทำไมเรเดียสถึงอยู่ได้นานกว่าฟิลเลอร์อื่น?
เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ของระยะเวลาคงอยู่

Radiesse(เรเดียส) คืออะไร?
Radiesse(레디어스)는
อนุภาคแคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทต์ (CaHA) ขนาดเล็ก
ที่กระจายอยู่ในเจล CMC
เป็นฟิลเลอร์ชนิดกระตุ้นคอลลาเจน
หากฟิลเลอร์ HA (กรดไฮยาลูโรนิก) ทั่วไป
เป็นโครงสร้างแบบ 'เติมวอลลุ่มแล้วก็จบ'
เรเดียสจะเติมวอลลุ่มไว้ และระหว่างที่มันค่อยๆ ลดลง
คอลลาเจนใหม่จะเข้ามาแทนที่บริเวณนั้น
ความแตกต่างนี้คือ
จุดสำคัญที่สุดที่ทำให้ระยะเวลาคงอยู่ต่างกัน

ทำไมเรเดียสถึงอยู่ได้นานกว่าฟิลเลอร์อื่น?
ความคงทนของเรเดียสไม่ได้มาจาก 'ความแข็ง'
แต่มาจาก 'กลไกวอลลุ่มสองชั้น'
ขั้นที่ 1 — วอลลุ่มทางกายภาพทันที
หลังฉีดทันที เจล CMC จะช่วยพยุงวอลลุ่มไว้
หลักการนี้คล้ายกับฟิลเลอร์ HA ค่ะ
ขั้นที่ 2 — การสร้างคอลลาเจนใหม่ (Neocollagenesis)
อนุภาค CaHA ขนาดเล็ก
กระตุ้นไฟโบรบลาสต์ภายในผิวหนัง
มันมีบทบาทปลุกเซลล์โรงงานที่สร้างคอลลาเจน
ให้ตื่นขึ้นมา
เมื่อเจล CMC ถูกดูดซึมและวอลลุ่มเริ่มลดลง ตรงจุดนั้น
รอบๆ อนุภาค CaHA
คอลลาเจนใหม่ก็เริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว
คอลลาเจนนี้สร้าง 'วอลลุ่มชุดที่สอง' และ
ช่วยต่ออายุการคงอยู่
สรุปสำคัญจากผู้อำนวยการ วียองจิน
ที่เรเดียสอยู่ได้นาน
ไม่ได้เป็นเพราะส่วนผสมแข็งเป็นพิเศษ
แต่เพราะในระหว่างที่เจลถูกดูดซึม อนุภาค CaHA
จะสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่
ทำให้ 'วอลลุ่มชุดที่สอง' ต่อเนื่องอย่างเป็นธรรมชาติ
เปรียบเทียบ HA ฟิลเลอร์ vs เรเดียส(CaHA)
หัวข้อ | HA ฟิลเลอร์ | เรเดียส(CaHA) |
ส่วนประกอบหลัก | กรดไฮยาลูโรนิก | แคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทต์ |
หลักการสร้างวอลลุ่ม | วอลลุ่มจากเจลที่ฉีดเข้าไปเอง | วอลลุ่มของเจล + การสร้างคอลลาเจนใหม่ |
ระยะเวลาคงอยู่เฉลี่ย | 6~12 เดือน | 12~18 เดือน |
การสลาย/ละลาย | สามารถละลายด้วยเอนไซม์ได้ | ไม่มีเอนไซม์สำหรับละลาย |
การกระตุ้นคอลลาเจน | แทบไม่มี | มี (เป็นหัวใจของความคงอยู่) |

แต่ก็ไม่ได้ดีไปเสียหมด
มีเรื่องหนึ่งที่ต้องบอกไว้ คือ
เรเดียสไม่มีเอนไซม์สำหรับละลาย
หลังฉีดแล้วต้องรอให้ร่างกาย
สลายตามธรรมชาติ
ดังนั้นการฉีดให้แม่นยำตั้งแต่แรกจึงสำคัญ
กว่าฟิลเลอร์ชนิดอื่นๆ
ตอนทำครั้งแรก ฉันจะไม่เติม 100% ในคราวเดียว
แต่ฉีดประมาณ 70~80% แล้วดูผลหลัง 2~4 สัปดาห์
ถ้าจำเป็นจึงค่อยเติมเพิ่ม

เรเดียสเหมาะกับใคร
กรณีที่เรเดียสเหมาะ
วัยปลาย 30 ถึง 50 ที่มีปัญหาใบหน้าตอบค่อยๆ ชัดขึ้น
ผู้ที่ร่องแก้ม หรือร่องมุมปากลึกขึ้น
ผู้ที่ฉีด HA ฟิลเลอร์ซ้ำๆ แต่คงผลได้สั้นเกินไป
ผู้ที่อยากคงความอิ่มฟูแบบเป็นธรรมชาติได้นาน
กรณีที่ HA ฟิลเลอร์เหมาะกว่า
บริเวณที่บอบบาง เช่น ริมฝีปากหรือใต้ตา
ผู้ที่ฉีดฟิลเลอร์ครั้งแรก
ผู้ที่อยากละลายออกได้ทันทีหากผลลัพธ์ไม่ถูกใจ
คำถามที่พบบ่อย
Q1. เรเดียสกับเอลลันเซต่างกันอย่างไร?
เรเดียสคือ CaHA ส่วนเอลลันเซคือ PCL
ไม่ใช่ว่าอันไหนดีกว่า
แต่อยู่ที่บริเวณและเป้าหมายที่ต้องการ
Q2. ถ้าอยากให้คงอยู่ได้นานขึ้น
ต้องทำอย่างไร?
หลีกเลี่ยงซาวน่าหนักๆ หรือ
การออกกำลังกายหนักในช่วง 2 สัปดาห์หลังทำ
เมื่อความร้อนและการไหลเวียนเลือดเพิ่มขึ้น
การดูดซึมเจลระยะแรกอาจเร็วขึ้น
Q3. ผลข้างเคียงหลังทำมีอะไรบ้าง?
รอยช้ำหรือบวมมักจะยุบลงภายใน 3~7 วัน
ก้อนแข็งสามารถป้องกันได้ส่วนใหญ่
หากแพทย์ผู้ชำนาญฉีดในระดับความลึกและปริมาณที่เหมาะสม
ขอจบเพียงเท่านี้จาก วียองจิน
อ่านต่อ
▶ที่บอกว่าเติมฟิลเลอร์ใต้ตาดำแล้วจบได้ จริงแค่ครึ่งเดียว(อาจเป็นเส้นเลือด?)
▶ฉีดคอลลาเจนต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร?
▶หน้าแบบถั่วลิสง แก้ด้วยฟิลเลอร์ขมับได้ไหม? ตรวจข้อเท็จจริงเรื่องระยะเวลาคงอยู่·ผลข้างเคียงของเรเดียส
▶วิธีป้องกันก้อนแข็งจากผลข้างเคียงของ Sculptra
▶ฟิลเลอร์ฮงแด "ใครเป็นคนฉีดสำคัญกว่าราคา" (ความต่างของการฉีดโดยแพทย์เจ้าของคลินิก)
บทความแนะนำ
บทความแนะนำ
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

ผิว
ผลข้างเคียงของเลเซอร์โทนนิ่ง: ทำไมต้องหยุดทันทีหากผิวแดงขึ้นทันที
ผิวแดงทันทีหลังเลเซอร์โทนนิ่ง เป็นสัญญาณว่าใช้พลังงานมากเกินไป ระดับที่เหมาะสมคือมีรอยแดงจางๆ หลังประมาณ 5–10 นาที และถ้าแดงทันที ความเสี่ยงของภาวะเม็ดสีคล้ำกลับมา (rebound hyperpigmentation) จะสูงขึ้น

ผิว
ราคาค่ารักษาฝ้าด้วยเลเซอร์: ทำไมการทำโทนนิ่ง 50,000 วอนถึงอาจไม่คุ้ม
ราคาเลเซอร์ฝ้า 1 ครั้งประมาณ 50,000~150,000 วอน เหตุผลที่ 600 ช็อตราคา 120,000 วอนให้ผลลัพธ์ดีกว่า 1500 ช็อตราคา 50,000 วอน รวมถึงกับดักของการทำ toning ราคาถูกแบบไม่จำกัดครั้ง สรุปให้แบบมุมมองในห้องตรวจค่ะ

ผิว
การรักษาฝ้า ก่อนจะลบเม็ดสี ต้องควบคุมการอักเสบให้ได้ก่อน
วิธีรักษาฝ้า ถ้าทำแต่เลเซอร์โทนนิ่งซ้ำ ๆ แล้วยังไม่จาง อาจต้องจัดการเรื่องการอักเสบก่อน ไม่ใช่แค่เม็ดสี โดยดูตามเกณฑ์สะสมทุก 4 สัปดาห์

ผิว
รอบการทำเลเซอร์โทนนิ่ง: ความเข้าใจผิดว่าการทำทุกสัปดาห์จะเห็นผลเร็วกว่า
เลเซอร์โทนนิ่งทำทุกสัปดาห์จะถี่ไปไหมคะ? การเว้นระยะ 2–3 สัปดาห์จะเหมาะกับการผลัดเปลี่ยนของเมลานินมากกว่า และถ้ายิงทุกสัปดาห์ ความเสี่ยงของภาวะเม็ดสีเข้มสะสมจะเพิ่มขึ้น

ผิว
พูดตรงๆ นะครับ เมื่อ 5 ปีก่อนผมเองก็ไม่ได้ทำเลเซอร์โทนนิ่งฝ้าลักษณะนี้
ผลลัพธ์ของการทำ toning รักษาฝ้า ไม่ได้แปลว่าทำสัปดาห์ละครั้งแล้วจะดีที่สุด ระยะห่าง 2–3 สัปดาห์ และการลดพลังงานลงอีกหนึ่งระดับ คือเหตุผลที่ช่วยให้เม็ดสีคงตัวและนิ่งขึ้นมากกว่า

ผิว
Pico Toning vs Laser Toning: ทำไมดูแค่จำนวนช็อตถึงอาจเสียเปรียบ
พิโกโทนนิ่ง vs เลเซอร์โทนนิ่ง ถ้าเทียบกันแค่จำนวนช็อต คุณอาจเสียเปรียบได้ จุดด่างดำตื้น ๆ เหมาะกับพิโก ส่วนฝ้าเข้มลึกเหมาะกับ Q-switch — เราสรุปให้แล้วว่ามีเกณฑ์อะไรข้อเดียวที่ทำให้เลือกต่างกัน
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1



![[บิวตี้สโตน] ฟิลเลอร์ใต้ตาคล้ำ: 0.3cc เปลี่ยนผลลัพธ์](https://framerusercontent.com/images/F4Q84TUWgjbZJV6MNheLnWHnaw.jpg?width=1080&height=1080)
