อยากได้ทั้งวอลลุ่มและผิวเนียน ควรทำ Juvelook Volume หรือ Rejuran ก่อน? ดูลำดับ ระยะห่าง และแบ่งจุด
หลายคนอยากเติมเต็มส่วนที่ยุบด้วย Juvelook Volume พร้อมกับดูแลผิวให้เรียบเนียนและกระชับขึ้นด้วย Rejuran ไปพร้อมกันครับ เนื่องจากทั้งสองหัตถการมีจุดประสงค์ต่างกัน เมื่อทำร่วมกันจึงมักช่วยเสริมกันได้ดีครับ
แต่ว่าจะทำทั้งสองอย่างในวันเดียวกันเลย หรือควรเว้นระยะห่างสักกี่วัน หรือแบ่งบริเวณที่ทำอย่างไรดี เรื่องเหล่านี้ต้องพิจารณาเป็นรายบุคคลครับ เพราะลำดับและระยะห่างที่ต่างกันจะส่งผลต่อการฟื้นตัวและความรู้สึกที่เนื้อเยื่อเข้าที่แตกต่างกันไปครับ
ในบทความนี้ เราจะพาไปดูตั้งแต่บทบาทของ Juvelook Volume และ Rejuran แต่ละตัว ไปจนถึงกรณีที่เหมาะและไม่เหมาะกับการทำร่วมกัน รวมถึงแนวทางจัดลำดับ ระยะห่าง และการแบ่งบริเวณที่ทำ ให้เข้าใจง่ายครับ
> บทความนี้เป็นเนื้อหาที่รวบรวมข้อมูลการทำหัตถการของ Beautystone Clinic สาขาฮับจองครับ
เมื่ออ่านบทความนี้แล้ว
จะรู้ว่า Juvelook Volume และ Rejuran แต่ละตัวช่วยดูแลเรื่องอะไรครับ
จะแยกออกว่ากรณีไหนเหมาะกับการทำร่วมกัน และกรณีไหนควรแยกทำครับ
จะรู้แนวทางจัดลำดับ ระยะห่าง และการแบ่งบริเวณที่ทำให้เหมาะสมครับ
จะเตรียมตัวล่วงหน้าได้ว่าหลังทำควรดูแลและฟื้นตัวอย่างไรครับ
Juvelook Volume และ Rejuran แต่ละตัวทำหน้าที่อะไร
Juvelook Volume เป็นหัตถการที่ฉีดเข้าไปเติมเต็มบริเวณที่ยุบ พร้อมกับค่อย ๆ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน*ไปในเวลาเดียวกันครับ ความรู้สึกอิ่มขึ้นทันทีหลังฉีดกับคอลลาเจนที่ค่อย ๆ สร้างขึ้นภายหลังจะทำงานร่วมกันครับ
คอลลาเจน*: โปรตีนหลักในชั้นหนังแท้ที่สร้างความยืดหยุ่นและความหนาให้ผิว เมื่ออายุมากขึ้นมักลดลง จึงอาจใช้หัตถการช่วยกระตุ้นการสร้างขึ้นใหม่ครับ
คุณสมบัติที่ทั้งเติมวอลลุ่มและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนไปพร้อมกันแบบนี้ ก็สอดคล้องกับข้อมูลที่ระบุว่าสารโพลีแลคติกแอซิดช่วยฟื้นฟูวอลลุ่มพร้อมกับค่อย ๆ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่เช่นกันครับ ในขณะที่ Rejuran เน้นปรับปรุงเนื้อผิว ความยืดหยุ่น และความชุ่มชื้นเป็นหลัก จึงเน้นขัดเกลาเนื้อผิวมากกว่าการเติมวอลลุ่มครับ เช่นเดียวกับที่สารโพลีนิวคลีโอไทด์ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและปรับปรุงเนื้อผิว โดยสายที่ยาวกว่าจะกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดีกว่าตามรีวิวที่ระบุไว้ ผลสุดท้ายแล้วทั้งสองหัตถการจึงเป็นคู่ที่ดูแลคนละจุด มากกว่าจะทับซ้อนกันครับ


กรณีที่เหมาะและไม่เหมาะกับการทำร่วมกัน
เนื่องจากทั้งสองหัตถการมีจุดประสงค์ต่างกัน สำหรับคนที่มีทั้งปัญหาวอลลุ่มหายและปัญหาเนื้อผิวไปพร้อมกัน การทำร่วมกันจึงเหมาะสมครับ ในทางกลับกัน หากมีปัญหาใดปัญหาหนึ่งชัดเจนกว่าอีกอย่าง การเลือกทำเฉพาะจุดที่จำเป็นก่อนอาจเหมาะกว่าการทำรวดเดียวครับ
โพลีนิวคลีโอไทด์*ใน Rejuran เป็นสารที่ใช้ช่วยฟื้นฟูผิวและปรับปรุงเนื้อผิว จึงเหมาะกับผู้ที่กังวลเรื่องพื้นผิวมากกว่าวอลลุ่มเป็นหลักครับ
โพลีนิวคลีโอไทด์*: สารที่สกัดจาก DNA ใช้ช่วยฟื้นฟูผิวและปรับปรุงเนื้อผิวรวมถึงความยืดหยุ่น โดยสายที่ยาวกว่าจะมีแนวโน้มกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดีกว่าครับ
สรุปคร่าว ๆ ว่าปัญหาแบบไหนเหมาะกับแนวทางไหน ได้ดังนี้ครับ
ประเภทปัญหา | แนวทางที่เหมาะสม | หมายเหตุ |
|---|---|---|
วอลลุ่มยุบเป็นปัญหาหลัก | เน้น Juvelook Volume | หากปัญหาเนื้อผิวน้อย ทำเดี่ยวก็ได้ |
เนื้อผิว-ความยืดหยุ่นเป็นปัญหาหลัก | เน้น Rejuran | หากวอลลุ่มหายน้อย ทำเดี่ยวก็ได้ |
กังวลทั้งวอลลุ่มและเนื้อผิว | ทำร่วมกันทั้งสองหัตถการ | จัดลำดับและเว้นระยะให้เหมาะสม |
หากกำหนดก่อนว่าตัวเองกังวลเรื่องอะไรเป็นหลัก ก็จะเห็นชัดเจนขึ้นว่าจำเป็นต้องทำร่วมกันหรือทำเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอครับ

ควรจัดลำดับ ระยะห่าง และแบ่งบริเวณที่ทำอย่างไรดี
หากตัดสินใจทำทั้งสองอย่างร่วมกัน การแบ่งเบาภาระการฟื้นตัวมักจะสบายกว่าการทำรวดเดียวในครั้งเดียวครับ ลองดูหลักเกณฑ์คร่าว ๆ ได้ดังนี้ครับ
เติมวอลลุ่มก่อน ปรับเนื้อผิวทีหลัง — เข้าที่ก่อนแล้วค่อยขัดเกลาพื้นผิวทีหลังจะเป็นลำดับที่เป็นธรรมชาติครับ
ถ้าบริเวณทับซ้อนกัน ให้เว้นระยะ — การเว้นระยะสักไม่กี่วันจะช่วยลดภาระได้มากกว่าการฉีดรวดเดียวในจุดเดียวกันครับ
ถ้าบริเวณต่างกัน ทำวันเดียวกันก็ได้ — หากแบ่งให้ Juvelook Volume ดูแลจุดที่ยุบ และ Rejuran ดูแลบริเวณกว้าง ก็จะทับซ้อนกันน้อยครับ
ดูอาการบวมก่อนไปขั้นต่อไป — รอให้อาการบวมจากครั้งแรกยุบลงก่อนแล้วค่อยนัดครั้งต่อไป จะประเมินสภาพผิวได้ง่ายขึ้นครับ
หากแบ่งทำเป็นขั้นตอน ความรู้สึกเปลี่ยนแปลงของวอลลุ่มและเนื้อผิวจะค่อย ๆ สะสมไปตามแนวทางประมาณนี้ครับ

เรื่องการแบ่งบริเวณ ให้ลองแยกคิดเป็นจุดเฉพาะที่ต้องการวอลลุ่มกับบริเวณกว้างที่ต้องการปรับเนื้อผิวก็จะเข้าใจง่ายขึ้นครับ ส่วนลำดับและระยะห่างที่แน่นอนจะแตกต่างกันไปตามสภาพผิวและความเร็วในการฟื้นตัวของแต่ละคน จึงควรวางแผนร่วมกับแพทย์ก่อนเข้ารับการทำครับ

การดูแลและฟื้นตัวหลังทำหัตถการ
หลังทำร่วมกันทั้งสองหัตถการ ต้องดูแลจุดฟื้นตัวของทั้งคู่ไปพร้อมกัน ในช่วงไม่กี่วันแรกจึงควรลดสิ่งกระตุ้นเป็นพิเศษครับ
เลี่ยงความร้อนแรง ๆ และการนวด — กิจกรรมที่ทำให้ความร้อนสะสม เช่น ซาวน่าหรือประคบร้อน ควรเลี่ยงในช่วงแรกครับ
เติมความชุ่มชื้นให้เพียงพอ — หลังทำหัตถการปรับเนื้อผิว อาจรู้สึกผิวแห้งจากภายใน จึงควรเติมความชุ่มชื้นให้ผิวครับ
ทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ — ระหว่างฟื้นตัวผิวอาจไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้น จึงควรป้องกันแสงแดดให้ดีครับ
หากไม่สมมาตรหรือปวดต่อเนื่อง ควรแจ้งแพทย์ — ระหว่างที่เนื้อเยื่อเข้าที่อาจต่างกันเล็กน้อยได้ แต่ถ้าเห็นชัดเจนควรปรึกษาแพทย์ครับ
อาการบวมเล็กน้อยหรือรอยแดงเป็นปฏิกิริยาที่พบได้ทั่วไป และมักยุบลงภายในไม่กี่วันครับ แต่หากอาการปวดรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หรือมีข้างใดข้างหนึ่งบวมมากผิดปกติและมีความร้อนต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์ที่ทำหัตถการให้เพื่อความปลอดภัยครับ บทความนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลทั่วไป ส่วนความเหมาะสมในการทำและแผนการทำร่วมกันของแต่ละคน ควรปรึกษากับแพทย์ที่ตรวจให้โดยตรงเพื่อกำหนดแผนที่เหมาะสมครับ

ทำไมต้อง Beautystone Clinic สาขาฮับจอง
ก่อนจะแนะนำให้ทำหัตถการร่วมกัน Beautystone Clinic สาขาฮับจองมักจะสอบถามก่อนว่าคุณกังวลเรื่องวอลลุ่มหายหรือเนื้อผิวมากกว่ากันครับ เพราะสัดส่วนของปัญหาทั้งสองจะเป็นตัวกำหนดว่าจะเริ่มจากด้านไหนก่อน จะทำร่วมกันหรือไม่ และจะจัดลำดับอย่างไร เราจึงเลือกแบ่งเป็นขั้นตอนให้เหมาะกับสภาพปัจจุบันของแต่ละคน มากกว่าจะแนะนำให้ทำรวดเดียวครับ ด้วยความที่เป็นคลินิกขนาดเล็กที่เดินถึงได้จากสถานีฮับจอง เราจึงสามารถดูอาการฟื้นตัวและวางแผนช่วงเวลาสำหรับขั้นตอนถัดไปร่วมกับคุณได้ครับ

คำถามที่พบบ่อย
Q. ทำ Juvelook Volume และ Rejuran ในวันเดียวกันได้ไหมคะ
A. หากบริเวณที่ทำไม่ทับซ้อนกัน ก็สามารถทำวันเดียวกันได้ครับ เพราะหากแบ่งให้ Juvelook Volume ดูแลจุดเฉพาะที่ยุบ และ Rejuran ดูแลบริเวณกว้าง ก็จะทับซ้อนกันน้อยครับ แต่ถ้าเป็นบริเวณเดียวกัน การเว้นระยะสักไม่กี่วันจะช่วยลดภาระในการฟื้นตัวได้มากกว่าครับ
Q. กรณีไหนที่ทำแค่อย่างใดอย่างหนึ่งก็เพียงพอคะ
A. หากมีเพียงปัญหาวอลลุ่มยุบที่ชัดเจน การเน้น Juvelook Volume ก็เพียงพอครับ ส่วนหากกังวลเรื่องเนื้อผิวและความยืดหยุ่นเป็นหลัก การเน้น Rejuran ก็อาจเพียงพอเช่นกันครับ การทำร่วมกันจะยิ่งมีความหมายมากขึ้นเมื่อมีทั้งสองปัญหาพร้อมกัน จึงควรกำหนดก่อนว่าปัญหาหลักของตัวเองอยู่ที่ไหนครับ
Q. ควรทำตามลำดับไหนดีคะ
A. โดยทั่วไป การเติมวอลลุ่มให้เข้าที่ก่อนแล้วค่อยขัดเกลาเนื้อผิวทีหลังจะเป็นลำดับที่เป็นธรรมชาติครับ แต่ทั้งนี้อาจแตกต่างกันไปตามสภาพผิวและความเร็วในการฟื้นตัวของแต่ละคน จึงควรวางแผนเรื่องลำดับและระยะห่างร่วมกับแพทย์ก่อนเข้ารับการทำครับ
Q. ใช้เวลาฟื้นตัวนานแค่ไหนคะ
A. อาการบวมเล็กน้อยหรือรอยแดงมักยุบลงภายในไม่กี่วันครับ หากทำร่วมกันทั้งสองหัตถการ ควรลดสิ่งกระตุ้นในช่วงไม่กี่วันแรกเนื่องจากต้องดูแลจุดฟื้นตัวของทั้งคู่ไปพร้อมกัน และหากรอให้บวมยุบลงก่อนแล้วค่อยนัดขั้นตอนถัดไป ก็จะประเมินสภาพผิวได้ง่ายขึ้นครับ
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ยกกระชับ
หลังคลอดหน้าหย่อน ทำ Ultherapy ตอนให้นมได้ไหม?
หลังคลอดหน้าหย่อน อยากทำ Ultherapy (HIFU) แต่ยังให้นม ควรเริ่มเมื่อไหร่ดี ดูแนวทางและความปลอดภัยกัน

ผิว
ลดน้ำหนักแล้วหน้าตอบ เติมด้วย Juvelook Volume ได้ไหม
ลดน้ำหนักแล้วแก้มตอบดูโทรม Juvelook Volume ช่วยได้อย่างไร รวมกลไก ผลลัพธ์ และข้อควรระวังค่ะ

ผิว
สูบบุหรี่ทำ Rejuran เห็นผลช้าลงจริงไหม?
คนสูบบุหรี่ทำสกินบูสเตอร์ Rejuran คอลลาเจนฟื้นตัวช้าลงหรือเปล่า และจะดูแลให้ได้ผลดีขึ้นยังไง มาดูกัน

ยกกระชับ
ผิวหย่อนเพราะความเครียดเรื้อรัง RF Lifting ช่วยได้จริงไหม?
ความเครียดเรื้อรังทำให้ผิวหย่อนได้อย่างไร และ RF Lifting อย่าง Thermage ช่วยดูแลได้แค่ไหน มาดูกัน

ผิว
มีโรคประจำตัวหรือกินยาอยู่ ทำหัตถการความงามได้ไหม?
เป็นเบาหวาน ความดัน หรือกินยาละลายลิ่มเลือด ทำหัตถการความงามได้ไหม? มาดูสิ่งที่ต้องบอกคุณหมอกันค่ะ

ยกกระชับ
Secret RF ลิฟติ้ง แก้แผลเป็น-รูขุมขนได้ไหมครับ
มาดูกันครับว่า Secret RF ใช้ไมโครนีดเดิลกับ RF อย่างไร และช่วยแผลเป็น รูขุมขน ความกระชับได้อย่างไร



