เลเซอร์กำจัดขนถาวรต้องผ่าน 1-2 ปียังไม่ขึ้น หลักการเผาเซลล์ต้นกำเนิด จำนวนครั้ง ผลข้างเคียง
โปรดอ่านและเช็กตรงนี้ก่อนนะคะ
Q. ถ้าทำ เลเซอร์กำจัดขน แล้วขนจะไม่ขึ้นมาอีกตลอดชีวิตเลยจริงไหม?
A. คำว่าถาวร ไม่ใช่แค่ "ตอนนี้ไม่เห็นเส้นขน" แต่ต้องหมายถึง "ผ่านไป 1-2 ปีแล้วไม่มีขนขึ้นมาใหม่" ค่ะ
ซึ่ง IPL หรือเลเซอร์แบบโฮมยูสเครื่องเล็กๆ ทั่วไป ไม่สามารถทำตามเกณฑ์นี้ได้ค่ะ
Q. แล้วทำไมขนถึงไม่หลุดหมดในครั้งเดียว ต้องทำถึง 6-8 ครั้งคะ?
A. เพราะในแต่ละช่วงเวลา จะมีรากขนที่กำลังเจริญเติบโตอยู่แค่ 20-30% ของทั้งหมดค่ะ
ส่วนที่เหลืออยู่ในระยะพักตัว (Telogen) เลเซอร์จึงยังไม่สามารถเข้าไปจับได้ค่ะ

พูดถึงเรื่อง เลเซอร์กำจัดขน ถาวร มาเริ่มกันที่เกณฑ์จริงๆ ของคำนี้กันก่อนดีกว่าค่ะ
เลเซอร์กำจัดขน คือการส่งพลังงานเลเซอร์
เข้าไปทำปฏิกิริยากับเมลานินในรากขน
เพื่อใช้ความร้อนทำลายตัวรากขนโดยตรง
แต่คีย์เวิร์ดสำคัญของเรื่องนี้คือ "ทำลายลึกไปถึงไหน" ค่ะ
เพราะไม่ใช่แค่การเผาทำลายเส้นขนด้านบน (เส้นขนที่มองเห็น)
แต่ต้องใช้ความร้อนทำลายลึกไปถึงสเต็มเซลล์บริเวณปุ่มรากขน (Bulge area)
ขนถึงจะไม่ขึ้นใหม่และจัดว่าเป็นแบบถาวรค่ะ
นี่คือจุดต่างระหว่างการทำแว็กซ์, IPL หรือเลเซอร์โฮมยูสราคาเบาๆ ค่ะ
การแว็กซ์เป็นเพียงการดึงเส้นขนออกมาเฉยๆ
ส่วน IPL เป็นแสงความยาวคลื่นกว้าง ทำให้พลังงานกระจายตัว
ความลึกและระดับพลังงานจึงไม่เพียงพอที่จะส่งไปทำลายสเต็มเซลล์ค่ะ
เพราะฉะนั้น ถึงช่วงแรกๆ ผิวจะดูเรียบเนียนดี
แต่พอผ่านไปประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี ขนก็จะเริ่มกลับมาขึ้นใหม่อยู่ดีค่ะ
ทำไมถึงกำจัดไม่ได้ทั้งหมดในครั้งเดียว และทำไม 1 ปีผ่านไป บางคนถึงมีขนขึ้นมาอีก
ข้อมูลอินไซต์จากคุณ หมอวี ยองจิน
เลเซอร์กำจัดขน คือหัตถการที่เข้าไปทำลายสเต็มเซลล์ข้างรากขนแบบถาวร — ความสำเร็จของจริงวัดกันที่ 1~2 ปีหลังจากนั้นต้องไม่มีขนขึ้นใหม่
กลไกของมันต่างจากการกำจัดขนชั่วคราวอย่างการแว็กซ์ หรือการทำเลเซอร์พลังงานต่ำที่แค่ทำให้ "ตอนนี้มองไม่เห็นขน" อย่างสิ้นเชิงค่ะ
สำหรับใครที่เสิร์ชคำว่า "เลเซอร์กำจัดขน ถาวร" แล้วเข้ามาอ่านบทความนี้
เดาว่าน่าจะกำลังกังวลใจว่า "ทำครบคอร์สแล้วทำไมขนยังขึ้นมาอีก"
หรือกำลังสงสัยว่า "ตกลงมันจะเรียบเนียนถาวรจริงๆ ไหมนะ"
เลยอยากหาข้อมูลเพื่อความแน่ใจใช่ไหมคะ
เรื่องนี้อธิบายได้ง่ายๆ เพราะรากขนของเรามีวงจรชีวิต (Hair Cycle) ค่ะ
ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลักๆ ได้แก่ ระยะเจริญเติบโต (Anagen), ระยะหยุดเจริญเติบโต (Catagen) และระยะพักตัว (Telogen)
เนื่องจากเลเซอร์จะเข้าไปจับกับเม็ดสีเมลานิน
ซึ่งระยะที่มีเมลานินหนาแน่นที่สุดและมีเม็ดสีอัดแน่นลึกไปถึงรากขน
ก็คือ ระยะเจริญเติบโต (Anagen) นั่นเองค่ะ
แต่ประเด็นคือ ในแต่ละครั้งที่เราทำเลเซอร์
จะมีรากขนที่อยู่ในระยะ Anagen นี้เพียง 20-30% ของเส้นขนทั้งหมดเท่านั้นค่ะ
ส่วนอีก 70% ที่เหลือกำลังนอนหลับอยู่ในระยะพักตัว
ทำให้ต่อให้เรายิงเลเซอร์ปะทะในวันนั้น กลุ่มที่นอนหลับอยู่ก็จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ค่ะ
เราจึงจำเป็นต้องกลับมายิงซ้ำทุกๆ 4-6 สัปดาห์ ต่อเนื่องกันประมาณ 6-8 ครั้ง
เป็นการกะเวลาพอดีกับที่ขนกลุ่มถัดไปเริ่มตื่นและเติบโตขึ้นมา เพื่อเข้าไปเผาทำลายเพิ่ม
วนเวียนไปตามวงจรของขนเรื่อยๆ ค่ะ

แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากและอยากให้รู้ไว้ค่ะ
คือต่อให้ทำครบคอร์สแล้ว รากขนก็ไม่ได้หายไป 100% เต็มนะคะ
จากข้อมูลทางคลินิกเฉลี่ยแล้ว อัตราการลดลงของสเต็มเซลล์ขนถาวรจะอยู่ที่ราวๆ 70~90% ค่ะ
นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมในวงการแพทย์
ถึงใช้เกณฑ์ที่ว่า "ไม่มีขนขึ้นมาใหม่แม้จะผ่านไป 1-2 ปี" เป็นมาตรฐานในการวัดผลลัพธ์แบบถาวร
แทนคำว่าขนจะหายวับไปตลอดกาลค่ะ
เพราะขนส่วนที่เหลืออีก 10~20% อาจกลับมาถูกกระตุ้น
จากฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลาได้
เราจึงต้องมีการทำเลเซอร์เพื่อ Maintenance เพื่อเก็บบงานอีกสักรอบหลังจากผ่านไป 1-2 ปีค่ะ
อ่านแต่ตัวอักษรอาจจะยังไม่เห็นภาพชัดเจนนัก มาลองดูเคสตัวอย่างของจริงกันดีกว่าค่ะ
เมื่อสัปดาห์ก่อน มีคนไข้วัย 46 ปีท่านหนึ่งมาปรึกษา
เธอแจ้งว่า "อยากกำจัดขนให้เสร็จสิ้นทั้งหมดภายใน 6 เดือน"
เพราะคิวงานและตารางเตรียมงานแต่งกระชั้นชิดมาก
แต่พอกล่าวคุยรายละเอียดเพิ่มเติมทำให้ทราบว่า เธอมีแพลนจะมีลูกทันทีภายในปีแรกที่แต่งงานด้วย
ซึ่งในช่วงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ฮอร์โมนในร่างกายจะเกิดการสวิงอย่างมาก
ส่งผลให้รากขนที่เคยอยู่ในระยะพักตัว (Telogen) ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาทำงานอย่างกะทันหันได้บ่อยมากๆ ค่ะ
หากคนไข้กลุ่มนี้พยายามโหมอัดทำเลเซอร์ 8 ครั้งให้จบภายใน 6 เดือน
นอกจากจะทำไม่ตรงจังหวะวงจรเติบโตของขนแล้ว หลังคลอดลูกขนก็อาจจะกลับมาขึ้นเยอะอยู่ดี
จนทำให้รู้สึกเสียดายเงินและคิดว่า "ทำเลเซอร์ไปก็ไม่ได้ผล"
หมอจึงแนะนำตามความจริงในเคสนี้ไปว่า
"ตอนนี้ก่อนวันแต่งงาน ยิงในจุดที่จะต้องโชว์ผิวแบบเบาๆ แค่ 2-3 ครั้งไปก่อนนคะ
แล้วหลังจากคลอดและพ้นช่วงให้นมบุตรเรียบร้อย ค่อยกลับมาเริ่มจัดเต็มจบคอร์สกันยาวๆ ดีกว่าค่ะ"
เพราะภาพรวมความพึงพอใจในอีก 1 ปีข้างหน้าของคนไข้ สำคัญกว่ายอดขายในวันนี้ค่ะ
สรุปประเด็นสำคัญจาก หมอวี ยองจิน
เลเซอร์กำจัดขนถาวร ไม่ได้วัดผลแค่ว่า "วันนี้ลูบแล้วเนียน" แต่วัดที่ "ผ่านไป 1-2 ปีแล้วผิวยังเนียนเหมือนเดิม"
เนื่องจากรากขน 70% อยู่ในระยะจำศีล จึงไม่สามารถกำจัดหมดได้ในครั้งเดียว
ต้องทำต่อเนื่อง 6-8 ครั้งตามวงจร เพื่อให้สัดส่วนของสเต็มเซลล์ขนที่ถูกทำลายเข้าเกณฑ์กำจัดขนถาวรตามมาตรฐานการแพทย์ค่ะ
จุดเปลี่ยนของผลข้างเคียงจากการกำจัดขน — ทั้งรอยไหม้, รูขุมขนอักเสบ และรอยดำ
ลองเช็กสภาพผิวและเคสของตัวเองคร่าวๆ จากตารางด้านล่างนี้ได้เลยค่ะ
อาการข้างเคียง | ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดง่ายขึ้น | การดูแลเบื้องต้น |
|---|---|---|
ผิวไหม้ระดับตื้น / ตุ่มพุพอง | เพิ่งไปอาบแดดมาร้อนๆ, ตั้งค่าพลังงานสูงเกินไป, ระบบทำความเย็นอุณหภูมิไม่พอ | ประคบเย็นทันที, ทายาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย, เลี่ยงแดดจัด 2-3 สัปดาห์ |
รูขุมขนอักเสบ | เหงื่อออกเยอะหรือเกิดการเสียดสีหลังเลเซอร์ทันที, มักพบเกิดบ่อยบริเวณรักแร้ และ บิกินี่ไลน์ | งดซาวน่าและงดออกกำลังกายหนักๆ เป็นเวลา 48 ชั่วโมง |
รอยดำหลังการอักเสบ (PIH) | โทนสีผิวค่อนข้างเข้ม, ผิวโดนแสงแดดหลังจากทำหัตถการใหม่ๆ | ทาครีมไวท์เทนนิ่ง / ครีมกันแดด SPF50, ปกติรอยจะค่อยๆ ดีขึ้นใน 3-6 เดือน |
รอยด่างขาว (รอยสีผิวจาง) | ใช้ค่าพลังงานสูงเกินไป, ใช้เลเซอร์ Alexandrite กับสภาพผิวเข้ม | บางเคสอาจใช้เวลานานในการรักษาให้กลับมาเป็นปกติ การป้องกันไว้ก่อนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดค่ะ |
เคสที่พบได้บ่อยที่สุดเลยก็คือ รูขุมขนอักเสบ ค่ะ
หากเพิ่งทำเลเซอร์เสร็จใหม่ๆ แล้วไปทำกิจกรรมที่เหงื่อออกเยอะ หรือใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่นจนเกินไป
จะทำให้รูขุมขนเกิดการอุดตันและระคายเคือง จนขึ้นเป็นตุ่มสีแดงเล็กๆ คล้ายผดผื่นได้ค่ะ
แต่ถ้าพยายามเลี่ยงการซาวน่าหรือการออกกำลังกายหนักๆ ในช่วง 48 ชั่วโมงแรก
อาการตุ่มแดงเหล่านี้ก็จะค่อยๆ ยุบและหายไปได้เองเป็นปกติค่ะ
ส่วนรอยไหม้หรือตุ่มพุพอง แม้โอกาสเกิดจะน้อย แต่ถ้าเกิดขึ้นมาแล้วจะดูแลและรักษาค่อนข้างยากค่ะ
คนที่เพิ่งไปทำผิวแทนมา หรือต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งบ่อยๆ ในช่วงหน้าร้อน ถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงค่ะ
เพราะหากผิวชั้นนอกกระตุ้นเมลานินขึ้นมาเยอะ
พลังงานเลเซอร์บางส่วนจะถูกดูดซับที่ชั้นผิวหนังสีก่อนจะเดินทางไปถึงรากขนข้างล่างค่ะ
ดังนั้น ทั้งก่อนและหลังทำเลเซอร์ 2 สัปดาห์
จำเป็นต้องงดการอาบแดดและหลีกเลี่ยงแสงแดดจัดๆ เสมอเลยนะคะ

ส่วนปัญหาเรื่องรอยดำนั้นเกิดจากคนละสาเหตุกันค่ะ
สำหรับคนที่มีสภาพผิวค่อนข้างเข้ม (Fitzpatrick IV~VI)
หากเลือกใช้เลเซอร์คลื่น 755nm Alexandrite ด้วยพลังงานที่สูงเกินไป
เม็ดสีเมลานินที่ผิวชั้นบนจะถูกกระตุ้นตามไปด้วย
ทำให้หลังการทำเลเซอร์อาจทิ้งรอยคล้ำสีน้ำตาลเอาไว้ได้ค่ะ
สำหรับคนไข้กลุ่มนี้ การเลือกใช้คลื่น 1064nm Nd:YAG
ที่มีโปรไฟล์คลื่นยาว ผ่านชั้นเลเยอร์ผิวบนลงไปลึกกว่าจะมีความปลอดภัยกับเม็ดสีผิวมากกว่าค่ะ
แต่ถามว่าเครื่องนี้ข้อดีหมดเลยไหม ก็ไม่เชิงนะคะ
เพราะ Nd:YAG จะให้ความรู้สึกเจ็บตึงกว่า และผลลัพธ์ในการลดจำนวนขนต่อครั้งอาจจะน้อยกว่าเล็กน้อยค่ะ
แต่สำหรับคนที่มีโทนสีผิวเข้มที่ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง เครื่อง Nd:YAG ก็ยังเป็นตัวเลือกแรกที่ใช่ที่สุดค่ะ

3 คำถามยอดฮิตที่คนถามบ่อยที่สุดก่อนตัดสิทธิ์ทำเลเซอร์กำจัดขน
Q1. ถ้าทำครบคอร์ส 6 ครั้งแล้ว ขนจะไม่ขึ้นใหม่อีกเลยชั่วชีวิตจริงๆ ไหมคะ?
A. จากสถิติคนไข้ที่เข้ามาดูแลที่คลินิก จะมีแพทเทิร์นลัพธ์ที่ตอบได้ชัดเจนเลยค่ะ
ในแต่ละสัปดาห์จะมีคนไข้ประมาณ 2-3 ท่านกลับมาถามว่า "ทำครบคอร์สแล้วทำไมยังมีขนขึ้นใหม่อยู่คะ"
ซึ่งจากการเช็กแล้ว เกือบ 7 ใน 10 เคส ถือเป็นเรื่องปกติทางกายภาพค่ะ
เนื่องจากอัตราการลดรากขนถาวรอยู่ที่ 70-90% ขนอีก 10-20% จึงอาจมีขึ้นมาได้ตามฮอร์โมนและอายุที่เปลี่ยนไป
เพียงแค่เข้ามานอนยิงเก็บบงาน (Maintenance) ปีละหน สภาพผิวก็จะกลับมาเรียบเนียนเกลี้ยงเกลาเหมือนเดิมแล้วค่ะ
มุมมองที่บอกว่า "ทำครั้งเดียวจบตลอดชีวิต" อาจไม่ตรงนัก ความจริงคือ "ทำครบคอร์ส + คอยดูแลเก็บบงานนานๆ ที" นี่คือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงตามธรรมชาติค่ะ
และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งคำถามประเด็นร้อนที่ถามกันบ่อยมากค่ะ
Q2. ทำไมแต่ละจุดถึงมีจำนวนครั้งในการยิงและราคากระโดดต่างกันขนาดนี้คะ?
A. หมอเพิ่งเจอเคสตัวอย่างที่เห็นภาพชัดมากๆ เมื่อสองวันก่อนนี้เองค่ะ
คนไข้วัย 36 ปีท่านหนึ่งทำเลเซอร์รักแร้ไปเพียง 5 ครั้งขนก็แทบจะเกลี้ยงหมดแล้ว
แต่ในจุดบริเวณหนวดและเครากลับทำไปถึง 8 ครั้งแต่ยังมีขนเหลืออยู่ประมาณ 60%
นั่นเป็นเพราะว่าผิวแต่ละส่วนมีความหนาแน่นของรากขน, อิทธิพลของฮอร์โมน (โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าที่ไวต่อฮอร์โมนแอนโดรเจน) และความยาวรอบวงจรขนที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ
อย่างบริเวณรักแร้หรือขนขา จะมีวงจรชีวิตสั้น ทำให้ทำห่างกันทุกๆ 4-5 สัปดาห์แล้วจบคอร์สได้เร็ว
ขณะที่ขนบริเวณใบหน้ามีวงจรชีวิตที่ยาวกว่า และมีฮอร์โมนคอยกระตุ้นรากขนใหม่ๆ ให้ตื่นตัวได้เรื่อยๆ ทำให้ต้องใช้จำนวนครั้งมากกว่า และราคาของคอร์สจึงแตกต่างกันไปตามความยากง่ายนั่นเองค่ะ
ส่วนข้อนี้เป็นข้อมูลสำคัญที่อยากเน้นย้ำก่อนปิดท้ายค่ะ
Q3. กำลังตั้งครรภ์ หรือทานยารักษาโรคอยู่ สามารถทำเลเซอร์ได้ไหมคะ?
A. สรุปสั้นๆ คือ หากอยู่ในช่วงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร หมอแนะนำให้เลื่อนไปก่อนดีกว่าค่ะ
แม้ตัวเลเซอร์จะไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าส่งผลเสียโดยตรงต่อทารกในครรภ์
แต่ด้วยฮอร์โมนของคนท้องที่เปลี่ยนไป จะกระตุ้นรากขนที่พักอยู่ให้กลับมาเติบโตพร้อมกัน ทำให้ประสิทธิภาพของเลเซอร์ที่ทำไปไม่คุ้มค่าค่ะ
นอกจากนี้ ผู้ที่กำลังทานยา Isotretinoin (ยารักษาสิว) หรือเพิ่งหยุดยามาไม่ถึง 6 เดือน ก็ควรเลี่ยงเช่นกันค่ะ เนื่องจากผิวจะไวต่อแสงเป็นพิเศษ เสี่ยงต่อการเกิดรอยไหม้และแผลเป็นได้ง่ายขึ้น
รวมถึงยาปฏิชีวนะหรือยาที่มีฤทธิ์ไวต่อแสงชนิดอื่นๆ ก็ต้องแจ้งแพทย์ให้ทราบก่อนเริ่มทำหัตถการเช่นกันนะคะ
สุดท้ายนี้ นิยามของคำว่า "ถาวร" ไม่ได้หยุดอยู่ที่แค่ความรู้สึกว่า "วันนี้เนียนจัง" แต่วัดกันที่ "ปีหน้าผิวยังคงสวยและเกลี้ยงเกลาเหมือนเดิม" ต่างหากค่ะ
ในบทความถัดไป หมอจะมาพูดถึงเรื่องที่ว่า 'หลังจากจบคอร์สแล้ว ควรกลับมาทำเลเซอร์เก็บบงานตอนไหนดี และต้องทำกี่ครั้งถึงจะเหมาะสม' โดยจะนำเคสของแต่ละคนมาเปรียบเทียบให้ดูว่า แม้จะทำในจุดเดียวกัน แต่จังหวะการขึ้นใหม่ของขนในแต่ละคนต่างกันอย่างไรบ้าง คอยติดตามกันนะคะ หมอวี ยองจิน สวัสดีค่ะ
หากคุณเริ่มกังวลใจกับเส้นขนที่เริ่มกลับมาขึ้นใหม่อีกครั้ง ลองเช็ก 🌊โปรโมชั่นเด็ด🌊 ที่เหมาะกับคุณดูสิคะ
ดูรายละเอียด 🌊โปรโมชั่นพิเศษ🌊 ที่ Beautystone สาขาสุดฮิป ฮับจอง ได้ที่นี่เลยค่ะ
แนะนำบทความน่าอ่านเพิ่มเติม

ยกกระชับ
ถ้าคิดว่าการทำ Onda Lifting จะเหมือนกับ Thermage หรือ Ultherapy ละก็ อาจจะผิดหวังได้นะคะ
รวบรวมข้อมูลมาให้แล้วค่ะ! ทำไมถึงยังไม่เห็นผลลัพธ์ของ Onda Lifting ทันทีหลังทำ? พร้อมไขข้อแตกต่างระหว่าง Thermage และ Ulthera รวมถึงจำนวนครั้งที่แนะนำและระยะเวลาคงผลลัพธ์สำหรับผิวหน้าและผิวกาย

โครงหน้า&วอลลุ่ม
스킨보톡스 (Skin Botox) ไม่ใช่ตัวยาที่ ‘ฤทธิ์อ่อนกว่า’ นะคะ — แต่เป็นวิธีฉีดแบบพิเศษเพื่อช่วยกระชับรูขุมขนและควบคุมความมันค่ะ
แม้จะเป็นโบท็อกซ์ (Botulinum Toxin) เหมือนกัน แต่ถ้าใช้ความเข้มข้นและฉีดในความลึกที่ต่างกัน ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะตอบโจทย์ปัญหาผิวที่ต่างกันค่ะ วันนี้เราสรุปทั้งขอบเขตผลลัพธ์ของ skin botox ระยะเวลาการคงผลลัพธ์ ไปจนถึงรอยเข็มหลังทำทันทีมาให้เรียบร้อยแล้วค่ะ

ผิว
Oligio ที่เขาว่าเป็น 'Thermage เกาหลี' ทำแล้วจะได้ผลลัพธ์ปังเหมือนกันไหมนะ?
สรุปมาให้แล้วค่ะ! ความเหมือนและความต่างระหว่าง Oligio และ Thermage ทำไมถึงเห็นผลลัพธ์ชัดเจนในช่วง 2-3 เดือน พร้อมข้อมูลเรื่องความเจ็บและระยะเวลาในการคงผลลัพธ์

กำจัดขน
ทำไมการเลเซอร์กำจัดขนบริเวณเครา (턱수염) ถึงต้องทำจำนวนครั้งเยอะกว่าการทำบริเวณหนวด (콧수염)?
แม้จะเป็นหนวดเคราบนใบหน้าเหมือนกัน แต่ความหนาและความหนาแน่นของเส้นขนในแต่ละจุดนั้นแตกต่างกัน ทำให้จำนวนครั้งในการเลเซอร์ไม่เท่ากันเลยค่ะ วันนี้เราสรุปเกณฑ์จำนวนครั้งและการออกแบบสำหรับการทำเลเซอร์กำจัดขนบริเวณหนวดและเครามาให้แล้วค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
เลือกคลินิกผิวหนังย่านฮงแด สิ่งสำคัญที่ต้องดูก่อนดูชื่อโปรแกรมรักษา
ทำไมหัตถการเดียวกันแต่ผลลัพธ์ที่ได้ถึงต่างกัน? คำตอบอยู่ที่การประเมินผิวและการตั้งค่าเครื่องค่ะ วันนี้เราสรุปเกณฑ์การเลือกคลินิกผิวหนังในย่านฮงแดมาให้ช้อปปิ้งคลินิกกันแบบชัวร์ๆ แล้วค่ะ

ผิว
ทำไมการเลือกคลินิกผิวหนังใกล้สถานี Hapjeong ถึงตอบโจทย์ที่สุด สำหรับหัตถการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง
การทำกำจัดขน, ยกกระชับ (lifting) และ skin booster ต้องทำอย่างต่อเนื่องตามระยะเวลาที่กำหนดหลายๆ ครั้ง ผลลัพธ์ถึงจะค่อยๆ สะสมและเห็นผลชัดเจนนะคะ นี่คือเหตุผลว่าทำไมความสะดวกในการเดินทางไปคลินิกถึงมีผลต่อผลลัพธ์การรักษาค่ะ



