• Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด

Potenza ครั้งเดียว vs 3 ครั้ง รอยสิว/รูขุมขนต่าง

Potenza ครั้งเดียว vs 3 ครั้ง รอยสิว/รูขุมขนต่าง

Potenza ครั้งเดียว vs 3 ครั้ง รอยสิว/รูขุมขนต่าง

RF Microneedling ปกติทำเดือนละครั้งต่อเนื่อง สรุปการเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งและเกณฑ์เลือกที่เหมาะกับคุณ

เผยแพร่แล้ว

อัปเดตแล้ว

Beautystone Clinic, Wi Young-jin, Chief director

Author

Wi Young-jin · Chief director

Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist

เวลาที่กำลังลังเลว่าจะทำ Potenza ดีไหม หลายคนมักจะสับสนว่า "ทำแค่ครั้งเดียวแล้วจะเห็นผลเลยไหม หรือว่าต้องทำเป็นคอร์สต่อเนื่องกันแน่" ขอสรุปให้ฟังตรงนี้เลยครับว่า การทำครั้งเดียวกับการทำต่อเนื่อง 3 ครั้ง มีเป้าหมายที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ระหว่างการปรับโทนผิวให้ดูใสขึ้นเบาๆ กับการฟื้นฟูผิวแบบสะสมเพื่อผลลัพธ์ที่แท้จริง คุณคาดหวังผลลัพธ์แบบไหน คำตอบจะขึ้นอยู่กับสิ่งนั้นครับ

บทความนี้เป็นคอนเทนต์ที่รวบรวมข้อมูลการรักษาของ Beautystone Clinic ครับ

 

Potenza คือ RF Microneedling — ไม่ใช่โปรแกรมที่ทำครั้งเดียวแล้วจบนะ

Potenza คือการส่งพลังงาน RF เข้าสู่ชั้นใต้ผิวโดยตรงผ่านเข็มขนาดเล็กมาก (Microneedle) เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่และปรับโครงสร้างรูขุมขนรวมถึงรอยแผลเป็น จากข้อมูลของ ASDS เมื่ออธิบายถึงกลุ่ม RF Microneedling ทั่วไปแล้ว มักจะแนะนำให้ทำ "อย่างน้อย 3 ครั้ง เป็นคอร์สต่อเนื่อง เดือนละ 1 ครั้ง" เป็นมาตรฐานครับ พูดง่ายๆ ก็คือการทำเพียงครั้งเดียวเหมือนเป็นการทดลองให้ผิวได้ชิมลางก่อน แต่ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนจะเริ่มเห็นได้เมื่อจำนวนครั้งสะสมมากขึ้นครับ

RF (Radio Frequency)*: พลังงานคลื่นความถี่วิทยุสูง ที่ช่วยกระตุ้นการปรับโครงสร้างผิวใหม่ โดยส่งความร้อนไปกระตุ้นคอลลาเจนและเส้นใยคอลลาเจนในผิวชั้นเดอร์มิส (Dermis) ความสามารถในการควบคุมระดับความลึกผ่านเข็มนี้ ถือเป็นหัวใจสำคัญของกลุ่ม Microneedling RF อย่าง Potenza เลยครับ

Potenza คือ RF Microneedling — ไม่ใช่โปรแกรมที่ทำครั้งเดียวแล้วจบนะ

 

 

ทำครั้งเดียว — ปรับโทนผิวให้สว่างใสทันทีและฟื้นฟูสภาพผิวเบาๆ

หากทำเพียงครั้งเดียว จะสามารถคาดหวังผลลัพธ์แบบไหนได้บ้าง? โดยทั่วไปแล้วจะเห็นการเปลี่ยนแปลงดังนี้ครับ:

ระยะเวลา

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

ทันทีหลังทำ ~ 1 สัปดาห์

มีอาการบวมหรือแดงเล็กน้อย รู้สึกได้ว่าโทนผิวดูสว่างใสและเปล่งปลั่งขึ้น

2 ~ 4 สัปดาห์

รู้สึกว่าปากรูขุมขนดูกระชับและเป็นระเบียบขึ้น แต่งหน้าติดง่ายและเนียนขึ้น

4 ~ 8 สัปดาห์

การสร้างคอลลาเจนใหม่เริ่มทำงานบางส่วน ผิวบริเวณพื้นผิวเรียบเนียนขึ้นเล็กน้อย

หลัง 8 สัปดาห์

หากไม่มีการทำซ้ำ ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนแปลงจะเริ่มคงตัวและหยุดอยู่แค่นั้น

หากมีอีเวนต์สำคัญและต้องการเน้นแค่การปรับโทนผิวให้ดูใสหรือฟื้นฟูสภาพผิวชั่วคราว การทำเพียงครั้งเดียวก็ถือว่าคุ้มค่าครับ แต่สำหรับปัญหาผิวเรื้อรัง เช่น รอยแผลเป็นลึก หรือรูขุมขนกว้างที่เป็นมานาน การทำเพียงครั้งเดียวอาจจะยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดนักครับ

ทำครั้งเดียว — ปรับโทนผิวให้สว่างใสทันทีและฟื้นฟูสภาพผิวเบาๆ

 

 

ทำต่อเนื่อง 3 ครั้ง — ช่วงเวลาที่เห็นการเปลี่ยนแปลงแบบสะสมอย่างแท้จริง

เมื่อเลือกทำโปรแกรมเดียวกันนี้ต่อเนื่อง 3 ครั้ง ผลลัพธ์ที่ได้จะต่างไปคนละเรื่องเลยครับ สมมติว่าทำโดยเว้นระยะห่างทุกๆ 4 สัปดาห์:

จำนวนครั้ง

การเปลี่ยนแปลงหลัก

4 สัปดาห์ หลังครั้งที่ 1

ปากรูขุมขนดูกระชับขึ้น โทนผิวและ skin booster เริ่มทำงานในการปรับผิวใส

4 สัปดาห์ หลังครั้งที่ 2

พื้นผิวเรียบเนียนขึ้นอีกระดับ ขอบของรอยแผลเป็นดูนุ่มและตื้นขึ้น

4 สัปดาห์ หลังครั้งที่ 3

ช่วงเวลาที่เห็นผลลัพธ์จากการสะสมของคอลลาเจนได้ชัดเจนที่สุด — รูขุมขนดูตื้นลง รอยเงาของแผลเป็นดูจางลงอย่างเห็นได้ชัด

3 เดือน หลังจบคอร์ส

ช่วงพีค (Peak) — เมื่อเทียบรูปก่อนทำและหลังทำ จะเห็นความต่างที่ชัดเจนที่สุด

ยิ่งจำนวนครั้งเพิ่มขึ้น คอลลาเจนใต้ผิวก็จะสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะเป็นโปรแกรมเดียวกันแต่ระดับผลลัพธ์ที่ได้จะทรงพลังกว่ามากครับ ใครที่มีปัญหาผิวเรื้อรังอย่างรูขุมขนกว้างหรือรอยแศลเป็น การทำแบบเป็นคอร์สต่อเนื่องจะตอบโจทย์และให้ความพึงพอใจที่สูงกว่าแน่นอนครับ

ทำต่อเนื่อง 3 ครั้ง — ช่วงเวลาที่เห็นการเปลี่ยนแปลงแบบสะสมอย่างแท้จริง

 

 

ทำครั้งเดียว vs ทำเป็นคอร์ส เลือกแบบไหนที่เหมาะกับคุณ?

การตัดสินใจขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการผลลัพธ์แบบไหน เกณฑ์การเลือกเหล่านี้ช่วยคุณตัดสินใจได้ครับ:

กรณีที่เหมาะกับการทำครั้งเดียว:

  • สภาพผิวโดยรวมค่อนข้างดีอยู่แล้ว แค่อยากบูสต์โทนผิวให้ดูโกลว์ใสขึ้นเล็กน้อย

  • มีงานสำคัญหรืออีเวนต์ที่ต้องไป และมีเวลาเตรียมตัวล่วงหน้าประมาณ 2-4 สัปดาห์

  • ไม่มีปัญหารอยแผลเป็นลึกหรือรูขุมขนกว้างขั้นรุนแรง เป้าหมายคือปรับผิวให้ดูเรียบเนียนขึ้นเบาๆ

  • มีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณหรือตารางเวลา ทำให้ไม่สะดวกทำเป็นคอร์สต่อเนื่อง

กรณีที่เหมาะกับการทำต่อเนื่อง 3 ครั้ง:

  • มีรอยแผลเป็นจากสิว (โดยเฉพาะแบบ Boxcar หรือ Rolling scar) ที่เห็นได้ชัดเจน

  • กังวลเรื่องรูขุมขนกว้างสะสมมานานเกิน 6 เดือน

  • เคยมีประสบการณ์ทำครั้งเดียวแล้วรู้สึกว่าผลลัพธ์ยังไม่สุดหรือยังไม่น่าพึงพอใจ

  • มีตารางเวลาและงบประมาณที่พร้อมสำหรับระยะเวลา 3 เดือนขึ้นไป

กรณีที่ไม่แนะนำให้ทำคอร์สต่อเนื่อง:

  • ผู้ที่อยู่ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

  • ผู้ที่มีแนวโน้มเป็นแผลเป็นนูนง่าย (Keloid)

  • มีอาการอักเสบหรือติดเชื้อบริเวณที่จะทำการรักษา

  • เพิ่งผ่านการทำหัตถการประเภทเข็มอื่นๆ มาภายใน 1 สัปดาห์

หากตรงกับข้อใดข้อหนึ่งข้างต้น ควรปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดก่อนเริ่มทำครับ

ทำครั้งเดียว vs ทำเป็นคอร์ส เลือกแบบไหนที่เหมาะกับคุณ?

 

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q. ถ้าทำแค่ 1 ครั้ง ควรประเมินผลลัพธ์ตอนไหนดีที่สุดครับ?

A. โดยทั่วไปแนะนำให้รอดูผลลัพธ์อย่างน้อย 4 สัปดาห์ครับ เนื่องจากกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ต้องใช้เวลา หากส่องกระจกแล้วรู้สึกว่า "ไม่เห็นต่างเลย" หลังจากทำไปได้แค่สัปดาห์เดียว ถือว่ายังเร็วเกินไปที่จะตัดสินครับ แนะนำให้ลองถ่ายรูปเทียบรูขุมขนและสภาพผิวช่วง 4-8 สัปดาห์หลังทำกับรูปก่อนทำดูนะครับ

Q. ในระหว่างคอร์ส ถ้าเว้นระยะไปสักครั้งหนึ่ง ผลลัพธ์จะลดลงไหมคะ?

A. ถึงแม้จะเลทไปบ้าง ผลลัพธ์ที่สะสมมาก็จะไม่ได้หายไปในทันทีครับ แต่ถ้าเว้นระยะห่างระหว่างครั้งนานเกินไป (เช่น เกิน 8 สัปดาห์ขึ้นไป) ประสิทธิภาพในการสะสมพลังงานอาจจะลดลงเพราะเหมือนเป็นการเริ่มต้นกระตุ้นผิวใหม่เกือบทั้งหมด โดยปกติแล้วการรักษาช่วงระยะห่างที่ดีที่สุดและแนะนำคือ 4-6 สัปดาห์ครับ

Q. หลังจากจบคอร์สแล้ว ควรดูแลและรักษาผลลัพธ์ต่ออย่างไรดี?

A. ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคลครับ แต่คนไข้ส่วนใหญ่มักจะกลับมาทำซ้ำเดี่ยวๆ (Maintenance session) ทุกๆ 6 เดือน ถึง 1 ปี เพื่อคงสภาพผิวไว้ เนื่องจากสภาพของรอยแผลเป็น รูขุมขน ตลอดจนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน (การโดนแดด, วิธีการล้างหน้า) ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การแวะเข้ามาวิเคราะห์รูปก่อน-หลังทำร่วมกับแพทย์ เพื่อประเมินเวลาที่เหมาะสมในการทำครั้งต่อไป จะเป็นวิธีที่แม่นยำที่สุดครับ

ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลทั่วไป สำหรับจำนวนครั้งในการรักษาและระยะห่างที่เหมาะสมกับคุณที่สุด แนะนำให้ปรึกษากับแพทย์ผู้ดูแลโดยตรงเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดนะครับ

 

บทความที่น่าสนใจ

  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด โดยบิวตี้ส์ด็อกเตอร์
  • Beautystone Clinic บิวตี้สโตนคลินิก สาขาฮงแด

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

제모하려는 자리에 점이나 문신, 흉터가 있으면 그 부분만 빼고 진행하게 되는 걸까요?

ลบรอยสัก

제모하려는 자리에 점이나 문신, 흉터가 있으면 그 부분만 빼고 진행하게 되는 걸까요?

점과 문신과 흉터가 있는 부위의 레이저 제모 처리 방식을, 멜라닌을 표적으로 삼는 선택적 광열분해 원리와 실제 증례 보고를 근거로 자리별로 나눠 정리했어요.

작년 여름에 쓰다 남은 선크림, 올해 다시 꺼내 써도 차단력은 그대로 남아 있을까요?

ผิว

작년 여름에 쓰다 남은 선크림, 올해 다시 꺼내 써도 차단력은 그대로 남아 있을까요?

작년에 쓰다 남은 선크림을 올해 다시 써도 되는지, 유통기한과 개봉 후 사용기간의 차이와 차단 성분이 변하는 이유를 근거로 정리했어요.

포텐자 받고 며칠 뒤 좁쌀 같은 게 올라왔는데, 정상 반응인지 모낭염인지 어떻게 구분해요?

ผู้ชาย

ตุ่มเล็ก ๆ หลังทำ Potenza แบบไหนปกติ แบบไหนควรพบแพทย์

หลังทำ Potenza แล้วมีตุ่มเล็ก ๆ ขึ้นมา ลองแยกจากจังหวะที่ขึ้น หน้าตาของตุ่ม และอาการร่วม พร้อมสัญญาณที่ควรรีบปรึกษาแพทย์และวิธีดูแลผิวช่วงนั้น

스컬트라 맞기 전후로 스케일링·발치 같은 치과 치료는 어떤 순서로 잡는 게 좋을까요?

ผิว

ฉีด Sculptra แล้วทำฟันได้ตอนไหน? ระยะห่างที่ควรรู้

ฉีด Sculptra แล้วขูดหินปูนหรือถอนฟันได้ตอนไหน? มาดูเหตุผลที่ควรเว้นระยะ ลำดับที่แนะนำ และสิ่งที่ควรสังเกตหากตารางทับกันไปแล้วค่ะ

스킨부스터 맞고 다음 날 생긴 주사 자국이랑 멍, 며칠이면 옅어지고 언제 진료를 봐야 할까요?

ผิว

รอยเข็มและรอยฟกช้ำหลัง Skin Booster จะจางหายภายในกี่วัน?

รอยเข็มและรอยฟกช้ำหลัง Skin Booster เกิดขึ้นได้จากสองกลไกที่แตกต่างกัน บทความนี้อธิบายไทม์ไลน์การจางหาย และสัญญาณที่ควรปรึกษาแพทย์

운동으로 땀 흘린 직후 바로 세안하는 게 나을까요, 아니면 얼굴을 식힌 뒤가 나을까요?

ผิว

ล้างหน้าหลังออกกำลังกาย ควรรอให้ผิวเย็นก่อนหรือล้างทันทีดีกว่า?

หลังออกกำลังกายแล้วเหงื่อออกเยอะ หลายคนสงสัยว่าควรล้างหน้าทันทีหรือรอให้ผิวเย็นลงก่อน บทความนี้จะไขข้อสงสัยพร้อมแนะนำวิธีล้างหน้าที่ถูกต้องค่ะ

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 ปรึกษาผ่าน Line

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1