เรเดียสต่างจากฟิลเลอร์วอลลุ่มทั่วไปอย่างไร? แพทย์อธิบายหลักกระตุ้นคอลลาเจนและผู้ที่เหมาะ

สวัสดีครับ,
ผม หมอวี ยองจิน จาก Beautystone สาขาฮงแด ครับ
💡 สิ่งที่ควรทราบก่อนอ่าน
Q. สุดท้ายแล้ว Radiesse ก็เหมือนกับ
ฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิกแอซิด (HA Filler) ทั่วไปหรือเปล่า?
A. ไม่เหมือนครับ
Radiesse ไม่ใช่ไฮยาลูรอนิกแอซิด
แต่มีส่วนผสมหลักคือ Calcium Hydroxylapatite (CaHA)
ซึ่งจะค่อยๆ ดูดซึมพร้อมกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่
กระบวนการทำงานจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ
Q. ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน?
A. ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ฉีดและสภาพผิวของแต่ละบุคคลครับ
แต่โดยทั่วไปผลลัพธ์ในการเพิ่มวอลลุ่มจะอยู่ได้ประมาณ 12-18 เดือน
และผลลัพธ์ในการกระตุ้นคอลลาเจนมักจะยาวนาน
ต่อเนื่องไปหลังจากนั้นด้วยครับ
💡 เจาะลึกมุมมองสำคัญจาก
หมอวี ยองจิน
Radiesse แตกต่างจากฟิลเลอร์เพิ่มวอลลุ่มทั่วไปครับ
เพราะมันทำหน้าที่ร่วมกันในการเติมเต็มและกระตุ้น
ให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเองได้เสมือนเป็น skin booster ครับ

คำว่า "เติมเต็ม" นั้น
ถูกต้องแค่ครึ่งเดียวครับ
พอเวลาค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ Radiesse
มักจะเจอคำอธิบายทำนองว่า "เป็นฟิลเลอร์เพิ่มวอลลุ่ม" หรือ "เป็นฟิลเลอร์ที่อยู่ได้นาน"
เป็นส่วนใหญ่ใช่ไหมครับ
ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดครับ แต่อาจจะทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนไปบ้าง
เพราะถ้ามอง Radiesse เป็นแค่ 'ฟิลเลอร์ที่อยู่ได้นาน' เท่านั้น
คุณจะพลาดเหตุผลสำคัญอีกครึ่งหนึ่ง
ว่าทำไมถึงต้องเลือกทำหัตถการนี้ครับ
ส่วนประกอบสำคัญของ Radiesse คือ CaHA
หรือ Calcium Hydroxylapatite ครับ
หลายคนอาจจะฟ้งดูไม่คุ้นชื่อ
แต่ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ มันคือสารแร่ธาตุตามธรรมชาติ
ที่มีอยู่ในกระดูกและฟันของเรานี่เองครับ
เนื่องจากเป็นสารที่มีความเข้ากันได้กับร่างกายมนุษย์สูงมาก
โอกาสที่จะเกิดอาการแพ้หรือการต่อต้านจากระบบภูมิคุ้มกันจึงต่ำมากๆ ครับ
แต่จุดสำคัญอยู่ตรงนี้ครับ
เมื่ออนุภาค CaHA เหล่านี้ค่อยๆ สลายตัวในร่างกาย
มันจะส่งสัญญาณกระตุ้นการสร้างเส้นใยคอลลาเจนใหม่
ไปยังเนื้อเยื่อบริเวณรอบๆ
สรุปคือ ในช่วงแรกมันจะเข้าไปทำหน้าที่เติมเต็มวอลลุ่มทางกายภาพ
แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันจะเหนี่ยวนำให้ร่างกายของเรา
สร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเองครับ
นี่คือจุดต่างที่สำคัญมากเมื่อเทียบกับ
ฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิกแอซิด (HA) ทั่วไป
เพราะฟิลเลอร์ HA ทั่วไป
เมื่อเติมเต็มแล้วสลายตัวไปก็คือจบแค่นั้น
แต่กระบวนการสลายตัวของ Radiesse
ได้รับการออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้ชั้นผิวทำงานต่อไป
ทำให้ทำหน้าที่เพิ่มวอลลุ่มได้ด้วย
และเป็น skin booster ไปในตัวด้วยครับ
สารภาพตามตรงนะครับ
ตอนแรกผมก็มองนวัตกรรมนี้เป็นแค่
'ฟิลเลอร์ที่อยู่ได้นานเพิ่มขึ้นมาอีกตัวหนึ่ง'
เท่านั้นเองครับ
แต่พอได้เก็บเคสคนไข้ในคลินิกมากขึ้นเรื่อยๆ
ผมพบว่าคนไข้หลายคนมีความยืดหยุ่นของผิวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ในช่วง 6 เดือนถึง 1 ปีหลังรับบริการ
นั่นคือผลลัพธ์จากการกระตุ้นคอลลาเจน
ที่ค่อยๆ แสดงผลตามระยะเวลาที่ผ่านไปครับ
👨⚕️ สรุปใจความสำคัญจาก หมอวี ยองจิน
Radiesse ไม่ใช่แค่ฟิลเลอร์เพิ่มวอลลุ่มทั่วไป
ที่ทำหน้าที่แก้ปัญหาหน้าตอบหรือแก้มตอบเท่านั้น
ด้วยกระบวนการสลายตัวของสาร CaHA
ที่จะคอยช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ของชั้นผิว
ดังนั้น ถึงแม้ว่าเอฟเฟกต์การสลายตัวของฟิลเลอร์ในช่วงแรกจะลดลง
แต่ก็มีคนไข้จำนวนมากที่ได้สัมผัสกับผลลัพธ์
ผิวที่แน่นขึ้น กระชับขึ้น และเรียบเนียนขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครับ
ให้เข้าใจง่ายๆ ว่านี่คือเทคโนโลยีที่ทำงานครบจบพร้อมกัน
ทั้งการ 'เติมเต็ม' และ 'ฟื้นฟูสร้างผิวใหม่'
ไปพร้อมๆ กันเลยครับ

ถ้าอย่างนั้น ใครบ้างที่เหมาะกับ
การทำ Radiesse ครับ?
เป็นส่วนที่หลายคนมักเข้าใจผิดบ่อยๆ ครับ
เพราะจริงๆ แล้ว Radiesse ไม่ใช่ตัวเลือกแรกสุด
สำหรับทุกบริเวณใบหน้า หรือเหมาะสมกับทุกคนเสมอไปครับ
ในเคสทางคลินิกเฉพาทางของผม จะแนะนำ Radiesse
ใน 3 กรณีหลักๆ ดังนี้ครับ:
อย่างแรก คนไข้ที่ผิวขาดความยืดหยุ่น
และประสบปัญหาหน้าตอบดูไม่มีวอลลุ่มไปพร้อมๆ กัน
หากปล่อยให้ผิวสูญเสียความกระชับรวมถึงขาดวอลลุ่ม
การเติมแค่ฟิลเลอร์ HA ทั่วไปอย่างเดียว บางครั้งอาจทำให้หน้าดูบวม
หรือออกมาดูไม่เป็นธรรมชาติได้ครับ
เนื่องจาก Radiesse สามารถช่วยสร้างวอลลุ่มควบคู่ไปกับการปรับผิวให้กระชับแน่นขึ้น
ผลตอบรับในเคสลักษณะนี้
จึงมีความพึงพอใจที่สูงมากครับ
อย่างที่สอง คนที่เคยเติมฟิลเลอร์ HA
ซ้ำๆ มาหลายครั้ง แต่รู้สึกว่าได้ผลลัพธ์ไม่ตอบโจทย์แล้ว
สำหรับคนไข้บางรายที่เคยฉีดฟิลเลอร์ที่อื่นบ่อยครั้ง แต่รู้สึกว่า
ฟิลเลอร์สลายตัวไวเกินไป หรือไม่ได้ผลเหมือนแต่ก่อน
หลังจากเปลี่ยนมาใช้ Radiesse ประมาณ 2-3 ครั้ง
ก็สัมผัสได้ถึงผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ ซึ่งเป็นเคสที่เราพบได้บ่อยในคลินิกของเราครับ
นั่นไม่ใช่แค่เรื่องของระยะเวลาผลลัพธ์ที่ยาวนานขึ้นเท่านั้น
แต่เป็นเพราะโครงสร้างผิวได้รับการฟื้นฟูด้วยการสร้างคอลลาเจน
ทำให้พื้นผิวมีความแข็งแรงขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบครับ
อย่างที่สาม บริเวณที่ต้องการแรงพยุงโครงหน้า
เช่น กรอบหน้า, สันจมูก หรือขมับ
เนื่องจาก Radiesse มีค่าความหนืดและคุณสมบัติทางกายภาพที่ดี
จึงเหมาะมากสำหรับจุดที่ต้องการแรงพยุงเพื่อปรับรูปหน้าให้ชัดขึ้นครับ
อย่างไรก็ตาม สำหรับบริเวณอวัยวะที่ขยับบ่อยๆ
และมีความละเอียอ่อนสูง เช่น ริมฝีปาก หรือรอบดวงตา
จำเป็นต้องทำด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษครับ
ซึ่งผมมักจะแนะนำให้เลือกใช้ฟิลเลอร์ประเภทอื่นสำหรับบริเวณดังกล่าวเป็นอันดับแรก
และที่สำคัญที่สุดคือ
Radiesse เป็นหัตถการที่เมื่อฉีดไปแล้วจะไม่สามารถแก้ไขหรือฉีดสลายออกได้ทันทีครับ
ขณะที่ฟิลเลอร์ HA ทั่วไป สามารถใช้เอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส (Hyaluronidase)
ในการฉีดสลายออกได้ทันทีเมื่อต้องการ
แต่สำหรับ Radiesse จะไม่มีวิธีฉีดสลายแบบนั้นได้ครับ
ดังนั้น การวางแผนการดีไซน์และปริมาณยูนิตการฉีดตั้งแต่ครั้งแรก
จึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญและต้องใช้ความแม่นยำสูงมากครับ
อย่างไรก็ตาม ด้วยคุณสมบัติข้อนี้ก็ช่วยลดทางเลือกในการฉีดปริมาณที่มากเกินไปโดยไม่จำเป็น
หากเลือกรับการรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์สูง
ข้อจำกัดตรงนี้ก็แทบจะไม่เป็นปัญหาเลยครับ
คำถามที่พบบ่อย
Q1. หลังทำ Radiesse จะมีอาการบวมหรือช้ำนานแค่ไหน?
A. ระยะเวลาจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลครับ
แต่โดยปกติผมจะอธิบายคนไข้ดังนี้ครับ
อาการบวมมักจะยุบตัวลงภายใน 3-5 วันครับ
สำหรับรอยช้ำจากเข็ม บางรายอาจไม่มีเลย หรือบางรายที่มีอาการ
อาจจะใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ในการค่อยๆ จางหายไปครับ
สำหรับท่านที่มีระบบไหลเวียนโลหิตดีเป็นพิเศษ หรือมีสภาพผิวค่อนข้างบาง
รอยช้ำอาจจะอยู่นานกว่าปกติเล็กน้อยได้ครับ
การประคบเย็นทันทีหลังทำหัตถการจะช่วยบรรเทาอาการได้มาก
และควรหลีกเลี่ยงการเข้าซาวน่าหรือออกกำลังกายอย่างหนัก
ในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังรับบริการครับ
Q2. สามารถทำ Radiesse ร่วมกับฟิลเลอร์ชนิดอื่นได้ไหม?
A. ใช่ครับ สามารถทำร่วมกันได้ครับ
ในการดูแลรักษาจริง ผมมักใช้ Radiesse ในการปรับโครงสร้างเพื่อพยุงกรอบหน้าเป็นหลัก
แล้วเก็บรายละเอียดจุดที่ละเอียดอ่อนด้วยฟิลเลอร์ HA
ซึ่งเป็นสูตรการจับคู่ที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีมาโดยตลอดครับ
อย่างไรก็ตาม ลำดับขั้นตอนและการวางตำแหน่งของสารเติมเต็มแต่ละชนิดต้องได้รับการออกแบบเป็นอย่างดี
ดังนั้น หากสนใจแนวทางการรักษาร่วมกันแบบนี้
แนะนำให้พูดคุยกับหมอในช่วงขั้นตอนการปรึกษาก่อนทำหัตถการได้เลยครับ
อยากแนะนำให้ปรึกษาให้ละเอียดครบถ้วนก่อน
แล้วค่อยตัดสินใจรับบริการนะครับ
นี่คือข้อมูลทั้งหมดจาก หมอวี ยองจิน ครับ
บทความที่เกี่ยวข้อง
▶ลบรอยสักด้วย Picoway ต้องทำกี่ครั้ง? สรุปจำนวนครั้งตามสีและตำแหน่งรอยสัก
▶"ต้องฉีดกี่ยูนิต (Unit) ดีครับ?" คำถามเด็ดที่อาจทำให้หมอชะงักเมื่อปรึกษาเรื่องโบท็อกซ์
▶เหตุผล 'ที่แท้จริง' ว่าทำไมแพทย์ถึงไม่แนะนำให้ฉีดโบท็อกซ์ลดริ้วรอยร่องแก้ม
▶โรคผิวหนังอักเสบโรซาเชีย (Rosacea) รักษาอย่างไรในคลินิกผิวหนัง?
▶"ทำ CureJet แค่ครั้งเดียว จะเติมเต็มหลุมสิวได้หมดเลยไหม?" เรื่องจริงจากปากคุณหมอ

ผิว
ฝ้า กระ จุดด่างดำ ต่างกันยังไง? สีน้ำตาลบนหน้าที่ชัดขึ้นในหน้าร้อน
หน้าร้อนทีไรสีน้ำตาลบนหน้าก็ชัดขึ้น มาดูว่าฝ้า กระ จุดด่างดำต่างกันยังไง พร้อมแนวทางดูแลแต่ละแบบ

ผิว
สกินบูสเตอร์ครั้งแรก ต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร ต้องรู้อะไรบ้าง
สกินบูสเตอร์ครั้งแรกต่างจากฟิลเลอร์ยังไง สรุปวิธีออกฤทธิ์ ผลข้างเคียง และสิ่งที่ควรรู้ก่อนทำค่ะ

ยกกระชับ
ทำ Shurink ก่อนงานสำคัญ ควรทำล่วงหน้ากี่วันดี?
อยากทำ Shurink ยกกระชับก่อนวันสำคัญ ควรทำล่วงหน้ากี่วัน มาดูตารางนับถอยหลังและข้อควรระวังกัน

ลบรอยสัก
หลังลบรอยสักด้วยเลเซอร์ ต้องเลี่ยงแดดนานแค่ไหน? ดูแลผิวหน้าร้อน
หลังลบรอยสักหน้าร้อน ควรเลี่ยงแดดนานแค่ไหน สรุปความเสี่ยงรอยดำและวิธีกันแดดแบบเข้าใจง่าย

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ออกกำลังกายมาก วอลลุ่ม Sculptra ยุบเร็วไหม?
วอลลุ่ม Sculptra ค่อย ๆ เพิ่มและอยู่ได้นานต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร การออกกำลังกายและน้ำหนักมีผลไหม

ยกกระชับ
Sofwave กับ Onda เลือกจัดการผิวหย่อนหรือไขมันก่อนดี?
Sofwave เน้นกระชับชั้นผิว Onda เน้นลดไขมัน มาดูกันว่าหน้าหย่อนกับไขมันควรจัดการอันไหนก่อน



