ผู้อำนวยการ วี ยองจิน คิม กาอึล แห่งคลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก

เรเดียส vs สคัลพทรา: ฟิลเลอร์คอลลาเจนที่ใช่

เรเดียส vs สคัลพทรา: ฟิลเลอร์คอลลาเจนที่ใช่

เรเดียส vs สคัลพทรา: ฟิลเลอร์คอลลาเจนที่ใช่

เรเดียส vs สคัลพทรา — เรเดียสเพิ่มวอลุ่ม+สภาพผิวพร้อมกัน สคัลพทราให้วอลุ่มธรรมชาติบริเวณกว้าง

팔자주름은 레디어스, 볼 꺼짐은 스컬트라? 부위별 추천 가이드

เรเดียส vs สคัลป์ทรา,

ต่างกันยังไง?



คลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด

ผมคืออูยองจิน



💡 ก่อนอ่าน โปรดตรวจสอบก่อน

Q. เรเดียสแพงกว่า ก็แปลว่าดีกว่าไม่ใช่เหรอ?

A. สิ่งที่สำคัญกว่าความต่างของราคาคือ

'ต้องการอะไรในบริเวณไหน'



ถ้าต้องการทั้งเพิ่มวอลุ่มและปรับผิวสัมผัสพร้อมกัน

เรเดียส,

ถ้าต้องการแค่วอลุ่มที่ดูเป็นธรรมชาติในพื้นที่กว้าง

สคัลป์ทราเหมาะกว่า



Q. ทั้งสองหัตถการก็บอกว่ากระตุ้นคอลลาเจนเหมือนกัน

งั้นก็ไม่ต่างกันสิครับ?

A. จริงอยู่ที่ทั้งคู่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

แต่รูปแบบการกระตุ้นและความลึกที่ออกฤทธิ์ต่างกัน

จึงให้ผลลัพธ์ต่างกันอย่างสิ้นเชิง



📌 ประเด็นสำคัญของบทความนี้

ถ้าต้องการทั้งเพิ่มวอลุ่มและปรับผิวสัมผัสพร้อมกัน

ให้เลือกเรเดียส,

ถ้าต้องการวอลุ่มที่เป็นธรรมชาติในพื้นที่กว้าง

สคัลป์ทราเหมาะกว่า



콜라겐 유도 방식이 다르면 결과도 완전히 달라집니다



"ทั้งสองอย่าง

ก็เป็นฟิลเลอร์คอลลาเจนไม่ใช่เหรอ"

— ความเข้าใจผิดนี้เอง

ที่ทำให้เลือกพลาด

ใช่ครับ เรเดียสและสคัลป์ทราต่างก็

เป็นฟิลเลอร์ที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน



แต่มีเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งตรงนี้ครับ



คอลลาเจนถูกสร้างด้วยวิธีไหน

และเกิดขึ้นที่ชั้นผิวระดับใด ต่างกันอย่างสิ้นเชิง



และความแตกต่างนี้ส่งผลต่อผลลัพธ์

อย่างชัดเจนเลยครับ



เรเดียสมีสารหลักคือ CaHA,

หรือแคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทต์



พูดง่ายๆ ก็คือ

เป็นส่วนประกอบที่มีอยู่ในกระดูกและฟันของเราด้วย



เม็ดมีขนาดค่อนข้างใหญ่และมีความหนาแน่นสูง

จึงสร้างวอลุ่มได้ตั้งแต่หลังฉีดทันที



พร้อมกันนั้นยังไปกระตุ้นเนื้อเยื่อรอบข้าง

ให้สร้างคอลลาเจนและอีลาสตินด้วย



ดังนั้นจึงเป็นโครงสร้างที่ให้ทั้งวอลุ่ม +

ช่วยปรับความยืดหยุ่นของผิวไปพร้อมกัน



สคัลป์ทราต่างออกไปครับ

สารหลักคือ PLLA หรือโพลี-แอล-แลกติกแอซิด



อนุภาคขนาดเล็กที่คล้ายเส้นใยที่ย่อยสลายได้

จะค่อยๆ สลายตัวในชั้นผิวช้าๆ

และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน



ตัวอนุภาคเองไม่ได้เข้าไปเติมวอลุ่มโดยตรง



แต่เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจน

ขึ้นมาเอง

จึงเป็นรูปแบบที่วอลุ่มค่อยๆ เพิ่มขึ้น

อย่างเป็นธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไป



และบริเวณที่ออกฤทธิ์ก็กว้างพอสมควร



เพราะทำงานแบบกระจายสม่ำเสมอในบริเวณกว้าง

เช่น ขมับ แก้ม หน้าผาก



ตรงนี้แหละครับที่มักสับสนกัน

"ถ้าเป็นฟิลเลอร์คอลลาเจนก็คงคล้ายกันหมด"

มีคนคิดแบบนี้กันเยอะมากจริงๆ



แต่ในความเป็นจริง เรเดียสเหมือนสิ่วแกะสลัก

ที่ใช้เติมบริเวณเฉพาะจุดอย่างแน่นและ

ช่วยพยุงความกระชับ



ส่วนสคัลป์ทราเหมือนการลงสีพื้นให้สม่ำเสมอ

บนผืนผ้าใบกว้างครับ



👨‍⚕️ สรุปประเด็นสำคัญโดยแพทย์อูยองจิน

เรเดียสสร้างวอลุ่มได้ทันทีหลังฉีด

พร้อมกับช่วยปรับผิวสัมผัสและความยืดหยุ่น

ไปในเวลาเดียวกัน



เหมาะกับบริเวณที่ต้องการวอลุ่มชัดเจน เช่น

ร่องแก้ม คาง และรอบจมูก



สคัลป์ทราเหมาะกับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เห็นชัดทันที

แต่จะค่อยๆ สร้างวอลุ่มที่เป็นธรรมชาติ

ครอบคลุมในพื้นที่กว้างเมื่อเวลาผ่านไป



เหมาะกับขมับตอบ แก้มตอบ

และภาวะวอลุ่มใบหน้าโดยรวมลดลง



จำง่ายๆ ว่า

วอลุ่ม + ผิวสัมผัสพร้อมกัน → เรเดียส

กว้างและเป็นธรรมชาติ → สคัลป์ทรา.



"자연스러운 볼륨을 원해요" 스컬트라와 레디어스 중 정답은?



แล้วใครเหมาะกับอะไร

ควรเลือกแบบไหน

พูดตามตรงเลยครับ,

มีหลายกรณีที่ใช้ทั้งสองอย่างร่วมกัน



แต่ถ้าตอนเริ่มต้นไม่มีเกณฑ์ในการเลือก

ก็หลงทิศทางกันได้ง่ายครับ



ขอเริ่มจากกรณีที่เหมาะกับเรเดียสก่อนครับ



ข้อแรก คนที่กังวลเรื่องร่องแก้ม

หรือร่องมาริโอเนตที่ยุบลงเฉพาะจุด



เรเดียสมีความหนาแน่นของเม็ดสูง

จึงเติมวอลุ่มในตำแหน่งที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ



ข้อสอง คนที่อยากได้ทั้งการเพิ่มวอลุ่ม

และอยากให้ผิวแน่นขึ้น ลดริ้วรอยเล็กๆ ไปพร้อมกัน



เพราะ CaHA จะไปกระตุ้นชั้นหนังแท้

ให้สร้างคอลลาเจนและอีลาสตินพร้อมกัน



ข้อสาม คนที่อยากเห็นผลค่อนข้างเร็ว



ในขณะที่สคัลป์ทราให้ผลค่อยๆ มา

เรเดียสสามารถรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่หลังทำ



ส่วนกรณีที่เหมาะกับสคัลป์ทราก็มีครับ



ขมับตอบ แก้มทั้งหน้าแบนลง หรือ

รู้สึกว่าใบหน้าดูโบ๋ไปทั้งหน้า



คนกลุ่มนี้มักต้องการการฟื้นวอลุ่มในระดับพื้นที่

มากกว่าการเติมเฉพาะจุด



สคัลป์ทราออกฤทธิ์อย่างสม่ำเสมอในพื้นที่กว้าง

จึงเหมาะกับสถานการณ์นี้มากกว่า



และในกรณีที่อายุเพิ่มขึ้นจนชั้นไขมัน

ทั่วใบหน้าลดลงโดยรวมก็เช่นกัน



จากคนไข้ที่บอกว่าทำที่อื่นมาหลายครั้งแต่ผลน้อยมาก

ผมเคยเจอหลายเคสที่

หลังเปลี่ยนมาใช้สคัลป์ทรา

แล้วพอครบ 2~3 ครั้งก็พึงพอใจ

ครับ



แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะดีเสมอไปครับ

สคัลป์ทราต้องใช้เวลาประมาณ

อย่างน้อย 4~8 สัปดาห์ หรืออาจนาน 3~6 เดือนจึงเห็นผล



หลังทำทันทีอาจดูเหมือนมีวอลุ่มจากอาการบวม

พอบวมยุบลงก็จะมีช่วงที่รู้สึกว่า "ไม่ได้ผลหรือเปล่า"

เกิดขึ้นได้ครับ



ถ้าไม่ได้เข้าใจตรงนี้ไว้ล่วงหน้า

ก็อาจผิดหวังระหว่างทางได้



แต่ถ้ายอมรับกระบวนการนี้ได้

วอลุ่มที่เป็นธรรมชาติ

สคัลป์ทราจะได้เปรียบมากกว่า



ส่วนเรเดียสก็มีอีกอย่างที่ต้องบอกครับ

ถ้าใช้ในบริเวณที่ผิวบางมาก

หรือมีเส้นเลือดกระจายซับซ้อน

ประสบการณ์ของผู้ฉีดสำคัญมาก



เพราะเมื่อเม็ดมีความหนาแน่นสูง หากฉีดพลาด

อาจเกิดการจับตัวเป็นก้อนหรือก้อนนูนได้



แต่ละเคสต่างกันครับ

เหตุผลที่เวลาผมใช้เรเดียส

ต้องประเมินความหนาของผิวก่อน

แล้วแบ่งฉีดเป็นชั้นๆ ก็เพราะอย่างนี้แหละครับ



คำถามที่พบบ่อย

Q1. เรเดียสกับสคัลป์ทรา

ฉีดในวันเดียวกันได้ไหม?

A. ได้ครับ บางกรณีก็ใช้ร่วมกัน



เช่น บริเวณขมับโดยรวม

ใช้สคัลป์ทราเพื่อกระตุ้นวอลุ่มในพื้นที่กว้าง



ส่วนร่องแก้มหรือจุดเฉพาะบนแนวกราม

ใช้เรเดียสเติมอย่างเจาะจง



แต่ผมไม่ค่อยชอบการใช้ปริมาณมากเกินไป

ในครั้งเดียวครับ



การค่อยๆ ดูการตอบสนองของแต่ละตัวให้ชัด

แล้วค่อยทำแบบเป็นขั้นตอน

จะให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติกว่าในระยะยาว



Q2. ทั้งสองหัตถการถาวรไหม

หรือว่าเวลาผ่านไปแล้วจะหายไป?

A. ทั้งคู่เป็นแบบกึ่งถาวร

ไม่ใช่ฟิลเลอร์ถาวรครับ



เรเดียสมักคงอยู่ประมาณ 12~18 เดือน



สคัลป์ทราเป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดคอลลาเจน

จึงมีรายงานว่าคงอยู่ได้นานกว่า 2 ปี

แต่ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและอายุของแต่ละคนด้วย

จึงมีความแตกต่างค่อนข้างมาก



แทนที่จะคิดว่า "อยู่ได้นาน = ดีเสมอ"

อยากย้ำอีกครั้งว่า ควรเลือกสิ่งที่เหมาะกับ

สภาพของตัวเองก่อนครับ



Q3. คนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ฟิลเลอร์

สามารถเริ่มด้วยเรเดียสหรือสคัลป์ทราได้เลยไหม?

A. ได้ครับ

แต่สำหรับคนที่ฉีดครั้งแรก

ผมจะใช้เวลาในการปรึกษามากขึ้น




เพราะถ้าไม่เคยมีประสบการณ์ฟิลเลอร์มาก่อน จะไม่มีเกณฑ์

ให้เปรียบเทียบอาการหลังทำหรือการตอบสนองครับ




จะบวมมากน้อยแค่ไหน

หรือความรู้สึกเหมือนมีก้อนอยู่ในระดับไหนถึงปกติ

ผู้ป่วยอาจประเมินเองได้ยาก




ดังนั้นถ้าเป็นครั้งแรก การอธิบายอย่างละเอียดก่อนทำ

และกำหนดนัดติดตามผลหลังทำ

อย่างรอบคอบจึงสำคัญมาก







ผมอูยองจินครับ







อ่านเพิ่มเติม

5 เกณฑ์แนะนำคลินิกผิวหนังย่านฮงแด, แพทย์เฉพาะทางบอกเอง

Rejuran HB ได้ผลจริงแค่ไหน? คุณหมอเปรียบเทียบให้ดู

ผลของ Pico Toning ต้องทำกี่ครั้งถึงฝ้าเริ่มจาง? สรุปการเปลี่ยนแปลง 4 ระยะตามแต่ละครั้ง

Shurink ควรทำกี่เดือนครั้ง? คำแนะนำเรื่องความถี่ แบบตรงไปตรงมา

Shurink vs Ulthera Prime เกณฑ์เลือกการยกกระชับที่จะช่วยประหยัดเงินคุณ

팔자주름은 레디어스, 볼 꺼짐은 스컬트라? 부위별 추천 가이드

เรเดียส vs สคัลป์ทรา,

ต่างกันยังไง?



คลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด

ผมคืออูยองจิน



💡 ก่อนอ่าน โปรดตรวจสอบก่อน

Q. เรเดียสแพงกว่า ก็แปลว่าดีกว่าไม่ใช่เหรอ?

A. สิ่งที่สำคัญกว่าความต่างของราคาคือ

'ต้องการอะไรในบริเวณไหน'



ถ้าต้องการทั้งเพิ่มวอลุ่มและปรับผิวสัมผัสพร้อมกัน

เรเดียส,

ถ้าต้องการแค่วอลุ่มที่ดูเป็นธรรมชาติในพื้นที่กว้าง

สคัลป์ทราเหมาะกว่า



Q. ทั้งสองหัตถการก็บอกว่ากระตุ้นคอลลาเจนเหมือนกัน

งั้นก็ไม่ต่างกันสิครับ?

A. จริงอยู่ที่ทั้งคู่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

แต่รูปแบบการกระตุ้นและความลึกที่ออกฤทธิ์ต่างกัน

จึงให้ผลลัพธ์ต่างกันอย่างสิ้นเชิง



📌 ประเด็นสำคัญของบทความนี้

ถ้าต้องการทั้งเพิ่มวอลุ่มและปรับผิวสัมผัสพร้อมกัน

ให้เลือกเรเดียส,

ถ้าต้องการวอลุ่มที่เป็นธรรมชาติในพื้นที่กว้าง

สคัลป์ทราเหมาะกว่า



콜라겐 유도 방식이 다르면 결과도 완전히 달라집니다



"ทั้งสองอย่าง

ก็เป็นฟิลเลอร์คอลลาเจนไม่ใช่เหรอ"

— ความเข้าใจผิดนี้เอง

ที่ทำให้เลือกพลาด

ใช่ครับ เรเดียสและสคัลป์ทราต่างก็

เป็นฟิลเลอร์ที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน



แต่มีเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งตรงนี้ครับ



คอลลาเจนถูกสร้างด้วยวิธีไหน

และเกิดขึ้นที่ชั้นผิวระดับใด ต่างกันอย่างสิ้นเชิง



และความแตกต่างนี้ส่งผลต่อผลลัพธ์

อย่างชัดเจนเลยครับ



เรเดียสมีสารหลักคือ CaHA,

หรือแคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทต์



พูดง่ายๆ ก็คือ

เป็นส่วนประกอบที่มีอยู่ในกระดูกและฟันของเราด้วย



เม็ดมีขนาดค่อนข้างใหญ่และมีความหนาแน่นสูง

จึงสร้างวอลุ่มได้ตั้งแต่หลังฉีดทันที



พร้อมกันนั้นยังไปกระตุ้นเนื้อเยื่อรอบข้าง

ให้สร้างคอลลาเจนและอีลาสตินด้วย



ดังนั้นจึงเป็นโครงสร้างที่ให้ทั้งวอลุ่ม +

ช่วยปรับความยืดหยุ่นของผิวไปพร้อมกัน



สคัลป์ทราต่างออกไปครับ

สารหลักคือ PLLA หรือโพลี-แอล-แลกติกแอซิด



อนุภาคขนาดเล็กที่คล้ายเส้นใยที่ย่อยสลายได้

จะค่อยๆ สลายตัวในชั้นผิวช้าๆ

และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน



ตัวอนุภาคเองไม่ได้เข้าไปเติมวอลุ่มโดยตรง



แต่เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจน

ขึ้นมาเอง

จึงเป็นรูปแบบที่วอลุ่มค่อยๆ เพิ่มขึ้น

อย่างเป็นธรรมชาติเมื่อเวลาผ่านไป



และบริเวณที่ออกฤทธิ์ก็กว้างพอสมควร



เพราะทำงานแบบกระจายสม่ำเสมอในบริเวณกว้าง

เช่น ขมับ แก้ม หน้าผาก



ตรงนี้แหละครับที่มักสับสนกัน

"ถ้าเป็นฟิลเลอร์คอลลาเจนก็คงคล้ายกันหมด"

มีคนคิดแบบนี้กันเยอะมากจริงๆ



แต่ในความเป็นจริง เรเดียสเหมือนสิ่วแกะสลัก

ที่ใช้เติมบริเวณเฉพาะจุดอย่างแน่นและ

ช่วยพยุงความกระชับ



ส่วนสคัลป์ทราเหมือนการลงสีพื้นให้สม่ำเสมอ

บนผืนผ้าใบกว้างครับ



👨‍⚕️ สรุปประเด็นสำคัญโดยแพทย์อูยองจิน

เรเดียสสร้างวอลุ่มได้ทันทีหลังฉีด

พร้อมกับช่วยปรับผิวสัมผัสและความยืดหยุ่น

ไปในเวลาเดียวกัน



เหมาะกับบริเวณที่ต้องการวอลุ่มชัดเจน เช่น

ร่องแก้ม คาง และรอบจมูก



สคัลป์ทราเหมาะกับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เห็นชัดทันที

แต่จะค่อยๆ สร้างวอลุ่มที่เป็นธรรมชาติ

ครอบคลุมในพื้นที่กว้างเมื่อเวลาผ่านไป



เหมาะกับขมับตอบ แก้มตอบ

และภาวะวอลุ่มใบหน้าโดยรวมลดลง



จำง่ายๆ ว่า

วอลุ่ม + ผิวสัมผัสพร้อมกัน → เรเดียส

กว้างและเป็นธรรมชาติ → สคัลป์ทรา.



"자연스러운 볼륨을 원해요" 스컬트라와 레디어스 중 정답은?



แล้วใครเหมาะกับอะไร

ควรเลือกแบบไหน

พูดตามตรงเลยครับ,

มีหลายกรณีที่ใช้ทั้งสองอย่างร่วมกัน



แต่ถ้าตอนเริ่มต้นไม่มีเกณฑ์ในการเลือก

ก็หลงทิศทางกันได้ง่ายครับ



ขอเริ่มจากกรณีที่เหมาะกับเรเดียสก่อนครับ



ข้อแรก คนที่กังวลเรื่องร่องแก้ม

หรือร่องมาริโอเนตที่ยุบลงเฉพาะจุด



เรเดียสมีความหนาแน่นของเม็ดสูง

จึงเติมวอลุ่มในตำแหน่งที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ



ข้อสอง คนที่อยากได้ทั้งการเพิ่มวอลุ่ม

และอยากให้ผิวแน่นขึ้น ลดริ้วรอยเล็กๆ ไปพร้อมกัน



เพราะ CaHA จะไปกระตุ้นชั้นหนังแท้

ให้สร้างคอลลาเจนและอีลาสตินพร้อมกัน



ข้อสาม คนที่อยากเห็นผลค่อนข้างเร็ว



ในขณะที่สคัลป์ทราให้ผลค่อยๆ มา

เรเดียสสามารถรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่หลังทำ



ส่วนกรณีที่เหมาะกับสคัลป์ทราก็มีครับ



ขมับตอบ แก้มทั้งหน้าแบนลง หรือ

รู้สึกว่าใบหน้าดูโบ๋ไปทั้งหน้า



คนกลุ่มนี้มักต้องการการฟื้นวอลุ่มในระดับพื้นที่

มากกว่าการเติมเฉพาะจุด



สคัลป์ทราออกฤทธิ์อย่างสม่ำเสมอในพื้นที่กว้าง

จึงเหมาะกับสถานการณ์นี้มากกว่า



และในกรณีที่อายุเพิ่มขึ้นจนชั้นไขมัน

ทั่วใบหน้าลดลงโดยรวมก็เช่นกัน



จากคนไข้ที่บอกว่าทำที่อื่นมาหลายครั้งแต่ผลน้อยมาก

ผมเคยเจอหลายเคสที่

หลังเปลี่ยนมาใช้สคัลป์ทรา

แล้วพอครบ 2~3 ครั้งก็พึงพอใจ

ครับ



แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะดีเสมอไปครับ

สคัลป์ทราต้องใช้เวลาประมาณ

อย่างน้อย 4~8 สัปดาห์ หรืออาจนาน 3~6 เดือนจึงเห็นผล



หลังทำทันทีอาจดูเหมือนมีวอลุ่มจากอาการบวม

พอบวมยุบลงก็จะมีช่วงที่รู้สึกว่า "ไม่ได้ผลหรือเปล่า"

เกิดขึ้นได้ครับ



ถ้าไม่ได้เข้าใจตรงนี้ไว้ล่วงหน้า

ก็อาจผิดหวังระหว่างทางได้



แต่ถ้ายอมรับกระบวนการนี้ได้

วอลุ่มที่เป็นธรรมชาติ

สคัลป์ทราจะได้เปรียบมากกว่า



ส่วนเรเดียสก็มีอีกอย่างที่ต้องบอกครับ

ถ้าใช้ในบริเวณที่ผิวบางมาก

หรือมีเส้นเลือดกระจายซับซ้อน

ประสบการณ์ของผู้ฉีดสำคัญมาก



เพราะเมื่อเม็ดมีความหนาแน่นสูง หากฉีดพลาด

อาจเกิดการจับตัวเป็นก้อนหรือก้อนนูนได้



แต่ละเคสต่างกันครับ

เหตุผลที่เวลาผมใช้เรเดียส

ต้องประเมินความหนาของผิวก่อน

แล้วแบ่งฉีดเป็นชั้นๆ ก็เพราะอย่างนี้แหละครับ



คำถามที่พบบ่อย

Q1. เรเดียสกับสคัลป์ทรา

ฉีดในวันเดียวกันได้ไหม?

A. ได้ครับ บางกรณีก็ใช้ร่วมกัน



เช่น บริเวณขมับโดยรวม

ใช้สคัลป์ทราเพื่อกระตุ้นวอลุ่มในพื้นที่กว้าง



ส่วนร่องแก้มหรือจุดเฉพาะบนแนวกราม

ใช้เรเดียสเติมอย่างเจาะจง



แต่ผมไม่ค่อยชอบการใช้ปริมาณมากเกินไป

ในครั้งเดียวครับ



การค่อยๆ ดูการตอบสนองของแต่ละตัวให้ชัด

แล้วค่อยทำแบบเป็นขั้นตอน

จะให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติกว่าในระยะยาว



Q2. ทั้งสองหัตถการถาวรไหม

หรือว่าเวลาผ่านไปแล้วจะหายไป?

A. ทั้งคู่เป็นแบบกึ่งถาวร

ไม่ใช่ฟิลเลอร์ถาวรครับ



เรเดียสมักคงอยู่ประมาณ 12~18 เดือน



สคัลป์ทราเป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดคอลลาเจน

จึงมีรายงานว่าคงอยู่ได้นานกว่า 2 ปี

แต่ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและอายุของแต่ละคนด้วย

จึงมีความแตกต่างค่อนข้างมาก



แทนที่จะคิดว่า "อยู่ได้นาน = ดีเสมอ"

อยากย้ำอีกครั้งว่า ควรเลือกสิ่งที่เหมาะกับ

สภาพของตัวเองก่อนครับ



Q3. คนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ฟิลเลอร์

สามารถเริ่มด้วยเรเดียสหรือสคัลป์ทราได้เลยไหม?

A. ได้ครับ

แต่สำหรับคนที่ฉีดครั้งแรก

ผมจะใช้เวลาในการปรึกษามากขึ้น




เพราะถ้าไม่เคยมีประสบการณ์ฟิลเลอร์มาก่อน จะไม่มีเกณฑ์

ให้เปรียบเทียบอาการหลังทำหรือการตอบสนองครับ




จะบวมมากน้อยแค่ไหน

หรือความรู้สึกเหมือนมีก้อนอยู่ในระดับไหนถึงปกติ

ผู้ป่วยอาจประเมินเองได้ยาก




ดังนั้นถ้าเป็นครั้งแรก การอธิบายอย่างละเอียดก่อนทำ

และกำหนดนัดติดตามผลหลังทำ

อย่างรอบคอบจึงสำคัญมาก







ผมอูยองจินครับ







อ่านเพิ่มเติม

5 เกณฑ์แนะนำคลินิกผิวหนังย่านฮงแด, แพทย์เฉพาะทางบอกเอง

Rejuran HB ได้ผลจริงแค่ไหน? คุณหมอเปรียบเทียบให้ดู

ผลของ Pico Toning ต้องทำกี่ครั้งถึงฝ้าเริ่มจาง? สรุปการเปลี่ยนแปลง 4 ระยะตามแต่ละครั้ง

Shurink ควรทำกี่เดือนครั้ง? คำแนะนำเรื่องความถี่ แบบตรงไปตรงมา

Shurink vs Ulthera Prime เกณฑ์เลือกการยกกระชับที่จะช่วยประหยัดเงินคุณ

บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก
บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก

บทความแนะนำ

บทความแนะนำ

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

"2 สัปดาห์สั้นเกินไป" เหตุผลที่ผู้อำนวยการวี ยองจินปรับรอบการทำ PicoWay เป็น 4–6 สัปดาห์

ลบรอยสัก

พูดตรงๆ นะครับ/ค่ะ ผม/ฉันเองก็เคยกำหนดช่วงห่างของ PicoWay ไว้ที่ 2 สัปดาห์

ระยะห่างในการลบรอยสักด้วย PicoWay ถ้าทำซ้ำอีกครั้งใน 2 สัปดาห์ คุณคิดว่าได้ผลเป็นสองเท่าหรือเปล่า? ถ้าไม่รู้ช่วงเวลาที่อนุภาคถูกขับออกผ่านระบบน้ำเหลือง ก็อาจกลายเป็นหัตถการที่เสียเงินเปล่า

ถ้าฉีดสลายไขมันแก้มลึกแล้วไม่ได้ผล? ความลับของ 'เอ็นพยุง' ที่ผู้อำนวยการวี ยองจินพูดถึง

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ผลของการฉีดสลายไขมันแก้มส่วนลึก ทำไมยิ่งลดปริมาณเพียงอย่างเดียวกลับยิ่งหย่อนคล้อย

ผลของการฉีดสลายไขมันแก้มส่วนลึก แค่ละลายไขมันอย่างเดียวก็จบแล้วหรือไม่? ในกรณีที่เอ็นพยุงหย่อนคล้อย อาจยิ่งทำให้ดูหย่อนลงมากกว่าเดิม ดังนั้นการประเมินการเปลี่ยนแปลงในแต่ละครั้งและการพิจารณาว่าควรทำหัตถการร่วมกันหรือไม่จึงเป็นสิ่งสำคัญ

เหตุผลที่ 'ไมโครเวฟ' คือคำตอบ หากไขมันใต้คางไม่ลดลง

ยกกระชับ

Onda vs คลื่นความถี่วิทยุ: ความต่างเล็กๆ ที่ชี้ขาดของ 'การสลายไขมัน' ที่ผู้อำนวยการวี ยองจินวิเคราะห์

หลักการสลายไขมันของ Onda ต่างจาก RF อย่างไร? หัวทิปขนาด 7 มม. ช่วยยกอุณหภูมิของชั้นไขมันขึ้นไปถึง 67°C และเมื่อเซลล์ตายแล้วก็จะไม่สามารถสร้างกลับมาได้อีก เหตุผลที่ผลลัพธ์แตกต่างจากการลดน้ำหนักแบบโยโย่

การวิเคราะห์โดยผู้อำนวยการวี ยองจิน แห่งคลินิกบิวตี้สโตน: เหตุผลที่รู้สึกว่าผลลัพธ์ของเทอร์มาจหายไปภายใน 6 เดือน

ยกกระชับ

“Thermage อยู่ได้ 1 ปีไม่ใช่เหรอ” — สิ่งที่เหลืออยู่จริง ๆ ในเดือนที่ 6

เทอร์มาจอยู่ได้นาน 12 เดือนจริงเหรอ? ข้อมูลจริงคือครบ 6 เดือนเหลือ 50% และครบ 12 เดือนเหลือเพียง 20% เท่านั้น เดี๋ยวผมจะอธิบายให้เข้าใจง่ายด้วยการเปรียบเทียบกับการจัดย้ายเฟอร์นิเจอร์นะครับ

หมึกสีดำหมดไปแล้ว แต่เหลือแค่สีแดงเหรอ? มีเหตุผลอยู่นะ

ลบรอยสัก

หมึกสีดำหมดไปแล้ว แต่เหลือเพียงสีแดงใช่ไหม? มีเหตุผลอยู่

90% ของคนที่ลบรอยสักสีแดงไม่ออกนั้นเกิดจากความยาวคลื่นไม่ตรงกัน โดยทั่วไปเลเซอร์ 1064nm ไม่สามารถลบสีแดงได้

รอบการทำ Rejuran HB: เหตุผลที่ผู้อำนวยการวี ยองจินยืนกรานให้เว้น '2 สัปดาห์' แทน '1 เดือน'รอบการทำ Rejuran HB: เหตุผลที่ผู้อำนวยการวี ยองจินยืนกรานให้เว้น '2 สัปดาห์' แทน '1 เดือน'

ผิว

รอบการฉีดรีจูรัน HB ทำไมต้องห่าง 2 สัปดาห์ อธิบายให้เข้าใจผ่านไซเคิล PN

รีจูรัน HB เดือนละครั้งไม่พอเหรอ? เพราะรอบการดูดซึมของ PN สั้นมาก ถ้าเว้นเกิน 2 สัปดาห์ก็เท่ากับว่าเริ่มต้นใหม่ในช่วงที่ประสิทธิภาพเริ่มลดลงแล้ว

🌸ล่ามญี่ปุ่นประจำ / ราคา Trial สุดคุ้ม / เห็นผลชัดเจนจนน่าพอใจ🌸