อย่าเชื่อคำพูดที่ว่าเรตินอลก็คือเรตินอยด์
อย่าเชื่อคำพูดที่ว่าเรตินอลก็คือเรตินอยด์
อย่าเชื่อคำพูดที่ว่าเรตินอลก็คือเรตินอยด์
ทำไมเรตินอยด์แต่ละชนิดแรงต่างกัน เริ่มจากชั้นขี้ไคล เทียบเรตินอลกับเทรทิโนอิน พร้อมวิธีเลือก

ที่บอกว่าเรตินอลก็คือเรตินอยด์
อย่าเพิ่งเชื่อคำนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์นะคะ
โดย หมอวี ยองจิน ผู้อำนวยการ Beautystone (อดีตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล)
เช็กข้อมูลตรงนี้ก่อนอ่านกันเลยค่ะ
Q. เรตินอล กับ เรตินอยด์ สุดท้ายแล้วมันก็คือตัวเดียวกันไม่ใช่หรอคะ?
A. ไม่ใช่ค่ะ ถึงแม้ทั้งคู่จะเป็นสารในกลุ่มวิตามินเอก็ตาม
แต่วิธีการซึมผ่านชั้นขี้ไคล (stratumn corneum) นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงเลยค่ะ
ดังนั้นทั้งระดับการระคายเคืองและผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่เหมือนกันค่ะ
Q. ทำไมเป็นวิตามินเอเหมือนกัน
แต่ความเข้มข้นและความแรงถึงต่างกันคะ?
A. เพราะชั้นขี้ไคลของผิวเราทำหน้าที่เป็นเสมือน "ด่านตรวจ" ค่ะ
หัวใจสำคัญมันอยู่ที่ว่า สารสกัดเหล่านี้จะผ่านด่านตรวจนี้เข้าไปในรูปแบบไหนค่ะ
ประเด็นสำคัญของบทความนี้
เรตินอล, เรตินอลดีไฮด์ (Retinal), ทรีติโนอิน (Tretinoin)
เหตุผลที่ความเข้มข้นและความแรงต่างกัน เป็นเพราะเรื่องของชั้นขี้ไคลค่ะ

Retinoid คืออะไร?
Retinoid (เรตินอยด์) เป็นกลุ่มสารสกัดประเภทวิตามินเอ
และอนุพันธ์ของวิตามินเอทั้งหมดค่ะ
พูดง่ายๆ ก็คือ เรตินอลก็คือเรตินอยด์แบบหนึ่ง
ทรีติโนอินก็คือเรตินอยด์แบบหนึ่งเหมือนกันค่ะ
แต่จุดนี้เป็นสิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดกันเยอะมากเลยนะคะ
เราไม่สามารถใส่เครื่องหมายเท่ากับว่า
"Retinoid = Retinol" ได้เลยซะทีเดียวค่ะ
เพราะถ้า Retinoid คือ "นามสกุลของครอบครัว"
Retinol, Retinal และ Tretinoin ก็คือ
"ชื่อของสมาชิกแต่ละคน" ในครอบครัวนั้นค่ะ
ซึ่งความแตกต่างของสมาชิกแต่ละคนนี้
บอกเลยว่ามากกว่าที่หลายคนคิดไว้เยอะมากค่ะ
และกุญแจสำคัญที่สร้างความแตกต่างนี้
ก็คือชั้นขี้ไคลของผิวเรานั่นเองค่ะ

เหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้ความเข้มข้นและความแรงแตกต่างกัน
— ด่านตรวจที่เรียกว่าชั้นขี้ไคล
ที่ผิวชั้นนอกสุดของเราจะมีชั้นที่เรียกว่า
ชั้นขี้ไคล ซึ่งเป็นเกราะป้องกันบางๆ ครับ
มีความหนาเพียงคราวๆ 0.01~0.02 มม. เท่านั้น
แต่ชั้นบางๆ นี้ทำหน้าที่คอยสกัดกั้น
สิ่งแปลกปลอมจากภายนอกแทบทั้งหมดเลยค่ะ
นั่นหมายความว่า ต่อให้เป็นสารบำรุงผิวที่ดีแค่ไหน ก็จำเป็นต้องผ่านชั้นขี้ไคลนี้ไปให้ได้
ถึงจะสามารถซึมเข้าไปทำงานถึงชั้นหนังแท้ (dermis) ได้ค่ะ
ซึ่งเรตินอล หลังจากซึมผ่านชั้นขี้ไคลเข้าไปแล้ว
ยังต้องผ่านกระบวนการแปลงสารภายในผิวอีกถึงสองขั้นตอนด้วยกันค่ะ
เรตินอล → เรตินอลดีไฮด์ (Retinal) → ทรีติโนอิน (กรดเรตินอิก)
ส่วนตัวที่จะเข้าไปออกฤทธิ์ทำงานกับเซลล์ผิวของเราจริงๆ ก็คือ
ทรีติโนอิน ซึ่งเป็นรูปแบบพร้อมทำงาน (active form) นั่นเองค่ะ
ทุกครั้งที่เรตินอลแปลงร่าง ประสิทธิภาพและฤทธิ์ของมันจะลดทอนลงไปบางส่วนค่ะ
แถมตอนซึมผ่านชั้นขี้ไคล อัตราการดูดซึมก็ลดลง
รวมถึงประสิทธิภาพการแปลงสารของแต่ละคนก็ไม่เท่ากันอีกด้วยค่ะ
ในทางกลับกัน ทรีติโนอินคือรูปแบบพร้อมทำงานในตัวเองอยู่แล้วค่ะ
จึงไม่มีความจำเป็นต้องผ่านกระบวนการแปลงสารใดๆ เลย
ดังนั้นต่อให้เป็นสารกลุ่มวิตามินเอเหมือนกัน แต่เรตินอล 0.5%
กับทรีติโนอิน 0.025% บอกเลยว่าในแง่ของความแรงในการออกฤทธิ์
เทียบกันไม่ได้เลยค่ะ
สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยอง진
เรตินอลต้องซึมผ่านชั้นขี้ไคล
และแปลงโมเลกุลถึงสองครั้งถึงจะเห็นผลลัพธ์ค่ะ
ขณะที่ทรีติโนอินออกฤทธิ์ได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลงสาร
เห็นผลไวแต่ก็แลกมาด้วยการระคายเคืองที่รุนแรงกว่าค่ะ
รูปแบบไหนจะเหมาะกับผิวของเรา
ขึ้นอยู่กับสภาพเกราะป้องกันภายนอก (Skin Barrier) ของแต่ละคนค่ะ

เปรียบเทียบชัดๆ Retinol vs Retinal vs Tretinoin
ประเภท | Retinol | Retinal | Tretinoin |
ขั้นการแปลงสาร | ต้องแปลง 2 ขั้นตอน | ต้องแปลง 1 ขั้นตอน | ไม่ต้องแปลงสาร |
ระดับความแรง | ค่อนข้างอ่อนโยน | ปานกลาง | รุนแรง/ทรงพลัง |
การระคายเคือง | ต่ำ | ปานกลาง | สูง |
ช่องทางการซื้อ | เครื่องสำอางทั่วไป | เครื่องสำอางทั่วไป | ยาควบคุมพิเศษ (ต้องมีใบสั่งแพทย์) |
ระยะเวลาที่เริ่มเห็นผล | 8~12 สัปดาห์ | 4~8 สัปดาห์ | 2~4 สัปดาห์ |
ไกด์ไลน์คำแนะนำสำหรับแต่ละเคส
1. ผู้ที่ควรเริ่มต้นด้วย Retinol
เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเคยใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่มวิตามินเอครั้งแรก
หรือคนที่มีผิวบางและผิวแพ้ง่ายค่ะ
แนะนำให้เริ่มจากความเข้มข้นประมาณ 0.1~0.3% แล้วค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้นค่ะ
2. ผู้ที่สามารถขยับไปใช้ Retinal ได้
สำหรับผู้ที่ใช้ Retinol ความเข้มข้น 0.5% ขึ้นไป
ติดต่อกันเกิน 3 เดือนแล้วไม่มีอาการแพ้หรือระคายเคืองใดๆ ค่ะ
จะช่วยให้รู้สึกถึงผลลัพธ์ที่รวดเร็วยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดค่ะ
3. ผู้ที่จำเป็นต้องใช้ Tretinoin
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรักษารอยแผลเป็นจากสิว, เม็ดสีผิวเข้มลึก
หรือต้องการปรับปรุงริ้วรอยอย่างจริงจังค่ะ
แต่จำเป็นต้องได้รับการสั่งยาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นนะคะ
ในช่วง 2~3 สัปดาห์แรกของการใช้ Tretinoin จะมีความท้าทายมากค่ะ
ผิวอาจจะลอกและแสบแดงได้ แต่ถ้าผ่านช่วงวิกฤตนี้ไปได้
จะสังเกตเห็นเลยว่าโทนสีผิวและเนื้อผิวมีความกระชับยืดหยุ่นดีขึ้นชัดเจนเลยค่ะ

กฎเหล็ก 3 ข้อที่ต้องรักษาเมื่อใช้ Retinoid
1. ครีมกันแดดคือสิ่งที่ขาดไม่ได้เด็ดขาด
เมื่อชั้นขี้ไคลบางลง ผิวเราจะไวต่อรังสี UV มากขึ้นค่ะ
ดังนั้นต้องหมั่นทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50 ขึ้นไปเป็นประจำนะคะ
2. ลงมอยส์เจอไรเซอร์ก่อน แล้วค่อยทา Retinoid ทับ
สำหรับมือใหม่ แนะนำให้ใช้วิธี 'Sandwich Method'
โดยทาครีมบำรุงเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นก่อน แล้วค่อยลงเรตินอยด์ทับลงไปค่ะ
3. ในช่วงแรกห้ามใช้ทุกวันเด็ดขาด
เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ควรเริ่มใช้เพียงสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งก่อน
เมื่อผิวเริ่มปรับตัวได้แล้วค่อยขยับเป็นวันเว้นวัน แล้วจึงค่อยๆ เพิ่มเป็นใช้ทุกวันค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q1. ถ้าใช้ Retinol อยู่
สามารถเปลี่ยนไปทา Tretinoin ทันทีเลยได้ไหมคะ?
อาจทำให้เกิดการระคายเคืองหนักได้ค่ะ แนะนำให้หยุดใช้ Retinol สัก 1 สัปดาห์ก่อน
แล้วค่อยเริ่มใช้ Tretinoin ที่ความเข้มข้นต่ำสุด สัปดาห์ละ 2 ครั้งเพื่อดูอาการก่อนค่ะ
Q2. ต้องใช้นานแค่ไหนถึงจะเริ่มเห็นผลคะ?
สำหรับ Retinol จะเริ่มเห็นผลประมาณ 8~12 สัปดาห์ ส่วน Tretinoin อยู่ที่ 4~8 สัปดาห์ค่ะ
แต่ถ้าเป็นเรื่องของการลดเลือนริ้วรอย
จำเป็นต้องใช้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปนะคะ
Q3. ใช้ Retinoid แล้วจะทำให้ผิวบางลงไหมคะ?
นี่คือความเข้าใจผิดที่เจอบ่อยที่สุดเลยค่ะ จริงๆ แล้วชั้นขี้ไคลด้านนอกสุดอาจจะบางลงก็จริง
แต่ผิวชั้นหนังแท้ด้านล่างจะได้รับการกระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนใหม่
ซึ่งส่งผลให้ผิวจริงๆ ของเราแลดูอิ่มฟูและหนาแข็งแรงขึ้นค่ะ
สำหรับลูกค้าไทย สามารถปรึกษาผ่าน LINE/KakaoTalk ก่อนจองคิวเดินทางมาหน้าร้านได้นะคะ
ปรึกษาคุณหมอผ่านทางช่องทางแชท
หากอยากรู้ว่าผิวของเราเหมาะกับหัตถการไหน คุณหมอจะเป็นผู้ประเมินและตอบกลับโดยตรงเลยค่ะ
▶ คลิกเพื่อปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk
ทั้งหมดนี้คือข้อมูลดีๆ จาก หมอวี ยองจิน ครับ
บทความสุขภาพผิวที่น่าสนใจเพิ่มเติม
▶ฉีดเมโสแฟตสลายไขมันแถวฮงแด ทำไมบางคนทำแล้วไม่เห็นผล? (*มีเฉพาะสลายน่องและเหนียงนะคะ)
▶ความเจ็บตอนเลเซอร์กำจัดขนหนวด ถ้าทำแบบนี้จะพอทนได้ไหมนะ? - รวมประเภทของยาชา
▶Juvelook Volume (Juvelook cyne) ช่วยรักษาปัญหาใต้ตาคล้ำได้จริงไหม?
▶หน้าผากและหางตาต้อง Coretox, ส่วนกรามใช้โบท็อกซ์ทั่วไป? สูตรผสมผสานที่ดีที่สุดตามบริเวณใบหน้า

ที่บอกว่าเรตินอลก็คือเรตินอยด์
อย่าเพิ่งเชื่อคำนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์นะคะ
โดย หมอวี ยองจิน ผู้อำนวยการ Beautystone (อดีตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล)
เช็กข้อมูลตรงนี้ก่อนอ่านกันเลยค่ะ
Q. เรตินอล กับ เรตินอยด์ สุดท้ายแล้วมันก็คือตัวเดียวกันไม่ใช่หรอคะ?
A. ไม่ใช่ค่ะ ถึงแม้ทั้งคู่จะเป็นสารในกลุ่มวิตามินเอก็ตาม
แต่วิธีการซึมผ่านชั้นขี้ไคล (stratumn corneum) นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงเลยค่ะ
ดังนั้นทั้งระดับการระคายเคืองและผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่เหมือนกันค่ะ
Q. ทำไมเป็นวิตามินเอเหมือนกัน
แต่ความเข้มข้นและความแรงถึงต่างกันคะ?
A. เพราะชั้นขี้ไคลของผิวเราทำหน้าที่เป็นเสมือน "ด่านตรวจ" ค่ะ
หัวใจสำคัญมันอยู่ที่ว่า สารสกัดเหล่านี้จะผ่านด่านตรวจนี้เข้าไปในรูปแบบไหนค่ะ
ประเด็นสำคัญของบทความนี้
เรตินอล, เรตินอลดีไฮด์ (Retinal), ทรีติโนอิน (Tretinoin)
เหตุผลที่ความเข้มข้นและความแรงต่างกัน เป็นเพราะเรื่องของชั้นขี้ไคลค่ะ

Retinoid คืออะไร?
Retinoid (เรตินอยด์) เป็นกลุ่มสารสกัดประเภทวิตามินเอ
และอนุพันธ์ของวิตามินเอทั้งหมดค่ะ
พูดง่ายๆ ก็คือ เรตินอลก็คือเรตินอยด์แบบหนึ่ง
ทรีติโนอินก็คือเรตินอยด์แบบหนึ่งเหมือนกันค่ะ
แต่จุดนี้เป็นสิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดกันเยอะมากเลยนะคะ
เราไม่สามารถใส่เครื่องหมายเท่ากับว่า
"Retinoid = Retinol" ได้เลยซะทีเดียวค่ะ
เพราะถ้า Retinoid คือ "นามสกุลของครอบครัว"
Retinol, Retinal และ Tretinoin ก็คือ
"ชื่อของสมาชิกแต่ละคน" ในครอบครัวนั้นค่ะ
ซึ่งความแตกต่างของสมาชิกแต่ละคนนี้
บอกเลยว่ามากกว่าที่หลายคนคิดไว้เยอะมากค่ะ
และกุญแจสำคัญที่สร้างความแตกต่างนี้
ก็คือชั้นขี้ไคลของผิวเรานั่นเองค่ะ

เหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้ความเข้มข้นและความแรงแตกต่างกัน
— ด่านตรวจที่เรียกว่าชั้นขี้ไคล
ที่ผิวชั้นนอกสุดของเราจะมีชั้นที่เรียกว่า
ชั้นขี้ไคล ซึ่งเป็นเกราะป้องกันบางๆ ครับ
มีความหนาเพียงคราวๆ 0.01~0.02 มม. เท่านั้น
แต่ชั้นบางๆ นี้ทำหน้าที่คอยสกัดกั้น
สิ่งแปลกปลอมจากภายนอกแทบทั้งหมดเลยค่ะ
นั่นหมายความว่า ต่อให้เป็นสารบำรุงผิวที่ดีแค่ไหน ก็จำเป็นต้องผ่านชั้นขี้ไคลนี้ไปให้ได้
ถึงจะสามารถซึมเข้าไปทำงานถึงชั้นหนังแท้ (dermis) ได้ค่ะ
ซึ่งเรตินอล หลังจากซึมผ่านชั้นขี้ไคลเข้าไปแล้ว
ยังต้องผ่านกระบวนการแปลงสารภายในผิวอีกถึงสองขั้นตอนด้วยกันค่ะ
เรตินอล → เรตินอลดีไฮด์ (Retinal) → ทรีติโนอิน (กรดเรตินอิก)
ส่วนตัวที่จะเข้าไปออกฤทธิ์ทำงานกับเซลล์ผิวของเราจริงๆ ก็คือ
ทรีติโนอิน ซึ่งเป็นรูปแบบพร้อมทำงาน (active form) นั่นเองค่ะ
ทุกครั้งที่เรตินอลแปลงร่าง ประสิทธิภาพและฤทธิ์ของมันจะลดทอนลงไปบางส่วนค่ะ
แถมตอนซึมผ่านชั้นขี้ไคล อัตราการดูดซึมก็ลดลง
รวมถึงประสิทธิภาพการแปลงสารของแต่ละคนก็ไม่เท่ากันอีกด้วยค่ะ
ในทางกลับกัน ทรีติโนอินคือรูปแบบพร้อมทำงานในตัวเองอยู่แล้วค่ะ
จึงไม่มีความจำเป็นต้องผ่านกระบวนการแปลงสารใดๆ เลย
ดังนั้นต่อให้เป็นสารกลุ่มวิตามินเอเหมือนกัน แต่เรตินอล 0.5%
กับทรีติโนอิน 0.025% บอกเลยว่าในแง่ของความแรงในการออกฤทธิ์
เทียบกันไม่ได้เลยค่ะ
สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยอง진
เรตินอลต้องซึมผ่านชั้นขี้ไคล
และแปลงโมเลกุลถึงสองครั้งถึงจะเห็นผลลัพธ์ค่ะ
ขณะที่ทรีติโนอินออกฤทธิ์ได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลงสาร
เห็นผลไวแต่ก็แลกมาด้วยการระคายเคืองที่รุนแรงกว่าค่ะ
รูปแบบไหนจะเหมาะกับผิวของเรา
ขึ้นอยู่กับสภาพเกราะป้องกันภายนอก (Skin Barrier) ของแต่ละคนค่ะ

เปรียบเทียบชัดๆ Retinol vs Retinal vs Tretinoin
ประเภท | Retinol | Retinal | Tretinoin |
ขั้นการแปลงสาร | ต้องแปลง 2 ขั้นตอน | ต้องแปลง 1 ขั้นตอน | ไม่ต้องแปลงสาร |
ระดับความแรง | ค่อนข้างอ่อนโยน | ปานกลาง | รุนแรง/ทรงพลัง |
การระคายเคือง | ต่ำ | ปานกลาง | สูง |
ช่องทางการซื้อ | เครื่องสำอางทั่วไป | เครื่องสำอางทั่วไป | ยาควบคุมพิเศษ (ต้องมีใบสั่งแพทย์) |
ระยะเวลาที่เริ่มเห็นผล | 8~12 สัปดาห์ | 4~8 สัปดาห์ | 2~4 สัปดาห์ |
ไกด์ไลน์คำแนะนำสำหรับแต่ละเคส
1. ผู้ที่ควรเริ่มต้นด้วย Retinol
เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเคยใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่มวิตามินเอครั้งแรก
หรือคนที่มีผิวบางและผิวแพ้ง่ายค่ะ
แนะนำให้เริ่มจากความเข้มข้นประมาณ 0.1~0.3% แล้วค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้นค่ะ
2. ผู้ที่สามารถขยับไปใช้ Retinal ได้
สำหรับผู้ที่ใช้ Retinol ความเข้มข้น 0.5% ขึ้นไป
ติดต่อกันเกิน 3 เดือนแล้วไม่มีอาการแพ้หรือระคายเคืองใดๆ ค่ะ
จะช่วยให้รู้สึกถึงผลลัพธ์ที่รวดเร็วยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดค่ะ
3. ผู้ที่จำเป็นต้องใช้ Tretinoin
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรักษารอยแผลเป็นจากสิว, เม็ดสีผิวเข้มลึก
หรือต้องการปรับปรุงริ้วรอยอย่างจริงจังค่ะ
แต่จำเป็นต้องได้รับการสั่งยาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นนะคะ
ในช่วง 2~3 สัปดาห์แรกของการใช้ Tretinoin จะมีความท้าทายมากค่ะ
ผิวอาจจะลอกและแสบแดงได้ แต่ถ้าผ่านช่วงวิกฤตนี้ไปได้
จะสังเกตเห็นเลยว่าโทนสีผิวและเนื้อผิวมีความกระชับยืดหยุ่นดีขึ้นชัดเจนเลยค่ะ

กฎเหล็ก 3 ข้อที่ต้องรักษาเมื่อใช้ Retinoid
1. ครีมกันแดดคือสิ่งที่ขาดไม่ได้เด็ดขาด
เมื่อชั้นขี้ไคลบางลง ผิวเราจะไวต่อรังสี UV มากขึ้นค่ะ
ดังนั้นต้องหมั่นทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50 ขึ้นไปเป็นประจำนะคะ
2. ลงมอยส์เจอไรเซอร์ก่อน แล้วค่อยทา Retinoid ทับ
สำหรับมือใหม่ แนะนำให้ใช้วิธี 'Sandwich Method'
โดยทาครีมบำรุงเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นก่อน แล้วค่อยลงเรตินอยด์ทับลงไปค่ะ
3. ในช่วงแรกห้ามใช้ทุกวันเด็ดขาด
เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ควรเริ่มใช้เพียงสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งก่อน
เมื่อผิวเริ่มปรับตัวได้แล้วค่อยขยับเป็นวันเว้นวัน แล้วจึงค่อยๆ เพิ่มเป็นใช้ทุกวันค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q1. ถ้าใช้ Retinol อยู่
สามารถเปลี่ยนไปทา Tretinoin ทันทีเลยได้ไหมคะ?
อาจทำให้เกิดการระคายเคืองหนักได้ค่ะ แนะนำให้หยุดใช้ Retinol สัก 1 สัปดาห์ก่อน
แล้วค่อยเริ่มใช้ Tretinoin ที่ความเข้มข้นต่ำสุด สัปดาห์ละ 2 ครั้งเพื่อดูอาการก่อนค่ะ
Q2. ต้องใช้นานแค่ไหนถึงจะเริ่มเห็นผลคะ?
สำหรับ Retinol จะเริ่มเห็นผลประมาณ 8~12 สัปดาห์ ส่วน Tretinoin อยู่ที่ 4~8 สัปดาห์ค่ะ
แต่ถ้าเป็นเรื่องของการลดเลือนริ้วรอย
จำเป็นต้องใช้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปนะคะ
Q3. ใช้ Retinoid แล้วจะทำให้ผิวบางลงไหมคะ?
นี่คือความเข้าใจผิดที่เจอบ่อยที่สุดเลยค่ะ จริงๆ แล้วชั้นขี้ไคลด้านนอกสุดอาจจะบางลงก็จริง
แต่ผิวชั้นหนังแท้ด้านล่างจะได้รับการกระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนใหม่
ซึ่งส่งผลให้ผิวจริงๆ ของเราแลดูอิ่มฟูและหนาแข็งแรงขึ้นค่ะ
สำหรับลูกค้าไทย สามารถปรึกษาผ่าน LINE/KakaoTalk ก่อนจองคิวเดินทางมาหน้าร้านได้นะคะ
ปรึกษาคุณหมอผ่านทางช่องทางแชท
หากอยากรู้ว่าผิวของเราเหมาะกับหัตถการไหน คุณหมอจะเป็นผู้ประเมินและตอบกลับโดยตรงเลยค่ะ
▶ คลิกเพื่อปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk
ทั้งหมดนี้คือข้อมูลดีๆ จาก หมอวี ยองจิน ครับ
บทความสุขภาพผิวที่น่าสนใจเพิ่มเติม
▶ฉีดเมโสแฟตสลายไขมันแถวฮงแด ทำไมบางคนทำแล้วไม่เห็นผล? (*มีเฉพาะสลายน่องและเหนียงนะคะ)
▶ความเจ็บตอนเลเซอร์กำจัดขนหนวด ถ้าทำแบบนี้จะพอทนได้ไหมนะ? - รวมประเภทของยาชา
▶Juvelook Volume (Juvelook cyne) ช่วยรักษาปัญหาใต้ตาคล้ำได้จริงไหม?
▶หน้าผากและหางตาต้อง Coretox, ส่วนกรามใช้โบท็อกซ์ทั่วไป? สูตรผสมผสานที่ดีที่สุดตามบริเวณใบหน้า
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

โครงหน้า&วอลลุ่ม
RTTE RF ทำงานอย่างไรกับพุงแก้มที่หย่อนคล้อยข้างโหนกแก้มเพื่อช่วยเพิ่มวอลลุ่มให้ใบหน้าส่วนกลาง และจะเหมาะกับใครบ้างนะ?
สรุปหลักการทำงานของ Alite RF ในการคืนความยืดหยุ่นให้กับใบหน้าส่วนกลาง พร้อมช่วงเวลาที่เริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน และความแตกต่างระหว่างหัตถการนี้กับโปรแกรมยกกระชับอื่นๆ หรือการฉีดฟิลเลอร์ค่ะ

ยกกระชับ
เลือกคลินิกอย่างไรดี? สำหรับการทำหัตถการยกกระชับแบบผสมผสานระหว่าง Ultherapy และ Thermage
สรุปความต่างของระดับความลึกในการทำงานระหว่าง Ulthera และ Thermage พร้อมเกณฑ์การเลือกคลินิกสำหรับทำโปรแกรมยกกระชับแบบผสมผสาน ทั้งในเรื่องของเครื่องมือ ประสบการณ์ของแพทย์ และการวางโปรแกรมรักษามาให้แล้วค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
สำหรับใครที่กำลังสงสัยว่า InMode FX ช่วยแก้ปัญหาเหนียงสองชั้นและแก้มห้อยได้ผลดีจริงไหม แล้วจะเหมาะกับผิวแบบไหนมากที่สุด?
สรุปหลักการทำงาน ผลลัพธ์ และข้อจำกัดของ InMode FX ที่ช่วยคืนความกระชับให้กรอบหน้าและแก้มที่หย่อนคล้อย พร้อมเปรียบเทียบความต่างกับหัตถการอื่นๆ ให้ดูกันค่ะ

ผิว
skin booster กลุ่มกระตุ้นคอลลาเจน (collagen booster) ควรเริ่มทำตั้งแต่อายุเท่าไหร่ดี? แล้วผลลัพธ์ที่คาดหวังในแต่ละช่วงวัยจะแตกต่างกันอย่างไรบ้างคะ?
เราได้รวบรวมหลักการทำงานของคอลลาเจนบูสเตอร์ (collagen booster) ในการช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว พร้อมทั้งเป้าหมายและผลลัพธ์ที่คาดหวังซึ่งจะแตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงวัยมาฝากกันค่ะ

ผิว
รอยดำ ฝ้า และกระ แต่ละชนิดจะเหมาะกับเลเซอร์ที่แตกต่างกัน แล้วแบบนี้เราควรเลือกทำเลเซอร์ตัวไหนดีนะ?
เราได้รวบรวมและเปรียบเทียบเกณฑ์การเลือกเลเซอร์รักษาที่แตกต่างกันไปตามความลึกของจุดด่างดำ ฝ้า กระ และประเภทของเม็ดสีผิวไว้ให้แล้วค่ะ

ยกกระชับ
ผลลัพธ์ของ Sofwave lifting จะเริ่มเห็นผลตั้งแต่เมื่อไหร่หลังทำ และจะอยู่ได้นานแค่ไหนคะ?
Sofwave เป็นการรักษาที่ใช้พลังงานความร้อนจากคลื่นอัลตราซาวด์เข้าไปกระตุ้นคอลลาเจน ทำให้ผิวดูอิ่มฟูและยกระดับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ มาเช็กกันให้ครบในที่เดียว ตั้งแต่ความรู้สึกทันทีหลังทำ ช่วงเวลาที่เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเต็มที่ ระยะเวลาผลลัพธ์ ช่วงเวลาที่ควรทำซ้ำ ไปจนถึงเคล็ดลับการดูแลตัวเองเพื่อรักษาผลลัพธ์ให้อยู่ได้นานขึ้นกันค่ะ
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1



