อย่าเชื่อว่า Retinoid ทำให้ผิวบาง หมออธิบายเอง
อย่าเชื่อว่า Retinoid ทำให้ผิวบาง หมออธิบายเอง
อย่าเชื่อว่า Retinoid ทำให้ผิวบาง หมออธิบายเอง
กังวลผิวบางไหมคะ? มาดูเหตุผลจริงที่ Retinol, Retinal, Tretinoin เข้มข้นต่างกันค่ะ
เผยแพร่ -
อัปเดต -

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→

อย่าไปเชื่อนะ ที่เค้าบอกว่า
เรตินอล (Retinol) ก็คือ เรตินอยด์ (Retinoid)...
โดย หมอวี ยองจิน ผู้อำนวยการ Beautystone คลินิก (เกียรตินิยมอันดับ 1 แพทย์เฉพาะทาง มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล)
เช็กจุดนี้ก่อนอ่านกันเลยครับ!
Q. สรุปแล้ว เรตินอล (Retinol) กับ เรตินอยด์ (Retinoid) มันไม่ใช่สิ่งเดียวกันเหรอคะ?
A. ไม่ใช่ครับ! ถึงแม้ว่าทั้งสองตัวจะเป็นสารในตระกูลวิตามินเอเหมือนกัน
แต่วิธีการซึมผ่านข้ามชั้นผิวชั้นนอก (ชั้นขี้ไคล) แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยครับ
เพราะฉะนั้นเรื่องระดับการระคายเคืองและผลลัพธ์ที่ได้จึงต่างกันด้วยครับ
Q. ทำไมเป็นกลุ่มวิตามินเอเหมือนกัน
แต่ความเข้มข้นและความแรงถึงดูต่างกันจังเลยครับ?
A. นั่นเป็นเพราะชั้นผิวชั้นนอกทำหน้าที่เหมือนเป็น 'ประตูด่านแรก' ของผิวครับ
และหัวใจสำคัญอยู่ที่ว่าสารตัวนั้นผ่านด่านนี้เข้าไปในรูปแบบไหนนั่นเองครับ
ใจความสำคัญของโพสต์นี้
ความเข้มข้นและความแรงที่แตกต่างกันของ เรตินอล (Retinol), เรตินาล (Retinal), เตรติโนอิน (Tretinoin)
แท้จริงแล้วขึ้นอยู่กับ "ชั้นผิวชั้นนอก (ชั้นขี้ไคล)" นี่เองครับ

เรตินอยด์ (Retinoid) คืออะไร?
เรตินอยด์ (Retinoid) เป็นชื่อเรียกกลุ่มสารใหญ่
ที่ครอบคลุมถึงวิตามินเอและสารอนุพันธ์ต่าง ๆ ของวิตามินเอทั้งหมดครับ
พูดง่าย ๆ ก็คือ เรตินอล (Retinol) ก็คือ เรตินอยด์ ประเภทหนึ่ง
และ เตรติโนอิน (Tretinoin) ก็ถือเป็น เรตินอยด์ ประเภทหนึ่งเช่นกันครับ
แต่นี่ล่ะครับที่เป็นจุดที่หลายคนเข้าใจผิดเยอะมาก
เราจะบอกว่า "เรตินอยด์ (Retinoid) = เรตินอล (Retinol)"
แบบนี้ตรง ๆ เลยไม่ได้นะครับ
เพราะ เรตินอยด์ เป็นเหมือน 'นามสกุลของครอบครัว'
ส่วน เรตินอล (Retinol), เรตินาล (Retinal) และ เตรติโนอิน (Tretinoin)
เป็นเหมือน 'ชื่อของลูก ๆ' ในบ้านต่างหากครับ
ซึ่งความแตกต่างของลูก ๆ แต่ละคนนั้น
บอกเลยว่าต่างกันมากกว่าที่คุณคิดเยอะเลยครับ
และตัวแปรหลักที่สร้างความต่างชั้นนี้
ก็คือชั้นผิวชั้นนอกของเราเนี่ยแหละครับ

เหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้ความเข้มข้นและความแรงไม่เท่ากัน
— ด่านปราการที่เรียกว่า "ชั้นผิวชั้นนอก"
ผิวชั้นนอกสุดของเราจะมีชั้นที่เรียกว่า
ชั้นขี้ไคลหรือชั้นเกราะป้องกันบาง ๆ
ที่มีความหนาเพียง 0.01~0.02 มม. เท่านั้น
แต่เจ้าชั้นบาง ๆ นี้เองที่คอยทำหน้าที่ช่วยบล็อกสิ่งแปลกปลอม
ไม่ให้ซึมสู่ผิวได้ง่าย ๆ ครับ
นั่นแปลว่า ไม่ว่าสารสกินแคร์จะดีแค่ไหน ก็ต้องข้ามด่านชั้นผิวนี้ไปให้ได้ก่อน
ถึงจะสามารถเดินทางลึกลงไปสัมฤทธิ์ผลที่ชั้นหนังแท้ (Dermis) ได้ครับ
สำหรับ เรตินอล (Retinol) นั้น เมื่อซึมผ่านทะลุเกราะป้องกันชั้นนอกไปแล้ว
ยังต้องเจอกับกระบวนการแปลงร่างอีก 2 สเต็ปข้างในผิวด้วยครับ
เรตินอล → เรตินาล → เตรติโนอิน (เรติโนอิก แอซิด)
ตรงนี้แหละครับ สุดท้ายแล้วตัวที่ออกฤทธิ์ทำงานกับเซลล์ผิวจริง ๆ
ก็คือสารที่อยู่ในรูปแอคทีฟฟอร์มที่เรียกว่า เตรติโนอิน (Tretinoin) นั่นเองครับ
ทุกครั้งที่ เรตินอล ต้องถูกแปลงร่าง ประสิทธิภาพและปริมาณของมันก็จะลดหลั่นหายน้อยลงไปเรื่อย ๆ
แถมตอนเดินผ่านด่านชั้นคุ้มกันผิว อัตราการดูดซึมก็ตกหล่นไปบ้าง
แถมประสิทธิภาพในการแปลงสารของผิวในแต่ละคนก็ยังไม่เท่ากันอีกด้วยครับ
ในทางกลับกัน เตรติโนอิน (Tretinoin) คือร่างพร้อมใช้งาน (Active Form) อยู่แล้ว
จึงไม่ต้องแปลงร่างใด ๆ อีกแล้วครับ
ฉะนั้นต่อให้คุณเห็นว่าอยู่ในกลุ่มวิตามินเอเหมือนกัน แต่ความแรงของ เรตินอล 0.5%
กับ เตรติโนอิน 0.025% นั้น
ความแรงและประสิทธิภาพในการดูแลตรงจุดบอกเลยว่าเทียบกันไม่ติดเลยครับ
สรุปหัวใจสำคัญโดยหมอวี ยองจิน
เรตินอล (Retinol) ต้องเดินทางทะลุผ่านผิวชั้นนอก
และต้องผ่านการแปลงร่างถึง 2 ครั้งก่อนถึงจะเห็นผลลัพธ์ครับ
ช่วน เตรติโนอิน (Tretinoin) นั้นทำงานได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลงร่าง
ให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วทันใจกว่า แต่มาพร้อมแรงระคายเคืองที่สูงกว่าเช่นกันครับ
ดังนั้นแบบไหนจะเหมาะกับผิวเรามากที่สุด
ขึ้นอยู่กับสภาพเกราะป้องกันทางผิวหนัง (Skin Barrier) ของเราต่างหากครับ

ตารางสรุปเปรียบเทียบ เรตินอล vs เรตินาล vs เตรติโนอิน
คีย์เปรียบเทียบ | เรตินอล (Retinol) | เรตินาล (Retinal) | เตรติโนอิน (Tretinoin) |
ขั้นตอนการแปลงร่าง | ต้องแปลงร่าง 2 สเต็ป | ต้องแปลงร่าง 1 สเต็ป | ไม่ต้องแปลงร่าง |
ระดับความแรง | ค่อนข้างอ่อนโยน | ระดับปานกลาง | ทรงประสิทธิภาพ / เข้มข้น |
อาการระคายเคือง | ต่ำ | ปานกลาง | สูง |
ช่องทางการจำหน่าย | เครื่องสำอางทั่วไป | เครื่องสำอางทั่วไป | ยาควบคุมพิเศษ (ต้องใช้ใบสั่งแพทย์) |
ระยะเวลาเริ่มเห็นผล | 8~12 สัปดาห์ | 4~8 สัปดาห์ | 2~4 สัปดาห์ |
ไกด์ไลน์ตามสภาพปัญหาผิวแต่ละแบบ
1. ผู้ที่เหมาะจะเริ่มต้นด้วย เรตินอล (Retinol)
ผู้ที่ยังเพิ่งเริ่มมาลองใช้แกลุ่มสารวิตามินเอเป็นครั้งแรก
หรือเป็นคนประเภทที่มีสภาพผิวค่อนข้างบางและแพ้ง่ายครับ
แนะนำให้ลองใช้ที่ความเข้มข้นประมาณ 0.1~0.3% แล้วค่อยขยับขึ้นไปครับ
2. ผู้ที่สามารถเขยับขึ้นมาใช้ เรตินาล (Retinal) ได้
คือผู้ที่เคยผ่านการใช้ เรตินอล ความเข้มข้น 0.5% ขึ้นไปมาแล้วอย่างน้อย 3 เดือน
โดยไม่มีอาการแพ้หรือผลข้างเคียงใด ๆ ครับ
การขยับขึ้นมาตัวนี้จะช่วยทำให้รู้สึกถึงผลลัพธ์ที่ไวขึ้นได้อย่างชัดเจนครับ
3. ใครบ้างจำเป็นต้องใช้ เตรติโนอิน (Tretinoin)?
ผู้ที่อยากเน้นรักษาปัญหาแผลเป็นจากสิว, ปัญหาเม็ดสีเข้ม ๆ ชัดเจน,
หรืออยากเน้นฟื้นฟูลดริ้วรอยอย่างจริงจังครับ
และเนื่องจากเป็นยาควบคุม จึงจำเป็นต้องได้รับการสั่งยาจากแพทย์เท่านั้นนะครับ
สึหรับใครที่จะใช้ เตรติโนอิน ช่วง 2~3 สัปดาห์แรกบอกเลยว่าเป็นสัปดาห์ปราบเซียนครับ
อาจมีผิวลอก ผิวแดงและรู้สึกแสบยิบ ๆ ได้ แต่ถ้าเราผ่านช่วงความท้าทายนี้ไปได้
จะเริ่มเห็นได้ชัดว่าสีผิวดูเรียบเนียน โทนผิวและผิวที่เคยหย่อนคล้อยดูดีสว่างใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ

กฎเหล็ก 3 ข้อที่ต้องตามทำเมื่อเริ่มใข้ เรตินอยด์
1. การปกป้องผิวจากแสงแดดคือที่สุดของที่สุด!
เนื่องจากเกราะปกป้องผิวชั้นนอกของเราจะบางลง ทำให้ไวต่อรังสี UV มากขึ้นครับ
ดังนั้นต้องห้ามลืมทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50 ขึ้นไปด้วยนะครับ
2. ทาครีมบำรุงก่อน แล้วค่อยลง เรตินอยด์ ทับไปทีหลัง
สำหรับมือใหม่ แนะนำให้ลดแรงกระแทกด้วยเทคนิคแซนด์วิช (Sandwich Technique)
โดยลงมอยส์เจอไรเซอร์บำรุงผิวก่อน แล้วค่อยลงสารกลุ่ม เรตินอยด์ ทับลงไปด้านบนอีกทีครับ
3. เพิ่งเริ่มใช้ อย่าเพิ่งประโคมใช้ทุกวันเลยนะครับ
แนะนำให้เริ่มใช้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้งให้ผิวปรับตัวเข้ากับสภาพของสารก่อน แล้วจึงค่อยขยับเป็นวันเว้นวัน,
จากนั้นเมื่อผิวเริ่มอยู่ตัวแล้วถึงปรับมาทาทุกวัน จะเป็นวิธีการที่ปลอดภัยต่อเกราะผิวมากที่สุดครับ
คำถามยอดฮิตที่หลายคนถามบ่อย
Q1. ถ้าใช้ เรตินอล (Retinol) อยู่ดี ๆ
ขยับข้ามขั้นไปทา เตรติโนอิน (Tretinoin) เลยได้ไหมคะ?
อาจเกิดการระคายเคืองรุนแรงกับผิวได้ครับ แนะนำให้งดใช้ เรตินอล ไปก่อนสัก 1 สัปดาห์
จากนั้นจึงค่อยเริ่มทาด้วย เตรติโนอิน ตัวความเข้มข้นต่ำสุด สัปดาห์ละ 2 ครั้งเพื่อดูอาการก่อนนะครับ
Q2. ต้องทาไปนานเท่าไหร่นะครับถึงจะเห็นผลชัดเจน?
ถ้าเป็น เรตินอล แนะนำประมาณ 8~12 สัปดาห์ ส่วน เตรติโนอิน จะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงแถว ๆ 4~8 สัปดาห์
แต่หากต้องการผลเรื่องริ้วรอยร่องลึกต่าง ๆ
จำเป็นต้องบำรุงสม่ำเสมอเป็นระยะเวลานาน 6 เดือนขึ้นไปนะครับ
Q3. มีเสียงบ่นว่าใช้ เรตินอยด์ แล้วทำให้ผิวบางลงจริงไหมคะ?
เป็นความคุ้นเคยที่เข้าใจผิดบ่อยที่สุดเลยครับ ผิวชั้นนอกสุดอาจจะบางลงจริง
แต่ในผิวชั้นหนังแท้นั้น จะเกิดการกระตุ้นให้สังเคราะห์เส้นใยคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา
ผลลัพธ์รวม ๆ เลยทำให้โครงสร้างของผิวแข็งแรงและอวบอิ่มแน่นขึ้นต่างหากครับ
ท่านที่ต้องการนัดหมายก่อนเข้ามา สามารถทักทายเข้ามาได้ทาง KakaoTalk เลยครับ
ช่องทางให้คำปรึกษาผ่าน KakaoTalk
หากต้องการเช็กด่วนว่าเลเซอร์นี้จะเหมาะกับสภาพผิวของเราไหม ผู้อำนวยการหมอวีจะเข้ามาประเมินด้วยตัวเองโดยตรงเลยครับ
▶ แชตคุยแบบตัวต่อตัว 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้ที่นี่เลยครับ
ด้วยความยินดีและขอบคุณจาก หมอวี ยองจิน ครับ
อ่านต่อบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
▶เมโสสลายไขมัน ย่านฮงแด ทำไมทำแล้วบางท่านบอกยังไม่เห็นผล? (*รองรับตัวยา DCA เท่านั้นนะ)
▶สยบปัญหากลัวเจ็บตอนเลเซอร์ขนรักแร้/หนวดเครา! มีวิธียังไงให้ไม่ทรมานบ้างนะ? - เจาะลึกประเภทยาชา
▶จูวีลุค ฝาชมพูแก้ปัญหาความหมองคล้ำใต้ตา (Dark Circles) ได้จริงไหมนะ?

อย่าไปเชื่อนะ ที่เค้าบอกว่า
เรตินอล (Retinol) ก็คือ เรตินอยด์ (Retinoid)...
โดย หมอวี ยองจิน ผู้อำนวยการ Beautystone คลินิก (เกียรตินิยมอันดับ 1 แพทย์เฉพาะทาง มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล)
เช็กจุดนี้ก่อนอ่านกันเลยครับ!
Q. สรุปแล้ว เรตินอล (Retinol) กับ เรตินอยด์ (Retinoid) มันไม่ใช่สิ่งเดียวกันเหรอคะ?
A. ไม่ใช่ครับ! ถึงแม้ว่าทั้งสองตัวจะเป็นสารในตระกูลวิตามินเอเหมือนกัน
แต่วิธีการซึมผ่านข้ามชั้นผิวชั้นนอก (ชั้นขี้ไคล) แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยครับ
เพราะฉะนั้นเรื่องระดับการระคายเคืองและผลลัพธ์ที่ได้จึงต่างกันด้วยครับ
Q. ทำไมเป็นกลุ่มวิตามินเอเหมือนกัน
แต่ความเข้มข้นและความแรงถึงดูต่างกันจังเลยครับ?
A. นั่นเป็นเพราะชั้นผิวชั้นนอกทำหน้าที่เหมือนเป็น 'ประตูด่านแรก' ของผิวครับ
และหัวใจสำคัญอยู่ที่ว่าสารตัวนั้นผ่านด่านนี้เข้าไปในรูปแบบไหนนั่นเองครับ
ใจความสำคัญของโพสต์นี้
ความเข้มข้นและความแรงที่แตกต่างกันของ เรตินอล (Retinol), เรตินาล (Retinal), เตรติโนอิน (Tretinoin)
แท้จริงแล้วขึ้นอยู่กับ "ชั้นผิวชั้นนอก (ชั้นขี้ไคล)" นี่เองครับ

เรตินอยด์ (Retinoid) คืออะไร?
เรตินอยด์ (Retinoid) เป็นชื่อเรียกกลุ่มสารใหญ่
ที่ครอบคลุมถึงวิตามินเอและสารอนุพันธ์ต่าง ๆ ของวิตามินเอทั้งหมดครับ
พูดง่าย ๆ ก็คือ เรตินอล (Retinol) ก็คือ เรตินอยด์ ประเภทหนึ่ง
และ เตรติโนอิน (Tretinoin) ก็ถือเป็น เรตินอยด์ ประเภทหนึ่งเช่นกันครับ
แต่นี่ล่ะครับที่เป็นจุดที่หลายคนเข้าใจผิดเยอะมาก
เราจะบอกว่า "เรตินอยด์ (Retinoid) = เรตินอล (Retinol)"
แบบนี้ตรง ๆ เลยไม่ได้นะครับ
เพราะ เรตินอยด์ เป็นเหมือน 'นามสกุลของครอบครัว'
ส่วน เรตินอล (Retinol), เรตินาล (Retinal) และ เตรติโนอิน (Tretinoin)
เป็นเหมือน 'ชื่อของลูก ๆ' ในบ้านต่างหากครับ
ซึ่งความแตกต่างของลูก ๆ แต่ละคนนั้น
บอกเลยว่าต่างกันมากกว่าที่คุณคิดเยอะเลยครับ
และตัวแปรหลักที่สร้างความต่างชั้นนี้
ก็คือชั้นผิวชั้นนอกของเราเนี่ยแหละครับ

เหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้ความเข้มข้นและความแรงไม่เท่ากัน
— ด่านปราการที่เรียกว่า "ชั้นผิวชั้นนอก"
ผิวชั้นนอกสุดของเราจะมีชั้นที่เรียกว่า
ชั้นขี้ไคลหรือชั้นเกราะป้องกันบาง ๆ
ที่มีความหนาเพียง 0.01~0.02 มม. เท่านั้น
แต่เจ้าชั้นบาง ๆ นี้เองที่คอยทำหน้าที่ช่วยบล็อกสิ่งแปลกปลอม
ไม่ให้ซึมสู่ผิวได้ง่าย ๆ ครับ
นั่นแปลว่า ไม่ว่าสารสกินแคร์จะดีแค่ไหน ก็ต้องข้ามด่านชั้นผิวนี้ไปให้ได้ก่อน
ถึงจะสามารถเดินทางลึกลงไปสัมฤทธิ์ผลที่ชั้นหนังแท้ (Dermis) ได้ครับ
สำหรับ เรตินอล (Retinol) นั้น เมื่อซึมผ่านทะลุเกราะป้องกันชั้นนอกไปแล้ว
ยังต้องเจอกับกระบวนการแปลงร่างอีก 2 สเต็ปข้างในผิวด้วยครับ
เรตินอล → เรตินาล → เตรติโนอิน (เรติโนอิก แอซิด)
ตรงนี้แหละครับ สุดท้ายแล้วตัวที่ออกฤทธิ์ทำงานกับเซลล์ผิวจริง ๆ
ก็คือสารที่อยู่ในรูปแอคทีฟฟอร์มที่เรียกว่า เตรติโนอิน (Tretinoin) นั่นเองครับ
ทุกครั้งที่ เรตินอล ต้องถูกแปลงร่าง ประสิทธิภาพและปริมาณของมันก็จะลดหลั่นหายน้อยลงไปเรื่อย ๆ
แถมตอนเดินผ่านด่านชั้นคุ้มกันผิว อัตราการดูดซึมก็ตกหล่นไปบ้าง
แถมประสิทธิภาพในการแปลงสารของผิวในแต่ละคนก็ยังไม่เท่ากันอีกด้วยครับ
ในทางกลับกัน เตรติโนอิน (Tretinoin) คือร่างพร้อมใช้งาน (Active Form) อยู่แล้ว
จึงไม่ต้องแปลงร่างใด ๆ อีกแล้วครับ
ฉะนั้นต่อให้คุณเห็นว่าอยู่ในกลุ่มวิตามินเอเหมือนกัน แต่ความแรงของ เรตินอล 0.5%
กับ เตรติโนอิน 0.025% นั้น
ความแรงและประสิทธิภาพในการดูแลตรงจุดบอกเลยว่าเทียบกันไม่ติดเลยครับ
สรุปหัวใจสำคัญโดยหมอวี ยองจิน
เรตินอล (Retinol) ต้องเดินทางทะลุผ่านผิวชั้นนอก
และต้องผ่านการแปลงร่างถึง 2 ครั้งก่อนถึงจะเห็นผลลัพธ์ครับ
ช่วน เตรติโนอิน (Tretinoin) นั้นทำงานได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลงร่าง
ให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วทันใจกว่า แต่มาพร้อมแรงระคายเคืองที่สูงกว่าเช่นกันครับ
ดังนั้นแบบไหนจะเหมาะกับผิวเรามากที่สุด
ขึ้นอยู่กับสภาพเกราะป้องกันทางผิวหนัง (Skin Barrier) ของเราต่างหากครับ

ตารางสรุปเปรียบเทียบ เรตินอล vs เรตินาล vs เตรติโนอิน
คีย์เปรียบเทียบ | เรตินอล (Retinol) | เรตินาล (Retinal) | เตรติโนอิน (Tretinoin) |
ขั้นตอนการแปลงร่าง | ต้องแปลงร่าง 2 สเต็ป | ต้องแปลงร่าง 1 สเต็ป | ไม่ต้องแปลงร่าง |
ระดับความแรง | ค่อนข้างอ่อนโยน | ระดับปานกลาง | ทรงประสิทธิภาพ / เข้มข้น |
อาการระคายเคือง | ต่ำ | ปานกลาง | สูง |
ช่องทางการจำหน่าย | เครื่องสำอางทั่วไป | เครื่องสำอางทั่วไป | ยาควบคุมพิเศษ (ต้องใช้ใบสั่งแพทย์) |
ระยะเวลาเริ่มเห็นผล | 8~12 สัปดาห์ | 4~8 สัปดาห์ | 2~4 สัปดาห์ |
ไกด์ไลน์ตามสภาพปัญหาผิวแต่ละแบบ
1. ผู้ที่เหมาะจะเริ่มต้นด้วย เรตินอล (Retinol)
ผู้ที่ยังเพิ่งเริ่มมาลองใช้แกลุ่มสารวิตามินเอเป็นครั้งแรก
หรือเป็นคนประเภทที่มีสภาพผิวค่อนข้างบางและแพ้ง่ายครับ
แนะนำให้ลองใช้ที่ความเข้มข้นประมาณ 0.1~0.3% แล้วค่อยขยับขึ้นไปครับ
2. ผู้ที่สามารถเขยับขึ้นมาใช้ เรตินาล (Retinal) ได้
คือผู้ที่เคยผ่านการใช้ เรตินอล ความเข้มข้น 0.5% ขึ้นไปมาแล้วอย่างน้อย 3 เดือน
โดยไม่มีอาการแพ้หรือผลข้างเคียงใด ๆ ครับ
การขยับขึ้นมาตัวนี้จะช่วยทำให้รู้สึกถึงผลลัพธ์ที่ไวขึ้นได้อย่างชัดเจนครับ
3. ใครบ้างจำเป็นต้องใช้ เตรติโนอิน (Tretinoin)?
ผู้ที่อยากเน้นรักษาปัญหาแผลเป็นจากสิว, ปัญหาเม็ดสีเข้ม ๆ ชัดเจน,
หรืออยากเน้นฟื้นฟูลดริ้วรอยอย่างจริงจังครับ
และเนื่องจากเป็นยาควบคุม จึงจำเป็นต้องได้รับการสั่งยาจากแพทย์เท่านั้นนะครับ
สึหรับใครที่จะใช้ เตรติโนอิน ช่วง 2~3 สัปดาห์แรกบอกเลยว่าเป็นสัปดาห์ปราบเซียนครับ
อาจมีผิวลอก ผิวแดงและรู้สึกแสบยิบ ๆ ได้ แต่ถ้าเราผ่านช่วงความท้าทายนี้ไปได้
จะเริ่มเห็นได้ชัดว่าสีผิวดูเรียบเนียน โทนผิวและผิวที่เคยหย่อนคล้อยดูดีสว่างใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ

กฎเหล็ก 3 ข้อที่ต้องตามทำเมื่อเริ่มใข้ เรตินอยด์
1. การปกป้องผิวจากแสงแดดคือที่สุดของที่สุด!
เนื่องจากเกราะปกป้องผิวชั้นนอกของเราจะบางลง ทำให้ไวต่อรังสี UV มากขึ้นครับ
ดังนั้นต้องห้ามลืมทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50 ขึ้นไปด้วยนะครับ
2. ทาครีมบำรุงก่อน แล้วค่อยลง เรตินอยด์ ทับไปทีหลัง
สำหรับมือใหม่ แนะนำให้ลดแรงกระแทกด้วยเทคนิคแซนด์วิช (Sandwich Technique)
โดยลงมอยส์เจอไรเซอร์บำรุงผิวก่อน แล้วค่อยลงสารกลุ่ม เรตินอยด์ ทับลงไปด้านบนอีกทีครับ
3. เพิ่งเริ่มใช้ อย่าเพิ่งประโคมใช้ทุกวันเลยนะครับ
แนะนำให้เริ่มใช้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้งให้ผิวปรับตัวเข้ากับสภาพของสารก่อน แล้วจึงค่อยขยับเป็นวันเว้นวัน,
จากนั้นเมื่อผิวเริ่มอยู่ตัวแล้วถึงปรับมาทาทุกวัน จะเป็นวิธีการที่ปลอดภัยต่อเกราะผิวมากที่สุดครับ
คำถามยอดฮิตที่หลายคนถามบ่อย
Q1. ถ้าใช้ เรตินอล (Retinol) อยู่ดี ๆ
ขยับข้ามขั้นไปทา เตรติโนอิน (Tretinoin) เลยได้ไหมคะ?
อาจเกิดการระคายเคืองรุนแรงกับผิวได้ครับ แนะนำให้งดใช้ เรตินอล ไปก่อนสัก 1 สัปดาห์
จากนั้นจึงค่อยเริ่มทาด้วย เตรติโนอิน ตัวความเข้มข้นต่ำสุด สัปดาห์ละ 2 ครั้งเพื่อดูอาการก่อนนะครับ
Q2. ต้องทาไปนานเท่าไหร่นะครับถึงจะเห็นผลชัดเจน?
ถ้าเป็น เรตินอล แนะนำประมาณ 8~12 สัปดาห์ ส่วน เตรติโนอิน จะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงแถว ๆ 4~8 สัปดาห์
แต่หากต้องการผลเรื่องริ้วรอยร่องลึกต่าง ๆ
จำเป็นต้องบำรุงสม่ำเสมอเป็นระยะเวลานาน 6 เดือนขึ้นไปนะครับ
Q3. มีเสียงบ่นว่าใช้ เรตินอยด์ แล้วทำให้ผิวบางลงจริงไหมคะ?
เป็นความคุ้นเคยที่เข้าใจผิดบ่อยที่สุดเลยครับ ผิวชั้นนอกสุดอาจจะบางลงจริง
แต่ในผิวชั้นหนังแท้นั้น จะเกิดการกระตุ้นให้สังเคราะห์เส้นใยคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา
ผลลัพธ์รวม ๆ เลยทำให้โครงสร้างของผิวแข็งแรงและอวบอิ่มแน่นขึ้นต่างหากครับ
ท่านที่ต้องการนัดหมายก่อนเข้ามา สามารถทักทายเข้ามาได้ทาง KakaoTalk เลยครับ
ช่องทางให้คำปรึกษาผ่าน KakaoTalk
หากต้องการเช็กด่วนว่าเลเซอร์นี้จะเหมาะกับสภาพผิวของเราไหม ผู้อำนวยการหมอวีจะเข้ามาประเมินด้วยตัวเองโดยตรงเลยครับ
▶ แชตคุยแบบตัวต่อตัว 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้ที่นี่เลยครับ
ด้วยความยินดีและขอบคุณจาก หมอวี ยองจิน ครับ
อ่านต่อบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
▶เมโสสลายไขมัน ย่านฮงแด ทำไมทำแล้วบางท่านบอกยังไม่เห็นผล? (*รองรับตัวยา DCA เท่านั้นนะ)
▶สยบปัญหากลัวเจ็บตอนเลเซอร์ขนรักแร้/หนวดเครา! มีวิธียังไงให้ไม่ทรมานบ้างนะ? - เจาะลึกประเภทยาชา
▶จูวีลุค ฝาชมพูแก้ปัญหาความหมองคล้ำใต้ตา (Dark Circles) ได้จริงไหมนะ?
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

กำจัดขน
레이저 제모 1회에도 남는 몫이 있어요 — 밀도를 모자이크로 보는 법

ลบรอยสัก
ลบรอยสักนิ้ว ข้อมือ ข้อเท้า ทำไมต้องใช้เวลานานกว่าที่อื่น?

ลบรอยสัก
ลบรอยสัก ราคาต่างกันได้แค่ไหน? เข้าใจก่อนตัดสินใจ

ลบรอยสัก
จ่ายครบ 10 ครั้งแล้ว ถ้ารอยสักหายก่อน เงินที่เหลือจะหายไปด้วยไหม?

ยกกระชับ
ร้อยไหมหน้าผาก ยกได้แค่ไหน เปลี่ยนแนวทางเมื่อไหร่

ผิว
สกินบูสเตอร์ราคาต่างกันทุกคลินิก เช็กอะไรก่อน?
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 ปรึกษาผ่าน Line
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1



