
ช่วงเวลาที่ควรหยุดใช้ Retinol,
บอกเลยว่าการหยุดใช้เพราะเป็นหน้าร้อนนั้น... ไม่ใช่เรื่องจริงครับ!
สวัสดีครับ หมอวี ยองจิน จาก Beautystone ครับ
เช็กกันก่อนอ่านสักนิดนะครับ
Q. ในช่วงหน้าร้อนที่แดดแรงๆ
เราจำเป็นต้องหยุดใช้ Retinol ทันทีเลยไหมคะ?
A. สภาพอากาศไม่ใช่เกณฑ์ที่ต้องกังวลครับ
ความจริงแล้ว สิ่งที่เราต้องดูคือเกราะป้องกันผิว (skin barrier) ของเราพังรึเปล่าต่างหากครับ
Q. เวลาทา Retinol แล้วผิวลอกเป็นขุย
แปลว่าตัวยากำลังได้ผลอยู่ใช่ไหมคะ?
A. การผลัดเซลล์ผิวอาจเป็นปฏิกิริยาปกติครับ
แต่ถ้ามี 'อาการหน้าแดงจากการอักเสบ' ร่วมด้วย แปลว่าต้องหยุดใช้ทันทีครับ
"ทำไมเวลาผิวพังหรือแห้งเสียสะสม
ถึงต้องหยุดใช้ Retinol ทันที? (ในทางการแพทย์)"
— หมอวี ยองจิน (Beautystone Clinic ฮงแด)

Retinol คืออะไร?
Retinol ก็คือวิตามินเอ (Vitamin A) รูปแบบหนึ่งครับ
ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวใหม่
ทำให้เป็นส่วนผสมยอดฮิตที่ช่วยดูแลเรื่องริ้วรอย,
รอยดำ รอยแดง และช่วยกระชับรูขุมขนได้อย่างดีเยี่ยมครับ
ต่างจาก Tretinoin (ยารักษาสิวกลุ่มกรดวิตามินเอที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์) ตรงที่ Retinol
สามารถนำมาผสมในเครื่องสำอางกลุ่มสกินแคร์ทั่วไปได้ครับ
แต่ด้วยกลไกการเปลี่ยนรูปเพื่อดูดซึมเข้าสู่ผิว
บ่อยครั้งจึงอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองตามมาภายหลังได้ง่ายเช่นกันครับ

ทำไมช่วงที่ผิวตึง แดง หรือหน้าพัง
ถึงต้องหยุดใช้ Retinol ทันที?
เวลาทา Retinol แล้วผิวลอกแดง
หรือที่เรียกว่า อาการแพ้เรตินอยด์ (retinoid dermatitis)
ถ้าลอกเป็นขุยเล็กๆ ถือเป็นเรื่องปกติครับ
แต่เราต้องแยกให้ออกระหว่าง อาการลอกปกติ กับเกราะป้องกันผิวพัง (skin barrier) ครับ
เพราะ Retinol จะเข้าไปลดการสังเคราะห์เซราไมด์ (Ceramide)
ในชั้นขี้ไคลเป็นการชั่วคราว
ซึ่งหากเรายังฝืนทาต่อไปเรื่อยๆ ในสภาพนี้
แทนที่ผิวจะสวยใส จะกลายเป็นการกระตุ้นให้อักเสบเรื้อรังแทนครับ
แถมยังอาจทำให้รอยดำดูเข้มขึ้นกว่าเดิม
หรือทำให้เส้นเลือดฝอยบนใบหน้าขยายตัวถาวรได้อีกด้วยคร้บ
สรุปสั้นๆ ได้ดังนี้ครับ
อาการแห้งและผิวลอกเป็นขุยเล็กน้อยถือเป็นปกติครับ
แต่ถ้าเริ่มมีสัญญาณเตือนเหล่านี้เมื่อไหร่ นั่นคือจังหวะที่ต้องหยุดใช้ทันทีครับ
[เปรียบเทียบ] อาการปกติ vs เกราะป้องกันผิวพัง
หัวข้อ | อาการตอบรับเรตินอยด์ทั่วไป (ปกติ) | เกราะป้องกันผิวเสียหาย (ควรหยุดใช้ทันที) |
ผิวลอก | ลอกเป็นขุยละเอียด ค่อยๆ ดีขึ้นใน 1-2 สัปดาห์ | ลอกเป็นแผ่นกว้าง เป็นต่อเนื่องนานกว่า 3 สัปดาห์ |
รอยแดง | แดงชั่วคราวหลังล้างหน้า | แดงตลอดทั้งวัน ร่วมกับมีความรู้สึกร้อนผ่าวที่ผิว |
ผิวแห้ง | บรรเทาได้ด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ทั่วไป | ทามอยส์เจอไรเซอร์แล้วก็ยังแห้งตึงและแสบผิว |
รอยดำ | รอยดำรอยแดงเดิมดูจางลง | เกิดรอยปื้นสีน้ำตาลเข้มจุดใหม่ขึ้นมา |
ระดับความชุ่มชื้น | ลดลงเล็กน้อย (35~45%) | ดิ่งฮวบลดต่ำกว่า 30% |
คีย์เวิร์ดสำคัญที่เช็กได้ง่ายๆ ด้วยตัวเองเลยก็คือ
"ไม่ว่าจะทาครีมบำรุงหนาแค่ไหนก็ยังแสบผิวอยู่"
นั่นแปลว่าเกราะป้องกันผิวของคุณกำลังอ่อนแอขั้นสุดแล้วครับ
สรุปประเด็นสำคัญจากหมอวี ยองจิน
การหยุดใช้ Retinol ไม่เกี่ยงว่าจะต้องเป็น "ช่วงหน้าร้อน" เสมอไปครับ
แต่สัญญาณเตือนที่แท้จริงคือ เมื่อผิวขาดเซราไมด์
จนเริ่มเกิดกระบวนการอักเสบใต้ผิวหนังต่างหาก
นั่นแหละครับคือจังหวะที่ถูกต้องในการสั่งให้ผิวได้พักรบ
เรื่องสภาพอากาศหรือฤดูกาลเป็นเพียงแค่ปัจจัยรองครับ
ส่วนเกณฑ์ชี้วัดหลักๆ อยู่ที่สภาพผิวของเรา ณ ขณะนั้นต่างหากครับ

เทคนิคการหยุดและกลับมาเริ่มต้นใช้ Retinol ตามสถานการณ์ต่างๆ
1. ทั้งก่อนและหลังทำเลเซอร์ผิว
ก่อนทำเลเซอร์อย่างน้อย 5-7 วัน ควรงดใช้ Retinol ครับ
เพราะหากทำเลเซอร์ในขณะที่เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ
จะเสี่ยงต่อการเกิดรอยดำหลังการอักเสบ (PIH) สูงมากทีเดียวครับ
2. ช่วงที่อากาศเปลี่ยนผ่าน (เช่น ปลายฝนต้นหนาว)
ช่วงเวลาที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
ไม่ใช่ช่วงหน้าร้อน แต่เป็นช่วงรอยต่อเปลี่ยนฤดูกาลที่อากาศเริ่มแห้งลงครับ
เพราะความชื้นในอากาศต่ำลงทำให้ผิวอ่อนแออยู่แล้ว
หากยังฝืนทา Retinol ซ้ำเข้าไปอีก จะยิ่งกลายเป็นการทำร้ายผิวสองเด้งครับ
3. สตรีมีครรภ์และคุณแม่ให้นมบุตร
สารกลุ่มเรตินอยด์มีความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์
แค่เริ่มวางแผนเตรียมมีน้อง ก็ควรหยุดใช้ทันทีเพื่อความปลอดภัยสูงสุดครับ
4. ระหว่างใช้ผลิตภัณฑ์สครับหรือผลัดเซลล์ผิว
หากใช้ร่วมกับการผลัดเซลล์ผิวด้วยกรด เช่น AHA หรือ BHA
ผิวจะพังทวีคูณและรวดเร็วขึ้นเป็นสองเท่าเลยครับ
แนะนำให้แยกวันทาให้ชัดเจนจะดีที่สุดครับ

หลังหยุดใช้แล้วจะกลับมาเริ่มใหม่อย่างไร
— ตรงนี้สำคัญสุดๆ ครับ
หากคุณหยุดใช้ Retinol นานเกิน 2 สัปดาห์ขึ้นไป
ความทนทานต่อยาที่ผิวเคยสร้างไว้จะถูกรีเซ็ตใหม่ทั้งหมดครับ
ดังนั้นเวลาเริ่มหยิบกลับมาใช้อีกครั้ง
เพื่อความปลอดภัย แนะนำให้เริ่มจากความเข้มข้นต่ำสุดก่อน (0.025~0.05%)
ทาเพียงสัปดาห์ละ 2 ครั้งก็พอครับ
พอน้องผิวกลับมาค่อย ๆ ปรับตัวได้แล้ว รอบนี้เราจะสามารถขยับความเข้มข้นให้สูงขึ้น
ได้อย่างปลอดภัยและเห็นผลดียิ่งขึ้นไปอีกครับ
เพราะเราเริ่มกลับมาใช้อีกครั้งในช่วงที่เกราะป้องกันผิวได้รับการฟื้นฟูเต็มที่แล้วนั่นเอง
คำถามที่พบบ่อย (Q&A)
Q1. ถ้าหยุดใช้ Retinol
ผิวจะกลับมาแย่ลงเลยไหมคะ?
ผิวไม่ได้แย่ลงฮวบฮาบในชั่วข้ามคืนหรอกครับ
เพียงแต่ในระยะยาว
กลไกการผลัดเซลล์ผิวจะกลับไปทำงานช้าลงตามรอบปกติธรรมชาติ
เพื่อความคุ้มค่าแนะนำว่า ให้ผิวได้พักผ่อนฟื้นฟูก่อน แล้วค่อยกลับมาเริ่มใหม่อย่างปลอดภัยดีกว่าครับ
Q2. เปลี่ยนจากใช้ Retinol
มาเป็น Bakuchiol ทดแทนได้ไหมคะ?
Bakuchiol เป็นตัวเลือกทางเลือกที่ดีมากและระคายเคืองผิวน้อยกว่ามากเลยครับ
แต่หากเป้าหมายหลักของคุณคือเรื่องการลดเลือนริ้วรอยลึกอย่างมีประสิทธิภาพ
การเรียนรู้วิธีใช้ Retinol อย่างปลอดภัยและถูกวิธี จะตอบโจทย์ได้ล้ำลึกกว่าครับ
Q3. ถ้าใช้แล้วสิวเห่อหนักขึ้น หรือผิวระคายเคืองมาก
ต้องมาพบแพทย์ผิวหนังไหมคะ?
ถ้าอาการไม่ดีขึ้นใน 3-5 วัน หรือเริ่มมีน้ำเหลืองซึมบวมแดง
ควรรีบมาพบหมอเพื่อทำการรักษาทันทีครับ
หากฝืนอดทนรักษาเอง อาจทิ้งรอยดำหรือแผลเป็นฝังลึกตามมาได้ครับ
สำหรับวันนี้ หมอวี ยองจิน ลาไปก่อนครับ ขอบคุณครับ
บทความน่ารู้อ่านเพิ่มเติม
▶เผย 5 หลักเกณฑ์ในการเลือกคลินิกผิวหนังย่านฮงแด จากปากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
▶Cellrederm vs Rejuran HB เลือกตัวไหนดีให้เหมาะกับผิวเราที่สุด?
▶ความลับของแพ็กเกจเลเซอร์ขนบราซิเลียน 10 ครั้ง เพื่อผลลัพธ์ที่ไร้ที่ติ
▶โรคผิวหนังอักเสบโรซาเชีย (Rosacea) รักษาอย่างไรได้บ้างที่คลินิกผิวหนัง?
▶ฉีดเมโสลดไข้หน้าเรียว ถ้าไม่ใช่ส่วนผสม DCA base (กรดดีออกซีโคลิก) ห้ามเชื่อเด็ดขาด!