ทำไม Shurink Universe ได้ผลต่างกัน? คุณหมอเผยหลักการ ความคาดหวัง และความลึกคาร์ทริดจ์

ขอสรุปให้ฟังตรงนี้ก่อนเลยนะคะ
Shurink Universe ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ "ความเทพของเครื่อง" หรอกค่ะ
แต่ขึ้นอยู่กับ "การออกแบบความลึกที่แม่นยำ" ต่างหาก
ในบทความนี้ หมอจะมาเล่าให้ฟังว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้นค่ะ

แล้วเครื่องนี้มันแตกต่างจากแบบอื่นยังไงกันนะ?
Shurink Universe คือ
เครื่องยกกระชับที่ใช้เทคโนโลยี HIFU (High-Intensity Focused Ultrasound)
เพื่อสร้างจุดความร้อนพิกเซลเล็กๆ ส่งลงลึกไปยังชั้นหนังแท้ (Dermis)
และชั้น SMAS ของผิวเราค่ะ
สิ่งที่ต่างจาก Shurink รุ่นเดิมก็คือ
รุ่น Universe มีการเพิ่ม MP Mode (Micro Pulse) เข้ามาค่ะ
ทำให้พลังงานถูกกระจายและยิงออกไปอย่างละเอียดและถี่ขึ้นใน 1 ช็อต
พูดง่ายๆ ก็คือ เจ็บน้อยลง
และสามารถช่วยดูแลพื้นที่กว้างๆ อย่างบริเวณแก้มหรือหน้าผาก
ได้อย่างละเอียดและทั่วถึงมากยิ่งขึ้นนั่นเองค่ะ

ทำไมบางคนทำแล้วถึงรู้สึกไม่ค่อยเห็นผลล่ะ?
ข้อมูลเจาะลึกจาก
หมอวี ยองจิน
Shurink Universe เห็นผลจริงๆ ไหม?
หมอสรุปมาให้ฟังตั้งแต่หลักการทำงานไปจนถึงผลลัพธ์ที่คาดหวังได้เลยค่ะ
หัวใจสำคัญมันอยู่ตรงนี้ค่ะ
ผลลัพธ์ของ Shurink Universe
ไม่ได้ตัดสินกันที่ "ยิงไปกี่ช็อต"
แต่อยู่ที่ "ยิงไปที่ความลึกเท่าไหร่ และยิงลงบนตำแหน่งไหน" ต่างหากค่ะ
อย่างคนไข้วัย 40 กว่าๆ ที่มาหาหมอเมื่อเดือนก่อน
เคยได้รับการรักษาด้วยหัวคาร์ทริดจ์ขนาด 1.5 mm เพียงอย่างเดียว
ทำให้ไม่เห็นผลลัพธ์ในการแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยเลยค่ะ
เพราะความหย่อนคล้อยบริเวณกรอบหน้าและมุมปากนั้น
ไม่ใช่ปัญหาที่แก้ได้ในชั้นหนังแท้ตื้นๆ แต่ต้องส่งพลังงานไปกระตุ้นถึงชั้น SMAS ที่ลึก 4.5 mm ค่ะ
ปกติแล้ว Shurink Universe จะต้องเลือกใช้หัวคาร์ทริดจ์
ขนาด 1.5 mm (ริ้วรอยเล็กๆ), 3.0 mm (ความยืดหยุ่น), 4.5 mm (ความหย่อนคล้อย)
และออกแบบให้เหมาะสมกับปัญหาเฉพาะจุดถึงจะเห็นผลดีที่สุดค่ะ
สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน
Shurink Universe หัวใจสำคัญไม่ใช่เรื่อง "จำนวนช็อต"
แต่คือ "ระดับความลึก" ที่เหมาะสมค่ะ
ตอนที่เข้าปรึกษา แนะนำให้แยกแยะก่อนว่าความกังวลหลักของเราคือเรื่องความหย่อนคล้อย ความยืดหยุ่น หรือริ้วรอยเล็กๆ
แล้วค่อยเช็กการผสมผสานของหัวคาร์ทริดจ์ที่จะใช้นะคะ

สำหรับหมอ เวลาประเมินคนไข้ในห้องตรวจจะแบ่งแบบนี้ค่ะ
ปัญหาหลัก | หัวคาร์ทริดจ์ที่แนะนำ | ระยะเวลาที่เริ่มเห็นผล |
แก้มห้อย กรอบหน้าไม่ชัด | เน้น 4.5mm + เสริมด้วย 3.0mm | 4~8 สัปดาห์ |
ผิวขาดความยืดหยุ่น เนื้อผิวไม่เรียบเนียน | 3.0mm + 1.5mm | 2~4 สัปดาห์ |
เน้นเรื่องรูขุมขนกว้าง และริ้วรอยเล็กๆ | เน้น 1.5mm เป็นหลัก | 1~3 สัปดาห์ |
ดูแลภาพรวมเพื่อชะลอวัย | เน้น 3.0mm + เสริม 4.5mm เล็กน้อย | 3~6 สัปดาห์ |
อย่างไรก็ตาม Shurink ก็มีคุณสมบัติในการช่วยสลายไขมันด้วยบางส่วน
ดังนั้น ใครที่แก้มตอบหรือมีไขมันแก้มบิ๋มน้อย แล้วยิงหัว 4.5 mm มากเกินไป
ก็อาจจะทำให้ใบหน้าดูตอบหรือซูบลงได้ค่ะ
สำหรับคนที่มีโครงหน้าผอมบาง การจำกัดจำนวนช็อต
หรือเลือกเน้นใช้หัว 3.0 mm เป็นหลักจะปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าค่ะ
3 คำถามยอดฮิตที่หมอเจอบ่อยที่สุดในห้องตรวจ
Q1. Shurink Universe
ทำแค่ครั้งเดียวจะเห็นผลไหมคะ?
ถ้าเป็นเรื่องของสัมผัสและเนื้อผิว ทำแค่ครั้งเดียวก็รู้สึกได้ค่ะ
แต่ถ้าต้องการแก้ปัญหากลุ่มความหย่อนคล้อย ทำเพียงครั้งเดียวอาจยังไม่พอค่ะ
โดยทั่วไป หมอแนะนำเป็นคอร์สพื้นฐาน
ประมาณ 2~3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างทุกๆ 4~6 เดือนค่ะ
Q2. ควรยิงประมาณกี่ช็อตดี
และต้องเตรียมงบไว้ประมาณเท่าไหร่คะ?
ถ้าทำทั่วหน้า โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ
600 ถึง 1,000 ช็อตค่ะ
พวกโปรโมชั่นราคาถูกมากๆ บางครั้งอาจไม่ได้รวมหัว 4.5 mm สำหรับยกกระชับ
ดังนั้นอย่าลืมเช็กรายละเอียดให้ดีก่อนตัดสินใจนะคะ
Q3. หลังทำมีผลข้างเคียงหรือข้อควรระวังอะไรบ้างไหมคะ?
อาการที่พบบ่อยที่สุดคือ รอยแดงและอาการตึงๆ ขัดๆ ใต้ผิวค่ะ
ส่วนความเสี่ยงเรื่องกล้ามเนื้ออ่อนแรงชั่วคราวซึ่งพบได้น้อยมากนั้น
จะขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญและความเข้าใจในกายวิภาคศาสตร์ใบหน้าของแพทย์ผู้รักษาค่ะ
หลังจากทำเสร็จ แนะนำให้หลีกเลี่ยงการเข้าซาวน่าและดื่มแอลกอฮอล์ประมาณ 2 สัปดาห์
และควรเน้นทาครีมบำรุงเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นเป็นพิเศษด้วยนะคะ
ถ้ายังไม่แน่ใจว่ารูปหน้าของเราเหมาะกับการรักษาแบบไหน
สามารถส่งรูปมาปรึกษาทาง KakaoTalk ได้เลยนะคะ
ทั้งหมดนี้คือข้อมูลจาก หมอวี ยองจิน ค่ะ
บทความน่าอ่านเพิ่มเติม

ผิว
หลังจากทำ Thermage แล้ว จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ตั้งแต่เมื่อไหร่ และผลลัพธ์นั้นจะอยู่ได้นานแค่ไหนกันนะ?
เราได้รวบรวมข้อมูลแบบเจาะลึกมาให้แล้วค่ะ ว่าทำไมหลังทำ Thermage ทันทีถึงยังไม่เห็นผลลัพธ์แบบชัดเจนทันตา และเจาะลึกช่วงเวลาสำคัญในช่วง 2-3 เดือนหลังทำ ซึ่งเป็นช่วงที่คอลลาเจนกำลังถูกกระตุ้นให้สร้างขึ้นใหม่จนเห็นการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนที่สุด

ผิว
หลังจากฉีด Sculptra แล้ว อีกนานแค่ไหนกว่าจะเห็นผลลัพธ์ผิวฟูดูมีวอลลุ่ม และผลลัพธ์นี้จะอยู่ได้นานเท่าไหร่กันนะ?
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมหลังฉีด Sculptra ทันทีถึงยังไม่ค่อยเห็นความเปลี่ยนแปลง เราได้รวบรวมช่วงเวลาตั้งแต่หลังฉีด ไปจนถึงช่วง 6 สัปดาห์ - 3 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่คอลลาเจนเริ่มสร้างตัวและเห็น volume ค่อยๆ ฟูสวยชัดเจนขึ้นมาฝากกันค่ะ

ผิว
หลังจากทำ Secret RF อาการแดงและคันยิบๆ จะหายไปภายในไม่กี่วันค่ะ แล้วต้องดูแลผิวอย่างไรบ้างคะ?
เรามาดูรีวิวขั้นตอนการฟื้นฟูผิวแบบละเอียดกันค่ะ ว่าทำไมหลังทำ Secret RF ทันทีถึงมีรอยแดง และในแต่ละวันรอยเหล่านั้นจะค่อยๆ ยุบลงอย่างไรบ้าง

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฉีดโบกราม (botox) กี่วันถึงจะเริ่มเห็นผลหน้าเรียวคะ แล้วผลลัพธ์จะอยู่ได้นานแค่ไหนกันนะ?
ทำไมฉีด Botox ลดกรามแล้วถึงยังไม่เรียวสวยทันที? เรามาเจาะลึกไทม์ไลน์ช่วง 2-4 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงที่กล้ามเนื้อบดเคี้ยวเริ่มหดตัวลงอย่างชัดเจน จนเห็นความเปลี่ยนแปลงของรูปหน้าได้อย่างชัดเจนกันค่ะ

ผิว
ฝ้าแดดและจุดด่างดำทำไมถึงไม่หายไปในการทำเลเซอร์เม็ดสีแค่ครั้งเดียว แถมยังคอยจะกลับขึ้นมาใหม่อยู่เรื่อยๆ กันนะ?
เรามาเจาะลึกกันว่าทำไม ฝ้า ถึงไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ในครั้งเดียวเหมือนจุดด่างดำหรือกระทั่วไป และทำไมการใช้เลเซอร์ที่แรงเกินไปอาจส่งผลเสียทำให้เกิดรอยดำสะท้อนกลับ (rebound pigmentation) แทนค่ะ

ผิว
รักษาฝ้าด้วยการทำ toning ดึงแค่เม็ดสีออก แป๊บเดียวก็กลับมาเป็นอีกแล้ว
เราใช้เลเซอร์ Revlite และ Helios Toning เพื่อลดเม็ดสี พร้อมกับดูแลเส้นเลือดในเคสฝ้าเลือด บำรุงผิวชั้นเดอร์มิสอย่างอ่อนโยนด้วย RF และใช้ Tranexamic acid booster เพื่อกดรากฝ้าให้อยู่หมัด สรุปขั้นตอนการรักษาฝ้าแต่ละประเภทไว้ให้แล้วค่ะ



