รีวิวว่าฉีดผิวขาวครั้งเดียวแล้วโทนสว่างถาวร จริงแค่ไหน? มาหาคำตอบตามหลักการแพทย์กัน
เผยแพร่แล้ว
อัปเดตแล้ว

Author
Wi Young-jin · Chief director
Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist
→
วันที่ยืนอยู่หน้ากระจกแล้วรู้สึกว่าโทนผิวดูดรอปไปหนึ่งสเต็ป หลายคนมักจะโดนดึงดูดด้วยรีวิวที่บอกว่า "ฉีดผิวขาวครั้งเดียวก็กลับมาสว่างใสแล้ว" ไม่ว่าจะชื่อฉีดผิวขาว (Cinderella Injection), ฉีดผิวขาวใส (Snow White Injection), วิตามิน หรือรกแกะ — ถึงชื่อจะต่างกัน แต่ความคาดหวังที่ว่า "ถ้าดริปวิตามินเข้าเส้นเลือดสักครั้ง โทนผิวจะสว่างขึ้น" ก็มักจะคล้ายๆ กันครับ
ขอสรุปให้ฟังตั้งแต่ต้นเลยนะครับว่า การฉีดผิวขาวสามารถช่วยให้โทนผิวดูสว่างขึ้นชั่วคราวได้จริง แต่ไม่ใช่หัตถการที่ช่วยลดเลือนกระแดดหรือฝ้าครับ สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้โทนผิวหมองคล้ำมักมาจากโครงสร้างผิว เช่น รังสียูวี, ฮอร์โมน หรือรอยดำหลังการอักเสบ (PIH) ดังนั้นต่อให้เป็นตัวยาเดียวกัน ผลลัพธ์ที่ได้จึงต่างกันไประหว่างคนที่รู้สึกเห็นผลชัดเจนกับคนที่ไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงเลยครับ
ตัวยาที่ฉีดเข้าไปแต่ละชนิด มีกลไกการทำงานที่แตกต่างกันครับ
การฉีดผิวขาวที่เราเรียกกันติดปาก จริงๆ แล้วไม่ใช่ยาชนิดเดียวกันทั้งหมดครับ ส่วนประกอบหลักของ Snow White Injection คือ กลูตาไธโอน (Glutathione), ส่วน Cinderella Injection คือ กรดไทออคติก (Alpha Lipoic Acid), การฉีดวิตามินคือ วิตามินซีโดสสูง และการฉีดรกแกะจะมีสารสกัดจากรกแกะ แม้จะเป็นการดริปวิตามินผ่านทางหลอดเลือดดำ (IV) เหมือนกัน แต่โมเลกุลที่เข้าไปนั้นต่างกัน และผลลัพธ์ที่คาดหวังก็มีความแตกต่างกันเล็กน้อยครับ
กลูตาไธโอนที่เป็นตัวเด่นนั้น เป็นที่รู้กันดีว่ามีส่วนช่วยขัดขวางเส้นทางของเมลานิน* ไม่ให้เปลี่ยนไปเป็นยูเมลานิน (Eumelanin) ซึ่งเป็นเม็ดสีเข้ม แต่จะเอื้อให้เปลี่ยนไปเป็นฟีโอเมลานิน (Pheomelanin) ซึ่งเป็นเม็ดสีอ่อนแทน พูดง่ายๆ คือไม่ใช่ยาที่เข้าไปขจัดเม็ดสีที่มีอยู่แล้ว แต่ใกล้เคียงกับแนวคิดในการช่วยปรับสมดุลการกระจายตัวของ เมลานิน*: เม็ดสีที่กำหนดสีผิว ให้สว่างขึ้นเล็กน้อย ส่วนวิตามินซีหรือกรดไทออคติก มักจะถูกจัดกลุ่มรวมกันเพื่อทำหน้าที่เสริมในการช่วยลดอนุมูลอิสระ (Oxidative Stress) และปรับสภาพแวดล้อมของผิวให้แข็งแรงครับ

รีวิวที่บอกว่า "ฉีดครั้งเดียวผิวก็สว่างขึ้น" อาจไม่ได้ผลกับทุกคนนะครับ
จากการรวบรวมงานวิจัยทางคลินิกใน บทความวิชาการ (Review Paper) พบว่า กลูตาไธโอนช่วยลดค่าดัชนีเมลานินอย่างมีนัยสำคัญเฉพาะในบางส่วนของร่างกายและบางช่วงอายุเท่านั้น และมีการสังเกตพบซ้ำๆ ว่าเมื่อหยุดยา โทนผิวก็จะกลับคืนสู่สีเดิม โดยในการศึกษาหนึ่ง มีผู้เข้าร่วมเพียงประมาณ 37.5% เท่านั้นที่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง และมีรายงานว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นจางหายไปภายใน 6 เดือนครับ
นั่นหมายความว่า ต่อให้ฉีดตัวยาเดียวกันในจำนวนครั้งที่เท่ากัน ผลลัพธ์ก็แตกต่างกันได้ครับ มีรายงานจำนวนมากระบุว่า สำหรับผู้ที่โดนแดดบ่อยๆ, ผู้ที่มีฮอร์โมนแปรปรวนง่าย หรือผู้ที่มีกระแดดและฝ้าฝังลึกอยู่แล้ว การฉีดผิวเพียงอย่างเดียวแทบจะไม่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับผิวหน้าเลยครับ
ยูเมลานิน*: เม็ดสีเมลานินชนิดเข้มกลุ่มสีน้ำตาลและสีดำ ซึ่งจะถูกผลิตขึ้นมากขึ้นเมื่อโดนรังสียูวีหรือเกิดการอักเสบ

ถ้ามีกระแดดหรือฝ้าร่วมด้วย การทำเลเซอร์ลดเม็ดสีสำคัญกว่าการฉีดผิวครับ
สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งสหรัฐอเมริกา (AAD) แนะนำว่า ในการรักษาโรคเม็ดสีผิดปกติอย่างฝ้า (Melasma) ควรยึดการยาทา, ยารับประทาน และการกันแดดเป็นพื้นฐาน และหากฝ้ายังไม่จางลง แพทย์อาจพิจารณาสั่งจ่ายกรดทราเนซามิก (Tranexamic Acid) เป็นตัวเลือกเพิ่มเติม ที่น่าสนใจคือ ไม่มีส่วนใดในข้อมูลของสมาคมแพทย์ผิวหนังที่ระบุว่า การฉีดกลูตาไธโอนทางหลอดเลือดดำเป็นทางเลือกมาตรฐานในการรักษาฝ้าเลยครับ
หากผิวอยู่ในขั้นตอนที่เริ่มมีกระแดด, จุดด่างดำ หรือฝ้าฝังลึกแล้ว การทำหัตถการจากภายนอกที่ช่วยทำลายเม็ดสีโดยตรงอย่าง Toning, Pico Laser หรือ IPL จะส่งผลลัพธ์ที่ชัดเจนกว่าการฉีดผิวที่ช่วยปรับโทนผิวให้สว่างขึ้นเพียงเล็กน้อยครับ แม้ว่าจะสามารถดริปผิวควบคู่ไปด้วยได้ แต่ความคาดหวังที่ว่า "การฉีดผิวจะช่วยให้จุดด่างดำหายไป" นั้นอาจจะดูเกินจริงไปหน่อยครับ

เนื่องจากเป็นการให้ยาทางหลอดเลือดดำ จึงต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยด้วยครับ
กลูตาไธโอนแบบรับประทานมักไม่ค่อยส่งผลกระทบต่อร่างกายมากนัก แต่สำหรับรูปแบบการดริปผ่านหลอดเลือดดำ (IV) นั้นค่อนข้างต่างออกไปครับ ใน บทความวิชาการ (Review Paper) เดียวกันสรุปว่า มีรายงานกรณีผลข้างเคียง เช่น อาการแพ้อย่างรุนแรง (Anaphylaxis) หรือการส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับ เมื่อได้รับกลูตาไธโอนทางหลอดเลือดดำ และยังไม่มีการกำหนดปริมาณโดสรวมถึงระยะห่างในการฉีดมาตรฐานที่ชัดเจนเพียงพอ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคุณเข้าข่ายในข้อดังต่อไปนี้ โปรดปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดอีกครั้งก่อนตัดสินใจฉีดผิวข้าวมนะครับ:
อยู่ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
ได้รับการวินิจฉัยว่าตับหรือไตทำงานบกพร่อง
มียาที่ต้องรับประทานเป็นประจำ เช่น ยารักษาไทรอยด์ หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด
มีประวัติการแพ้บริเวณที่ฉีด (รอยเข็ม) หรืออาการแพ้ทั่วร่างกาย
เคยมีอาการใจสั่น, ผื่นขึ้น หรือหายใจลำบากแม้เพียงครั้งเดียวหลังการฉีด
หากคุณมีอาการเหล่านี้ การเลื่อนเวลาการทำหัตถการออกไปก่อน หรือมองหาตัวเลือกอื่นๆ ร่วมกับแพทย์จะปลอดภัยที่สุดครับ

การดูแลผิวคือการดูแลอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การทำเพียงครั้งเดียวแล้วจบครับ
อย่างที่อธิบายไปข้างต้นครับว่า การฉีดผิวสวยไม่ใช่หัตถการที่เปลี่ยนโทนผิวของเราไป อย่างถาวร แทนที่จะฉีดเพียงครั้งเดียวแล้วจบ การทำเป็นคอร์สติดต่อกันประมาณ 4-10 ครั้งตามระยะเวลาที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการทาครีมกันแดด, การใช้ไวท์เทนนิ่ง และเลเซอร์ลดเม็ดสีเมื่อจำเป็น จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่สม่ำเสมอและคงอยู่ได้นานกว่าครับ เนื่องจากจุดเริ่มต้นของปัญหาผิวหมองคล้ำของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เส้นทางที่เร็วที่สุดคือการเข้ารับการตรวจสภาพผิวเพื่อประเมินประเภทเม็ดสีของคุณ (เช่น เกิดจากแดด, ฮอร์โมน หรือรอยดำหลังการอักเสบ) ตั้งแต่การปรึกษาครั้งแรกที่คลินิกชั้นนำอย่าง Beautystone หรือกับ หมอวี ยองจิน ครับ
คำถามที่พบบ่อย
Q. ฉีดผิวขาวใส (Snow White Injection) แค่ครั้งเดียว โทนผิวจะสว่างขึ้นจริงไหมคะ?
A. หลังจากฉีดทันทีหลายคนจะรู้สึกว่าผิวที่เคยแห้งกร้านดูนุ่มฟูและหน้าดูผ่องใสขึ้นในไม่กี่วันแรกครับ แต่หากต้องการให้ดัชนีเมลานินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จำเป็นต้องเข้ารับการฉีดอย่างต่อเนื่อง และจากการศึกษาทางคลินิกพบซ้ำๆ ว่าเมื่อหยุดฉีด ผิวก็จะค่อยๆ กลับคืนสู่โทนสีเดิม ดังนั้นความคาดหวังที่ว่าผิวจะขาวใสขึ้นถาวรจากการฉีดเพียงครั้งเดียวนั้นอาจจะไม่เป็นจริงครับ
Q. สามารถฉีดวิตามินร่วมกับการฉีดผิวขาว (Snow White Injection) ได้ไหมคะ?
A. ปกติแล้วเป็นสูตรที่มักจะจ่ายคู่กันอยู่แล้วครับ แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังไม่มีปริมาณโดสรวมถึงระยะห่างมาตรฐานที่กำหนดไว้ตายตัว จึงควรแจ้งประวัติการรับประทานยาประจำ, โรคประจำตัว และประวัติการแพ้ยาให้แพทย์ทราบล่วงหน้า เพื่อปรับตารางการฉีดและปริมาณยาให้เหมาะสมกับตัวเราที่สุดครับ ในบางครั้ง การลดจำนวนครั้งลงตามสภาพร่างกายของคุณ ณ ตอนนั้นอาจจะเป็นผลดีกว่าครับ
Q. ฝ้าและกระแดด สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการฉีดผิวขาวไหมคะ?
A. รอยโรคเม็ดสีที่ฝังลึกแล้วไม่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการฉีดผิวเพียงอย่างเดียวครับ แม้แต่แนวทางการรักษาของสมาคมแพทย์ผิวหนังก็แนะนำว่า โรคเม็ดสีผิดปกติอย่างฝ้าควรเน้นการรักษาด้วยยาทา, ยารับประทาน และเลเซอร์เป็นหลัก การใช้การฉีดผิวเป็นตัวช่วยเสริมเพื่อปรับโทนผิวโดยรวมให้สว่างขึ้น แล้วรักษาจุดด่างดำเฉพาะจุดด้วยเลเซอร์แยกต่างหาก จะเป็นแนวทางการรักษาที่หวังผลได้จริงมากกว่าครับ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

ลบรอยสัก
제모하려는 자리에 점이나 문신, 흉터가 있으면 그 부분만 빼고 진행하게 되는 걸까요?
점과 문신과 흉터가 있는 부위의 레이저 제모 처리 방식을, 멜라닌을 표적으로 삼는 선택적 광열분해 원리와 실제 증례 보고를 근거로 자리별로 나눠 정리했어요.

ผิว
작년 여름에 쓰다 남은 선크림, 올해 다시 꺼내 써도 차단력은 그대로 남아 있을까요?
작년에 쓰다 남은 선크림을 올해 다시 써도 되는지, 유통기한과 개봉 후 사용기간의 차이와 차단 성분이 변하는 이유를 근거로 정리했어요.

ผู้ชาย
ตุ่มเล็ก ๆ หลังทำ Potenza แบบไหนปกติ แบบไหนควรพบแพทย์
หลังทำ Potenza แล้วมีตุ่มเล็ก ๆ ขึ้นมา ลองแยกจากจังหวะที่ขึ้น หน้าตาของตุ่ม และอาการร่วม พร้อมสัญญาณที่ควรรีบปรึกษาแพทย์และวิธีดูแลผิวช่วงนั้น

ผิว
ฉีด Sculptra แล้วทำฟันได้ตอนไหน? ระยะห่างที่ควรรู้
ฉีด Sculptra แล้วขูดหินปูนหรือถอนฟันได้ตอนไหน? มาดูเหตุผลที่ควรเว้นระยะ ลำดับที่แนะนำ และสิ่งที่ควรสังเกตหากตารางทับกันไปแล้วค่ะ

ผิว
รอยเข็มและรอยฟกช้ำหลัง Skin Booster จะจางหายภายในกี่วัน?
รอยเข็มและรอยฟกช้ำหลัง Skin Booster เกิดขึ้นได้จากสองกลไกที่แตกต่างกัน บทความนี้อธิบายไทม์ไลน์การจางหาย และสัญญาณที่ควรปรึกษาแพทย์

ผิว
ล้างหน้าหลังออกกำลังกาย ควรรอให้ผิวเย็นก่อนหรือล้างทันทีดีกว่า?
หลังออกกำลังกายแล้วเหงื่อออกเยอะ หลายคนสงสัยว่าควรล้างหน้าทันทีหรือรอให้ผิวเย็นลงก่อน บทความนี้จะไขข้อสงสัยพร้อมแนะนำวิธีล้างหน้าที่ถูกต้องค่ะ



