
กว่าครึ่งของคนไข้ที่มาฉีดโบท็อกซ์กราม
มักเข้าใจผิดว่าหน้าใหญ่เพราะกล้ามเนื้อ ทั้งที่ความจริงเป็นเพราะโครงกระดูก
โปรดเช็กข้อมูลเหล่านี้ก่อนตัดสินใจทำ
Q. ฉีดโบท็อกซ์กรามแล้ว
หน้าจะเล็กลงจริงไหมคะ?
A. โบท็อกซ์ช่วยลดขนาดกล้ามเนื้อเคี้ยว (masseter) ให้ลีบเล็กลงเท่านั้นครับ
แต่ตัวโครงกระดูกเดิมจะยังคงเท่าเดิม
ดังนั้น ผลลัพธ์จึงแตกต่างกันในแต่ละบุคคลอย่างชัดเจน ตั้งแต่ก่อนเริ่มทำครับ
Q. ทำไมใช้ปริมาณยูนิตเท่ากัน
แต่ผลลัพธ์ของฉันถึงเห็นผลน้อยกว่าคะ?
A. ยิ่งเป็นคนที่มีมวลกล้ามเนื้อเคี้ยวหนา ก็จะยิ่งเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนและดูน่าทึ่งครับ
แต่สำหรับผู้ที่มีปัญหามุมกระดูกกรามกว้าง
ต่อให้จะฉีดโบท็อกซ์บ่อยแค่ไหน ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังคงมีขีดจำกัดอยู่ดีครับ

ภายนอกอาจดูคล้ายกัน
แต่หัวใจสำคัญนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
โบท็อกซ์กราม คือการฉีดสารโบทูลินัม ท็อกซิน (Botulinum Toxin)
เข้าไปที่กล้ามเนื้อสำหรับเคี้ยว หรือกล้ามเนื้อแมสเซเตอร์ (masseter)
เพื่อช่วยค่อยๆ ลดขนาดและปริมาตรของกล้ามเนื้อมัดนั้นลง
จุดนี้จะแตกต่างจากการผ่าตัดตัดกระดูกกรามที่พูดถึงกันบ่อยๆ
เพราะไม่ใช่การขูดหรือตัดกระดูกออก
แต่เป็นเพียงการทำให้มัดกล้ามเนื้อบางลงเท่านั้นครับ
ดังนั้น คำเปรียบเปรยที่ว่า "ช่วยเค้นกรอบหน้าให้เรียวสวยขึ้น" นั้นถูกต้องเลยครับ
แต่หากบอกว่า "จะช่วยทำให้กระดูกหน้าเล็กลง"
ถ้าพูดตามหลักการแพทย์จริงๆ แล้ว ถือเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนครับ

ข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญโดย
หมอวี ยองจิน
ฉีดโบท็อกซ์กรามแล้ว หน้าจะเรียวเล็กลงจริงไหม?
คุณหมอมาร่วมอธิบายหลักการและข้อจำกัดให้ฟังกันครับ
— หมอวี ยองจิน (Beautystone Clinic สาขาฮงแด)
เมื่อเดือนที่ผ่านมา มีคนไข้ผู้หญิงอายุช่วง 30 ปีต้นๆ เข้ามาปรึกษาครับ
เธอเล่าว่าเคยไปฉีดโบท็อกซ์กรามจากคลินิกอื่นมาแล้วถึง 3 ครั้ง
แต่กลับไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงหรือเห็นผลเลยสักนิด
เมื่อผมได้ลองคลำตรวจดู พบว่าจริงๆ แล้วกล้ามเนื้อเคี้ยวของเธอค่อนข้างบางมาก
แต่ปัญหาหลักเกิดจากมุมกระดูกขากรรไกรล่าง (mandibular angle)
มีโครงสร้างที่กางออกด้านข้างค่อนข้างเยอะครับ
สำหรับท่านที่มีปัญหารูปร่างหน้าลักษณะนี้ ต่อให้จะอัดโบท็อกซ์เข้าไปมากเท่าไหร่
ก็แทบจะไม่ช่วยให้มุมกรามที่มองเห็นจากทางด้านหน้า
ดูเรียวลดลงได้อย่างเห็นได้ชัดสักเท่าไหร่ครับ
แต่ในประเด็นนี้ ยังมีเรื่องสำคัญอีกหนึ่งอย่างที่ควรรู้ครับ
กล้ามเนื้อเคี้ยว (masseter) คือส่วนที่เราจะรู้สึกว่าปูดนูนออกข้างแก้มเวลาเรากัดฟันแน่นๆ
ซึ่งสำหรับใครที่มีกล้ามเนื้อส่วนนี้หนา จะใช้เวลาประมาณ 8 ถึง 12 สัปดาห์
ในการค่อยๆ เห็นผลลัพธ์ว่าขนาดของมันยุบและเล็กลงอย่างชัดเจนครับ
สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน
การฉีดโบท็อกซ์กราม เป็นหัตถการที่ช่วยลด "ขนาดกล้ามเนื้อ"
ไม่ใช่การปรับขนาดของ "โครงกระดูก" ครับ
วิธีเช็กง่ายๆ คือลองส่องกระจกแล้วลองกัดฟันให้แน่นที่สุด
ถ้าสัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อแถวข้างแก้มที่เด้งสู้มือและจับได้เป็นก้อนแน่นๆ แปลว่าคุณคือกลุ่มที่จะเห็นเปลี่ยนชัดเจนครับ
แต่หากกัดฟันแล้วไม่ค่อยมีกล้ามเนื้อเด้งสู้มือ แสดงว่าผลลัพธ์อาจจะค่อนข้างมีขีดจำกัดครับ

ผมมักจะแบ่งลักษณะคนไข้ในห้องตรวจออกเป็นดังนี้ครับ
ประเภท | ลักษณะเด่น | แนวทางการรักษา |
กลุ่มกล้ามเนื้อหนา | พอกัดฟันแล้วกล้ามเนื้อปูดชัดเจน มักมาพร้อมอาการปวดข้อต่อขากรรไกร | โบท็อกซ์เห็นผลดีอย่างชัดเจน แนะนำฉีดซ้ำทุกๆ 4-6 เดือน |
กลุ่มโครงกระดูกใหญ่ | กล้ามเนื้อค่อนข้างบาง แต่มุมกระดูกกรามกาง หน้าจึงดูมีเหลี่ยมมุมชัดเจน | โบท็อกซ์เห็นผลได้จำกัด แนะนำทำร่วมกับฉีดแฟตสลายไขมัน หรือฟิลเลอร์ |
กลุ่มผสม | มีทั้งกล้ามเนื้อ + ไขมันส่วนเกิน + แก้มเริ่มหย่อนคล้อยเล็กน้อย | แนะนำให้ฉีดโบท็อกซ์ ควบคู่กับการทำเลเซอร์ยกกระชับหน้า |
การฉีดโบท็อกซ์กรามเพียงแค่ครั้งเดียว
ไม่สามารถช่วยให้ใบหน้าเล็กลงอย่างถาวรได้ครับ
เนื่องจากเมื่อตัวยาโบท็อกซ์หมดฤทธิ์และสลายตัวไป
กล้ามเนื้อก็จะพยายามดึงตัวกลับมาทำงานและโตขึ้นตามเดิมครับ
แต่อย่างไรก็ตาม หากเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 2 ครั้ง
กล้ามเนื้อจะเริ่มชินกับสภาวะที่ "ไม่ได้ถูกใช้งานหนัก"
ซึ่งจะช่วยยืดระยะเวลาผลลัพธ์ให้ยาวนานยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ครับ
3 คำถามยอดฮิตที่พบบ่อยที่สุดในห้องตรวจ
Q1. มีคนบอกว่าจะเคี้ยวอาหารได้ยากขึ้น
มันจะส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันไหมคะ?
ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก อาจจะรู้สึกว่าไม่มีแรงเวลาเคี้ยวของเหนียวๆ ได้ครับ
แต่ถ้าไม่ใช่กรณีที่ได้รับปริมาณยูนิตโบท็อกซ์มากจนเกินไป
โดยทั่วไปแทบจะไม่ส่งผลกระทบต่อการรับประทานอาหารไฟนชีวิตประจำวันเลยครับ
Q2. ต้องฉีดกี่ครั้งถึงจะเริ่มเห็นผล
และผลลัพธ์จะอยู่ได้นานแค่ไหนคะ?
การเปลี่ยนแปลงที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน มักจะเกิดหลังจากรับการรักษาในครั้งที่สองครับ
ผลลัพธ์จะคงอยู่เฉลี่ยประมาณ 4-6 เดือน
และยิ่งทำซ้ำต่อเนื่อง ระยะเวลาคงอยู่ก็จะยิ่งยาวนานขึ้นเรื่อยๆ ครับ
Q3. มีข่าวลือว่าฉีดแล้วจะทำให้แก้มตอบหรือแก้มหย่อนคล้อย
จริงไหมคะ?
หากตำแหน่งที่ฉีดคลาดเคลื่อน หรือใช้ปริมาณยูนิตยาที่มากเกินความจำเป็น
อาจส่งผลทำให้เนื้อแก้มดูตอบหรือเว้าลงได้ในบางเคสครับ
โดยเฉพาะกลุ่มคนไข้อายุ 40 ปีขึ้นไปที่เริ่มมีความยืดหยุ่นผิวลดลง
ผมมักจะแนะนำให้ทำควบคู่กับหัตถการยกกระชับร่วมด้วยก่อนเป็นอันดับแรกครับ
หากท่านใดไม่แน่ใจเกี่ยวกับรูปหน้าและกรามของตัวเอง
สามารถส่งหน้าตรงและรูปด้านข้างมาพิจารณาได้ทาง KakaoTalk นะครับ
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก หมอวี ยองจิน ครับ
บทความที่เกี่ยวข้องแนะนำให้อ่านเพิ่มเติม
▶ฉีดโบท็อกซ์กรามแล้วแก้มตอบ เกิดจากสาเหตุใดแก้ไขอย่างไรได้บ้าง?
▶รีวิวตรงๆ หลังสั่งจ่ายยา Saxenda มาตลอด 6 เดือน ความจริงเป็นอย่างไรมาดูกัน
▶รวม 10 คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Shurink Universe เคลียร์ชัดโดยคุณหมอ
▶รีวิวผลลัพธ์เลเซอร์ Pico Toning กี่ครั้งถึงช่วยให้ฝ้ากระดูจางลง สรุปขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงทั้ง 4 ระยะ
▶ไม่ใช่ AI เขียนแน่นอน [Cellre_dm vs Lituo] เปรียบเทียบสองผลิตภัณฑ์เพื่อเลือกตัวที่ใช่สำหรับเรา (เปรียบเทียบสรรพคุณและราคา)