
สคัลพทรา อยู่ได้ 2 ปี? อย่าเพิ่งเชื่อทั้งหมด
สคัลพทรา อยู่ได้ 2 ปี? อย่าเพิ่งเชื่อทั้งหมด
สคัลพทรา อยู่ได้ 2 ปี? อย่าเพิ่งเชื่อทั้งหมด
ข้อมูลว่าสคัลพทราอยู่ได้เกิน 2 ปี จริงหรือ? เจาะหลักการและช่องว่างระหว่างผลคลินิกกับการคงผลจริง

อย่าเพิ่งเชื่อคำว่า สคัลป์ตราอยู่ได้ 2 ปี,
แบบนั้นโดยไม่ตรวจสอบ
โดยผู้อำนวยการ วียองจิน แห่ง Beauty's Doctor
โปรดตรวจสอบก่อนอ่าน
Q. ถ้าฉีดสคัลป์ตราเพียงครั้งเดียว
มันจะอยู่ได้นานเกิน 2 ปีไม่ใช่หรือ?
A. ในบทความวิจัยทางคลินิกคำว่า '2 ปี' คือ
ตัวเลขภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ
ระยะเวลาคงอยู่จริงแตกต่างกันมากตามปริมาณที่ฉีด ตำแหน่ง
และการเผาผลาญของแต่ละบุคคล
Q. แล้วจริงๆ อยู่ได้ประมาณเท่าไหร่?
A. โดยเฉลี่ยประมาณ 1 ปีถึง 1 ปีครึ่ง
คือระยะเวลาที่รู้สึกได้จริงในทางปฏิบัติ และ
ถ้าออกแบบโปรโตคอลดีๆ
ก็สามารถยืดไปได้เกือบ 2 ปี
ประเด็นสำคัญของบทความนี้
คำว่า สคัลป์ตราได้ 2 ปี
ความแตกต่างระหว่างหลักฐานทางคลินิกกับระยะเวลาคงอยู่จริง

สคัลป์ตรา (Sculptra) คืออะไร?
สคัลป์ตรา
(Sculptra, ชื่อสาร PLLA — Poly-L-Lactic Acid) คือ
การฉีดกระตุ้นคอลลาเจนที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเอง
ภายในผิวหนัง
ไม่เหมือนฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิกที่ฉีดแล้ว
วอลุ่มจะเติมเต็มทันที
แต่เป็นการที่อนุภาค PLLA ขนาดเล็กค่อยๆ สลายตัวในชั้นหนังแท้
และระหว่างกระบวนการนั้นคอลลาเจนใหม่จะถูกสร้างขึ้น
ดังนั้นเมื่อเทียบกับฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิก
แม้ผลจะค่อยๆ ปรากฏ
แต่ข้อดีก็คือ 'วอลุ่มที่เป็นธรรมชาติเหมือนเนื้อของตัวเอง'
หลักฐานของ 'คงอยู่เกิน 2 ปี'
เมื่อลองแกะดูจริงๆ
ถ้าค้นหาระยะเวลาคงอยู่ของสคัลป์ตรา
ส่วนใหญ่จะเจอคำว่า 'มากกว่า 2 ปี'
ที่มาของตัวเลขนี้คือข้อมูลทางคลินิกตอนที่
FDA อนุมัติในปี 2004
แต่มีเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งตรงนี้
การทดลองนั้นทำใน 'ผู้ป่วยภาวะไขมันฝ่อที่เกี่ยวข้องกับ HIV'
เป็นกลุ่มตัวอย่าง
และเกณฑ์ประเมินก็คือ 'ในสายตาแพทย์ ปริมาณที่ลดลง
กลับสู่สภาพเดิมหมดแล้วหรือไม่'
พูดตรงๆ ก็คือ ไม่ได้หมายความว่า
'ผลลัพธ์จากการฉีดครั้งแรกคงอยู่ครบถ้วนตลอด 2 ปี'
การสร้างคอลลาเจนเกิดขึ้นจริงก็จริง แต่คอลลาเจนนั้นท้ายที่สุด
เมื่อเวลาผ่านไปก็จะถูกสลายตาม
กระบวนการเมตาบอลิซึมตามธรรมชาติของร่างกายเรา
[เปรียบเทียบ] ข้อมูลทางคลินิก vs ความรู้สึกจากการทำจริง
รายการเปรียบเทียบ | ตามงานวิจัยทางคลินิก | ประสบการณ์ที่รู้สึกได้จากการทำหัตถการความงามจริง |
กลุ่มเป้าหมาย | ผู้ป่วยภาวะไขมันฝ่อจาก HIV | เพื่อความงามทั่วไป (เช่น ฟื้นคืนวอลุ่ม) |
จำนวนครั้ง | เฉลี่ย 4~5 ครั้งขึ้นไป | โดยทั่วไป 2~3 ครั้ง (ข้อจำกัดในทางปฏิบัติ) |
เกณฑ์การประเมิน | การประเมินของแพทย์ (ดูว่ายังมีวอลุ่มเหลืออยู่หรือไม่) | ความพึงพอใจที่ผู้ป่วยรู้สึกได้เอง |
ระยะเวลาคงอยู่ | มีรายงานว่าสูงสุดมากกว่า 25 เดือน | เริ่มรู้สึกว่าลดลงราว 12~18 เดือน |
ช่วงพีค | 3~6 เดือนหลังเซสชันสุดท้าย | เหมือนกัน (3~6 เดือน) |
สรุปประเด็นสำคัญของผู้อำนวยการ วียองจิน
'สคัลป์ตรา 2 ปี' คือค่าที่ได้ในเงื่อนไขที่เหมาะสมที่สุด
ในความเป็นจริง จำนวนครั้งที่ฉีด ตำแหน่ง และการเผาผลาญของแต่ละคน
ทำให้ 12 ถึง 18 เดือนเป็นระยะเวลาที่รู้สึกได้จริง
การทำตามโปรโตคอลคือ
ตัวแปรสำคัญที่สุดที่กำหนดระยะเวลาคงอยู่
แนวทางในการยืดระยะเวลาคงอยู่ให้ยาวที่สุด
ประเด็นที่หลายคนเข้าใจผิดกันมากคือ
สคัลป์ตราไม่ใช่หัตถการที่ 'ฉีดครั้งเดียวแล้วจบ'
โปรโตคอลมาตรฐานแนะนำให้ทำอย่างน้อย 3 ครั้ง
โดยเว้นระยะ 4 ถึง 6 สัปดาห์
ถ้าเปรียบคอลลาเจนเป็นการ 'ก่ออิฐ'
การทำครั้งเดียวก็อยู่ในระดับงานวางฐานราก
ต้องทำซ้ำ 2 ครั้ง 3 ครั้งให้อิฐค่อยๆ เรียงกัน
จึงจะได้โครงสร้างที่แข็งแรง
ผู้ที่ทำครบ 3 เซสชัน
มีคอลลาเจนรวมสะสมอย่างมีนัยสำคัญ
และสัดส่วนของผู้ที่พึงพอใจเกิน 18 เดือนก็สูงขึ้นชัดเจน
สคัลป์ตรา vs หัตถการเพิ่มวอลุ่มอื่นๆ,
เปรียบเทียบระยะเวลาคงอยู่
หัตถการ | หลักการ | การแสดงผล | ระยะเวลาคงอยู่ที่รู้สึกได้ |
สคัลป์ตรา | กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน | ค่อยเป็นค่อยไปใน 3~6 เดือน | 12~18 เดือน (อ้างอิงจาก 3 ครั้ง) |
HA ฟิลเลอร์ | เติมกรดไฮยาลูโรนิก | ทันที | 6~12 เดือน |
เอลลันเซ่ | เติมเต็ม + กระตุ้นคอลลาเจน | ทันที + ค่อยเป็นค่อยไป | 12~24 เดือน (แตกต่างตามชนิด) |
ปลูกถ่ายไขมัน | ปลูกถ่ายไขมันตัวเอง | ทันที (ขึ้นอยู่กับอัตราการติด) | ส่วนที่ติดแล้วค่อนข้างกึ่งถาวร |
ประเด็นสำคัญคือ 'ต้องการวอลุ่มที่ดูเป็นธรรมชาติ
หรืออยากได้ผลลัพธ์ที่เห็นทันที'
ซึ่งเป็นตัวกำหนดทางเลือกที่ต่างกัน
กรดไฮยาลูโรนิกคือการดึงน้ำเข้ามาให้พองขึ้น
แต่สคัลป์ตราคือคอลลาเจนของเราเป็นตัวเติมเต็ม
ดังนั้นเนื้อสัมผัสจึงต่างกัน
คำถามที่พบบ่อย
Q1. หลังฉีดสคัลป์ตราแล้วออกกำลังกายได้ไหม?
ในวันทำหัตถการควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักๆ
และเริ่มออกกำลังกายเบาๆ ได้ตั้งแต่วันถัดไป
อย่างไรก็ดี ในช่วง 5 วันหลังทำ ควรนวดบริเวณที่ฉีดเบาๆ
วันละ 5 ครั้ง ครั้งละ 5 นาที
Q2. ราคาประมาณเท่าไหร่ และ
ต้องฉีดกี่ครั้ง?
โดยทั่วไปต่อ 1 ขวดอยู่ที่ประมาณ 3~5 แสนวอน
ซึ่งเป็นราคาเฉลี่ยของตลาด
และในการทำ 1 ครั้งจะใช้ 1~2 ขวด
เนื่องจากแนะนำอย่างน้อย 3 เซสชัน ดังนั้นค่ารวมจึง
ควรคิดจาก 3~6 ขวด
Q3. กังวลเรื่องผลข้างเคียงของสคัลป์ตรา
มีอะไรบ้าง?
ที่พบบ่อยที่สุดคืออาการบวมและรอยช้ำ
ซึ่งส่วนใหญ่มักยุบภายใน 1~2 สัปดาห์
ก้อนแข็งจะเกิดได้น้อยมากหากการเจือจาง
และเทคนิคการฉีดแม่นยำ
หลักการคือไม่ควรใช้ในบริเวณที่ผิวบาง
เช่น ใต้ตาหรือริมฝีปาก
หากมีข้อสงสัย สอบถามทาง KakaoTalk หรือโทรศัพท์ได้เลย
ขอจบเพียงเท่านี้ค่ะ วียองจิน
อ่านต่อ
▶คำว่า ใส่ฟิลเลอร์ใต้ตาแล้วจบได้จริงนั้น ถูกแค่ครึ่งเดียว (อาจเป็นเส้นเลือดก็ได้?)
▶หน้าแบบถั่วลิสง จะจบได้ด้วยฟิลเลอร์ขมับเพียงหนึ่งเดียวหรือ? รีวิวตรงไปตรงมา
▶ฟิลเลอร์ฮงแด 'ใครเป็นคนฉีดสำคัญกว่าราคา' (ความแตกต่างของการฉีดโดยแพทย์เจ้าของคลินิก)
▶ถ้าจะทำให้ก้อนไขมันด้านหลังดูนูน สคัลป์ตรา วิธีที่คุณทำอยู่ผิดแล้ว

อย่าเพิ่งเชื่อคำว่า สคัลป์ตราอยู่ได้ 2 ปี,
แบบนั้นโดยไม่ตรวจสอบ
โดยผู้อำนวยการ วียองจิน แห่ง Beauty's Doctor
โปรดตรวจสอบก่อนอ่าน
Q. ถ้าฉีดสคัลป์ตราเพียงครั้งเดียว
มันจะอยู่ได้นานเกิน 2 ปีไม่ใช่หรือ?
A. ในบทความวิจัยทางคลินิกคำว่า '2 ปี' คือ
ตัวเลขภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ
ระยะเวลาคงอยู่จริงแตกต่างกันมากตามปริมาณที่ฉีด ตำแหน่ง
และการเผาผลาญของแต่ละบุคคล
Q. แล้วจริงๆ อยู่ได้ประมาณเท่าไหร่?
A. โดยเฉลี่ยประมาณ 1 ปีถึง 1 ปีครึ่ง
คือระยะเวลาที่รู้สึกได้จริงในทางปฏิบัติ และ
ถ้าออกแบบโปรโตคอลดีๆ
ก็สามารถยืดไปได้เกือบ 2 ปี
ประเด็นสำคัญของบทความนี้
คำว่า สคัลป์ตราได้ 2 ปี
ความแตกต่างระหว่างหลักฐานทางคลินิกกับระยะเวลาคงอยู่จริง

สคัลป์ตรา (Sculptra) คืออะไร?
สคัลป์ตรา
(Sculptra, ชื่อสาร PLLA — Poly-L-Lactic Acid) คือ
การฉีดกระตุ้นคอลลาเจนที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเอง
ภายในผิวหนัง
ไม่เหมือนฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิกที่ฉีดแล้ว
วอลุ่มจะเติมเต็มทันที
แต่เป็นการที่อนุภาค PLLA ขนาดเล็กค่อยๆ สลายตัวในชั้นหนังแท้
และระหว่างกระบวนการนั้นคอลลาเจนใหม่จะถูกสร้างขึ้น
ดังนั้นเมื่อเทียบกับฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิก
แม้ผลจะค่อยๆ ปรากฏ
แต่ข้อดีก็คือ 'วอลุ่มที่เป็นธรรมชาติเหมือนเนื้อของตัวเอง'
หลักฐานของ 'คงอยู่เกิน 2 ปี'
เมื่อลองแกะดูจริงๆ
ถ้าค้นหาระยะเวลาคงอยู่ของสคัลป์ตรา
ส่วนใหญ่จะเจอคำว่า 'มากกว่า 2 ปี'
ที่มาของตัวเลขนี้คือข้อมูลทางคลินิกตอนที่
FDA อนุมัติในปี 2004
แต่มีเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งตรงนี้
การทดลองนั้นทำใน 'ผู้ป่วยภาวะไขมันฝ่อที่เกี่ยวข้องกับ HIV'
เป็นกลุ่มตัวอย่าง
และเกณฑ์ประเมินก็คือ 'ในสายตาแพทย์ ปริมาณที่ลดลง
กลับสู่สภาพเดิมหมดแล้วหรือไม่'
พูดตรงๆ ก็คือ ไม่ได้หมายความว่า
'ผลลัพธ์จากการฉีดครั้งแรกคงอยู่ครบถ้วนตลอด 2 ปี'
การสร้างคอลลาเจนเกิดขึ้นจริงก็จริง แต่คอลลาเจนนั้นท้ายที่สุด
เมื่อเวลาผ่านไปก็จะถูกสลายตาม
กระบวนการเมตาบอลิซึมตามธรรมชาติของร่างกายเรา
[เปรียบเทียบ] ข้อมูลทางคลินิก vs ความรู้สึกจากการทำจริง
รายการเปรียบเทียบ | ตามงานวิจัยทางคลินิก | ประสบการณ์ที่รู้สึกได้จากการทำหัตถการความงามจริง |
กลุ่มเป้าหมาย | ผู้ป่วยภาวะไขมันฝ่อจาก HIV | เพื่อความงามทั่วไป (เช่น ฟื้นคืนวอลุ่ม) |
จำนวนครั้ง | เฉลี่ย 4~5 ครั้งขึ้นไป | โดยทั่วไป 2~3 ครั้ง (ข้อจำกัดในทางปฏิบัติ) |
เกณฑ์การประเมิน | การประเมินของแพทย์ (ดูว่ายังมีวอลุ่มเหลืออยู่หรือไม่) | ความพึงพอใจที่ผู้ป่วยรู้สึกได้เอง |
ระยะเวลาคงอยู่ | มีรายงานว่าสูงสุดมากกว่า 25 เดือน | เริ่มรู้สึกว่าลดลงราว 12~18 เดือน |
ช่วงพีค | 3~6 เดือนหลังเซสชันสุดท้าย | เหมือนกัน (3~6 เดือน) |
สรุปประเด็นสำคัญของผู้อำนวยการ วียองจิน
'สคัลป์ตรา 2 ปี' คือค่าที่ได้ในเงื่อนไขที่เหมาะสมที่สุด
ในความเป็นจริง จำนวนครั้งที่ฉีด ตำแหน่ง และการเผาผลาญของแต่ละคน
ทำให้ 12 ถึง 18 เดือนเป็นระยะเวลาที่รู้สึกได้จริง
การทำตามโปรโตคอลคือ
ตัวแปรสำคัญที่สุดที่กำหนดระยะเวลาคงอยู่
แนวทางในการยืดระยะเวลาคงอยู่ให้ยาวที่สุด
ประเด็นที่หลายคนเข้าใจผิดกันมากคือ
สคัลป์ตราไม่ใช่หัตถการที่ 'ฉีดครั้งเดียวแล้วจบ'
โปรโตคอลมาตรฐานแนะนำให้ทำอย่างน้อย 3 ครั้ง
โดยเว้นระยะ 4 ถึง 6 สัปดาห์
ถ้าเปรียบคอลลาเจนเป็นการ 'ก่ออิฐ'
การทำครั้งเดียวก็อยู่ในระดับงานวางฐานราก
ต้องทำซ้ำ 2 ครั้ง 3 ครั้งให้อิฐค่อยๆ เรียงกัน
จึงจะได้โครงสร้างที่แข็งแรง
ผู้ที่ทำครบ 3 เซสชัน
มีคอลลาเจนรวมสะสมอย่างมีนัยสำคัญ
และสัดส่วนของผู้ที่พึงพอใจเกิน 18 เดือนก็สูงขึ้นชัดเจน
สคัลป์ตรา vs หัตถการเพิ่มวอลุ่มอื่นๆ,
เปรียบเทียบระยะเวลาคงอยู่
หัตถการ | หลักการ | การแสดงผล | ระยะเวลาคงอยู่ที่รู้สึกได้ |
สคัลป์ตรา | กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน | ค่อยเป็นค่อยไปใน 3~6 เดือน | 12~18 เดือน (อ้างอิงจาก 3 ครั้ง) |
HA ฟิลเลอร์ | เติมกรดไฮยาลูโรนิก | ทันที | 6~12 เดือน |
เอลลันเซ่ | เติมเต็ม + กระตุ้นคอลลาเจน | ทันที + ค่อยเป็นค่อยไป | 12~24 เดือน (แตกต่างตามชนิด) |
ปลูกถ่ายไขมัน | ปลูกถ่ายไขมันตัวเอง | ทันที (ขึ้นอยู่กับอัตราการติด) | ส่วนที่ติดแล้วค่อนข้างกึ่งถาวร |
ประเด็นสำคัญคือ 'ต้องการวอลุ่มที่ดูเป็นธรรมชาติ
หรืออยากได้ผลลัพธ์ที่เห็นทันที'
ซึ่งเป็นตัวกำหนดทางเลือกที่ต่างกัน
กรดไฮยาลูโรนิกคือการดึงน้ำเข้ามาให้พองขึ้น
แต่สคัลป์ตราคือคอลลาเจนของเราเป็นตัวเติมเต็ม
ดังนั้นเนื้อสัมผัสจึงต่างกัน
คำถามที่พบบ่อย
Q1. หลังฉีดสคัลป์ตราแล้วออกกำลังกายได้ไหม?
ในวันทำหัตถการควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักๆ
และเริ่มออกกำลังกายเบาๆ ได้ตั้งแต่วันถัดไป
อย่างไรก็ดี ในช่วง 5 วันหลังทำ ควรนวดบริเวณที่ฉีดเบาๆ
วันละ 5 ครั้ง ครั้งละ 5 นาที
Q2. ราคาประมาณเท่าไหร่ และ
ต้องฉีดกี่ครั้ง?
โดยทั่วไปต่อ 1 ขวดอยู่ที่ประมาณ 3~5 แสนวอน
ซึ่งเป็นราคาเฉลี่ยของตลาด
และในการทำ 1 ครั้งจะใช้ 1~2 ขวด
เนื่องจากแนะนำอย่างน้อย 3 เซสชัน ดังนั้นค่ารวมจึง
ควรคิดจาก 3~6 ขวด
Q3. กังวลเรื่องผลข้างเคียงของสคัลป์ตรา
มีอะไรบ้าง?
ที่พบบ่อยที่สุดคืออาการบวมและรอยช้ำ
ซึ่งส่วนใหญ่มักยุบภายใน 1~2 สัปดาห์
ก้อนแข็งจะเกิดได้น้อยมากหากการเจือจาง
และเทคนิคการฉีดแม่นยำ
หลักการคือไม่ควรใช้ในบริเวณที่ผิวบาง
เช่น ใต้ตาหรือริมฝีปาก
หากมีข้อสงสัย สอบถามทาง KakaoTalk หรือโทรศัพท์ได้เลย
ขอจบเพียงเท่านี้ค่ะ วียองจิน
อ่านต่อ
▶คำว่า ใส่ฟิลเลอร์ใต้ตาแล้วจบได้จริงนั้น ถูกแค่ครึ่งเดียว (อาจเป็นเส้นเลือดก็ได้?)
▶หน้าแบบถั่วลิสง จะจบได้ด้วยฟิลเลอร์ขมับเพียงหนึ่งเดียวหรือ? รีวิวตรงไปตรงมา
▶ฟิลเลอร์ฮงแด 'ใครเป็นคนฉีดสำคัญกว่าราคา' (ความแตกต่างของการฉีดโดยแพทย์เจ้าของคลินิก)
▶ถ้าจะทำให้ก้อนไขมันด้านหลังดูนูน สคัลป์ตรา วิธีที่คุณทำอยู่ผิดแล้ว
บทความแนะนำ
บทความแนะนำ
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

ผิว
Pico Toning vs Laser Toning: ทำไมดูแค่จำนวนช็อตถึงอาจเสียเปรียบ
พิโกโทนนิ่ง vs เลเซอร์โทนนิ่ง ถ้าเทียบกันแค่จำนวนช็อต คุณอาจเสียเปรียบได้ จุดด่างดำตื้น ๆ เหมาะกับพิโก ส่วนฝ้าเข้มลึกเหมาะกับ Q-switch — เราสรุปให้แล้วว่ามีเกณฑ์อะไรข้อเดียวที่ทำให้เลือกต่างกัน

ยกกระชับ
ระยะเวลาคงผลลัพธ์ของ Shurink: ความแตกต่างระหว่างคนที่อยู่ได้ 6 เดือนกับคนที่อยู่ได้ 9 เดือน
ผลลัพธ์ของชูริงค์ที่อยู่ได้แค่ 6 เดือนกับคนที่อยู่ได้ 9 เดือน ความต่างไม่ได้อยู่ที่จำนวนช็อต แต่อยู่ที่ความลึกในการยิง

ผิว
"ทำเลเซอร์ฝ้าบ่อย ๆ จะหายเร็วขึ้นใช่ไหม?" — คำถามที่ได้รับเมื่อวาน
รอบการทำเลเซอร์ฝ้า: ทำไมเว้น 3 สัปดาห์ถึงช่วยจางได้ดีกว่า 1 สัปดาห์ พร้อมสรุปกลไกที่การทำถี่เกินไปอาจทำให้สีเข้มขึ้น และความแตกต่างของรอบการดูแลฝ้าจากการตั้งครรภ์

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ผลลัพธ์ของฟิลเลอร์ขมับ: ทำไม 1cc ถึงทำให้กรอบหน้าดูเปลี่ยนไป
ฟิลเลอร์ขมับให้ผลลัพธ์ได้ แม้เพียง 1–2cc ก็อาจทำให้ภาพรวมแนวกรามดูเปลี่ยนไปได้ เราจะอธิบายเรื่องอาการบวมในช่วง 72 ชั่วโมงแรก และเกณฑ์ระยะเวลาคงอยู่ของผลลัพธ์ให้เข้าใจกันค่ะ

ยกกระชับ
ผลลัพธ์ของ Shurink 4.5mm และเหตุผลที่คนมีแก้มเยอะกับคนผอมให้ผลต่างกัน
ผลลัพธ์ของชูริงค์ 4.5 มม. ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความลึก แต่ขึ้นอยู่กับความหนาของชั้นไขมันใต้ผิวหนัง เราสรุปไว้ให้แล้วว่าทำไมใบหน้าที่ค่อนข้างผอมถึงเสียเปรียบ และบริเวณไหนที่เห็นผลดี

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Sculptra vs Juvelook: ความต่างของตัวยา จำนวนครั้ง และระยะเวลาเห็นผล
ความแตกต่างของสารตั้งต้นระหว่าง Sculptra และ Juvelook คือ PLLA กับ PDLLA ค่ะ/ครับ จำนวนครั้งในการทำและระยะเวลาที่เห็นผลก็แตกต่างกัน ทำให้เกณฑ์ในการเลือกก็ไม่เหมือนกันด้วย
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1



![[บิวตี้สโตน] ฟิลเลอร์ใต้ตาคล้ำ: 0.3cc เปลี่ยนผลลัพธ์](https://framerusercontent.com/images/F4Q84TUWgjbZJV6MNheLnWHnaw.jpg?width=1080&height=1080)
