
ราคา Celldiem: ดูครั้งเดียวพลาดจุดคุ้มต่อครั้ง
ราคา Celldiem: ดูครั้งเดียวพลาดจุดคุ้มต่อครั้ง
ราคา Celldiem: ดูครั้งเดียวพลาดจุดคุ้มต่อครั้ง
ราคา Celldiem แพงกว่า Collagen Maker แต่อิ่มฟูทันทีใน 1 ครั้ง แพ็ก 3–4 ครั้งคุ้มต่อครั้งสุด

ราคาเซลล์ดีเอ็ม,
ถ้ามองแค่ราคาต่อครั้ง
ทำไมถึงพลาดจุดคุ้มค่าราคาต่อครั้งที่เหมาะสุด
โปรดตรวจสอบก่อนอ่าน
Q. ราคาทำเซลล์ดีเอ็ม 1 ครั้ง
แพงกว่าจูเบลุค·สคัลตรา แบบนี้ไม่ขาดทุนเหรอ?
A. แม้จะถูกจัดเป็นหัตถการคอลลาเจนเหมือนกัน
แต่กลไกการทำงานต่างกันค่ะ
เซลล์ดีเอ็มคือการใส่คอลลาเจนเข้าไปโดยตรง
ทำให้วอลลุ่มดูดีขึ้นได้ตั้งแต่ครั้งเดียว
Q. แล้วควรทำกี่ครั้งถึง
คุ้มค่าที่สุด
A. ในช่วงแพ็กเกจ 3~4 ครั้ง
ราคาต่อครั้งลดลงมากที่สุด
มากกว่านั้นประสิทธิภาพจะเริ่มลดลงอีก
ถ้าคุณค้นหาราคาเซลล์ดีเอ็มแล้วเข้ามาอ่าน
น่าจะได้ขอใบเสนอราคามาสองสามที่แล้ว
และกำลังสงสัยว่า "ทำไมถึงต่างกันเยอะขนาดนี้?"
อยู่ใช่ไหมครับ
บางที่ราคา 1 ครั้งอยู่แค่หลักสามหมื่นปลาย ๆ แต่บางที่
พุ่งเกินห้าหมื่นไปมาก
พอรวมเป็นแพ็กเกจ ราคาก็เปลี่ยนไปอีก
ผมเองก็แทบจะได้รับคำถามนี้ทุกสัปดาห์ในห้องตรวจ
"คุณหมอ ทำที่ถูก ๆ ก็ไม่ได้เหรอครับ?"
ประเด็นมันค่อนข้างกำกวม เพราะแม้จะเป็นเซลล์ดีเอ็มเหมือนกัน
แต่ผลลัพธ์ต่างกันพอสมควรตามการวางแผนจำนวนครั้ง
และความลึกในการฉีด
วันนี้ผมจะช่วยแยกโครงสร้างราคานี้ให้ดูครับ

เซลล์ดีเอ็ม กับคอลลาเจนเมกเกอร์
เป็นกลุ่มเดียวกันใช่ไหม
เซลล์ดีเอ็มคือหัตถการเสริมคอลลาเจน
โดยฉีดอาเทลโลคอลลาเจนที่สกัดและทำให้บริสุทธิ์จากร่างกายมนุษย์
เข้าไปโดยตรงในชั้นหนังแท้
ที่เติมคอลลาเจนเข้าไป
ต่างจากคอลลาเจนเมกเกอร์อย่างจูเบลุค·สคัลตรา,
เซลล์ดีเอ็มไม่ได้เป็นการ "กระตุ้นให้สร้าง" คอลลาเจน
แต่เป็นการใส่คอลลาเจนเข้าไปโดยตรง
ดังนั้นความรู้สึกหลังทำจึงต่างกัน
![[팩트체크] 콜라겐 직접 넣는 셀르디엠, 유지기간 대비 가장 합리적인 가격 계산법](https://framerusercontent.com/images/7GKTYstHcvpsRDtrkNjqcO7HDY.jpg)
คอลลาเจนเหมือนกัน
ทำไมราคาเซลล์ดีเอ็มถึงแรงกว่า
"แม้ราคาทำเซลล์ดีเอ็ม 1 ครั้งจะดูแพง
แต่ต่างจากคอลลาเจนเมกเกอร์ (จูเบลุค·สคัลตรา)
เพราะเป็นหัตถการที่ใส่คอลลาเจนเข้าไปโดยตรง
จึงเห็นวอลลุ่มชัดขึ้นได้ตั้งแต่ครั้งเดียว
เมื่อดูในแพ็กเกจ 3~4 ครั้ง
ช่วงที่ราคาต่อครั้งลดลงมากที่สุด
คือจุดคุ้มค่าด้านต้นทุนสูงสุด"
— ผอ.วียองจิน (คลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด)
ตรงนี้แหละครับที่คน
มักพลาดกันมากที่สุด
จูเบลุค·สคัลตราจะใส่อนุภาคสังเคราะห์อย่าง
PLA·PDLA เข้าไป
แล้วให้ร่างกายรับรู้เหมือนเป็นสิ่งแปลกปลอม
เพื่อกระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนขึ้นมา
ดังนั้นถ้าจะเห็นผล โดยทั่วไปต้องทำอย่างน้อย 2~3 ครั้ง
และต้องรอประมาณ 6~8 สัปดาห์ถึงจะเริ่มรู้สึกได้
แต่เซลล์ดีเอ็มต่างออกไป
เพราะเป็นการใส่คอลลาเจนเข้าไปโดยตรง ทำให้
เห็นวอลลุ่มขึ้นทันทีตั้งแต่ครั้งเดียว ซึ่งเป็นความต่างที่ใหญ่ที่สุด
เหตุผลที่ราคาต่อครั้งดูสูง
อยู่ตรงนี้ครับ
วัตถุดิบเป็นคอลลาเจนบริสุทธิ์ที่มาจากมนุษย์ และ
ต้นทุนต่อ 1 ไวอัลเอง
ก็สูงกว่ากลุ่มคอลลาเจนเมกเกอร์อยู่แล้ว
แล้วความคุ้มค่ามาได้จากตรงไหน
เมื่อรวมเป็นแพ็กเกจ 3~4 ครั้ง จะมีช่วงที่
ราคาต่อครั้งลดลงมากที่สุด
ถ้ามองแค่ครั้งเดียวจะดูแพง
แต่พอถึงประมาณครั้งที่ 3 คอลลาเจนในชั้นหนังแท้จะเริ่มสะสม
ความคงอยู่ก็จะยาวขึ้นอย่างชัดเจน
ตั้งแต่จุดนี้ ถ้าลองคำนวณเป็น "ค่าใช้จ่ายต่อครั้ง ÷ ระยะคงอยู่"
หลายเคสจะพบว่า
คุ้มกว่าคอลลาเจนเมกเกอร์เสียอีก
"ถ้าอ่านแค่ตัวหนังสืออาจยังไม่เห็นภาพ
แต่พอดูจากเคสจริงจะชัดมาก"
สัปดาห์ก่อนมีคนไข้วัย 43 ปีพาคุณแม่มาด้วย
ครับ
เดิมทีตั้งใจมาให้คุณแม่ปรึกษาอย่างเดียว
แต่พอฟังคำอธิบายแล้ว ตัวเองกลับสนใจมากขึ้น
ตอนแรกบอกว่า "ขอทำแค่ 1 ครั้งก่อน"
แต่พอเห็นตารางราคาต่อครั้ง
ก็ตัดสินใจเลือกแพ็กเกจ 4 ครั้งครับ
พอครบครั้งที่ 3 แล้วกลับมาตรวจ
เขาพูดก่อนเลยว่า "อันนี้ต่างจากครั้งแรกชัดเจนเลยนะครับ"
ครับ
สรุปสำคัญจากผอ.วียองจิน
ถ้ามองแค่ราคาเซลล์ดีเอ็ม 1 ครั้งอาจดูแพง
แต่เพราะเป็นหัตถการที่ใส่คอลลาเจนเข้าไปโดยตรง
ทำให้เห็นวอลลุ่มได้ตั้งแต่ครั้งเดียว
และในช่วงแพ็กเกจ 3~4 ครั้ง
ราคาต่อครั้งจะลดลงมากที่สุด
ต้องมองสองอย่างนี้พร้อมกัน
ถึงจะเห็นต้นทุนที่แท้จริง

ราคาเซลล์ดีเอ็ม,
เคสของคุณอยู่ในกลุ่มไหน
ประเภท | จำนวนครั้งที่แนะนำ | จุดคุ้มค่าด้านต้นทุน |
เพิ่งทำครั้งแรกและสูญเสียวอลลุ่มเล็กน้อย | เริ่ม 2 ครั้ง | แพ็ก 2 ครั้งคุ้มกว่าแบบครั้งเดียว ราคาต่อครั้งได้เปรียบ |
สูญเสียวอลลุ่มชัดเจน·มีความหย่อนคล้อยร่วมด้วย | แพ็กเกจ 3~4 ครั้ง | จุดคุ้มค่าราคาต่อครั้งสูงสุด· ช่วงที่ความคงอยู่สะสม |
เคสที่ผลจากกลุ่มกระตุ้นคอลลาเจนไม่ชัด | 3 ครั้ง + ครั้งคงสภาพ 1 ครั้ง | เห็นวอลลุ่มทันที ฟื้นความรู้สึกได้เร็ว |
เน้นคงสภาพ·ผู้มีประสบการณ์ | ทำแบบครั้งเดียวปีละ 1~2 ครั้ง | แบบครั้งเดียวสมเหตุสมผลกว่าแพ็ก |
ตรงนี้มีอีกอย่างที่อยากบอกให้ชัดครับ
ผมไม่ได้จะบอกว่า "ที่ถูกที่สุดคือกับดัก"
อะไรแบบนั้น
แต่ในเมื่อเป็นหัตถการที่ต้นทุนต่อ 1 ไวอัลค่อนข้างตายตัว
ถ้าเจอที่ตั้งราคาต่ำกว่าราคาตลาดมากกว่า 30~40%
มักจะเป็นกรณีที่ใช้ปริมาณเพียงครึ่งเดียว
หรือฉีดตื้นเพื่อลดเวลา
แบบนั้นราคาต่อครั้งอาจถูกจริงครับ
แต่เพราะไม่ค่อยรู้สึกผล
สุดท้ายก็ต้องเพิ่มจำนวนครั้งอยู่ดี
แต่ถ้าเป็นคลินิกที่ใช้ระบบราคาชัดเจน
และระบุปริมาณกับตำแหน่งที่ฉีดอย่างชัดเจน
แม้ราคาจะแตกต่างกันไปในแต่ละคลินิก
ก็ยังเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลได้
ตอนปรึกษาราคาเซลล์ดีเอ็ม
มีคำถามที่เจอบ่อยจริง ๆ 3 ข้อ
Q1. ต่างจากราคาต่ำสุดบนอินเทอร์เน็ต 30,000 วอน แต่
ยังควรทำที่ที่แพงกว่าด้วยไหม?
A. ถ้าพูดตรง ๆ
ตัวราคาสูงกว่าเองก็ไม่ได้แปลว่าแย่นะครับ
แต่ให้ดูว่าในใบเสนอราคามีระบุ "1 ครั้ง / 1 ไวอัล / บริเวณที่ฉีด"
ครบทั้งสามอย่างชัดเจนหรือไม่
เซลล์ดีเอ็มเป็นหัตถการที่ต้นทุนต่อ 1 ไวอัลค่อนข้างคงที่
ดังนั้นราคาที่ต่ำเกินไปส่วนใหญ่มักเป็นการลดปริมาณ
หรือจำกัดบริเวณที่ทำ
แม้จะเป็นราคาเดียวกัน แต่ "แก้มทั้งสองข้าง+ร่องแก้ม 1 ไวอัล" และ
"ทั้งใบหน้า 1 ไวอัล"
ให้ผลลัพธ์ต่างกันโดยสิ้นเชิง
Q2. ถ้ารวมเป็นแพ็กจะลดเท่าไหร่?
แล้วอยู่ได้นานแค่ไหน?
A. แม้จะแตกต่างกันไปตามคลินิก
แต่ถ้ารวมเป็นแพ็กเกจ 3~4 ครั้ง
โดยทั่วไปจะถูกลงประมาณ 15~25%
ต่อครั้งเมื่อเทียบกับแบบครั้งเดียว
ระยะคงอยู่คือหลังทำ 1 ครั้งประมาณ 6~9 เดือน
และหลังทำสะสม 3 ครั้ง
จะอยู่ได้ประมาณ 12~18 เดือน
ดังนั้นถ้าลองแปลงเป็น "ค่าใช้จ่ายต่อครั้ง ÷ จำนวนเดือนที่คงอยู่"
จะเห็นว่าช่วงแพ็ก 3 ครั้ง
คุ้มกว่ามากครับ
Q3. ผลข้างเคียงหรือข้อควรระวังมีอะไรบ้าง?
A. หลังทำเซลล์ดีเอ็ม ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือ
รอยช้ำ·บวมหลังทำครับ
เพราะเป็นคอลลาเจนจากแหล่งที่มาของมนุษย์
อาการแพ้พบได้ค่อนข้างน้อย
แต่ถ้าฉีดตื้นเกินไป
อาจคลำได้เป็นก้อนได้
ดังนั้นหลังครั้งแรก แนะนำให้มาตรวจเช็กอีกครั้ง
ประมาณ 2 สัปดาห์ครับ
วันทำหัตถการควรเลี่ยงแอลกอฮอล์·ออกกำลังกายหนัก·ซาวน่า
ประมาณ 3 วัน
ถ้าจะเอากลับไปแค่ข้อเดียวจากวันนี้
— อย่าเทียบเซลล์ดีเอ็มที่ราคาต่อครั้ง
ให้เทียบที่ราคาต่อครั้งในช่วงสะสม 3~4 ครั้ง
แบบนั้นถึงจะเห็นต้นทุนจริงครับ
บทความถัดไป
'หลังชำระแพ็กเกจเซลล์ดีเอ็มแล้ว, จะกำหนดช่วงห่างระหว่างครั้ง
เป็น 4 สัปดาห์ vs 8 สัปดาห์อย่างไร' ผมจะมาเล่าให้ฟังครับ
แม้จะทำ 3 ครั้งเหมือนกัน แต่ระยะห่างจะทำให้ระยะคงอยู่
ต่างกันอย่างไร เดี๋ยวผมจะยกเคสให้ดูครับ
จบโดยผอ.วียองจินครับ
อ่านเพิ่มเติม

ราคาเซลล์ดีเอ็ม,
ถ้ามองแค่ราคาต่อครั้ง
ทำไมถึงพลาดจุดคุ้มค่าราคาต่อครั้งที่เหมาะสุด
โปรดตรวจสอบก่อนอ่าน
Q. ราคาทำเซลล์ดีเอ็ม 1 ครั้ง
แพงกว่าจูเบลุค·สคัลตรา แบบนี้ไม่ขาดทุนเหรอ?
A. แม้จะถูกจัดเป็นหัตถการคอลลาเจนเหมือนกัน
แต่กลไกการทำงานต่างกันค่ะ
เซลล์ดีเอ็มคือการใส่คอลลาเจนเข้าไปโดยตรง
ทำให้วอลลุ่มดูดีขึ้นได้ตั้งแต่ครั้งเดียว
Q. แล้วควรทำกี่ครั้งถึง
คุ้มค่าที่สุด
A. ในช่วงแพ็กเกจ 3~4 ครั้ง
ราคาต่อครั้งลดลงมากที่สุด
มากกว่านั้นประสิทธิภาพจะเริ่มลดลงอีก
ถ้าคุณค้นหาราคาเซลล์ดีเอ็มแล้วเข้ามาอ่าน
น่าจะได้ขอใบเสนอราคามาสองสามที่แล้ว
และกำลังสงสัยว่า "ทำไมถึงต่างกันเยอะขนาดนี้?"
อยู่ใช่ไหมครับ
บางที่ราคา 1 ครั้งอยู่แค่หลักสามหมื่นปลาย ๆ แต่บางที่
พุ่งเกินห้าหมื่นไปมาก
พอรวมเป็นแพ็กเกจ ราคาก็เปลี่ยนไปอีก
ผมเองก็แทบจะได้รับคำถามนี้ทุกสัปดาห์ในห้องตรวจ
"คุณหมอ ทำที่ถูก ๆ ก็ไม่ได้เหรอครับ?"
ประเด็นมันค่อนข้างกำกวม เพราะแม้จะเป็นเซลล์ดีเอ็มเหมือนกัน
แต่ผลลัพธ์ต่างกันพอสมควรตามการวางแผนจำนวนครั้ง
และความลึกในการฉีด
วันนี้ผมจะช่วยแยกโครงสร้างราคานี้ให้ดูครับ

เซลล์ดีเอ็ม กับคอลลาเจนเมกเกอร์
เป็นกลุ่มเดียวกันใช่ไหม
เซลล์ดีเอ็มคือหัตถการเสริมคอลลาเจน
โดยฉีดอาเทลโลคอลลาเจนที่สกัดและทำให้บริสุทธิ์จากร่างกายมนุษย์
เข้าไปโดยตรงในชั้นหนังแท้
ที่เติมคอลลาเจนเข้าไป
ต่างจากคอลลาเจนเมกเกอร์อย่างจูเบลุค·สคัลตรา,
เซลล์ดีเอ็มไม่ได้เป็นการ "กระตุ้นให้สร้าง" คอลลาเจน
แต่เป็นการใส่คอลลาเจนเข้าไปโดยตรง
ดังนั้นความรู้สึกหลังทำจึงต่างกัน
![[팩트체크] 콜라겐 직접 넣는 셀르디엠, 유지기간 대비 가장 합리적인 가격 계산법](https://framerusercontent.com/images/7GKTYstHcvpsRDtrkNjqcO7HDY.jpg)
คอลลาเจนเหมือนกัน
ทำไมราคาเซลล์ดีเอ็มถึงแรงกว่า
"แม้ราคาทำเซลล์ดีเอ็ม 1 ครั้งจะดูแพง
แต่ต่างจากคอลลาเจนเมกเกอร์ (จูเบลุค·สคัลตรา)
เพราะเป็นหัตถการที่ใส่คอลลาเจนเข้าไปโดยตรง
จึงเห็นวอลลุ่มชัดขึ้นได้ตั้งแต่ครั้งเดียว
เมื่อดูในแพ็กเกจ 3~4 ครั้ง
ช่วงที่ราคาต่อครั้งลดลงมากที่สุด
คือจุดคุ้มค่าด้านต้นทุนสูงสุด"
— ผอ.วียองจิน (คลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด)
ตรงนี้แหละครับที่คน
มักพลาดกันมากที่สุด
จูเบลุค·สคัลตราจะใส่อนุภาคสังเคราะห์อย่าง
PLA·PDLA เข้าไป
แล้วให้ร่างกายรับรู้เหมือนเป็นสิ่งแปลกปลอม
เพื่อกระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนขึ้นมา
ดังนั้นถ้าจะเห็นผล โดยทั่วไปต้องทำอย่างน้อย 2~3 ครั้ง
และต้องรอประมาณ 6~8 สัปดาห์ถึงจะเริ่มรู้สึกได้
แต่เซลล์ดีเอ็มต่างออกไป
เพราะเป็นการใส่คอลลาเจนเข้าไปโดยตรง ทำให้
เห็นวอลลุ่มขึ้นทันทีตั้งแต่ครั้งเดียว ซึ่งเป็นความต่างที่ใหญ่ที่สุด
เหตุผลที่ราคาต่อครั้งดูสูง
อยู่ตรงนี้ครับ
วัตถุดิบเป็นคอลลาเจนบริสุทธิ์ที่มาจากมนุษย์ และ
ต้นทุนต่อ 1 ไวอัลเอง
ก็สูงกว่ากลุ่มคอลลาเจนเมกเกอร์อยู่แล้ว
แล้วความคุ้มค่ามาได้จากตรงไหน
เมื่อรวมเป็นแพ็กเกจ 3~4 ครั้ง จะมีช่วงที่
ราคาต่อครั้งลดลงมากที่สุด
ถ้ามองแค่ครั้งเดียวจะดูแพง
แต่พอถึงประมาณครั้งที่ 3 คอลลาเจนในชั้นหนังแท้จะเริ่มสะสม
ความคงอยู่ก็จะยาวขึ้นอย่างชัดเจน
ตั้งแต่จุดนี้ ถ้าลองคำนวณเป็น "ค่าใช้จ่ายต่อครั้ง ÷ ระยะคงอยู่"
หลายเคสจะพบว่า
คุ้มกว่าคอลลาเจนเมกเกอร์เสียอีก
"ถ้าอ่านแค่ตัวหนังสืออาจยังไม่เห็นภาพ
แต่พอดูจากเคสจริงจะชัดมาก"
สัปดาห์ก่อนมีคนไข้วัย 43 ปีพาคุณแม่มาด้วย
ครับ
เดิมทีตั้งใจมาให้คุณแม่ปรึกษาอย่างเดียว
แต่พอฟังคำอธิบายแล้ว ตัวเองกลับสนใจมากขึ้น
ตอนแรกบอกว่า "ขอทำแค่ 1 ครั้งก่อน"
แต่พอเห็นตารางราคาต่อครั้ง
ก็ตัดสินใจเลือกแพ็กเกจ 4 ครั้งครับ
พอครบครั้งที่ 3 แล้วกลับมาตรวจ
เขาพูดก่อนเลยว่า "อันนี้ต่างจากครั้งแรกชัดเจนเลยนะครับ"
ครับ
สรุปสำคัญจากผอ.วียองจิน
ถ้ามองแค่ราคาเซลล์ดีเอ็ม 1 ครั้งอาจดูแพง
แต่เพราะเป็นหัตถการที่ใส่คอลลาเจนเข้าไปโดยตรง
ทำให้เห็นวอลลุ่มได้ตั้งแต่ครั้งเดียว
และในช่วงแพ็กเกจ 3~4 ครั้ง
ราคาต่อครั้งจะลดลงมากที่สุด
ต้องมองสองอย่างนี้พร้อมกัน
ถึงจะเห็นต้นทุนที่แท้จริง

ราคาเซลล์ดีเอ็ม,
เคสของคุณอยู่ในกลุ่มไหน
ประเภท | จำนวนครั้งที่แนะนำ | จุดคุ้มค่าด้านต้นทุน |
เพิ่งทำครั้งแรกและสูญเสียวอลลุ่มเล็กน้อย | เริ่ม 2 ครั้ง | แพ็ก 2 ครั้งคุ้มกว่าแบบครั้งเดียว ราคาต่อครั้งได้เปรียบ |
สูญเสียวอลลุ่มชัดเจน·มีความหย่อนคล้อยร่วมด้วย | แพ็กเกจ 3~4 ครั้ง | จุดคุ้มค่าราคาต่อครั้งสูงสุด· ช่วงที่ความคงอยู่สะสม |
เคสที่ผลจากกลุ่มกระตุ้นคอลลาเจนไม่ชัด | 3 ครั้ง + ครั้งคงสภาพ 1 ครั้ง | เห็นวอลลุ่มทันที ฟื้นความรู้สึกได้เร็ว |
เน้นคงสภาพ·ผู้มีประสบการณ์ | ทำแบบครั้งเดียวปีละ 1~2 ครั้ง | แบบครั้งเดียวสมเหตุสมผลกว่าแพ็ก |
ตรงนี้มีอีกอย่างที่อยากบอกให้ชัดครับ
ผมไม่ได้จะบอกว่า "ที่ถูกที่สุดคือกับดัก"
อะไรแบบนั้น
แต่ในเมื่อเป็นหัตถการที่ต้นทุนต่อ 1 ไวอัลค่อนข้างตายตัว
ถ้าเจอที่ตั้งราคาต่ำกว่าราคาตลาดมากกว่า 30~40%
มักจะเป็นกรณีที่ใช้ปริมาณเพียงครึ่งเดียว
หรือฉีดตื้นเพื่อลดเวลา
แบบนั้นราคาต่อครั้งอาจถูกจริงครับ
แต่เพราะไม่ค่อยรู้สึกผล
สุดท้ายก็ต้องเพิ่มจำนวนครั้งอยู่ดี
แต่ถ้าเป็นคลินิกที่ใช้ระบบราคาชัดเจน
และระบุปริมาณกับตำแหน่งที่ฉีดอย่างชัดเจน
แม้ราคาจะแตกต่างกันไปในแต่ละคลินิก
ก็ยังเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลได้
ตอนปรึกษาราคาเซลล์ดีเอ็ม
มีคำถามที่เจอบ่อยจริง ๆ 3 ข้อ
Q1. ต่างจากราคาต่ำสุดบนอินเทอร์เน็ต 30,000 วอน แต่
ยังควรทำที่ที่แพงกว่าด้วยไหม?
A. ถ้าพูดตรง ๆ
ตัวราคาสูงกว่าเองก็ไม่ได้แปลว่าแย่นะครับ
แต่ให้ดูว่าในใบเสนอราคามีระบุ "1 ครั้ง / 1 ไวอัล / บริเวณที่ฉีด"
ครบทั้งสามอย่างชัดเจนหรือไม่
เซลล์ดีเอ็มเป็นหัตถการที่ต้นทุนต่อ 1 ไวอัลค่อนข้างคงที่
ดังนั้นราคาที่ต่ำเกินไปส่วนใหญ่มักเป็นการลดปริมาณ
หรือจำกัดบริเวณที่ทำ
แม้จะเป็นราคาเดียวกัน แต่ "แก้มทั้งสองข้าง+ร่องแก้ม 1 ไวอัล" และ
"ทั้งใบหน้า 1 ไวอัล"
ให้ผลลัพธ์ต่างกันโดยสิ้นเชิง
Q2. ถ้ารวมเป็นแพ็กจะลดเท่าไหร่?
แล้วอยู่ได้นานแค่ไหน?
A. แม้จะแตกต่างกันไปตามคลินิก
แต่ถ้ารวมเป็นแพ็กเกจ 3~4 ครั้ง
โดยทั่วไปจะถูกลงประมาณ 15~25%
ต่อครั้งเมื่อเทียบกับแบบครั้งเดียว
ระยะคงอยู่คือหลังทำ 1 ครั้งประมาณ 6~9 เดือน
และหลังทำสะสม 3 ครั้ง
จะอยู่ได้ประมาณ 12~18 เดือน
ดังนั้นถ้าลองแปลงเป็น "ค่าใช้จ่ายต่อครั้ง ÷ จำนวนเดือนที่คงอยู่"
จะเห็นว่าช่วงแพ็ก 3 ครั้ง
คุ้มกว่ามากครับ
Q3. ผลข้างเคียงหรือข้อควรระวังมีอะไรบ้าง?
A. หลังทำเซลล์ดีเอ็ม ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือ
รอยช้ำ·บวมหลังทำครับ
เพราะเป็นคอลลาเจนจากแหล่งที่มาของมนุษย์
อาการแพ้พบได้ค่อนข้างน้อย
แต่ถ้าฉีดตื้นเกินไป
อาจคลำได้เป็นก้อนได้
ดังนั้นหลังครั้งแรก แนะนำให้มาตรวจเช็กอีกครั้ง
ประมาณ 2 สัปดาห์ครับ
วันทำหัตถการควรเลี่ยงแอลกอฮอล์·ออกกำลังกายหนัก·ซาวน่า
ประมาณ 3 วัน
ถ้าจะเอากลับไปแค่ข้อเดียวจากวันนี้
— อย่าเทียบเซลล์ดีเอ็มที่ราคาต่อครั้ง
ให้เทียบที่ราคาต่อครั้งในช่วงสะสม 3~4 ครั้ง
แบบนั้นถึงจะเห็นต้นทุนจริงครับ
บทความถัดไป
'หลังชำระแพ็กเกจเซลล์ดีเอ็มแล้ว, จะกำหนดช่วงห่างระหว่างครั้ง
เป็น 4 สัปดาห์ vs 8 สัปดาห์อย่างไร' ผมจะมาเล่าให้ฟังครับ
แม้จะทำ 3 ครั้งเหมือนกัน แต่ระยะห่างจะทำให้ระยะคงอยู่
ต่างกันอย่างไร เดี๋ยวผมจะยกเคสให้ดูครับ
จบโดยผอ.วียองจินครับ
อ่านเพิ่มเติม
บทความแนะนำ
บทความแนะนำ
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

ผิว
Pico Toning vs Laser Toning: ทำไมดูแค่จำนวนช็อตถึงอาจเสียเปรียบ
พิโกโทนนิ่ง vs เลเซอร์โทนนิ่ง ถ้าเทียบกันแค่จำนวนช็อต คุณอาจเสียเปรียบได้ จุดด่างดำตื้น ๆ เหมาะกับพิโก ส่วนฝ้าเข้มลึกเหมาะกับ Q-switch — เราสรุปให้แล้วว่ามีเกณฑ์อะไรข้อเดียวที่ทำให้เลือกต่างกัน

ยกกระชับ
ระยะเวลาคงผลลัพธ์ของ Shurink: ความแตกต่างระหว่างคนที่อยู่ได้ 6 เดือนกับคนที่อยู่ได้ 9 เดือน
ผลลัพธ์ของชูริงค์ที่อยู่ได้แค่ 6 เดือนกับคนที่อยู่ได้ 9 เดือน ความต่างไม่ได้อยู่ที่จำนวนช็อต แต่อยู่ที่ความลึกในการยิง

ผิว
"ทำเลเซอร์ฝ้าบ่อย ๆ จะหายเร็วขึ้นใช่ไหม?" — คำถามที่ได้รับเมื่อวาน
รอบการทำเลเซอร์ฝ้า: ทำไมเว้น 3 สัปดาห์ถึงช่วยจางได้ดีกว่า 1 สัปดาห์ พร้อมสรุปกลไกที่การทำถี่เกินไปอาจทำให้สีเข้มขึ้น และความแตกต่างของรอบการดูแลฝ้าจากการตั้งครรภ์

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ผลลัพธ์ของฟิลเลอร์ขมับ: ทำไม 1cc ถึงทำให้กรอบหน้าดูเปลี่ยนไป
ฟิลเลอร์ขมับให้ผลลัพธ์ได้ แม้เพียง 1–2cc ก็อาจทำให้ภาพรวมแนวกรามดูเปลี่ยนไปได้ เราจะอธิบายเรื่องอาการบวมในช่วง 72 ชั่วโมงแรก และเกณฑ์ระยะเวลาคงอยู่ของผลลัพธ์ให้เข้าใจกันค่ะ

ยกกระชับ
ผลลัพธ์ของ Shurink 4.5mm และเหตุผลที่คนมีแก้มเยอะกับคนผอมให้ผลต่างกัน
ผลลัพธ์ของชูริงค์ 4.5 มม. ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความลึก แต่ขึ้นอยู่กับความหนาของชั้นไขมันใต้ผิวหนัง เราสรุปไว้ให้แล้วว่าทำไมใบหน้าที่ค่อนข้างผอมถึงเสียเปรียบ และบริเวณไหนที่เห็นผลดี

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Sculptra vs Juvelook: ความต่างของตัวยา จำนวนครั้ง และระยะเวลาเห็นผล
ความแตกต่างของสารตั้งต้นระหว่าง Sculptra และ Juvelook คือ PLLA กับ PDLLA ค่ะ/ครับ จำนวนครั้งในการทำและระยะเวลาที่เห็นผลก็แตกต่างกัน ทำให้เกณฑ์ในการเลือกก็ไม่เหมือนกันด้วย
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1



![[บิวตี้สโตน] ฟิลเลอร์ใต้ตาคล้ำ: 0.3cc เปลี่ยนผลลัพธ์](https://framerusercontent.com/images/F4Q84TUWgjbZJV6MNheLnWHnaw.jpg?width=1080&height=1080)
