ผลเพิ่มวอลลุ่ม Juvederm: ทิศทางการดึงของ 1cc
ผลเพิ่มวอลลุ่ม Juvederm: ทิศทางการดึงของ 1cc
ผลเพิ่มวอลลุ่ม Juvederm: ทิศทางการดึงของ 1cc
Juvederm เพิ่มวอลลุ่ม สำคัญที่ทิศทางมากกว่าปริมาณ 1cc ระยะคงอยู่ 18 เดือนก็ไม่ใช่ว่าจะคงสภาพเดิม

รีวิวผลลัพธ์ Juvederm Voluma,
ทิศทางความตึงกระชับจาก 1cc
ขอเริ่มด้วยข้อสรุปตรงนี้เลยนะครับ
การฟื้นฟูวอลลุ่มด้วย Juvederm ไม่ใช่การฉีดเติมเข้าไปเยอะๆ ครับ
แต่มันคือการออกแบบ
ว่าจะดึงแกนพยุงใบหน้าไปในทิศทางไหนต่างหาก
บล็อกนี้จะมาเล่าเจาะลึกถึงเหตุผลข้อนี้กันครับ
Juvederm กับ
Restylane แตกต่างกันอย่างไร?
Juvederm มีจุดเด่นเรื่องการกระจายตัวอย่างนุ่มนวล
ช่วยเน้นสร้างพื้นที่ผิวให้อูมสวยเป็นธรรมชาติครับ
ด้วยเทคโนโลยีไฮยาลูรอนิกแอซิด จึงช่วยเติมเต็มบริเวณที่ตอบ
และเสริมสร้างจุดพยุงของใบหน้าให้แข็งแรงขึ้น
ผลลัพธ์ของ Juvederm และ Restylane จะแตกต่างกัน
ที่ค่าแรงยืดหยุ่นและความหนืด (Viscoelasticity) มากกว่าส่วนผสมครับ
โดย Restylane จะมีแรงยกกระชับสูง
และคงรูปได้คมชัดกว่า
จึงเหมาะสำหรับการปั้นกรอบหน้าให้มีมิติเด่นชัด
เช่น บริเวณดั้งจมูกหรือปลายคางครับ
ในทางกลับกัน Juvederm จะให้ความละมุนกลมกลืนไปกับผิว
ในบริเวณที่มีการขยับและแสดงอารมณ์บ่อยๆ
จึงเหมาะมากสำหรับการออกแบบดีไซน์ในจุดที่มีการเคลื่อนไหวเยอะ
เช่น แก้มส้ม, ขมับ และร่องแก้มครับ
แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่ายี่ห้อฟิลเลอร์
คือการประเมินทิศทางความหย่อนคล้อยของใบหน้าอย่างแม่นยำครับ

ทำไมผลลัพธ์ของ Juvederm
ถึงเปรียบเสมือนการทำ Vector Lifting?
เจาะลึกมุมมองสุดอินไซต์จาก หมอวี ยองจิน
แค่เติม Juvederm 1cc ที่บริเวณแก้มส้ม
ก็จะช่วยให้ร่องแก้มดูตื้นขึ้นทันตาเลยครับ
หรือถ้าเติมตรงขมับ
ก็จะช่วยส่งเสริมให้กรอบหน้าส่วนล่างดูยกกระชับขึ้นด้วยครับ
นั่นเป็นเพราะว่าฟิลเลอร์ไม่ใช่แค่การเติมเต็ม
แต่มันคือ "Vector Lifting" ที่สร้างทิศทางลมยกพยุงนั่นเองครับ
หลักการทำงานจะคล้ายๆ กับการใช้หมุดจิ๋วเพียงอันเดียว
เพื่อยึดและดึงรั้งเนื้อเยื่อขึ้นไป
ปัญหาร่องแก้มลึกไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะแค่ที่เส้นร่องแก้มเท่านั้นครับ
แต่มันเกิดจากเงาของชั้นไขมันใบหน้าส่วนกลางที่หย่อนคล้อยลงมา
ถ้าเราวางฟิลเลอร์ 1cc ลงใต้ชั้นไขมันลึกที่แก้มส้มอย่างถูกตำแหน่ง
แล้วผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรล่ะครับ?
ชั้นไขมันที่เคยคล้อยย้อยลงมาข้างล่าง
ก็จะมีแรงพยุงดันย้อนกลับขึ้นไปด้านบนครับ
นี่ไม่ใช่แค่การทำให้แก้มดูป่องขึ้น
แต่มันคือการสร้างทิศทางของแรงยกที่จุดพยุงผิวครับ
เมื่อสัปดาห์ก่อน คนไข้วัย 58 ปีของเรา ก็เพิ่งเข้ามาบอกว่า
แม้จะไม่ได้ฉีดร่องแก้มโดยตรง แต่ร่องแก้มกลับดูตื้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ผลลัพธ์นี้เกิดขึ้นได้เพราะทิศทางแรงยก (Vector)
จากแก้มส้มที่เฉียงลงมาทางมุมปากถูกเปลี่ยนทิศทางใหม่ครับ
บริเวณขมับก็เช่นเดียวกันครับ เมื่อจุดพยุงด้านนอก
ได้รับการฟื้นฟู อาการหย่อนคล้อยโดยรอบก็จะลดลง
สรุปข้อคิดสำคัญโดย หมอวี ยองจิน
สำหรับการฉีด Juvederm Voluma นั้น สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ "ฉีดไปกี่ cc"
แต่ขึ้นอยู่กับ "เราสร้างทิศทางแรงยกที่จุดพยุงไหนบ้าง"ต่างหากครับ
แก้มส้มช่วยลดรอยเงาตรงร่องแก้ม
ส่วนขมับช่วยแก้ปัญหาใบหน้าส่วนล่างที่ดูคล้อยหนาให้กลับมาเรียวสวย
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการฉีดฟิลเลอร์ 1cc เท่ากัน
แต่ผลลัพธ์กลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ
![[สรุป] ความหมายที่แท้จริงของผลเพิ่มวอลลุ่มและระยะเวลาคงผล 18 เดือนของจูวีเดิร์ม](https://framerusercontent.com/images/YsmBI4b2bbXQEmYlgNDdEuhEQw.jpg)
ความหมายที่แท้จริงของผลลัพธ์ที่อยู่ได้นาน 18 เดือนของ Juvederm
ระยะเวลา 18 เดือน ไม่ได้หมายความว่า
รูปทรงของฟิลเลอร์จะคงอยู่เป๊ะเหมือนวันแรกตลอดเวลานะครับ
แต่มันเป็นข้อมูลทางสถิติที่บอกเราว่า
"ยังสามารถสังเกตเห็นผลลัพธ์ความเปลี่ยนแปลงได้จนถึงระยะเวลานั้น" ครับ
เพราะไม่มีทางที่วอลลุ่มในวันแรกที่ฉีด
กับฟิลเลอร์ที่เหลืออยู่หลังจากผ่านไป 1 ปีจะเท่ากันเป๊ะๆ ได้ครับ
เนื่องจาก Juvederm มีเนื้อที่นุ่มนวลตามธรรมชาติ จึงอาจมีการกระจายตัว
และเปลี่ยนแปลงรูปทรงแบนลงเล็กน้อยตามแรงโน้มถ่วงได้ครับ
ปัญหาผิว | เคสที่แนะนำให้ใช้ Juvederm | ข้อควรระวัง |
แก้มส้มตอบ | เติมเต็มฐานแก้มส้มอย่างนุ่มนวล | ถ้าฉีดแค่ตรงร่องแก้ม จะทำให้หน้าดูหนาและตัน |
ขมับตอบ | ฟื้นฟูจุดพยุงกรอบหน้าด้านนอก | หากฉีดมากเกินไป จะทำให้ใบหน้าดูบานกว้างขึ้น |
โครงหน้าคมชัด | ปรับแก้เฉพาะจุด เช่น ปลายคาง | การเลือกค่าความหนืดเหนียว (Viscoelasticity) ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญมาก |
อยู่ได้นาน 18 เดือน | ฉีดเข้าไปในชั้นใต้ผิวที่ช่วยพยุงเพื่อความมั่นคง | ผลลัพธ์ของรูปทรงจะไม่คงเหมือนวันแรกฉีด 100% |
เมื่อถึงเวลาต้องมาฉีดซ้ำ ส่วนใหญ่ไม่ใช่เพราะฟิลเลอร์สลายหมดเกลี้ยงนะครับ
แต่มักเกิดจากการที่เนื้อเยื่อผิวหย่อนคล้อยลงตามแรงโน้มถ่วงในทิศทางใหม่ครับ
ดังนั้น แทนที่จะฝืนอัดปริมาณ CC เพิ่มเข้าไปอย่างเดียว
เราควรมาวิเคราะห์ตำแหน่งฟิลเลอร์เก่าและความหนาของผิวกันใหม่อีกครั้งครับ
เพราะหากเติมฟิลเลอร์เนื้อนุ่มสะสมซ้ำๆ มากจนเกินไป
อาจส่งผลให้ใบหน้าคุณดูหนักและคล้อยหย่อนลงได้ง่ายขึ้นครับ
หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ได้นานที่สุด
แต่คือการค้นหาตำแหน่งฉีดที่ช่วยให้หน้าคุณดูสวยเป็นธรรมชาติยาวนานที่สุดครับ

3 คำถามยอดฮิตก่อนตัดสินใจฉีด Juvederm Voluma
Q1. แค่ 1cc ร่องแก้มจะตื้นขึ้นจริงหรือเปล่าคะ?
ก่อนที่จะฉีดเติมฟิลเลอร์ลงไปที่ร่องแก้มโดยตรง
การฟื้นฟูความกระชับของพยุงผิวหน้าส่วนกลางถือเป็นด่านแรกที่สำคัญสุดครับ
รอยเงาลึกที่ร่องแก้มจะดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
ตามทิศทางและความตึงกระชับที่เราช่วยพยุงยกขึ้นไปครับ
Q2. ผลลัพธ์จะอยู่คงทนได้ถึง 18 เดือนเลยไหมคะ?
รูปทรงฟิลเลอร์จะไม่ได้คมชัดเป๊ะเหมือนวันแรกตลอดทั้ง 18 เดือนครับ
เพราะรูปทรงจะมีการขยับปรับเปลี่ยนไปตามการแสดงสีหน้าของเรา
เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 12 เดือน หากเริ่มคล้อยลง
ก็อาจจะใช้วิธีจัดระเบียบตำแหน่งใหม่ (Repositioning) แทนการเติมเพิ่มเข้าไปครับ
Q3. มีอาการบวมประมาณกี่วันครับ?
โดยทั่วไป อาการบวมจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดภายใน 2-5 วัน
และสำหรับบริเวณขมับก็อาจจะรู้สึกตึงๆ หนักๆ ได้นานขึ้นเล็กน้อยครับ
รอยช้ำมีโอกาสเกิดได้ค่อนข้างน้อย แต่เพื่อความสบายใจ
แนะนำให้เผื่อเวลาพักหน้าฟื้นตัวสัก 1 สัปดาห์จะดีที่สุดครับ
สิ่งที่อยากให้คุณเข้าใจและจำไว้ให้ดีในวันนี้ก็คือ
— ฟิลเลอร์ไม่ใช่การถมเพิ่มวอลลุ่มให้หนาเตอะครับ
แต่มันคือศิลปะและดีไซน์ทางการแพทย์
เพื่อปรับเปลี่ยนทิศทางโครงสร้างพยุงใบหน้าให้ตึงกระชับขึ้นครับ
ในบล็อกหน้า เดี๋ยวเรามาคุยเจาะลึกกันว่า 'ระหว่างแก้มส้มกับขมับ'
ควรเริ่มจัดระเบียบตรงไหนก่อนถึงจะดีงามและคุ้มค่าที่สุดครับ
ขอลาไปก่อนนะครับ ดูแลด้วยใจเสมอ จากหมอวี ยองจิน ครับ
บทความที่แนะนำให้อ่านคู่กัน

รีวิวผลลัพธ์ Juvederm Voluma,
ทิศทางความตึงกระชับจาก 1cc
ขอเริ่มด้วยข้อสรุปตรงนี้เลยนะครับ
การฟื้นฟูวอลลุ่มด้วย Juvederm ไม่ใช่การฉีดเติมเข้าไปเยอะๆ ครับ
แต่มันคือการออกแบบ
ว่าจะดึงแกนพยุงใบหน้าไปในทิศทางไหนต่างหาก
บล็อกนี้จะมาเล่าเจาะลึกถึงเหตุผลข้อนี้กันครับ
Juvederm กับ
Restylane แตกต่างกันอย่างไร?
Juvederm มีจุดเด่นเรื่องการกระจายตัวอย่างนุ่มนวล
ช่วยเน้นสร้างพื้นที่ผิวให้อูมสวยเป็นธรรมชาติครับ
ด้วยเทคโนโลยีไฮยาลูรอนิกแอซิด จึงช่วยเติมเต็มบริเวณที่ตอบ
และเสริมสร้างจุดพยุงของใบหน้าให้แข็งแรงขึ้น
ผลลัพธ์ของ Juvederm และ Restylane จะแตกต่างกัน
ที่ค่าแรงยืดหยุ่นและความหนืด (Viscoelasticity) มากกว่าส่วนผสมครับ
โดย Restylane จะมีแรงยกกระชับสูง
และคงรูปได้คมชัดกว่า
จึงเหมาะสำหรับการปั้นกรอบหน้าให้มีมิติเด่นชัด
เช่น บริเวณดั้งจมูกหรือปลายคางครับ
ในทางกลับกัน Juvederm จะให้ความละมุนกลมกลืนไปกับผิว
ในบริเวณที่มีการขยับและแสดงอารมณ์บ่อยๆ
จึงเหมาะมากสำหรับการออกแบบดีไซน์ในจุดที่มีการเคลื่อนไหวเยอะ
เช่น แก้มส้ม, ขมับ และร่องแก้มครับ
แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่ายี่ห้อฟิลเลอร์
คือการประเมินทิศทางความหย่อนคล้อยของใบหน้าอย่างแม่นยำครับ

ทำไมผลลัพธ์ของ Juvederm
ถึงเปรียบเสมือนการทำ Vector Lifting?
เจาะลึกมุมมองสุดอินไซต์จาก หมอวี ยองจิน
แค่เติม Juvederm 1cc ที่บริเวณแก้มส้ม
ก็จะช่วยให้ร่องแก้มดูตื้นขึ้นทันตาเลยครับ
หรือถ้าเติมตรงขมับ
ก็จะช่วยส่งเสริมให้กรอบหน้าส่วนล่างดูยกกระชับขึ้นด้วยครับ
นั่นเป็นเพราะว่าฟิลเลอร์ไม่ใช่แค่การเติมเต็ม
แต่มันคือ "Vector Lifting" ที่สร้างทิศทางลมยกพยุงนั่นเองครับ
หลักการทำงานจะคล้ายๆ กับการใช้หมุดจิ๋วเพียงอันเดียว
เพื่อยึดและดึงรั้งเนื้อเยื่อขึ้นไป
ปัญหาร่องแก้มลึกไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะแค่ที่เส้นร่องแก้มเท่านั้นครับ
แต่มันเกิดจากเงาของชั้นไขมันใบหน้าส่วนกลางที่หย่อนคล้อยลงมา
ถ้าเราวางฟิลเลอร์ 1cc ลงใต้ชั้นไขมันลึกที่แก้มส้มอย่างถูกตำแหน่ง
แล้วผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรล่ะครับ?
ชั้นไขมันที่เคยคล้อยย้อยลงมาข้างล่าง
ก็จะมีแรงพยุงดันย้อนกลับขึ้นไปด้านบนครับ
นี่ไม่ใช่แค่การทำให้แก้มดูป่องขึ้น
แต่มันคือการสร้างทิศทางของแรงยกที่จุดพยุงผิวครับ
เมื่อสัปดาห์ก่อน คนไข้วัย 58 ปีของเรา ก็เพิ่งเข้ามาบอกว่า
แม้จะไม่ได้ฉีดร่องแก้มโดยตรง แต่ร่องแก้มกลับดูตื้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ผลลัพธ์นี้เกิดขึ้นได้เพราะทิศทางแรงยก (Vector)
จากแก้มส้มที่เฉียงลงมาทางมุมปากถูกเปลี่ยนทิศทางใหม่ครับ
บริเวณขมับก็เช่นเดียวกันครับ เมื่อจุดพยุงด้านนอก
ได้รับการฟื้นฟู อาการหย่อนคล้อยโดยรอบก็จะลดลง
สรุปข้อคิดสำคัญโดย หมอวี ยองจิน
สำหรับการฉีด Juvederm Voluma นั้น สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ "ฉีดไปกี่ cc"
แต่ขึ้นอยู่กับ "เราสร้างทิศทางแรงยกที่จุดพยุงไหนบ้าง"ต่างหากครับ
แก้มส้มช่วยลดรอยเงาตรงร่องแก้ม
ส่วนขมับช่วยแก้ปัญหาใบหน้าส่วนล่างที่ดูคล้อยหนาให้กลับมาเรียวสวย
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการฉีดฟิลเลอร์ 1cc เท่ากัน
แต่ผลลัพธ์กลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ
![[สรุป] ความหมายที่แท้จริงของผลเพิ่มวอลลุ่มและระยะเวลาคงผล 18 เดือนของจูวีเดิร์ม](https://framerusercontent.com/images/YsmBI4b2bbXQEmYlgNDdEuhEQw.jpg)
ความหมายที่แท้จริงของผลลัพธ์ที่อยู่ได้นาน 18 เดือนของ Juvederm
ระยะเวลา 18 เดือน ไม่ได้หมายความว่า
รูปทรงของฟิลเลอร์จะคงอยู่เป๊ะเหมือนวันแรกตลอดเวลานะครับ
แต่มันเป็นข้อมูลทางสถิติที่บอกเราว่า
"ยังสามารถสังเกตเห็นผลลัพธ์ความเปลี่ยนแปลงได้จนถึงระยะเวลานั้น" ครับ
เพราะไม่มีทางที่วอลลุ่มในวันแรกที่ฉีด
กับฟิลเลอร์ที่เหลืออยู่หลังจากผ่านไป 1 ปีจะเท่ากันเป๊ะๆ ได้ครับ
เนื่องจาก Juvederm มีเนื้อที่นุ่มนวลตามธรรมชาติ จึงอาจมีการกระจายตัว
และเปลี่ยนแปลงรูปทรงแบนลงเล็กน้อยตามแรงโน้มถ่วงได้ครับ
ปัญหาผิว | เคสที่แนะนำให้ใช้ Juvederm | ข้อควรระวัง |
แก้มส้มตอบ | เติมเต็มฐานแก้มส้มอย่างนุ่มนวล | ถ้าฉีดแค่ตรงร่องแก้ม จะทำให้หน้าดูหนาและตัน |
ขมับตอบ | ฟื้นฟูจุดพยุงกรอบหน้าด้านนอก | หากฉีดมากเกินไป จะทำให้ใบหน้าดูบานกว้างขึ้น |
โครงหน้าคมชัด | ปรับแก้เฉพาะจุด เช่น ปลายคาง | การเลือกค่าความหนืดเหนียว (Viscoelasticity) ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญมาก |
อยู่ได้นาน 18 เดือน | ฉีดเข้าไปในชั้นใต้ผิวที่ช่วยพยุงเพื่อความมั่นคง | ผลลัพธ์ของรูปทรงจะไม่คงเหมือนวันแรกฉีด 100% |
เมื่อถึงเวลาต้องมาฉีดซ้ำ ส่วนใหญ่ไม่ใช่เพราะฟิลเลอร์สลายหมดเกลี้ยงนะครับ
แต่มักเกิดจากการที่เนื้อเยื่อผิวหย่อนคล้อยลงตามแรงโน้มถ่วงในทิศทางใหม่ครับ
ดังนั้น แทนที่จะฝืนอัดปริมาณ CC เพิ่มเข้าไปอย่างเดียว
เราควรมาวิเคราะห์ตำแหน่งฟิลเลอร์เก่าและความหนาของผิวกันใหม่อีกครั้งครับ
เพราะหากเติมฟิลเลอร์เนื้อนุ่มสะสมซ้ำๆ มากจนเกินไป
อาจส่งผลให้ใบหน้าคุณดูหนักและคล้อยหย่อนลงได้ง่ายขึ้นครับ
หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ได้นานที่สุด
แต่คือการค้นหาตำแหน่งฉีดที่ช่วยให้หน้าคุณดูสวยเป็นธรรมชาติยาวนานที่สุดครับ

3 คำถามยอดฮิตก่อนตัดสินใจฉีด Juvederm Voluma
Q1. แค่ 1cc ร่องแก้มจะตื้นขึ้นจริงหรือเปล่าคะ?
ก่อนที่จะฉีดเติมฟิลเลอร์ลงไปที่ร่องแก้มโดยตรง
การฟื้นฟูความกระชับของพยุงผิวหน้าส่วนกลางถือเป็นด่านแรกที่สำคัญสุดครับ
รอยเงาลึกที่ร่องแก้มจะดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
ตามทิศทางและความตึงกระชับที่เราช่วยพยุงยกขึ้นไปครับ
Q2. ผลลัพธ์จะอยู่คงทนได้ถึง 18 เดือนเลยไหมคะ?
รูปทรงฟิลเลอร์จะไม่ได้คมชัดเป๊ะเหมือนวันแรกตลอดทั้ง 18 เดือนครับ
เพราะรูปทรงจะมีการขยับปรับเปลี่ยนไปตามการแสดงสีหน้าของเรา
เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 12 เดือน หากเริ่มคล้อยลง
ก็อาจจะใช้วิธีจัดระเบียบตำแหน่งใหม่ (Repositioning) แทนการเติมเพิ่มเข้าไปครับ
Q3. มีอาการบวมประมาณกี่วันครับ?
โดยทั่วไป อาการบวมจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดภายใน 2-5 วัน
และสำหรับบริเวณขมับก็อาจจะรู้สึกตึงๆ หนักๆ ได้นานขึ้นเล็กน้อยครับ
รอยช้ำมีโอกาสเกิดได้ค่อนข้างน้อย แต่เพื่อความสบายใจ
แนะนำให้เผื่อเวลาพักหน้าฟื้นตัวสัก 1 สัปดาห์จะดีที่สุดครับ
สิ่งที่อยากให้คุณเข้าใจและจำไว้ให้ดีในวันนี้ก็คือ
— ฟิลเลอร์ไม่ใช่การถมเพิ่มวอลลุ่มให้หนาเตอะครับ
แต่มันคือศิลปะและดีไซน์ทางการแพทย์
เพื่อปรับเปลี่ยนทิศทางโครงสร้างพยุงใบหน้าให้ตึงกระชับขึ้นครับ
ในบล็อกหน้า เดี๋ยวเรามาคุยเจาะลึกกันว่า 'ระหว่างแก้มส้มกับขมับ'
ควรเริ่มจัดระเบียบตรงไหนก่อนถึงจะดีงามและคุ้มค่าที่สุดครับ
ขอลาไปก่อนนะครับ ดูแลด้วยใจเสมอ จากหมอวี ยองจิน ครับ
บทความที่แนะนำให้อ่านคู่กัน
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

ผิว
ฉีดสกินบูสเตอร์ด้วยมือกับใช้หัวฉีด ต่างกันตรงไหน เจ็บกว่ากันไหม?
เทียบการฉีดสกินบูสเตอร์ด้วยมือกับหัวฉีดอัตโนมัติ ทั้งความเจ็บ รอยช้ำ และความลึกที่ยาไปถึง

ยกกระชับ
จำนวนช็อต Sofwave ต้องเท่าไหร่ถึงพอดีกับแต่ละบริเวณ?
ช็อตเยอะกว่าแปลว่าดีกว่าจริงไหม มาดูกันว่าแต่ละบริเวณบนใบหน้าใช้จำนวนต่างกันเพราะอะไรค่ะ

ผิว
Sculptra ต้องใช้กี่ไวอัล? ดูจากพื้นที่และอายุ ไม่ใช่ยิ่งเยอะยิ่งดี
จำนวนไวอัล Sculptra มาจากพื้นที่ที่ต้องเติมและความเร็วสร้างคอลลาเจนตามอายุ ไม่ใช่ยิ่งเยอะยิ่งดี

ผิว
ทำหัตถการคอลลาเจนแล้วผลไม่ขึ้น ต้องกินโปรตีนวันละเท่าไหร่?
คอลลาเจนสร้างจากโปรตีนที่เรากิน มาดูเส้นขั้นต่ำต่อวัน การแบ่งมื้อ และข้อควรระวังกันค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
น้ำหนักลดแล้วหน้าซูบ ควรเติมวอลลุ่มตอนไหนดี
ลดน้ำหนักเร็วแล้วหน้าซูบ มาดูว่าทำไมใบหน้าเปลี่ยนก่อน และควรรอให้น้ำหนักนิ่งแค่ไหนก่อนเติมวอลลุ่มค่ะ

ยกกระชับ
หลัง Onda กลับมานวดหน้าและกัวซาได้เมื่อไหร่
ลูบเบา ๆ กับกดกัวซาขึ้น รอไม่เท่ากัน รวมช่วงเวลากลับมานวดหน้าหลัง Onda แยกตามระดับแรงกด
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 ปรึกษาผ่าน Line
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1



