• Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด

เลเซอร์ฝ้า ยิงแรงยิ่งดี? "อาจกลับเข้มขึ้นได้"

เลเซอร์ฝ้า ยิงแรงยิ่งดี? "อาจกลับเข้มขึ้นได้"

เลเซอร์ฝ้า ยิงแรงยิ่งดี? "อาจกลับเข้มขึ้นได้"

รักษาฝ้าด้วยเลเซอร์แรงไม่ใช่คำตอบ ฝ้าฝังลึกยิ่งต้องโทนนิ่งซ้ำด้วยพลังงานต่ำ อธิบายหลักการตั้งแต่ต้น

เผยแพร่แล้ว

อัปเดตแล้ว

Beautystone Clinic, Wi Young-jin, Chief director

Author

Wi Young-jin · Chief director

Seoul National University College of Medicine · Seoul National University Hospital Specialist

ทำเลเซอร์โทนนิ่งแล้วฝ้าเข้มขึ้น? หัวใจของการรักษาที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอยากบอก











ยิ่งยิงฝ้าแรงยิ่งดี?

ยิ่งหายเร็วขึ้นน่ะเหรอ?

อย่าไปเชื่อแบบนั้นเด็ดขาดครับ

 

สวัสดีครับ หมอวี ยองจิน

จาก Beautystone สาขาฮงแด ครับ

 

💡 เช็กตรงนี้ก่อน

เริ่มอ่านกันเลยครับ

 

Q. เลเซอร์ฝ้า ยิ่งใช้พลังงานสูงๆ ยิงแรงๆ

ก็จะยิ่งหายเร็วขึ้นไม่ใช่เหรอคะ?

A. จริงๆ แล้วผลลัพธ์กลับกันเลยครับ

การใช้พลังงานที่แรงเกินไปจะไปกระตุ้นฝ้า ทำให้ตัวฝ้าเข้มขึ้นกว่าเดิม

และอาจนำไปสู่ภาวะรอยดำหลังการอักเสบ (Rebound Hyperpigmentation) ได้ครับ

 

Q. ถ้าอย่างนั้นทำไมรักษาฝ้าถึงต้องใช้เวลานานจังเลยครับ?

A. เพราะฝ้าเป็นปัญหาเม็ดสีที่มีรากลึก

และมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ง่ายมากครับ

ดังนั้น วิธีรักษาที่ได้มาตรฐานและปลอดภัยที่สุด

คือการใช้พลังงานที่อ่อนโยน ค่อยๆ ปรับผิวให้จางลงอย่างช้าๆ ครับ

 

💡 คีย์เวิร์ดสำคัญจาก

หมอวี ยองจิน

สำหรับฝ้าที่มีรากลึก

หากใช้เลเซอร์ยิงแรงๆ ทีเดียว ฝ้าจะยิ่งเข้มขึ้นได้ครับ

ดังนั้น วิธีที่ถูกต้องคือการปรับพลังงานให้อ่อนโยน แล้วทำซ้ำหลายๆ ครั้ง

ค่อยๆ ลบรอยหมองคล้ำออกทีละนิดด้วยเทคนิคโทนนิ่ง (Toning) ครับ

ฝ้าต้องค่อยๆ ลบเหมือน 'ยางลบ' หลักการโทนนิ่งที่สำคัญกว่าการใช้พลังงานสูง

 

 











เหตุผลที่การยิง "ช็อตเดียวแรงๆ"

ยิ่งทำให้ฝ้าของคุณเข้มขึ้น

แอปเปิ้ลสีเขียวหรือสีแดงครับ?

คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ใช่ไหมครับ

 

ฝ้าก็เหมือนกันครับ

 

เบื้องหลังของคำว่า "รักษาฝ้าเก่ง" หรือ "ทำลายฝ้าได้ดี"

แต่ละที่ใช้วิธีที่ไม่เหมือนกันเลยครับ

 

เวลาหาข้อมูลเรื่องการรักษาฝ้า

คุณมักจะเห็นคำโฆษณาชวนเชื่ออย่าง "เห็นผลชัดเจนด้วยเลเซอร์พลังงานสูง"

หรือ "ผิวเคลียร์ใสในครั้งเดียว" ผ่านตาอยู่บ่อยๆ

 

แต่ตรงนี้มีจุดสำคัญจุดหนึ่งที่ต้องระวังให้ดีครับ

 

ฝ้าไม่เหมือนรอยดำหรือกระทั่วไป

มันเป็นเม็ดสีที่ไวต่อสิ่งเร้าและบอบบางมากๆ

 

เซลล์ที่ทำหน้าที่ผลิตเมลานินใต้ชั้นผิว

หรือที่เรียกว่า เมลาโนไซต์ (Melanocyte)

เมื่อได้รับพลังงานเลเซอร์ที่รุนแรงเกินไป

 

มันจะเข้าใจว่า "กำลังถูกโจมตี"

จนต้องหลั่งเมลานินออกมามากขึ้นเพื่อป้องกันตัวเองไปซะอย่างนั้น

 

ทางการแพทย์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า

'รอยดำหลังการอักเสบ (Post-Inflammatory Hyperpigmentation)'

หรืออธิบายง่ายๆ ก็คือ

การทำเลเซอร์ที่แรงเกินไปจนกระตุ้นย้อนกลับ ทำให้ฝ้ากลับมาเข้มกว่าเดิมนั่นเองครับ

 

พูดตามตรงเลยนะครับ นี่เป็นหนึ่งในความผิดพลาด

ที่หมอเจอบ่อยที่สุดในการรักษาฝ้าครับ

 

มีคนไข้หลายท่านเลยครับ ที่เคยไปทำเลเซอร์จากที่อื่นมาแล้วฝ้าเข้มขึ้น

แล้วตัดสินใจเดินทางมาปรึกษาหมอที่คลินิก

ซึ่งมีเคสแบบนี้เยอะกว่าที่คิดเลยครับ

 

ถ้าอย่างนั้น เราควรแก้ไขปัญหานี้อย่างไรดี?

 

คำตอบคือ ต้องค่อยปรับรักษา "เหมือนกับการค่อยๆ ลบรอยเปื้อน" ครับ

 

เวลาที่เราใช้ยางลบลบรอยดินสอ

ถ้าเราออกแรงถูแรงๆ ทีเดียว กระดาษก็คงจะขาดใช่ไหมครับ

 

เราจึงต้องค่อยๆ ลบทีละนิด หลายๆ ครั้ง อย่างเบามือ

หลักการของการทำ Laser Toning เพื่อรักษาฝ้าก็เป็นแบบนั้นเลยครับ

 

หัวใจสำคัญของการทำ Laser Toning คือการยิงเลเซอร์พลังงานต่ำซ้ำๆ

เพื่อค่อยๆ ย่อยสลายเม็ดสีเมลานิน

โดยไม่กระตุ้นให้เซลล์เมลาโนไซต์ตื่นตัวตกใจครับ

 

ยิ่งเป็นฝ้าที่มีรากลึก หลักการนี้ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นครับ

เพราะเม็ดสีที่อยู่ในชั้นลึกจะตอบสนองได้ดีต่อการกระตุ้นเบาๆ อย่างสม่ำเสมอ

มากกว่าการกระตุ้นอย่างรุนแรงเพียงครั้งเดียวครับ

 

👨‍⚕️ สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน

ฝ้าเป็นโรคทางเม็ดสีผิวที่ตอบสนองไวต่อสิ่งกระตุ้น

ซึ่งอาจทำให้รอยดำเข้มขึ้นกว่าเดิมได้ง่ายครับ

 

นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมการทำ Laser Toning ด้วยพลังงานต่ำอย่างสม่ำเสมอ

จึงเป็นวิธีที่ถูกต้องและได้มาตรฐานมากกว่าการยิงพลังงานสูงๆ เพียงครั้งเดียว

 

จำไว้เสมอนะครับว่า ทิศทางและวิธีรักษาที่ถูกต้อง สำคัญกว่าความเร็วในการรักษาครับ

การรักษาฝ้า ทำไม 'การปรับพลังงาน' ถึงสำคัญกว่าตัวเครื่องเลเซอร์

 

 











แล้วฝ้าของคุณ

เหมาะกับวิธีการรักษาแบบไหนกันนะ?

เรื่องนี้อาจจะดูซับซ้อนนิดหน่อย เพราะฝ้าเองก็มีหลายประเภทครับ

 

โดยหลักๆ จะแบ่งออกเป็น ฝ้าตื้น (Epidermal Type), ฝ้าลึก (Dermal Type)

และแบบผสม (Mixed Type) ครับ

ฝ้าตื้นจะมีเม็ดสีอยู่บริเวณผิวชั้นบนสุด

ทำให้ตอบสนองต่อการรักษาด้วยเครื่องโทนนิ่งได้ค่อนข้างดีและเร็วครับ

 

ส่วนฝ้าลึก เม็ดสีจะอยู่ลึกลงไปในชั้นผิวหนังแท้

ทำให้ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษานานขึ้น และต้องใช้วิธีการส่งพลังงานที่แตกต่างกันออกไปครับ

 

มีเรื่องหนึ่งที่คนไข้ส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดกันเยอะมากครับ

นั่นคือในการรักษาฝ้า 'วิธีการปรับค่าพลังงาน'

สำคัญกว่า 'รุ่นของเครื่องเลเซอร์' ที่ใช้เสียอีกครับ

 

เพราะต่อให้เป็นเครื่องเลเซอร์รุ่นเดียวกัน แต่หากตั้งค่าพลังงานต่างกัน

ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ

 

แม้ว่าแต่ละเคสจะมีความแตกต่างกันไป

แต่โดยทั่วไปแล้ว หมอจะมีขั้นตอนการรักษาแบบนี้ครับ

 

ในการตรวจครั้งแรก หมอจะประเมินระดับความลึกและขอบเขตของฝ้าก่อน

แล้วเริ่มรักษาด้วยเลเซอร์โทนนิ่งพลังงานต่ำเป็นอันดับแรกครับ

 

หลังจากทำไปได้ประมาณ 3-5 ครั้ง หมอจะเช็กปฏิกิริยาของผิวเพื่อดูผลลัพธ์

เมื่อเห็นว่าฝ้าค่อยๆ จางลงอย่างปลอดภัย โดยไม่มีอาการเห่อดำกลับมา (Rebound)

หมอถึงจะดำเนินการรักษาในเซสชันต่อๆ ไปอย่างต่อเนื่องครับ

 

มีคนไข้หลายท่านที่เคยไปเลเซอร์ที่อื่นมาหลายครั้งแต่ไม่เห็นผล

แต่พอมาตรวจรักษากับเรา ผ่านไปประมาณ 4-6 ครั้ง

ฝ้าก็จางลงอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ

 

ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็เกิดจากสาเหตุที่ว่า

กุญแจสำคัญที่พวกเขาเคยได้รับก่อนหน้านี้ ใช้พลังงานที่รุนแรงเกินไปนั่นเองครับ

 

แต่การรักษาแบบนี้ก็มีข้อที่ต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับ

เนื่องจากวิธีการทำเลเซอร์โทนนิ่งจะให้ผลลัพธ์อย่างค่อยเป็นค่อยไป

 

สำหรับใครที่คาดหวังผลลัพธ์ที่รวดเร็วทันใจ

อาจจะรู้สึกว่าการรักษานี้ใช้เวลานานและน่าอึดอัดใจไปบ้างครับ

 

อย่างไรก็ตาม ยิ่งรีบรักษาฝ้าเร็วและแรงเท่าไหร่

ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงทำให้ผิวแย่ลงได้มากเท่านั้นครับ

ดังนั้น สำหรับผู้ที่พร้อมจะอดทนและรักษาอย่างสม่ำเสมอ

วิธีนี้ก็ยังคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดครับ

 

อีกเรื่องหนึ่งคือ เราไม่สามารถทำให้ฝ้าหายไปได้ 100%

ด้วยการทำเลเซอร์เพียงอย่างเดียวครับ

 

หากไม่มีการหลีกเลี่ยงแสงแดด และการใช้สกินแคร์บำรุงเพื่อผิวกระจ่างใสควบคู่กันไป

ผลลัพธ์หลังการรักษาอาจกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อย่างรวดเร็วครับ

หมอจึงอยากอธิบายจุดนี้ให้คนไข้เข้าใจร่วมกันตั้งแต่เริ่มต้นครับ

 

คำถามที่พบบ่อย

Q1. ในระหว่างที่รักษาฝ้า ต้องทาครีมกันแดด

ทุกวันจริงๆ ไหมคะ?

A. ใช่ครับ เรื่องนี้ไม่มีข้อละเว้นเด็ดขาดเลยครับ

รังสี UV คือปัจจัยภายนอกที่รุนแรงที่สุด

ในการกระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocyte) ครับ

 

ต่อให้คุณจะเข้ารับการเลเซอร์รักษาผลลัพธ์ดีแค่ไหน

แต่ถ้าปล่อยปละละเลยเรื่องการป้องกันแสงแดด

ฝ้าก็จะกลับมาเข้มขึ้นได้อย่างง่ายดายครับ

 

พื้นฐานที่สุดคือต้องทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF50 ขึ้นไป เป็นประจำทุกเช้า

ไม่ว่าวันนั้นคุณจะมีกิจกรรมกลางแจ้งค้างไว้หรือไม่ก็ตามครับ

 

โดยเฉพาะทันทีหลังการรักษา ผิวของคุณจะอยู่ในช่วงที่บอบบางและไวต่อแสงแดดมาก

จึงต้องใส่ใจในการปกป้องผิวจากแสงแดดมากเป็นพิเศษเลยนะครับ

 

Q2. ไม่แน่ใจว่าเป็นฝ้าหรือแค่รอยกระทั่วไป

สามารถรับการรักษาไปเลยได้ไหมคะ?

A. เรื่องนี้หมอแนะนำว่าต้องตรวจวินิจฉัยให้แน่ชัดก่อนเริ่มรักษาครับ

เนื่องจาก ฝ้า (Melasma) และ รอยกระทั่วไป

(เช่น กระแดด หรือ ปานโอตะในผู้ใหญ่ ฯลฯ)

ถึงแม้ผิวเผินภายนอกจะดูคล้ายกันมาก แต่ใช้วิธีในการรักษาที่แตกต่างกันสิ้นเชิงครับ

 

การใช้เลเซอร์พลังงานสูงที่เหมาะสำหรับการรักษากระ

อาจส่งผลเสียร้ายแรงและกระตุ้นให้ฝ้าเข้มขึ้นกว่าเดิมได้ครับ

การเข้ามาให้หมอตรวจเพื่อแยกแยะชนิดของรอยโรคก่อนเริ่มรักษาจึงสำคัญที่สุดครับ

 

คุณสามารถทักมาปรึกษาทาง LINE ก่อนเดินทางมาโรงพยาบาลได้เช่นกันครับ

หมอวี ยองจิน ขอลาไปก่อนเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ

 

บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

ฉีด Mulgwang (ฉีดผิวฉ่ำวาว) ที่ฮงแด, 5 เรื่องสำคัญที่คุณต้องรู้ก่อนทำ

รีจูรัน vs จูวีลุค เลือกตัวไหนดีให้เหมาะกับสภาพผิวของเรา?

Ulthera vs ซอฟเวฟ "ไม่ใช่ว่าของแพงจะดีกว่าเสมอไป แต่มันเป็นเรื่องของระดับความลึกของชั้นผิวที่ต่างหาก"

Xeomin vs Coretox ทั้งคู่เป็นโบท็อกซ์ที่ไม่ดื้อยา แล้วรู้ไหมครับว่าต่างกันอย่างไร?

รอยแดงจากการลบคิ้ว 3 สาเหตุหลักและวิธีแก้ไข

ทำเลเซอร์โทนนิ่งแล้วฝ้าเข้มขึ้น? หัวใจของการรักษาที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอยากบอก











ยิ่งยิงฝ้าแรงยิ่งดี?

ยิ่งหายเร็วขึ้นน่ะเหรอ?

อย่าไปเชื่อแบบนั้นเด็ดขาดครับ

 

สวัสดีครับ หมอวี ยองจิน

จาก Beautystone สาขาฮงแด ครับ

 

💡 เช็กตรงนี้ก่อน

เริ่มอ่านกันเลยครับ

 

Q. เลเซอร์ฝ้า ยิ่งใช้พลังงานสูงๆ ยิงแรงๆ

ก็จะยิ่งหายเร็วขึ้นไม่ใช่เหรอคะ?

A. จริงๆ แล้วผลลัพธ์กลับกันเลยครับ

การใช้พลังงานที่แรงเกินไปจะไปกระตุ้นฝ้า ทำให้ตัวฝ้าเข้มขึ้นกว่าเดิม

และอาจนำไปสู่ภาวะรอยดำหลังการอักเสบ (Rebound Hyperpigmentation) ได้ครับ

 

Q. ถ้าอย่างนั้นทำไมรักษาฝ้าถึงต้องใช้เวลานานจังเลยครับ?

A. เพราะฝ้าเป็นปัญหาเม็ดสีที่มีรากลึก

และมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ง่ายมากครับ

ดังนั้น วิธีรักษาที่ได้มาตรฐานและปลอดภัยที่สุด

คือการใช้พลังงานที่อ่อนโยน ค่อยๆ ปรับผิวให้จางลงอย่างช้าๆ ครับ

 

💡 คีย์เวิร์ดสำคัญจาก

หมอวี ยองจิน

สำหรับฝ้าที่มีรากลึก

หากใช้เลเซอร์ยิงแรงๆ ทีเดียว ฝ้าจะยิ่งเข้มขึ้นได้ครับ

ดังนั้น วิธีที่ถูกต้องคือการปรับพลังงานให้อ่อนโยน แล้วทำซ้ำหลายๆ ครั้ง

ค่อยๆ ลบรอยหมองคล้ำออกทีละนิดด้วยเทคนิคโทนนิ่ง (Toning) ครับ

ฝ้าต้องค่อยๆ ลบเหมือน 'ยางลบ' หลักการโทนนิ่งที่สำคัญกว่าการใช้พลังงานสูง

 

 











เหตุผลที่การยิง "ช็อตเดียวแรงๆ"

ยิ่งทำให้ฝ้าของคุณเข้มขึ้น

แอปเปิ้ลสีเขียวหรือสีแดงครับ?

คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ใช่ไหมครับ

 

ฝ้าก็เหมือนกันครับ

 

เบื้องหลังของคำว่า "รักษาฝ้าเก่ง" หรือ "ทำลายฝ้าได้ดี"

แต่ละที่ใช้วิธีที่ไม่เหมือนกันเลยครับ

 

เวลาหาข้อมูลเรื่องการรักษาฝ้า

คุณมักจะเห็นคำโฆษณาชวนเชื่ออย่าง "เห็นผลชัดเจนด้วยเลเซอร์พลังงานสูง"

หรือ "ผิวเคลียร์ใสในครั้งเดียว" ผ่านตาอยู่บ่อยๆ

 

แต่ตรงนี้มีจุดสำคัญจุดหนึ่งที่ต้องระวังให้ดีครับ

 

ฝ้าไม่เหมือนรอยดำหรือกระทั่วไป

มันเป็นเม็ดสีที่ไวต่อสิ่งเร้าและบอบบางมากๆ

 

เซลล์ที่ทำหน้าที่ผลิตเมลานินใต้ชั้นผิว

หรือที่เรียกว่า เมลาโนไซต์ (Melanocyte)

เมื่อได้รับพลังงานเลเซอร์ที่รุนแรงเกินไป

 

มันจะเข้าใจว่า "กำลังถูกโจมตี"

จนต้องหลั่งเมลานินออกมามากขึ้นเพื่อป้องกันตัวเองไปซะอย่างนั้น

 

ทางการแพทย์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า

'รอยดำหลังการอักเสบ (Post-Inflammatory Hyperpigmentation)'

หรืออธิบายง่ายๆ ก็คือ

การทำเลเซอร์ที่แรงเกินไปจนกระตุ้นย้อนกลับ ทำให้ฝ้ากลับมาเข้มกว่าเดิมนั่นเองครับ

 

พูดตามตรงเลยนะครับ นี่เป็นหนึ่งในความผิดพลาด

ที่หมอเจอบ่อยที่สุดในการรักษาฝ้าครับ

 

มีคนไข้หลายท่านเลยครับ ที่เคยไปทำเลเซอร์จากที่อื่นมาแล้วฝ้าเข้มขึ้น

แล้วตัดสินใจเดินทางมาปรึกษาหมอที่คลินิก

ซึ่งมีเคสแบบนี้เยอะกว่าที่คิดเลยครับ

 

ถ้าอย่างนั้น เราควรแก้ไขปัญหานี้อย่างไรดี?

 

คำตอบคือ ต้องค่อยปรับรักษา "เหมือนกับการค่อยๆ ลบรอยเปื้อน" ครับ

 

เวลาที่เราใช้ยางลบลบรอยดินสอ

ถ้าเราออกแรงถูแรงๆ ทีเดียว กระดาษก็คงจะขาดใช่ไหมครับ

 

เราจึงต้องค่อยๆ ลบทีละนิด หลายๆ ครั้ง อย่างเบามือ

หลักการของการทำ Laser Toning เพื่อรักษาฝ้าก็เป็นแบบนั้นเลยครับ

 

หัวใจสำคัญของการทำ Laser Toning คือการยิงเลเซอร์พลังงานต่ำซ้ำๆ

เพื่อค่อยๆ ย่อยสลายเม็ดสีเมลานิน

โดยไม่กระตุ้นให้เซลล์เมลาโนไซต์ตื่นตัวตกใจครับ

 

ยิ่งเป็นฝ้าที่มีรากลึก หลักการนี้ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นครับ

เพราะเม็ดสีที่อยู่ในชั้นลึกจะตอบสนองได้ดีต่อการกระตุ้นเบาๆ อย่างสม่ำเสมอ

มากกว่าการกระตุ้นอย่างรุนแรงเพียงครั้งเดียวครับ

 

👨‍⚕️ สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน

ฝ้าเป็นโรคทางเม็ดสีผิวที่ตอบสนองไวต่อสิ่งกระตุ้น

ซึ่งอาจทำให้รอยดำเข้มขึ้นกว่าเดิมได้ง่ายครับ

 

นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมการทำ Laser Toning ด้วยพลังงานต่ำอย่างสม่ำเสมอ

จึงเป็นวิธีที่ถูกต้องและได้มาตรฐานมากกว่าการยิงพลังงานสูงๆ เพียงครั้งเดียว

 

จำไว้เสมอนะครับว่า ทิศทางและวิธีรักษาที่ถูกต้อง สำคัญกว่าความเร็วในการรักษาครับ

การรักษาฝ้า ทำไม 'การปรับพลังงาน' ถึงสำคัญกว่าตัวเครื่องเลเซอร์

 

 











แล้วฝ้าของคุณ

เหมาะกับวิธีการรักษาแบบไหนกันนะ?

เรื่องนี้อาจจะดูซับซ้อนนิดหน่อย เพราะฝ้าเองก็มีหลายประเภทครับ

 

โดยหลักๆ จะแบ่งออกเป็น ฝ้าตื้น (Epidermal Type), ฝ้าลึก (Dermal Type)

และแบบผสม (Mixed Type) ครับ

ฝ้าตื้นจะมีเม็ดสีอยู่บริเวณผิวชั้นบนสุด

ทำให้ตอบสนองต่อการรักษาด้วยเครื่องโทนนิ่งได้ค่อนข้างดีและเร็วครับ

 

ส่วนฝ้าลึก เม็ดสีจะอยู่ลึกลงไปในชั้นผิวหนังแท้

ทำให้ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษานานขึ้น และต้องใช้วิธีการส่งพลังงานที่แตกต่างกันออกไปครับ

 

มีเรื่องหนึ่งที่คนไข้ส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดกันเยอะมากครับ

นั่นคือในการรักษาฝ้า 'วิธีการปรับค่าพลังงาน'

สำคัญกว่า 'รุ่นของเครื่องเลเซอร์' ที่ใช้เสียอีกครับ

 

เพราะต่อให้เป็นเครื่องเลเซอร์รุ่นเดียวกัน แต่หากตั้งค่าพลังงานต่างกัน

ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ

 

แม้ว่าแต่ละเคสจะมีความแตกต่างกันไป

แต่โดยทั่วไปแล้ว หมอจะมีขั้นตอนการรักษาแบบนี้ครับ

 

ในการตรวจครั้งแรก หมอจะประเมินระดับความลึกและขอบเขตของฝ้าก่อน

แล้วเริ่มรักษาด้วยเลเซอร์โทนนิ่งพลังงานต่ำเป็นอันดับแรกครับ

 

หลังจากทำไปได้ประมาณ 3-5 ครั้ง หมอจะเช็กปฏิกิริยาของผิวเพื่อดูผลลัพธ์

เมื่อเห็นว่าฝ้าค่อยๆ จางลงอย่างปลอดภัย โดยไม่มีอาการเห่อดำกลับมา (Rebound)

หมอถึงจะดำเนินการรักษาในเซสชันต่อๆ ไปอย่างต่อเนื่องครับ

 

มีคนไข้หลายท่านที่เคยไปเลเซอร์ที่อื่นมาหลายครั้งแต่ไม่เห็นผล

แต่พอมาตรวจรักษากับเรา ผ่านไปประมาณ 4-6 ครั้ง

ฝ้าก็จางลงอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ

 

ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็เกิดจากสาเหตุที่ว่า

กุญแจสำคัญที่พวกเขาเคยได้รับก่อนหน้านี้ ใช้พลังงานที่รุนแรงเกินไปนั่นเองครับ

 

แต่การรักษาแบบนี้ก็มีข้อที่ต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับ

เนื่องจากวิธีการทำเลเซอร์โทนนิ่งจะให้ผลลัพธ์อย่างค่อยเป็นค่อยไป

 

สำหรับใครที่คาดหวังผลลัพธ์ที่รวดเร็วทันใจ

อาจจะรู้สึกว่าการรักษานี้ใช้เวลานานและน่าอึดอัดใจไปบ้างครับ

 

อย่างไรก็ตาม ยิ่งรีบรักษาฝ้าเร็วและแรงเท่าไหร่

ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงทำให้ผิวแย่ลงได้มากเท่านั้นครับ

ดังนั้น สำหรับผู้ที่พร้อมจะอดทนและรักษาอย่างสม่ำเสมอ

วิธีนี้ก็ยังคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดครับ

 

อีกเรื่องหนึ่งคือ เราไม่สามารถทำให้ฝ้าหายไปได้ 100%

ด้วยการทำเลเซอร์เพียงอย่างเดียวครับ

 

หากไม่มีการหลีกเลี่ยงแสงแดด และการใช้สกินแคร์บำรุงเพื่อผิวกระจ่างใสควบคู่กันไป

ผลลัพธ์หลังการรักษาอาจกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อย่างรวดเร็วครับ

หมอจึงอยากอธิบายจุดนี้ให้คนไข้เข้าใจร่วมกันตั้งแต่เริ่มต้นครับ

 

คำถามที่พบบ่อย

Q1. ในระหว่างที่รักษาฝ้า ต้องทาครีมกันแดด

ทุกวันจริงๆ ไหมคะ?

A. ใช่ครับ เรื่องนี้ไม่มีข้อละเว้นเด็ดขาดเลยครับ

รังสี UV คือปัจจัยภายนอกที่รุนแรงที่สุด

ในการกระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocyte) ครับ

 

ต่อให้คุณจะเข้ารับการเลเซอร์รักษาผลลัพธ์ดีแค่ไหน

แต่ถ้าปล่อยปละละเลยเรื่องการป้องกันแสงแดด

ฝ้าก็จะกลับมาเข้มขึ้นได้อย่างง่ายดายครับ

 

พื้นฐานที่สุดคือต้องทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF50 ขึ้นไป เป็นประจำทุกเช้า

ไม่ว่าวันนั้นคุณจะมีกิจกรรมกลางแจ้งค้างไว้หรือไม่ก็ตามครับ

 

โดยเฉพาะทันทีหลังการรักษา ผิวของคุณจะอยู่ในช่วงที่บอบบางและไวต่อแสงแดดมาก

จึงต้องใส่ใจในการปกป้องผิวจากแสงแดดมากเป็นพิเศษเลยนะครับ

 

Q2. ไม่แน่ใจว่าเป็นฝ้าหรือแค่รอยกระทั่วไป

สามารถรับการรักษาไปเลยได้ไหมคะ?

A. เรื่องนี้หมอแนะนำว่าต้องตรวจวินิจฉัยให้แน่ชัดก่อนเริ่มรักษาครับ

เนื่องจาก ฝ้า (Melasma) และ รอยกระทั่วไป

(เช่น กระแดด หรือ ปานโอตะในผู้ใหญ่ ฯลฯ)

ถึงแม้ผิวเผินภายนอกจะดูคล้ายกันมาก แต่ใช้วิธีในการรักษาที่แตกต่างกันสิ้นเชิงครับ

 

การใช้เลเซอร์พลังงานสูงที่เหมาะสำหรับการรักษากระ

อาจส่งผลเสียร้ายแรงและกระตุ้นให้ฝ้าเข้มขึ้นกว่าเดิมได้ครับ

การเข้ามาให้หมอตรวจเพื่อแยกแยะชนิดของรอยโรคก่อนเริ่มรักษาจึงสำคัญที่สุดครับ

 

คุณสามารถทักมาปรึกษาทาง LINE ก่อนเดินทางมาโรงพยาบาลได้เช่นกันครับ

หมอวี ยองจิน ขอลาไปก่อนเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ

 

บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม

ฉีด Mulgwang (ฉีดผิวฉ่ำวาว) ที่ฮงแด, 5 เรื่องสำคัญที่คุณต้องรู้ก่อนทำ

รีจูรัน vs จูวีลุค เลือกตัวไหนดีให้เหมาะกับสภาพผิวของเรา?

Ulthera vs ซอฟเวฟ "ไม่ใช่ว่าของแพงจะดีกว่าเสมอไป แต่มันเป็นเรื่องของระดับความลึกของชั้นผิวที่ต่างหาก"

Xeomin vs Coretox ทั้งคู่เป็นโบท็อกซ์ที่ไม่ดื้อยา แล้วรู้ไหมครับว่าต่างกันอย่างไร?

รอยแดงจากการลบคิ้ว 3 สาเหตุหลักและวิธีแก้ไข

  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด
  • Beautystone Clinic สาขาฮงแด โดยบิวตี้ส์ด็อกเตอร์
  • Beautystone Clinic บิวตี้สโตนคลินิก สาขาฮงแด

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

타투 제거를 중간에 멈춘 뒤에 남아 있는 잉크는 다시 시작할 때 무엇을 먼저 보나요?

ลบรอยสัก

หยุดกำจัดรอยสักกลางคัน หมึกที่เหลือไปไหน? กลับมาทำต่อต้องดูอะไรบ้าง

หยุดกำจัดรอยสักกลางคันแล้วหมึกที่เหลือจะเป็นอย่างไร? บทความนี้อธิบายว่าการหยุดกลางทางไม่รีเซ็ตทุกอย่าง และเมื่อกลับมาทำต่อควรดูสีและความลึกของหมึกที่เหลือก่อน

힙 필러로 볼륨을 채우고 나면 셀룰라이트나 피부 표면의 굴곡까지 같이 좋아지는 걸까요?

ร่างกาย

ฟิลเลอร์ก้น ช่วยเรื่อง Cellulite ได้ไหม? รู้จักชั้นผิวก่อนตัดสินใจ

ฟิลเลอร์ก้น (Hip Filler) เพิ่มวอลลุ่มได้ดี แต่ Cellulite เกิดจากพังผืดในชั้นต่างกัน บทความนี้อธิบายความแตกต่างและสิ่งที่คาดหวังได้

쥬베룩 볼륨을 맞은 뒤에 다이어트로 체중이 빠지면 얼굴 볼륨도 같이 꺼지는 걸까요?

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ลดน้ำหนักหลังฉีด Juvelook Volume แล้ว วอลลุ่มบนหน้าจะหายไปด้วยไหม?

ลดน้ำหนักหลังฉีด Juvelook Volume แล้วหน้าจะยุบไหม? บทความนี้อธิบายความแตกต่างระหว่างวอลลุ่มจากคอลลาเจนกับวอลลุ่มจากไขมัน พร้อมคำแนะนำจากแพทย์

머리를 감고 나면 이마와 헤어라인 경계에만 좁쌀이 반복해서 올라오는 이유는 무엇일까요?

กำจัดขน

สิวไรผมขึ้นซ้ำทุกครั้งหลังสระผม เกิดจากอะไรและแก้ยังไงดี?

สิวเม็ดเล็กไรผมที่ขึ้นซ้ำหลังสระผม มักไม่ได้เกิดจากครีมล้างหน้า แต่มาจากลำดับการสระผมที่ปล่อยให้แชมพูตกค้างบนผิว บทความนี้อธิบายสาเหตุและวิธีปรับลำดับง่าย ๆ

슈링크 받은 다음 날 머리가 지끈거리고 관자놀이가 뻐근한데 그냥 지나가도 되는 걸까요?

ยกกระชับ

ปวดขมับหลังทำชูริงค์ ปกติไหม และควรกังวลตอนไหน

หลังทำชูริงค์แล้วขมับตึง กดเจ็บ หรือรู้สึกหนักหัว รวมกลไกที่ทำให้เกิดอาการ ระยะเวลาที่มักค่อย ๆ ดีขึ้น วิธีดูแลตัวเองช่วงแรก และสัญญาณที่ควรติดต่อคลินิก

올리지오 엑스를 한 번 시작하면 계속 받아야 하고 그만두면 더 처지게 되는 걸까요?

ยกกระชับ

หยุดทำ Oligio X แล้วหน้าจะหย่อนกว่าเดิมจริงไหม

หยุดยกกระชับด้วยคลื่นวิทยุแล้วหน้าจะหย่อนกว่าเดิมหรือไม่ ผลจางลงเมื่อไร แยกจากความเปลี่ยนแปลงตามวัยอย่างไร พร้อมข้อควรระวังและช่วงค่าใช้จ่าย

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 ปรึกษาผ่าน Line

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1