
เลเซอร์ฝ้า ยิงแรงยิ่งดี? "อาจกลับเข้มขึ้นได้"
เลเซอร์ฝ้า ยิงแรงยิ่งดี? "อาจกลับเข้มขึ้นได้"
เลเซอร์ฝ้า ยิงแรงยิ่งดี? "อาจกลับเข้มขึ้นได้"
รักษาฝ้าด้วยเลเซอร์แรงไม่ใช่คำตอบ ฝ้าฝังลึกยิ่งต้องโทนนิ่งซ้ำด้วยพลังงานต่ำ อธิบายหลักการตั้งแต่ต้น

ยิ่งยิงฝ้าแรงยิ่งดี?
ยิ่งหายเร็วขึ้นน่ะเหรอ?
อย่าไปเชื่อแบบนั้นเด็ดขาดครับ
สวัสดีครับ หมอวี ยองจิน
จาก Beautystone สาขาฮงแด ครับ
💡 เช็กตรงนี้ก่อน
เริ่มอ่านกันเลยครับ
Q. เลเซอร์ฝ้า ยิ่งใช้พลังงานสูงๆ ยิงแรงๆ
ก็จะยิ่งหายเร็วขึ้นไม่ใช่เหรอคะ?
A. จริงๆ แล้วผลลัพธ์กลับกันเลยครับ
การใช้พลังงานที่แรงเกินไปจะไปกระตุ้นฝ้า ทำให้ตัวฝ้าเข้มขึ้นกว่าเดิม
และอาจนำไปสู่ภาวะรอยดำหลังการอักเสบ (Rebound Hyperpigmentation) ได้ครับ
Q. ถ้าอย่างนั้นทำไมรักษาฝ้าถึงต้องใช้เวลานานจังเลยคะ?
A. เพราะฝ้าเป็นปัญหาเม็ดสีที่มีรากลึก
และมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ง่ายมากครับ
ดังนั้น วิธีรักษาที่ได้มาตรฐานและปลอดภัยที่สุด
คือการใช้พลังงานที่อ่อนโยน ค่อยๆ ปรับผิวให้จางลงอย่างช้าๆ ครับ
💡 คีย์เวิร์ดสำคัญจาก
หมอวี ยองจิน
สำหรับฝ้าที่มีรากลึก
หากใช้เลเซอร์ยิงแรงๆ ทีเดียว ฝ้าจะยิ่งเข้มขึ้นได้ครับ
ดังนั้น วิธีที่ถูกต้องคือการปรับพลังงานให้อ่อนโยน แล้วทำซ้ำหลายๆ ครั้ง
ค่อยๆ ลบรอยหมองคล้ำออกทีละนิดด้วยเทคนิคโทนนิ่ง (Toning) ครับ

เหตุผลที่การยิง "ช็อตเดียวแรงๆ"
ยิ่งทำให้ฝ้าของคุณเข้มขึ้น
แอปเปิ้ลสีเขียวหรือสีแดงครับ?
คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ใช่ไหมครับ
ฝ้าก็เหมือนกันครับ
เบื้องหลังของคำว่า "รักษาฝ้าเก่ง" หรือ "ทำลายฝ้าได้ดี"
แต่ละที่ใช้วิธีที่ไม่เหมือนกันเลยครับ
เวลาหาข้อมูลเรื่องการรักษาฝ้า
คุณมักจะเห็นคำโฆษณาชวนเชื่ออย่าง "เห็นผลชัดเจนด้วยเลเซอร์พลังงานสูง"
หรือ "ผิวเคลียร์ใสในครั้งเดียว" ผ่านตาอยู่บ่อยๆ
แต่ตรงนี้มีจุดสำคัญจุดหนึ่งที่ต้องระวังให้ดีครับ
ฝ้าไม่เหมือนรอยดำหรือกระทั่วไป
มันเป็นเม็ดสีที่ไวต่อสิ่งเร้าและบอบบางมากๆ
เซลล์ที่ทำหน้าที่ผลิตเมลานินใต้ชั้นผิว
หรือที่เรียกว่า เมลาโนไซต์ (Melanocyte)
เมื่อได้รับพลังงานเลเซอร์ที่รุนแรงเกินไป
มันจะเข้าใจว่า "กำลังถูกโจมตี"
จนต้องหลั่งเมลานินออกมามากขึ้นเพื่อป้องกันตัวเองไปซะอย่างนั้น
ทางการแพทย์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า
'รอยดำหลังการอักเสบ (Post-Inflammatory Hyperpigmentation)'
หรืออธิบายง่ายๆ ก็คือ
การทำเลเซอร์ที่แรงเกินไปจนกระตุ้นย้อนกลับ ทำให้ฝ้ากลับมาเข้มกว่าเดิมนั่นเองครับ
พูดตามตรงเลยนะครับ นี่เป็นหนึ่งในความผิดพลาด
ที่หมอเจอบ่อยที่สุดในการรักษาฝ้าครับ
มีคนไข้หลายท่านเลยครับ ที่เคยไปทำเลเซอร์จากที่อื่นมาแล้วฝ้าเข้มขึ้น
แล้วตัดสินใจเดินทางมาปรึกษาหมอที่คลินิก
ซึ่งมีเคสแบบนี้เยอะกว่าที่คิดเลยครับ
ถ้าอย่างนั้น เราควรแก้ไขปัญหานี้อย่างไรดี?
คำตอบคือ ต้องค่อยปรับรักษา "เหมือนกับการค่อยๆ ลบรอยเปื้อน" ครับ
เวลาที่เราใช้ยางลบลบรอยดินสอ
ถ้าเราออกแรงถูแรงๆ ทีเดียว กระดาษก็คงจะขาดใช่ไหมครับ
เราจึงต้องค่อยๆ ลบทีละนิด หลายๆ ครั้ง อย่างเบามือ
หลักการของการทำ Laser Toning เพื่อรักษาฝ้าก็เป็นแบบนั้นเลยครับ
หัวใจสำคัญของการทำ Laser Toning คือการยิงเลเซอร์พลังงานต่ำซ้ำๆ
เพื่อค่อยๆ ย่อยสลายเม็ดสีเมลานิน
โดยไม่กระตุ้นให้เซลล์เมลาโนไซต์ตื่นตัวตกใจครับ
ยิ่งเป็นฝ้าที่มีรากลึก หลักการนี้ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นครับ
เพราะเม็ดสีที่อยู่ในชั้นลึกจะตอบสนองได้ดีต่อการกระตุ้นเบาๆ อย่างสม่ำเสมอ
มากกว่าการกระตุ้นอย่างรุนแรงเพียงครั้งเดียวครับ
👨⚕️ สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน
ฝ้าเป็นโรคทางเม็ดสีผิวที่ตอบสนองไวต่อสิ่งกระตุ้น
ซึ่งอาจทำให้รอยดำเข้มขึ้นกว่าเดิมได้ง่ายครับ
นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมการทำ Laser Toning ด้วยพลังงานต่ำอย่างสม่ำเสมอ
จึงเป็นวิธีที่ถูกต้องและได้มาตรฐานมากกว่าการยิงพลังงานสูงๆ เพียงครั้งเดียว
จำไว้เสมอนะครับว่า ทิศทางและวิธีรักษาที่ถูกต้อง สำคัญกว่าความเร็วในการรักษาครับ

แล้วฝ้าของคุณ
เหมาะกับวิธีการรักษาแบบไหนกันนะ?
เรื่องนี้อาจจะดูซับซ้อนนิดหน่อย เพราะฝ้าเองก็มีหลายประเภทครับ
โดยหลักๆ จะแบ่งออกเป็น ฝ้าตื้น (Epidermal Type), ฝ้าลึก (Dermal Type)
และแบบผสม (Mixed Type) ครับ
ฝ้าตื้นจะมีเม็ดสีอยู่บริเวณผิวชั้นบนสุด
ทำให้ตอบสนองต่อการรักษาด้วยเครื่องโทนนิ่งได้ค่อนข้างดีและเร็วครับ
ส่วนฝ้าลึก เม็ดสีจะอยู่ลึกลงไปในชั้นผิวหนังแท้
ทำให้ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษานานขึ้น และต้องใช้วิธีการส่งพลังงานที่แตกต่างกันออกไปครับ
มีเรื่องหนึ่งที่คนไข้ส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดกันเยอะมากครับ
นั่นคือในการรักษาฝ้า 'วิธีการปรับค่าพลังงาน'
สำคัญกว่า 'รุ่นของเครื่องเลเซอร์' ที่ใช้เสียอีกครับ
เพราะต่อให้เป็นเครื่องเลเซอร์รุ่นเดียวกัน แต่หากตั้งค่าพลังงานต่างกัน
ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ
แม้ว่าแต่ละเคสจะมีความแตกต่างกันไป
แต่โดยทั่วไปแล้ว หมอจะมีขั้นตอนการรักษาแบบนี้ครับ
ในการตรวจครั้งแรก หมอจะประเมินระดับความลึกและขอบเขตของฝ้าก่อน
แล้วเริ่มรักษาด้วยเลเซอร์โทนนิ่งพลังงานต่ำเป็นอันดับแรกครับ
หลังจากทำไปได้ประมาณ 3-5 ครั้ง หมอจะเช็กปฏิกิริยาของผิวเพื่อดูผลลัพธ์
เมื่อเห็นว่าฝ้าค่อยๆ จางลงอย่างปลอดภัย โดยไม่มีอาการเห่อดำกลับมา (Rebound)
หมอถึงจะดำเนินการรักษาในเซสชันต่อๆ ไปอย่างต่อเนื่องครับ
มีคนไข้หลายท่านที่เคยไปเลเซอร์ที่อื่นมาหลายครั้งแต่ไม่เห็นผล
แต่พอมาตรวจรักษากับเรา ผ่านไปประมาณ 4-6 ครั้ง
ฝ้าก็จางลงอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ
ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็เกิดจากสาเหตุที่ว่า
กุญแจสำคัญที่พวกเขาเคยได้รับก่อนหน้านี้ ใช้พลังงานที่รุนแรงเกินไปนั่นเองครับ
แต่การรักษาแบบนี้ก็มีข้อที่ต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับ
เนื่องจากวิธีการทำเลเซอร์โทนนิ่งจะให้ผลลัพธ์อย่างค่อยเป็นค่อยไป
สำหรับใครที่คาดหวังผลลัพธ์ที่รวดเร็วทันใจ
อาจจะรู้สึกว่าการรักษานี้ใช้เวลานานและน่าอึดอัดใจไปบ้างครับ
อย่างไรก็ตาม ยิ่งรีบรักษาฝ้าเร็วและแรงเท่าไหร่
ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงทำให้ผิวแย่ลงได้มากเท่านั้นครับ
ดังนั้น สำหรับผู้ที่พร้อมจะอดทนและรักษาอย่างสม่ำเสมอ
วิธีนี้ก็ยังคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดครับ
อีกเรื่องหนึ่งคือ เราไม่สามารถทำให้ฝ้าหายไปได้ 100%
ด้วยการทำเลเซอร์เพียงอย่างเดียวครับ
หากไม่มีการหลีกเลี่ยงแสงแดด และการใช้สกินแคร์บำรุงเพื่อผิวกระจ่างใสควบคู่กันไป
ผลลัพธ์หลังการรักษาอาจกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อย่างรวดเร็วครับ
หมอจึงอยากอธิบายจุดนี้ให้คนไข้เข้าใจร่วมกันตั้งแต่เริ่มต้นครับ
คำถามที่พบบ่อย
Q1. ในระหว่างที่รักษาฝ้า ต้องทาครีมกันแดด
ทุกวันจริงๆ ไหมคะ?
A. ใช่ครับ เรื่องนี้ไม่มีข้อละเว้นเด็ดขาดเลยครับ
รังสี UV คือปัจจัยภายนอกที่รุนแรงที่สุด
ในการกระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocyte) ครับ
ต่อให้คุณจะเข้ารับการเลเซอร์รักษาผลลัพธ์ดีแค่ไหน
แต่ถ้าปล่อยปละละเลยเรื่องการป้องกันแสงแดด
ฝ้าก็จะกลับมาเข้มขึ้นได้อย่างง่ายดายครับ
พื้นฐานที่สุดคือต้องทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF50 ขึ้นไป เป็นประจำทุกเช้า
ไม่ว่าวันนั้นคุณจะมีกิจกรรมกลางแจ้งค้างไว้หรือไม่ก็ตามครับ
โดยเฉพาะทันทีหลังการรักษา ผิวของคุณจะอยู่ในช่วงที่บอบบางและไวต่อแสงแดดมาก
จึงต้องใส่ใจในการปกป้องผิวจากแสงแดดมากเป็นพิเศษเลยนะครับ
Q2. ไม่แน่ใจว่าเป็นฝ้าหรือแค่รอยกระทั่วไป
สามารถรับการรักษาไปเลยได้ไหมคะ?
A. เรื่องนี้หมอแนะนำว่าต้องตรวจวินิจฉัยให้แน่ชัดก่อนเริ่มรักษาครับ
เนื่องจาก ฝ้า (Melasma) และ รอยกระทั่วไป
(เช่น กระแดด หรือ ปานโอตะในผู้ใหญ่ ฯลฯ)
ถึงแม้ผิวเผินภายนอกจะดูคล้ายกันมาก แต่ใช้วิธีในการรักษาที่แตกต่างกันสิ้นเชิงครับ
การใช้เลเซอร์พลังงานสูงที่เหมาะสำหรับการรักษากระ
อาจส่งผลเสียร้ายแรงและกระตุ้นให้ฝ้าเข้มขึ้นกว่าเดิมได้ครับ
การเข้ามาให้หมอตรวจเพื่อแยกแยะชนิดของรอยโรคก่อนเริ่มรักษาจึงสำคัญที่สุดครับ
คุณสามารถทักมาปรึกษาทาง KakaoTalk ก่อนเดินทางมาโรงพยาบาลได้เช่นกันครับ
หมอวี ยองจิน ขอลาไปก่อนเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม
▶ฉีด Mulgwang (ฉีดผิวฉ่ำวาว) ที่ฮงแด, 5 เรื่องสำคัญที่คุณต้องรู้ก่อนทำ
▶Rejuran vs Juvelook เลือกตัวไหนดีให้เหมาะกับสภาพผิวของเรา?
▶Xeomin vs Coretox ทั้งคู่เป็นโบท็อกซ์ที่ไม่ดื้อยา แล้วรู้ไหมครับว่าต่างกันอย่างไร?

ยิ่งยิงฝ้าแรงยิ่งดี?
ยิ่งหายเร็วขึ้นน่ะเหรอ?
อย่าไปเชื่อแบบนั้นเด็ดขาดครับ
สวัสดีครับ หมอวี ยองจิน
จาก Beautystone สาขาฮงแด ครับ
💡 เช็กตรงนี้ก่อน
เริ่มอ่านกันเลยครับ
Q. เลเซอร์ฝ้า ยิ่งใช้พลังงานสูงๆ ยิงแรงๆ
ก็จะยิ่งหายเร็วขึ้นไม่ใช่เหรอคะ?
A. จริงๆ แล้วผลลัพธ์กลับกันเลยครับ
การใช้พลังงานที่แรงเกินไปจะไปกระตุ้นฝ้า ทำให้ตัวฝ้าเข้มขึ้นกว่าเดิม
และอาจนำไปสู่ภาวะรอยดำหลังการอักเสบ (Rebound Hyperpigmentation) ได้ครับ
Q. ถ้าอย่างนั้นทำไมรักษาฝ้าถึงต้องใช้เวลานานจังเลยคะ?
A. เพราะฝ้าเป็นปัญหาเม็ดสีที่มีรากลึก
และมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ง่ายมากครับ
ดังนั้น วิธีรักษาที่ได้มาตรฐานและปลอดภัยที่สุด
คือการใช้พลังงานที่อ่อนโยน ค่อยๆ ปรับผิวให้จางลงอย่างช้าๆ ครับ
💡 คีย์เวิร์ดสำคัญจาก
หมอวี ยองจิน
สำหรับฝ้าที่มีรากลึก
หากใช้เลเซอร์ยิงแรงๆ ทีเดียว ฝ้าจะยิ่งเข้มขึ้นได้ครับ
ดังนั้น วิธีที่ถูกต้องคือการปรับพลังงานให้อ่อนโยน แล้วทำซ้ำหลายๆ ครั้ง
ค่อยๆ ลบรอยหมองคล้ำออกทีละนิดด้วยเทคนิคโทนนิ่ง (Toning) ครับ

เหตุผลที่การยิง "ช็อตเดียวแรงๆ"
ยิ่งทำให้ฝ้าของคุณเข้มขึ้น
แอปเปิ้ลสีเขียวหรือสีแดงครับ?
คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ใช่ไหมครับ
ฝ้าก็เหมือนกันครับ
เบื้องหลังของคำว่า "รักษาฝ้าเก่ง" หรือ "ทำลายฝ้าได้ดี"
แต่ละที่ใช้วิธีที่ไม่เหมือนกันเลยครับ
เวลาหาข้อมูลเรื่องการรักษาฝ้า
คุณมักจะเห็นคำโฆษณาชวนเชื่ออย่าง "เห็นผลชัดเจนด้วยเลเซอร์พลังงานสูง"
หรือ "ผิวเคลียร์ใสในครั้งเดียว" ผ่านตาอยู่บ่อยๆ
แต่ตรงนี้มีจุดสำคัญจุดหนึ่งที่ต้องระวังให้ดีครับ
ฝ้าไม่เหมือนรอยดำหรือกระทั่วไป
มันเป็นเม็ดสีที่ไวต่อสิ่งเร้าและบอบบางมากๆ
เซลล์ที่ทำหน้าที่ผลิตเมลานินใต้ชั้นผิว
หรือที่เรียกว่า เมลาโนไซต์ (Melanocyte)
เมื่อได้รับพลังงานเลเซอร์ที่รุนแรงเกินไป
มันจะเข้าใจว่า "กำลังถูกโจมตี"
จนต้องหลั่งเมลานินออกมามากขึ้นเพื่อป้องกันตัวเองไปซะอย่างนั้น
ทางการแพทย์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า
'รอยดำหลังการอักเสบ (Post-Inflammatory Hyperpigmentation)'
หรืออธิบายง่ายๆ ก็คือ
การทำเลเซอร์ที่แรงเกินไปจนกระตุ้นย้อนกลับ ทำให้ฝ้ากลับมาเข้มกว่าเดิมนั่นเองครับ
พูดตามตรงเลยนะครับ นี่เป็นหนึ่งในความผิดพลาด
ที่หมอเจอบ่อยที่สุดในการรักษาฝ้าครับ
มีคนไข้หลายท่านเลยครับ ที่เคยไปทำเลเซอร์จากที่อื่นมาแล้วฝ้าเข้มขึ้น
แล้วตัดสินใจเดินทางมาปรึกษาหมอที่คลินิก
ซึ่งมีเคสแบบนี้เยอะกว่าที่คิดเลยครับ
ถ้าอย่างนั้น เราควรแก้ไขปัญหานี้อย่างไรดี?
คำตอบคือ ต้องค่อยปรับรักษา "เหมือนกับการค่อยๆ ลบรอยเปื้อน" ครับ
เวลาที่เราใช้ยางลบลบรอยดินสอ
ถ้าเราออกแรงถูแรงๆ ทีเดียว กระดาษก็คงจะขาดใช่ไหมครับ
เราจึงต้องค่อยๆ ลบทีละนิด หลายๆ ครั้ง อย่างเบามือ
หลักการของการทำ Laser Toning เพื่อรักษาฝ้าก็เป็นแบบนั้นเลยครับ
หัวใจสำคัญของการทำ Laser Toning คือการยิงเลเซอร์พลังงานต่ำซ้ำๆ
เพื่อค่อยๆ ย่อยสลายเม็ดสีเมลานิน
โดยไม่กระตุ้นให้เซลล์เมลาโนไซต์ตื่นตัวตกใจครับ
ยิ่งเป็นฝ้าที่มีรากลึก หลักการนี้ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นครับ
เพราะเม็ดสีที่อยู่ในชั้นลึกจะตอบสนองได้ดีต่อการกระตุ้นเบาๆ อย่างสม่ำเสมอ
มากกว่าการกระตุ้นอย่างรุนแรงเพียงครั้งเดียวครับ
👨⚕️ สรุปใจความสำคัญโดย หมอวี ยองจิน
ฝ้าเป็นโรคทางเม็ดสีผิวที่ตอบสนองไวต่อสิ่งกระตุ้น
ซึ่งอาจทำให้รอยดำเข้มขึ้นกว่าเดิมได้ง่ายครับ
นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมการทำ Laser Toning ด้วยพลังงานต่ำอย่างสม่ำเสมอ
จึงเป็นวิธีที่ถูกต้องและได้มาตรฐานมากกว่าการยิงพลังงานสูงๆ เพียงครั้งเดียว
จำไว้เสมอนะครับว่า ทิศทางและวิธีรักษาที่ถูกต้อง สำคัญกว่าความเร็วในการรักษาครับ

แล้วฝ้าของคุณ
เหมาะกับวิธีการรักษาแบบไหนกันนะ?
เรื่องนี้อาจจะดูซับซ้อนนิดหน่อย เพราะฝ้าเองก็มีหลายประเภทครับ
โดยหลักๆ จะแบ่งออกเป็น ฝ้าตื้น (Epidermal Type), ฝ้าลึก (Dermal Type)
และแบบผสม (Mixed Type) ครับ
ฝ้าตื้นจะมีเม็ดสีอยู่บริเวณผิวชั้นบนสุด
ทำให้ตอบสนองต่อการรักษาด้วยเครื่องโทนนิ่งได้ค่อนข้างดีและเร็วครับ
ส่วนฝ้าลึก เม็ดสีจะอยู่ลึกลงไปในชั้นผิวหนังแท้
ทำให้ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษานานขึ้น และต้องใช้วิธีการส่งพลังงานที่แตกต่างกันออกไปครับ
มีเรื่องหนึ่งที่คนไข้ส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดกันเยอะมากครับ
นั่นคือในการรักษาฝ้า 'วิธีการปรับค่าพลังงาน'
สำคัญกว่า 'รุ่นของเครื่องเลเซอร์' ที่ใช้เสียอีกครับ
เพราะต่อให้เป็นเครื่องเลเซอร์รุ่นเดียวกัน แต่หากตั้งค่าพลังงานต่างกัน
ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ
แม้ว่าแต่ละเคสจะมีความแตกต่างกันไป
แต่โดยทั่วไปแล้ว หมอจะมีขั้นตอนการรักษาแบบนี้ครับ
ในการตรวจครั้งแรก หมอจะประเมินระดับความลึกและขอบเขตของฝ้าก่อน
แล้วเริ่มรักษาด้วยเลเซอร์โทนนิ่งพลังงานต่ำเป็นอันดับแรกครับ
หลังจากทำไปได้ประมาณ 3-5 ครั้ง หมอจะเช็กปฏิกิริยาของผิวเพื่อดูผลลัพธ์
เมื่อเห็นว่าฝ้าค่อยๆ จางลงอย่างปลอดภัย โดยไม่มีอาการเห่อดำกลับมา (Rebound)
หมอถึงจะดำเนินการรักษาในเซสชันต่อๆ ไปอย่างต่อเนื่องครับ
มีคนไข้หลายท่านที่เคยไปเลเซอร์ที่อื่นมาหลายครั้งแต่ไม่เห็นผล
แต่พอมาตรวจรักษากับเรา ผ่านไปประมาณ 4-6 ครั้ง
ฝ้าก็จางลงอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ
ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็เกิดจากสาเหตุที่ว่า
กุญแจสำคัญที่พวกเขาเคยได้รับก่อนหน้านี้ ใช้พลังงานที่รุนแรงเกินไปนั่นเองครับ
แต่การรักษาแบบนี้ก็มีข้อที่ต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับ
เนื่องจากวิธีการทำเลเซอร์โทนนิ่งจะให้ผลลัพธ์อย่างค่อยเป็นค่อยไป
สำหรับใครที่คาดหวังผลลัพธ์ที่รวดเร็วทันใจ
อาจจะรู้สึกว่าการรักษานี้ใช้เวลานานและน่าอึดอัดใจไปบ้างครับ
อย่างไรก็ตาม ยิ่งรีบรักษาฝ้าเร็วและแรงเท่าไหร่
ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงทำให้ผิวแย่ลงได้มากเท่านั้นครับ
ดังนั้น สำหรับผู้ที่พร้อมจะอดทนและรักษาอย่างสม่ำเสมอ
วิธีนี้ก็ยังคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดครับ
อีกเรื่องหนึ่งคือ เราไม่สามารถทำให้ฝ้าหายไปได้ 100%
ด้วยการทำเลเซอร์เพียงอย่างเดียวครับ
หากไม่มีการหลีกเลี่ยงแสงแดด และการใช้สกินแคร์บำรุงเพื่อผิวกระจ่างใสควบคู่กันไป
ผลลัพธ์หลังการรักษาอาจกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อย่างรวดเร็วครับ
หมอจึงอยากอธิบายจุดนี้ให้คนไข้เข้าใจร่วมกันตั้งแต่เริ่มต้นครับ
คำถามที่พบบ่อย
Q1. ในระหว่างที่รักษาฝ้า ต้องทาครีมกันแดด
ทุกวันจริงๆ ไหมคะ?
A. ใช่ครับ เรื่องนี้ไม่มีข้อละเว้นเด็ดขาดเลยครับ
รังสี UV คือปัจจัยภายนอกที่รุนแรงที่สุด
ในการกระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocyte) ครับ
ต่อให้คุณจะเข้ารับการเลเซอร์รักษาผลลัพธ์ดีแค่ไหน
แต่ถ้าปล่อยปละละเลยเรื่องการป้องกันแสงแดด
ฝ้าก็จะกลับมาเข้มขึ้นได้อย่างง่ายดายครับ
พื้นฐานที่สุดคือต้องทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF50 ขึ้นไป เป็นประจำทุกเช้า
ไม่ว่าวันนั้นคุณจะมีกิจกรรมกลางแจ้งค้างไว้หรือไม่ก็ตามครับ
โดยเฉพาะทันทีหลังการรักษา ผิวของคุณจะอยู่ในช่วงที่บอบบางและไวต่อแสงแดดมาก
จึงต้องใส่ใจในการปกป้องผิวจากแสงแดดมากเป็นพิเศษเลยนะครับ
Q2. ไม่แน่ใจว่าเป็นฝ้าหรือแค่รอยกระทั่วไป
สามารถรับการรักษาไปเลยได้ไหมคะ?
A. เรื่องนี้หมอแนะนำว่าต้องตรวจวินิจฉัยให้แน่ชัดก่อนเริ่มรักษาครับ
เนื่องจาก ฝ้า (Melasma) และ รอยกระทั่วไป
(เช่น กระแดด หรือ ปานโอตะในผู้ใหญ่ ฯลฯ)
ถึงแม้ผิวเผินภายนอกจะดูคล้ายกันมาก แต่ใช้วิธีในการรักษาที่แตกต่างกันสิ้นเชิงครับ
การใช้เลเซอร์พลังงานสูงที่เหมาะสำหรับการรักษากระ
อาจส่งผลเสียร้ายแรงและกระตุ้นให้ฝ้าเข้มขึ้นกว่าเดิมได้ครับ
การเข้ามาให้หมอตรวจเพื่อแยกแยะชนิดของรอยโรคก่อนเริ่มรักษาจึงสำคัญที่สุดครับ
คุณสามารถทักมาปรึกษาทาง KakaoTalk ก่อนเดินทางมาโรงพยาบาลได้เช่นกันครับ
หมอวี ยองจิน ขอลาไปก่อนเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
บทความที่น่าสนใจเพิ่มเติม
▶ฉีด Mulgwang (ฉีดผิวฉ่ำวาว) ที่ฮงแด, 5 เรื่องสำคัญที่คุณต้องรู้ก่อนทำ
▶Rejuran vs Juvelook เลือกตัวไหนดีให้เหมาะกับสภาพผิวของเรา?
▶Xeomin vs Coretox ทั้งคู่เป็นโบท็อกซ์ที่ไม่ดื้อยา แล้วรู้ไหมครับว่าต่างกันอย่างไร?
บทความแนะนำ
บทความแนะนำ
โพสต์ล่าสุด
โพสต์ล่าสุด

โครงหน้า&วอลลุ่ม
กล้ามเนื้อหน้าผากไม่ได้แค่ทำให้เกิดริ้วรอยเท่านั้นนะคะ — แต่ยังช่วยพยุงลืมตาขึ้นด้วยค่ะ
ทำไมการฉีดในปริมาณเท่ากันและตำแหน่งเดียวกันกลับให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันในแต่ละคน? วันนี้เรามาสรุปสั้นๆ เกี่ยวกับ 2 บทบาทหน้าที่ของกล้ามเนื้อหน้าผาก ทั้งการ ‘สร้างรอยย่น + ช่วยพยุงลืมตา’ รวมถึงความสัมพันธ์ของมันกับกล้ามเนื้อมัดอื่นๆ กันค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาดูเล็กลง ไม่ใช่เพราะอาการหนังตาตก (ptosis) เสมอไปนะคะ
อาการ 'ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาดูหนักๆ' เกิดจากอะไร? เจาะลึกกลไกเมื่อกล้ามเนื้อหน้าผากที่เคยช่วยประคองหายไป และทำไมผลลัพธ์ของแต่ละคนถึงต่างกันตามระดับความจำเป็นในการใช้กล้ามเนื้อส่วนนี้

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ก่อนฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ลองใช้นิ้วจับหน้าผากแล้วลืมตาขึ้นดูนะคะ
วิธีฉีดโบหน้าผากให้ได้ผลดีที่สุด ไม่ใช่การ 'ต้องลองฉีดดูก่อนถึงจะรู้' ค่ะ เราได้สรุปแนวทางมาตรฐานทางการแพทย์ในการประเมินรูปแบบการใช้กล้ามเนื้อด้วยการตรวจเช็กตัวเองง่ายๆ ใน 30 วินาที เพื่อช่วยในการปรับปริมาณยา ตำแหน่งที่ฉีด และระยะเวลาเว้นช่วงการฉีดให้เหมาะสมที่สุด

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Dysport เห็นผลเร็วกว่า Botox แต่ทำไมกลุ่มที่ดื้อโบง่ายถึงต้องใช้รักษาอย่างระมัดระวัง
แม้จะเป็น Botulinum Toxin Type A เหมือนกัน แต่ความแตกต่างของรัศมีการกระจายตัวสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ในการรักษาได้เลยนะคะ มาดูเกณฑ์การเลือก Botox vs Dysport ตามระดับการพึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) กันค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม
Skin botox ไม่ใช่โบท็อกซ์หน้าผากเวอร์ชันเบาๆ นะคะ
สำหรับคนที่ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากไม่ได้ ก็ยังสามารถทำ skin booster หรือโบท็อกซ์ลิฟติ้ง (Skin Botox) ได้อย่างสบายใจค่ะ ด้วยหลักการทำงานที่ใช้โบทูลินัม ท็อกซิน ตัวเดียวกัน แต่เป็นการกระจายตัวยาปริมาณเล็กน้อยลงในชั้นผิวแท้ (Dermis) เพื่อช่วยกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน ลดรอยแดง และปรับ skin texture ให้ผิวเรียบเนียนยิ่งขึ้น

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ถ้าอยากเติมเต็มบริเวณโหนกแก้มและขมับ ไม่ใช่ filler แต่ต้องเป็น skin booster ค่ะ
ฟิลเลอร์สำหรับปรับกรอบรูปหน้าอย่างบริเวณจมูกและปลายคาง ส่วน skin booster สำหรับบริเวณกว้างอย่างโหนกแก้ม ขมับ และแก้ม — การเลือกหัตถการที่เหมาะกับแต่ละตำแหน่งคือคีย์เวิร์ดของความสวยดูเป็นธรรมชาติค่ะ
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1
💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้
🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸
แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1



![[บิวตี้สโตน] ฟิลเลอร์ใต้ตาคล้ำ: 0.3cc เปลี่ยนผลลัพธ์](https://framerusercontent.com/images/F4Q84TUWgjbZJV6MNheLnWHnaw.jpg?width=1080&height=1080)
