ฟิลเลอร์ร่องแก้มทำให้ดูอ่อนเยาว์อย่างไร? อธิบายเงาในจุดยุบกับความยืดหยุ่นของฟิลเลอร์

Beautystone Clinic ฮงแด
หมอวี ยองจิน ครับ
💡 ก่อนอ่าน
เช็กตรงนี้ก่อนนะครับ
Q. ฟิลเลอร์ร่องแก้ม
เป็นแค่การเติมเต็มรอยพับเฉยๆ หรือเปล่าครับ?
A. ไม่ใช่ครับ
หัวใจสำคัญไม่ใช่ 'เส้นริ้วรอย'
แต่คือการกำจัด 'เงาดำ' ที่เกิดขึ้นในบริเวณที่ยุบตัวลงไปครับ
พอเงาดำหายไป
ทั่วทั้งใบหน้าก็จะดูมีมิติขึ้นมาทันทีเลยครับ
Q. ฟิลเลอร์มีหลายประเภทมาก สำหรับร่องแก้มต้องใช้แบบไหนถึงจะเหมาะครับ?
A. แต่ละจุดบนใบหน้าต้องการความยืดหยุ่นที่ต่างกันครับ
ร่องแก้มเป็นบริเวณที่มีการเคลื่อนไหวเยอะมาก
ถ้าฟิลเลอร์มีความยืดหยุ่นมากเกินไปหรือน้อยเกินไป ก็จะทำให้เกิดปัญหาได้ครับ
📌 ประเด็นสำคัญของบทความนี้
การเติมฟิลเลอร์ที่มีความยืดหยุ่นเหมาะสม
เข้าไปในบริเวณร่องแก้มที่ยุบตัวลึก
จะช่วยให้เงาดำหายไป
ทำให้ใบหน้าดูมีมิติและดูเด็กขึ้นมากเลยครับ

สาเหตุที่แท้จริง
ที่ทำให้ร่องแก้มดู 'แก่กว่าวัย'
ไม่ใช่เพราะริ้วรอยครับ
บอกตามตรงนะครับ หลายๆ คนมักจะเข้าใจว่าร่องแก้ม
เป็นปัญหาที่เกิดจากตัว 'เส้นริ้วรอย' เอง
ก็เลยมักจะถามผมว่า "แค่ทำให้เส้นตรงนั้นหายไปก็พอใช่ไหมคะ?"
แต่ตรงนี้มีจุดสำคัญจุดหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจกันก่อนครับ
การที่ใบหน้าดูแก่กว่าวัย
จริงๆ แล้วไม่ใช่เพราะเส้นริ้วรอยนั้นหรอกครับ
แต่เป็นเพราะ เงาดำ ที่เส้นนั้นสร้างขึ้นมาต่างหาก
ขออธิบายเพิ่มอีกนิดนะครับ
เมื่ออายุมากขึ้น ไขมันบริเวณแก้มจะหย้อยคล้อยลง
บวกกับความยืดหยุ่นของผิวที่ลดลง
ทำให้พื้นที่บริเวณด้านในของร่องแก้ม ตั้งแต่ข้างปีกจมูก
ไปจนถึงมุมปาก เกิดการ 'ยุบตัวลึก' ลงไป
พอพื้นที่ที่ยุบตัวนี้ไม่ได้รับแสงและเกิดเป็นเงาขึ้นมา
เวลาคู่สายตามองตรงเข้ามา ก็จะรู้สึกว่าใบหน้าขาดมิติ
และทำให้ดูแก้มตอบและตอบลงไปใต้โหนกแก้มครับ
ซึ่งเรื่องนี้ค่อนข้างสังเกตยากนิดนึงครับ
ถ้าส่องกระจกใกล้ๆ จะรู้สึกว่า "อ๋อ มันมีเส้นริ้วรอยอยู่ตรงนี้"
แต่ถ้าถ่ายรูปจากระยะไกลหน่อย หรือ
เวลาที่คนอื่นมองเราจริงๆ สิ่งที่สะดุดตามากกว่าเส้นริ้วรอย
ก็คือ 'บริเวณพื้นที่ที่เป็นเงาดำ' ทั้งหมดนั่นเองครับ
ดังนั้น เป้าหมายของการทำฟิลเลอร์ร่องแก้ม
จึงไม่ใช่ 'การลบเส้นริ้วรอยให้หายไป'
แต่คือ 'การเติมเต็มส่วนที่ยุบลงไปเพื่อกำจัดเงามืด' ครับ
พอเงาดำหายไป แสงก็จะสะท้อนได้อย่างสม่ำเสมอ
ทำให้ส่วนกลางของใบหน้าดูมีวอลลุ่มอย่างเป็นธรรมชาติ
ส่งผลให้ใบหน้าโดยรวมดูมีมิติ
และช่วยให้ดูอ่อนเยาว์ลงด้วยครับ
หลายคนมักจะเข้าใจผิดกันเยอะมาก
การใช้ฟิลเลอร์เพื่อลบเส้นริ้วรอยให้หายสนิทไปเลยนั้นจริงๆ แล้วเป็นไปไม่ได้
และนั่นก็ไม่ใช่จุดประสงค์ที่แท้จริงของการรักษาด้วยครับ
หัวใจสำคัญคือการฟื้นฟูวอลลุ่มเพื่อสร้าง 'ใบหน้าที่ไร้เงาดำ'
ต่างหากครับ
👨⚕️ สรุปประเด็นสำคัญโดย หมอวี ยองจิน
สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ร่องแก้มดูแก่กว่าวัย
ไม่ใช่เส้นริ้วรอยครับ แต่เป็นเงาดำที่เกิดขึ้น
จากการยุบตัวลึกของผิวบริเวณด้านใน
การเติมเต็มส่วนที่ยุบตัวด้วยฟิลเลอร์ที่มีความยืดหยุ่นที่เหมาะสม
จะช่วยขจัดเงาดำ ทำให้ใบหน้าโดยรวมดูมีมิติ
และดูเด็กขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติครับ
ฟิลเลอร์ไม่ใช่การรักษาเพื่อแก้ 'เส้นริ้วรอย'
แต่เป็นการรักษาเพื่อฟื้นฟูวอลลุ่มและการสะท้อนของแสงครับ

แล้วคนแบบไหน
ที่เหมาะกับการทำฟิลเลอร์ร่องแก้ม
และควรต้องดูแลรักษาอย่างไรบ้าง?
แม้ว่าในแต่ละเคสจะมีความแตกต่างกันไป
แต่วิธีที่ผมใช้ประเมินคนไข้บ่อยๆ
จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้ครับ
① เคสที่มีปัญหาผิวฝ่อตัว (Volume Loss) เป็นหลัก
คือกลุ่มคนที่ไขมันบริเวณแก้มเริ่มเคลื่อนตัวย้อยลงมา
ทำให้ร่องแก้มด้านในยุบตัวลงไปอย่างเห็นได้ชัด
เคสแบบนี้ การฉีดฟิลเลอร์จะได้ผลลัพธ์ที่ดีมากๆ ครับ
เพราะเมื่อเติมเต็มส่วนที่ยุบไปแล้ว เงาดำก็จะหายสลายไป
ทำให้ผิวโดยรอบดูเต่งตึง กระชับขึ้นด้วยครับ
ปกติผมจะเริ่มแนะนำที่ประมาณ 1cc
แล้วค่อยปรับปริมาณตามการตอบสนองของผิวครับ
② เคสที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย (Skin Sagging) เป็นหลัก
กลุ่มนี้จะประเมินยากขึ้นมาแก้นิดนึงครับ
คนที่มีความหย่อนคล้อยค่อนข้างมาก
การรักษาด้วยฟิลเลอร์เพียงอย่างเดียวจะมีข้อจำกัดครับ
ถึงจะเติมเข้าไป แต่ผิวที่คล้อยก็จะดึงตัวลงมาอีก
ทำให้ฟิลเลอร์อาจจะอยู่ได้ไม่นานครับ
สำหรับเคสประเภทนี้ แทนที่จะฉีดแค่ฟิลเลอร์อย่างเดียว
ผมมักจะแนะนำให้ทำควบคู่ไปกับ
โปรแกรมยกกระชับเลเซอร์ (lifting) ต่างๆ ครับ
แต่ก็นั่นแหละครับ ใช่ว่าเยอะไว้ก่อนแล้วจะดีเสมอไป
เนื่องจากบริเวณร่องแก้มเป็นจุดที่มีขยับและแสดงอารมณ์เยอะมาก
หากเลือกใช้ฟิลเลอร์ที่มีความหนืดแข็งเกินไป
เวลาที่เรายิ้มหรือพูด อาจจะส่งผลให้ฟิลเลอร์ไหล ขยับผิดรูปดูไม่เป็นธรรมชาติ
หรือคลำเจอเป็นก้อนแข็งๆ ได้ครับ
ในทางกลับกัน ถ้าเลือกใช้ฟิลเลอร์ที่นิ่มเกินไป
ระยะเวลาในการคงฟิลเลอร์เพื่อพยุงวอลลุ่มให้อยู่ตัวก็จะสั้นลงครับ
ดังนั้นฟิลเลอร์ที่เลือกใช้กับจุดร่องแก้ม
จึงต้องใช้ระดับความยืดหยุ่นปานกลาง หรือที่เรียกว่า G prime (จีไพรม์) —
เข้าใจง่ายๆ ก็คือค่าความแข็งตัวของเนื้อฟิลเลอร์ —
สิ่งสำคัญคือการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการปรับสูตรมาอย่างเหมาะสมครับ
ไม่ใช่แค่ดูว่าเป็นแบรนด์อะไร แต่ขึ้นอยู่กับว่าแพทย์ผู้รักษาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์
ได้เหมาะสมตรงจุดและเข้ากับบริเวณนั้นจริงๆ หรือเปล่า ผลลัพธ์ถึงจะออกมาดีที่สุดครับ
คนไข้หลายๆ ท่านที่เคยทำจากที่อื่นมาแล้วรู้สึกดูฝืนๆ ไม่เป็นธรรมชาติ
จนต้องแวะมาให้ผมช่วยดูแลให้นั้น
จริงๆ แล้ว ไม่ใช่เพราะตัวฟิลเลอร์ไม่ดี แต่บ่อยครั้งเกิดจากระดับความลึกในการฉีด
รวมถึงการเลือกชนิดฟิลเลอร์ที่ไม่เหมาะสมกับคนไข้ครับ
ถึงแม้จะเป็นจุดเดียวกัน แต่การฉีดชั้นลึก
กับการแบ่งฉีดในชั้นตื้นแบบละเอียด ก็ให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ
คำถามที่พบบ่อย
Q1. หลังฉีดฟิลเลอร์แล้วจะบวมกี่วันครับ?
วันรุ่งขึ้นสามารถไปทำงานเลยได้ไหมครับ?
A. สำหรับร่องแก้ม ส่วนใหญ่ทันทีหลังทำเสร็จ
จะมีอาการบวมและรอยแดงเล็กน้อยครับ
คนที่ฟื้นตัวเร็ววันรุ่งขึ้นอาการเหล่านี้ก็แทบจะหายไปหมดแล้วครับ
ส่วนคนที่บวมนานหน่อย ประมาณ 3-5 วันก็
เริ่มเข้าที่ดูเป็นธรรมชาติขึ้นแล้วครับ
แต่ในบางเคสอาจจะมีรอยช้ำเกิดขึ้นได้บ้าง
ซึ่งอาจจำเป็นต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ในการรักษาตัวให้จางลงครับ
ดังนั้นหากคนไข้มีแพลนงานสำคัญๆ
แนะนำให้เข้ามาฉีดล่วงหน้าอย่างน้อย 2 สัปดาห์จะปลอดภัยที่สุดครับ
Q2. ฟิลเลอร์ร่องแก้ม
ฉีดหนึ่งครั้งจะอยู่ได้นานแค่ไหนครับ?
A. ขึ้นอยู่กับแบรนด์ที่เลือกใช้ครับ
และขึ้นอยู่กับระบบเผาผลาญ (Metabolism) ของแต่ละคนด้วยครับ
โดยเฉลี่ยเฉลี่ยแล้ว จะอยู่ที่ประมาณ 6 เดือนถึง 12 เดือนครับ
และเนื่องจากเป็นบริเวณที่มีการเคลื่อนไหวขยับแสดงอารมณ์บ่อย
ฟิลเลอร์จึงมีแนวโน้มสลายตัวเร็วกว่าจุดอื่นๆ เล็กน้อยครับ
แนะนำว่าหลังฉีดครั้งแรกไปแล้วประมาณ 3-6 เดือน
ให้ลองกลับมาเช็กกับคุณหมอเพื่อเติมเติมทีละนิด (Touch-up)
จะช่วยให้กักเก็บความสวยงามเป็นธรรมชาติไว้ได้นานยิ่งขึ้นครับ
Q3. มีร่องแก้มลึกมากเลยค่ะ
สรุปควรทำฟิลเลอร์หรือผ่าตัดดึงหน้าดีกว่ากันคะ?
A. ในกรณีที่ความคล้อยของผิวเริ่มมีเยอะมากจริงๆ
ต้องยอมรับว่าฟิลเลอร์เพียงอย่างเดียวอาจช่วยได้ในระดับหนึ่งครับ
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะแนะนำให้รีบไปผ่าตัดเลยนะครับ
โดยทั่วไปแล้ว ผมแนะนำให้เริ่มจากการเติมฟิลเลอร์หรือทำยกกระชับ (lifting)
เพื่อฟื้นฟูวอลลุ่มและความยืดหยุ่นของผิวดูก่อน
หลังจากนั้นค่อยดูผลลัพธ์แล้วพิจารณาการรักษาขั้นต่อไป
ซึ่งเป็นแนวทางที่เหมาะสมและทำได้จริงมากกว่าครับ
เนื่องจากสภาพผิวหนังของแต่ละท่านแตกต่างกัน
ผมจึงอยากแนะนำให้เข้ามาคุยวิเคราะห์สภาพผิวจริงกันก่อน เพื่อประเมินขั้นตอนการรักษาที่ตอบโจทย์ที่สุดครับ
ด้วยความปรารถนาดีจากหมอวี ยองจิน ครับ
บทความน่าสนใจที่แนะนำให้อ่าน
▶เหตุผล 'ที่แท้จริง' ที่หมอไม่แนะนำให้ฉีด Botox ร่องแก้มโดยเด็ดขาด
▶หน้าทรงถั่วลิสง แก้ได้ด้วยการเติมฟิลเลอร์ขมับจริงหรือเปล่า? รีวิวจากใจจริง
▶[Beautystone Clinic] พาไปเจาะลึกวิธีกระชับผิวกายด้วย Juvelook Volume โดยคุณหมอวี ยองจิน
▶ลบรอยสักด้วย Picoway ต้องเลเซอร์เฉลี่ยกี่ครั้งถึงจะลบหายหมดเกลี้ยง?
▶"ฉีด Botox รอบดวงตาไว้กันริ้วรอย ดีกว่าใช่ไหม??" เคสแบบไหนที่ควรเลือก Sofwave แทน

ผิว
ฝ้า กระ จุดด่างดำ ต่างกันยังไง? สีน้ำตาลบนหน้าที่ชัดขึ้นในหน้าร้อน
หน้าร้อนทีไรสีน้ำตาลบนหน้าก็ชัดขึ้น มาดูว่าฝ้า กระ จุดด่างดำต่างกันยังไง พร้อมแนวทางดูแลแต่ละแบบ

ผิว
สกินบูสเตอร์ครั้งแรก ต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร ต้องรู้อะไรบ้าง
สกินบูสเตอร์ครั้งแรกต่างจากฟิลเลอร์ยังไง สรุปวิธีออกฤทธิ์ ผลข้างเคียง และสิ่งที่ควรรู้ก่อนทำค่ะ

ยกกระชับ
ทำ Shurink ก่อนงานสำคัญ ควรทำล่วงหน้ากี่วันดี?
อยากทำ Shurink ยกกระชับก่อนวันสำคัญ ควรทำล่วงหน้ากี่วัน มาดูตารางนับถอยหลังและข้อควรระวังกัน

ลบรอยสัก
หลังลบรอยสักด้วยเลเซอร์ ต้องเลี่ยงแดดนานแค่ไหน? ดูแลผิวหน้าร้อน
หลังลบรอยสักหน้าร้อน ควรเลี่ยงแดดนานแค่ไหน สรุปความเสี่ยงรอยดำและวิธีกันแดดแบบเข้าใจง่าย

โครงหน้า&วอลลุ่ม
ออกกำลังกายมาก วอลลุ่ม Sculptra ยุบเร็วไหม?
วอลลุ่ม Sculptra ค่อย ๆ เพิ่มและอยู่ได้นานต่างจากฟิลเลอร์อย่างไร การออกกำลังกายและน้ำหนักมีผลไหม

ยกกระชับ
Sofwave กับ Onda เลือกจัดการผิวหย่อนหรือไขมันก่อนดี?
Sofwave เน้นกระชับชั้นผิว Onda เน้นลดไขมัน มาดูกันว่าหน้าหย่อนกับไขมันควรจัดการอันไหนก่อน



