ผู้อำนวยการ วี ยองจิน คิม กาอึล แห่งคลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก

Radiesse — คอลลาเจน booster ที่ให้ผลลัพธ์เรื่องงานวอลลุ่มทันทีได้ดีที่สุด และ history ในเกาหลี

Radiesse — คอลลาเจน booster ที่ให้ผลลัพธ์เรื่องงานวอลลุ่มทันทีได้ดีที่สุด และ history ในเกาหลี

Radiesse — คอลลาเจน booster ที่ให้ผลลัพธ์เรื่องงานวอลลุ่มทันทีได้ดีที่สุด และ history ในเกาหลี

หากคุณกำลังมองหาคอลลาเจนบูสเตอร์ (collagen booster) ที่เห็นผลลัพธ์ความเปลี่ยนแปลงได้ทันทีตั้งแต่วันที่ทำ ขอแนะนำ Radiesse ค่ะ มีครบทั้งแบบสูตรเข้มข้น (원액) สำหรับเติมเต็ม volume บริเวณร่องแก้ม ใต้โหนกแก้ม และกรอบหน้า รวมถึง dilute protocol สูตรเจือจาง สำหรับดูแลริ้วรอยและความยืดหยุ่น (elasticity) บริเวณเนินอก (décolleté) และหลังมือ

Radiesse — skin booster ที่เติมวอลลุ่มได้ทันทีดีที่สุด และประวัติศาสตร์ในเกาหลี

🔗 ไปยังบทความอื่น

skin booster กระตุ้นคอลลาเจนคืออะไร?1.1 หลักการทำงานของ skin booster กระตุ้นคอลลาเจน

ไลน์อัพ 3 แบรนด์ดัง2.2 Sculptra (PLLA) · 2.3 Juvelook Volume (PDLLA+HA)

เปรียบเทียบเพื่อการตัดสินใจ3.1 เปรียบเทียบผลลัพธ์หลังทำ 1 เดือน · 1 ปี · 3.2 ไกด์ไลน์การเลือกสูตรที่เหมาะกับตัวคุณ

สรุปให้ฟังก่อนเลยก็คือ Radiesse เป็นตัวที่ ให้วอลลุ่มเห็นผลทันทีหลังทำชัดเจนที่สุด ในบรรดา skin booster กระตุ้นคอลลาเจนทั้ง 3 แบรนด์ค่ะ ด้วยอนุภาคแคลเซียมที่แข็งแรงและมีความเข้มข้นสูงซึ่งถูกฉีดเข้าไปพร้อมกับตัวนำพา (carrier) ทำให้เกิดรีวิวประเภท "เพิ่งทำเมื่อวาน วันนี้เห็นความเปลี่ยนแปลงทันทีเลย" บ่อยที่สุด ในเกาหลีเคยเรียกชื่อสับสนระหว่าง "แรเดียส" กับ "เรเดียส" แต่ปัจจุบันหันมาสะกดตรงกันว่า "เรเดียส (Radiesse)" และเทคนิคการรักษาตอนนี้ก็ได้พัฒนาจากการใช้ตัวยาเพียวเข้มข้น (원액/undiluted) ขยายมาเป็นเทคนิคการเจือจาง (dilution protocol) ที่หลากหลายขึ้นค่ะ

สรุปให้ฟังก่อนเลยก็คือ Radiesse เป็นตัวที่ ให้วอลลุ่มเห็นผลทันทีหลังทำชัดเจนที่สุด ในบรรดา skin booster กระตุ้นคอลลาเจนทั้ง 3 แบรนด์ค่ะ ด้วยอนุภาคแคลเซียมที่แข็งแรงและมีความเข้มข้นสูงซึ่งถูกฉีดเข้าไปพร้อมกับตัวนำพา (carrier) ทำให้เกิดรีวิวประเภท "เพิ่งทำเมื่อวาน วันนี้เห็นความเปลี่ยนแปลงทันทีเลย" บ่อยที่สุด ในเกาหลีเคยเรียกชื่อสับสนระหว่าง "แรเดียส" กับ "เรเดียส" แต่ปัจจุบันหันมาสะกดตรงกันว่า "เรเดียส (Radiesse)" และเทคนิคการรักษาตอนนี้ก็ได้พัฒนาจากการใช้ตัวยาเพียวเข้มข้น (원액/undiluted) ขยายมาเป็นเทคนิคการเจือจาง (dilution protocol) ที่หลากหลายขึ้นค่ะ

 

CaHA เติมวอลลุ่มได้ทันทีด้วยพลังจากแคลเซียม

ส่วนประกอบหลักของ Radiesse คือ CaHA (Calcium Hydroxylapatite)* ซึ่งเป็นอนุภาคทรงกลมขนาดเล็กจิ๋วค่ะ โครงสร้างนี้เหมือนกับแร่ธาตุหลักที่เป็นส่วนประกอบของกระดูกมนุษย์เรา จึงเข้ากันได้ดีกับร่างกายและแทบไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้าน โดยอนุภาคทรงกลมจิ๋วนี้จะลอยตัวอยู่ในเนื้อเจลนุ่มๆ ที่ทำหน้าที่พาตัวยาเข้าไป (gel carrier)*

CaHA*(Calcium Hydroxylapatite): เป็นสารประกอบแคลเซียมที่มีสูตรทางเคมีเหมือนกับแร่ธาตุในกระดูกของเรา เมื่อผลิตมาในรูปของอนุภาคจิ๋วทรงกลม (ขนาดเฉลี่ย 25~45μm) แล้วฉีดเข้าไปพร้อมกับ carrier ตัวยาจะเข้าไปเติมเต็มในชั้นไขมันใต้ผิวหนังทันทีเพื่อสร้างวอลลุ่ม พร้อมทั้งไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนไปในตัว เมื่อเวลาผ่านไปก็จะค่อยๆ สลายตัวกลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำค่ะ

gel carrier*: ตัวกลางพยุงอนุภาคของ skin booster กระตุ้นคอลลาเจน (เช่น CaHA, PLLA, PDLLA) ให้มาอยู่ในสถานะของเหลวเพื่อให้สามารถฉีดผ่านหลอดเข็มได้ โดย carrier ของ Radiesse ทำจากเนื้อเจลเซลลูโลสที่มีความคงตัวสูง ช่วยสร้างผลลัพธ์มิติผิวแน่นทันที และจะถูกดูดซึมหายไปภายในเวลาประมาณ 4 สัปดาห์ เหลือทิ้งไว้เพียงตัวอนุภาคแคลเซียมกระตุ้นคอลลาเจนค่ะ

กลไกการทำหน้าที่ของเขาแบ่งออกเป็น 2 สเต็ปค่ะ สเต็ปแรก ดีไซน์ในทันทีหลังทำด้วยอนุภาคไมโครสเฟียร์พยุงวอลลุ่มร่วมกับ gel carrier ต่างจาก skin booster แบรนด์อื่นอย่าง PLLA หรือ PDLLA ตรงที่ตัว carrier ของ Radiesse ค่อนข้างคงรูป จึงช่วยพยุงวอลลุ่มให้เนียนเฟิร์มขึ้นมาได้ไวมาก สเต็ปที่สอง เมื่อผ่านไปประมาณ 4 สัปดาห์ เจลนำพาจะสลายตัวและคงเหลือตัวยาอนุภาคแคลเซียมไว้ และช่วงนี้เองที่กระบวนการสังเคราะห์คอลลาเจนจริงจะเริ่มทำงานอย่างเต็มขั้น จากการเก็บ รีวิวสรุปประสบการณ์ทางคลินิกกว่า 10 ปี ของ CaHA ยืนยันว่ามีการสะสมของคอลลาเจนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลา 9~12 เดือนหลังการรักษาค่ะ

หมอวี ยองจิน และทีมแพทย์ Beautystone มักจะแนะนำ Radiesse บ่อยที่สุดให้กับคนไข้ที่มาด้วยปัญหาเร่งด่วน เช่น "คุณหมอคะ อาทิตย์หน้าหนูต้องเข้างานแต่งงานแล้ว แต่ช่วงใต้โหนกแก้มดูตอบและยวบลงไปมาก อยากเติมให้ดูเต็มแบบเร่งด่วนที่สุดค่ะ" คือถ้าเป็น skin booster ตัวอื่นอาจจะต้องรอผลลัพธ์ 1~3 เดือน แต่ถ้าเลือก Radiesse จะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นทันทีหลังทำเลยค่ะ

CaHA, 칼슘 성분으로 만드는 즉각 볼륨

 

 

การเปลี่ยนผ่านของการเรียกชื่อและวิธีการรักษาในเกาหลี — จาก "แรเดียส" สู่ "เรเดียส"

ในช่วงแรกๆ ที่ตัวยาเข้ามาแพร่หลายในคลินิกความงามเกาหลี คนมักจะออกเสียงทับศัพท์เป็น "แรเดียส" เนื่องจากความแตกต่างในการถอดเสียงภาษาอังกฤษของคำว่า Radiesse แต่ทว่าในปัจจุบันทั้งเอกสารทางการแพทย์ คลินิก และเอกสารการจดทะเบียนอย่างเป็นทางการ ได้ข้อสรุปเปลี่ยนมาใช้คำว่า "เรเดียส (Radiesse)" เหมือนกันทั้หมดแล้วค่ะ ดังนั้น เวลาหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตหรือปรึกษาคุณหมอ ให้เข้าใจตรงกันว่าเป็นผลิตภัณฑ์เดียวกันนะคะ

นอกจากนี้ วิธีการรักษาก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกันค่ะ ในยุคแรกมักจะฉีดแบบ ตัวยาเพียวเข้มข้น (stock concentration) เข้าไปในชั้นลึกเพื่อแก้ไขปัญหาแก้มตอบหรือปรับรูปหน้าเป็นหลัก แต่เทรนด์ในปัจจุบันแพทย์มักจะนิยมใช้ เทคนิคการเจือจาง (dilution protocol) ควบคู่ไปด้วย โดยจะผสมน้ำเกลือหรือยาชาลี่โดเคนในอัตราส่วน 1:1 หรือ 1:2 การเจือจางจะช่วยลดความหนาแน่นของตัวยาลง ทำให้สามารถกระจายตัวยาในชั้นผิวที่ตื้นขึ้นได้ ส่งผลให้สามารถนำมาใช้เป็น booster ปรับปรุงเนื้อผิวและความยืดหยุ่นได้กว้างขวางมากขึ้น โดย คู่มือการใช้งาน CaHA แบบเจือจาง (Hyperdiluted Radiesse) ก็ได้ระบุไว้ชัดเจนว่ามีการขยายขอบเขตการรักษาย้ายไปยังบริเวณใบหน้า, ลำคอ, บริเวณเนินอก (décolleté) ไปจนถึงหลังมือเลยทีเดียวค่ะ

การจะเลือกฉีดแบบตัวยาสดเพียวเข้มข้นหรือแบบเจือจางนั้นจะขึ้นอยู่กับบริเวณผิวที่มีปัญหาและผลลัพธ์ที่คุณต้องการค่ะ หากต้องการแก้ปัญหาวอลลุ่มยุบตัวลึกต้องเลือกแบบยาเพียว แต่ถ้าเน้นแก้เรื่องเนื้อผิว ความหย่อนคล้อยและความแน่นกระชับระดับปานกลางก็เลือกแบบเจือจาง บางทีในคนไข้คนเดียวกันแต่ต่างตำแหน่งการฉีด คุณหมอก็อาจเลือกใช้ผสมผสานกันได้ตามมาตรฐานการรักษาค่ะ

한국 표기와 사용 방식의 변화 — 래디어스에서 레디어스로

 

 

บริเวณที่เหมาะสม — จุดที่ต้องการวอลลุ่มพยุงผิวในทันที

จุดเด่นที่ทำแล้วเข้ากับจุดเด่นของ Radiesse ที่สุดคือบริเวณเหล่านี้ค่ะ

  • แก้มตอบใต้บริเวณโหนกแก้ม (mid-cheek hollow) — ให้ทิศทางและจังหวะยกกระชับดีมาก สังเกตเห็นจุดต่างตั้งแต่วันแรกที่ทำ

  • กรอบหน้า (jawline) — ตัวยาอนุภาคที่คงรูปได้ดีจะช่วยจัดแนวกรามห้ดูคมและชัดเจนขึ้น

  • รอยบุ๋มลึกบริเวณแก้มส้มและแก้มตอบด้านข้าง

  • บริเวณเนินอกและหลังมือ — ปรับปรุงเนื้อผิวและเพิ่มความเต่งตึงในสัดส่วนที่บางด้วยการเจือจางยา (dilution protocol)

  • ริ้วรอยเล็กๆ บริเวณคอ — ด้วยวิธีฉีดแบบเจือจาง (dilution protocol)

อย่างไรก็ดี ยังมีบางจุดที่หมอขอแนะนำให้เลือกทำอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษค่ะ

  • จุดที่ผิวบางและบอบบางมากอย่างรอบดวงตาหรือรอบมุมปาก — ด้วยโครงสร้างของตัวยาที่แข็งแรงจึงอาจเสี่ยงต่อการเกิดตะปุ่มตะป่ำบนพื้นผิวได้ง่าย จุดเหล่านี้แนะนำเป็น skin booster ตัวอื่นดีกว่าค่ะ

  • บริเวณที่เคยมีประวัติการเกิดตุ่มไตแข็ง (nodule) มาก่อน

  • คนไข้ที่พื้นฐานผิวบางมากจริงๆ — ตัวเม็ดประคองแคลเซียมอาจจะสะท้อนแสงขึ้นมาให้เห็นจนดูไม่เรียบเนียนได้

적응 부위 — 즉각 볼륨이 필요한 곳

 

 

ความปลอดภัยในระดับมาตรฐานสากลและข้อจำกัดของตัวยา

Radiesse จะสลายตัวตามธรรมชาติเกือบทั้งหมดภายในระยะเวลาประมาณ 1 ปี และจะคงเหลือทิ้งไว้เพียงเส้นใยคอลลาเจนที่ร่างกายคุณสร้างขึ้นใหม่เท่านั้น ตัวยาผ่านการรับรองความปลอดภัยมากมายทั้ง CE ในปี 2003, FDA ในปี 2006 และ KFDA ในปี 2007 ตลอดจนมีการใช้งานมากกว่า 80 ประเทศทั่วโลก จึงมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันความปลอดภัยที่น่าเชื่อถือมากๆ ค่ะ

แต่จุดเด่นของความแข็งแรงของตัวยา ก็เป็นข้อที่ต้องพึงระวังอย่างยิ่งไปพร้อมกันค่ะ เพราะหากเกิดตุ่มไต แข็งตัวขึ้นมา Radiesse จะเป็นตัวยาที่รู้สึกสัมผัสได้ชัดเจนและมองเห็นได้ง่ายที่สุด นั่นทำให้ระดับความลึกของการฉีดเป็นกุญแจสำคัญที่สุดของหัตถการนี้ หากฉีดตื้นไปผิวจะตะปุ่มตะป่ำ แต่หากฉีดลึกเกินไปผลความยกแน่นของผิวก็จะน้อยลง ประสบการณ์ของแแพทย์ผู้ทำการรักษาจึงเป็นตัวชี้วัดความสวยงามอย่างมากค่ะ

ในเนื้อหาถัดไป เราจะพาไปทำความรู้จักเพิ่มกับ Sculptra ตัวแม่ของกระบวนการกระตุ้นคอลลาเจนที่ช่วยปลุกความอิ่มฟูและมีแรงดึงในการสร้างคอลลาเจนสูงทีเดียว ถ้าบอกว่า Radiesse เด่นเรื่องผลลัพธ์รวดเร็วทันใจละก็ Sculptra ก็คือตัวที่เมื่อเวลาผ่านไปกลับทำได้ยอดเยี่ยมในเรื่องการสร้างมิติวอลลุ่มผิวให้อิ่มเต็มยาวนานค่ะ

안전성과 한계

 

 

คำถามที่พบบ่อย

Q. ทำ Radiesse แล้วเห็นวอลลุ่มทันทีในวันแรกที่ทำเลยจริงเหรอคะ?

จริงค่ะ เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่เด่นเรื่องการทำหน้าที่พยุงผิวทันที อย่างไรก็ตาม ช่วง 1~2 สัปดาห์แรกหลังทำอาจมีอาการบวมร่วมกับเนื้อเจลของตัวนำพาก่อนที่จะดูดซึมหายไป ดังนั้นจุดที่ผลลัพธ์มีความลงตัวและเป็นธรรมชาติที่สุดจะอยู่หลังจากทำไป 1-2 สัปดาห์ค่ะ และเมื่อนับรวมระยะเวลาการสร้างคอลลาเจนจริง ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจะค่อยๆ อัดแน่นเต็มที่ในช่วง 3-6 เดือนค่ะ

Q. การใช้ตัวยาเพียวเข้มข้น กับแบบสลายดิลูทเจือจาง ต่างกันเยอะไหมคะ?

ต่างกันโดยสิ้นเชิงตามวัตถุประสงค์ค่ะ โดยแบบใช้ตัวยาเข้มข้นจะใช้เพื่อกู้คืนพื้นที่ตอบลึกให้ดูฟูมีมิติ (เช่นใต้โหนกแก้มหรือกรอบหน้า) ขณะที่แบบเจือจางจะเน้นทาสเกลเพื่อปรับปรุงคุณภาพเนื้อผิวให้ชุ่มชื้นเรียบเนียน ยืดหยุ่น แข็งแรงและกระชับจุดเล็กๆ (เช่นเนินอก, หลังมือ, คอ) ซึ่งในคนไข้คนเดียวกันสามารถดีไซน์ผสมผสานเทคนิคที่ต่างกันตามจุดได้เลย เรื่องค่าใช้จ่ายก็จะแตกต่างกันตามปริมาณและขั้นตอนโปรโตคอลค่ะ

Q. ตุ่มไตใต้ผิวหนัง (Nodule) เกิดขึ้นบ่อยแค่ไหนคะ?

ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ เป็นปกติค่ะ แต่ประเด็นคือ หากสัมผัสเจอหรือเกิดขึ้นมาแล้ว Radiesse จะเป็นตัวยาที่สังเกตเห็นและจับเจอได้ง่ายที่สุด ดังนั้นฝีมือและเทคนิคการฉีดของแพทย์ลงในระดับชั้นผิวที่ถูกต้องแม่นยำจึงสำคัญอย่างยิ่ง ควรเลือกเข้ารับบริการกับทีมคุณหมอที่มีประสบการณ์ยาวนานเพื่อความอุ่นใจ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันวงการแพทย์มีแนวทางดูแลหากเกิดตุ่มแข็งด้วยโปรโตคอลมาตรฐาน เช่น การทำทรีตเมนต์นวดเฉพาะจุด, การฉีดสเตียรอยด์เฉพาะที่ หรือการใช้เครื่องมือนวดคลื่นเสียงความถี่สูง (Focused Mechanical Vibration) ที่ช่วยดูแลฟื้นฟูได้เป็นอย่างดีค่ะ

 

บทความน่าอ่านเพิ่มเติม

Radiesse — skin booster ที่เติมวอลลุ่มได้ทันทีดีที่สุด และประวัติศาสตร์ในเกาหลี

🔗 ไปยังบทความอื่น

skin booster กระตุ้นคอลลาเจนคืออะไร?1.1 หลักการทำงานของ skin booster กระตุ้นคอลลาเจน

ไลน์อัพ 3 แบรนด์ดัง2.2 Sculptra (PLLA) · 2.3 Juvelook Volume (PDLLA+HA)

เปรียบเทียบเพื่อการตัดสินใจ3.1 เปรียบเทียบผลลัพธ์หลังทำ 1 เดือน · 1 ปี · 3.2 ไกด์ไลน์การเลือกสูตรที่เหมาะกับตัวคุณ

สรุปให้ฟังก่อนเลยก็คือ Radiesse เป็นตัวที่ ให้วอลลุ่มเห็นผลทันทีหลังทำชัดเจนที่สุด ในบรรดา skin booster กระตุ้นคอลลาเจนทั้ง 3 แบรนด์ค่ะ ด้วยอนุภาคแคลเซียมที่แข็งแรงและมีความเข้มข้นสูงซึ่งถูกฉีดเข้าไปพร้อมกับตัวนำพา (carrier) ทำให้เกิดรีวิวประเภท "เพิ่งทำเมื่อวาน วันนี้เห็นความเปลี่ยนแปลงทันทีเลย" บ่อยที่สุด ในเกาหลีเคยเรียกชื่อสับสนระหว่าง "แรเดียส" กับ "เรเดียส" แต่ปัจจุบันหันมาสะกดตรงกันว่า "เรเดียส (Radiesse)" และเทคนิคการรักษาตอนนี้ก็ได้พัฒนาจากการใช้ตัวยาเพียวเข้มข้น (원액/undiluted) ขยายมาเป็นเทคนิคการเจือจาง (dilution protocol) ที่หลากหลายขึ้นค่ะ

สรุปให้ฟังก่อนเลยก็คือ Radiesse เป็นตัวที่ ให้วอลลุ่มเห็นผลทันทีหลังทำชัดเจนที่สุด ในบรรดา skin booster กระตุ้นคอลลาเจนทั้ง 3 แบรนด์ค่ะ ด้วยอนุภาคแคลเซียมที่แข็งแรงและมีความเข้มข้นสูงซึ่งถูกฉีดเข้าไปพร้อมกับตัวนำพา (carrier) ทำให้เกิดรีวิวประเภท "เพิ่งทำเมื่อวาน วันนี้เห็นความเปลี่ยนแปลงทันทีเลย" บ่อยที่สุด ในเกาหลีเคยเรียกชื่อสับสนระหว่าง "แรเดียส" กับ "เรเดียส" แต่ปัจจุบันหันมาสะกดตรงกันว่า "เรเดียส (Radiesse)" และเทคนิคการรักษาตอนนี้ก็ได้พัฒนาจากการใช้ตัวยาเพียวเข้มข้น (원액/undiluted) ขยายมาเป็นเทคนิคการเจือจาง (dilution protocol) ที่หลากหลายขึ้นค่ะ

 

CaHA เติมวอลลุ่มได้ทันทีด้วยพลังจากแคลเซียม

ส่วนประกอบหลักของ Radiesse คือ CaHA (Calcium Hydroxylapatite)* ซึ่งเป็นอนุภาคทรงกลมขนาดเล็กจิ๋วค่ะ โครงสร้างนี้เหมือนกับแร่ธาตุหลักที่เป็นส่วนประกอบของกระดูกมนุษย์เรา จึงเข้ากันได้ดีกับร่างกายและแทบไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้าน โดยอนุภาคทรงกลมจิ๋วนี้จะลอยตัวอยู่ในเนื้อเจลนุ่มๆ ที่ทำหน้าที่พาตัวยาเข้าไป (gel carrier)*

CaHA*(Calcium Hydroxylapatite): เป็นสารประกอบแคลเซียมที่มีสูตรทางเคมีเหมือนกับแร่ธาตุในกระดูกของเรา เมื่อผลิตมาในรูปของอนุภาคจิ๋วทรงกลม (ขนาดเฉลี่ย 25~45μm) แล้วฉีดเข้าไปพร้อมกับ carrier ตัวยาจะเข้าไปเติมเต็มในชั้นไขมันใต้ผิวหนังทันทีเพื่อสร้างวอลลุ่ม พร้อมทั้งไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนไปในตัว เมื่อเวลาผ่านไปก็จะค่อยๆ สลายตัวกลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำค่ะ

gel carrier*: ตัวกลางพยุงอนุภาคของ skin booster กระตุ้นคอลลาเจน (เช่น CaHA, PLLA, PDLLA) ให้มาอยู่ในสถานะของเหลวเพื่อให้สามารถฉีดผ่านหลอดเข็มได้ โดย carrier ของ Radiesse ทำจากเนื้อเจลเซลลูโลสที่มีความคงตัวสูง ช่วยสร้างผลลัพธ์มิติผิวแน่นทันที และจะถูกดูดซึมหายไปภายในเวลาประมาณ 4 สัปดาห์ เหลือทิ้งไว้เพียงตัวอนุภาคแคลเซียมกระตุ้นคอลลาเจนค่ะ

กลไกการทำหน้าที่ของเขาแบ่งออกเป็น 2 สเต็ปค่ะ สเต็ปแรก ดีไซน์ในทันทีหลังทำด้วยอนุภาคไมโครสเฟียร์พยุงวอลลุ่มร่วมกับ gel carrier ต่างจาก skin booster แบรนด์อื่นอย่าง PLLA หรือ PDLLA ตรงที่ตัว carrier ของ Radiesse ค่อนข้างคงรูป จึงช่วยพยุงวอลลุ่มให้เนียนเฟิร์มขึ้นมาได้ไวมาก สเต็ปที่สอง เมื่อผ่านไปประมาณ 4 สัปดาห์ เจลนำพาจะสลายตัวและคงเหลือตัวยาอนุภาคแคลเซียมไว้ และช่วงนี้เองที่กระบวนการสังเคราะห์คอลลาเจนจริงจะเริ่มทำงานอย่างเต็มขั้น จากการเก็บ รีวิวสรุปประสบการณ์ทางคลินิกกว่า 10 ปี ของ CaHA ยืนยันว่ามีการสะสมของคอลลาเจนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลา 9~12 เดือนหลังการรักษาค่ะ

หมอวี ยองจิน และทีมแพทย์ Beautystone มักจะแนะนำ Radiesse บ่อยที่สุดให้กับคนไข้ที่มาด้วยปัญหาเร่งด่วน เช่น "คุณหมอคะ อาทิตย์หน้าหนูต้องเข้างานแต่งงานแล้ว แต่ช่วงใต้โหนกแก้มดูตอบและยวบลงไปมาก อยากเติมให้ดูเต็มแบบเร่งด่วนที่สุดค่ะ" คือถ้าเป็น skin booster ตัวอื่นอาจจะต้องรอผลลัพธ์ 1~3 เดือน แต่ถ้าเลือก Radiesse จะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นทันทีหลังทำเลยค่ะ

CaHA, 칼슘 성분으로 만드는 즉각 볼륨

 

 

การเปลี่ยนผ่านของการเรียกชื่อและวิธีการรักษาในเกาหลี — จาก "แรเดียส" สู่ "เรเดียส"

ในช่วงแรกๆ ที่ตัวยาเข้ามาแพร่หลายในคลินิกความงามเกาหลี คนมักจะออกเสียงทับศัพท์เป็น "แรเดียส" เนื่องจากความแตกต่างในการถอดเสียงภาษาอังกฤษของคำว่า Radiesse แต่ทว่าในปัจจุบันทั้งเอกสารทางการแพทย์ คลินิก และเอกสารการจดทะเบียนอย่างเป็นทางการ ได้ข้อสรุปเปลี่ยนมาใช้คำว่า "เรเดียส (Radiesse)" เหมือนกันทั้หมดแล้วค่ะ ดังนั้น เวลาหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตหรือปรึกษาคุณหมอ ให้เข้าใจตรงกันว่าเป็นผลิตภัณฑ์เดียวกันนะคะ

นอกจากนี้ วิธีการรักษาก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกันค่ะ ในยุคแรกมักจะฉีดแบบ ตัวยาเพียวเข้มข้น (stock concentration) เข้าไปในชั้นลึกเพื่อแก้ไขปัญหาแก้มตอบหรือปรับรูปหน้าเป็นหลัก แต่เทรนด์ในปัจจุบันแพทย์มักจะนิยมใช้ เทคนิคการเจือจาง (dilution protocol) ควบคู่ไปด้วย โดยจะผสมน้ำเกลือหรือยาชาลี่โดเคนในอัตราส่วน 1:1 หรือ 1:2 การเจือจางจะช่วยลดความหนาแน่นของตัวยาลง ทำให้สามารถกระจายตัวยาในชั้นผิวที่ตื้นขึ้นได้ ส่งผลให้สามารถนำมาใช้เป็น booster ปรับปรุงเนื้อผิวและความยืดหยุ่นได้กว้างขวางมากขึ้น โดย คู่มือการใช้งาน CaHA แบบเจือจาง (Hyperdiluted Radiesse) ก็ได้ระบุไว้ชัดเจนว่ามีการขยายขอบเขตการรักษาย้ายไปยังบริเวณใบหน้า, ลำคอ, บริเวณเนินอก (décolleté) ไปจนถึงหลังมือเลยทีเดียวค่ะ

การจะเลือกฉีดแบบตัวยาสดเพียวเข้มข้นหรือแบบเจือจางนั้นจะขึ้นอยู่กับบริเวณผิวที่มีปัญหาและผลลัพธ์ที่คุณต้องการค่ะ หากต้องการแก้ปัญหาวอลลุ่มยุบตัวลึกต้องเลือกแบบยาเพียว แต่ถ้าเน้นแก้เรื่องเนื้อผิว ความหย่อนคล้อยและความแน่นกระชับระดับปานกลางก็เลือกแบบเจือจาง บางทีในคนไข้คนเดียวกันแต่ต่างตำแหน่งการฉีด คุณหมอก็อาจเลือกใช้ผสมผสานกันได้ตามมาตรฐานการรักษาค่ะ

한국 표기와 사용 방식의 변화 — 래디어스에서 레디어스로

 

 

บริเวณที่เหมาะสม — จุดที่ต้องการวอลลุ่มพยุงผิวในทันที

จุดเด่นที่ทำแล้วเข้ากับจุดเด่นของ Radiesse ที่สุดคือบริเวณเหล่านี้ค่ะ

  • แก้มตอบใต้บริเวณโหนกแก้ม (mid-cheek hollow) — ให้ทิศทางและจังหวะยกกระชับดีมาก สังเกตเห็นจุดต่างตั้งแต่วันแรกที่ทำ

  • กรอบหน้า (jawline) — ตัวยาอนุภาคที่คงรูปได้ดีจะช่วยจัดแนวกรามห้ดูคมและชัดเจนขึ้น

  • รอยบุ๋มลึกบริเวณแก้มส้มและแก้มตอบด้านข้าง

  • บริเวณเนินอกและหลังมือ — ปรับปรุงเนื้อผิวและเพิ่มความเต่งตึงในสัดส่วนที่บางด้วยการเจือจางยา (dilution protocol)

  • ริ้วรอยเล็กๆ บริเวณคอ — ด้วยวิธีฉีดแบบเจือจาง (dilution protocol)

อย่างไรก็ดี ยังมีบางจุดที่หมอขอแนะนำให้เลือกทำอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษค่ะ

  • จุดที่ผิวบางและบอบบางมากอย่างรอบดวงตาหรือรอบมุมปาก — ด้วยโครงสร้างของตัวยาที่แข็งแรงจึงอาจเสี่ยงต่อการเกิดตะปุ่มตะป่ำบนพื้นผิวได้ง่าย จุดเหล่านี้แนะนำเป็น skin booster ตัวอื่นดีกว่าค่ะ

  • บริเวณที่เคยมีประวัติการเกิดตุ่มไตแข็ง (nodule) มาก่อน

  • คนไข้ที่พื้นฐานผิวบางมากจริงๆ — ตัวเม็ดประคองแคลเซียมอาจจะสะท้อนแสงขึ้นมาให้เห็นจนดูไม่เรียบเนียนได้

적응 부위 — 즉각 볼륨이 필요한 곳

 

 

ความปลอดภัยในระดับมาตรฐานสากลและข้อจำกัดของตัวยา

Radiesse จะสลายตัวตามธรรมชาติเกือบทั้งหมดภายในระยะเวลาประมาณ 1 ปี และจะคงเหลือทิ้งไว้เพียงเส้นใยคอลลาเจนที่ร่างกายคุณสร้างขึ้นใหม่เท่านั้น ตัวยาผ่านการรับรองความปลอดภัยมากมายทั้ง CE ในปี 2003, FDA ในปี 2006 และ KFDA ในปี 2007 ตลอดจนมีการใช้งานมากกว่า 80 ประเทศทั่วโลก จึงมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันความปลอดภัยที่น่าเชื่อถือมากๆ ค่ะ

แต่จุดเด่นของความแข็งแรงของตัวยา ก็เป็นข้อที่ต้องพึงระวังอย่างยิ่งไปพร้อมกันค่ะ เพราะหากเกิดตุ่มไต แข็งตัวขึ้นมา Radiesse จะเป็นตัวยาที่รู้สึกสัมผัสได้ชัดเจนและมองเห็นได้ง่ายที่สุด นั่นทำให้ระดับความลึกของการฉีดเป็นกุญแจสำคัญที่สุดของหัตถการนี้ หากฉีดตื้นไปผิวจะตะปุ่มตะป่ำ แต่หากฉีดลึกเกินไปผลความยกแน่นของผิวก็จะน้อยลง ประสบการณ์ของแแพทย์ผู้ทำการรักษาจึงเป็นตัวชี้วัดความสวยงามอย่างมากค่ะ

ในเนื้อหาถัดไป เราจะพาไปทำความรู้จักเพิ่มกับ Sculptra ตัวแม่ของกระบวนการกระตุ้นคอลลาเจนที่ช่วยปลุกความอิ่มฟูและมีแรงดึงในการสร้างคอลลาเจนสูงทีเดียว ถ้าบอกว่า Radiesse เด่นเรื่องผลลัพธ์รวดเร็วทันใจละก็ Sculptra ก็คือตัวที่เมื่อเวลาผ่านไปกลับทำได้ยอดเยี่ยมในเรื่องการสร้างมิติวอลลุ่มผิวให้อิ่มเต็มยาวนานค่ะ

안전성과 한계

 

 

คำถามที่พบบ่อย

Q. ทำ Radiesse แล้วเห็นวอลลุ่มทันทีในวันแรกที่ทำเลยจริงเหรอคะ?

จริงค่ะ เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่เด่นเรื่องการทำหน้าที่พยุงผิวทันที อย่างไรก็ตาม ช่วง 1~2 สัปดาห์แรกหลังทำอาจมีอาการบวมร่วมกับเนื้อเจลของตัวนำพาก่อนที่จะดูดซึมหายไป ดังนั้นจุดที่ผลลัพธ์มีความลงตัวและเป็นธรรมชาติที่สุดจะอยู่หลังจากทำไป 1-2 สัปดาห์ค่ะ และเมื่อนับรวมระยะเวลาการสร้างคอลลาเจนจริง ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจะค่อยๆ อัดแน่นเต็มที่ในช่วง 3-6 เดือนค่ะ

Q. การใช้ตัวยาเพียวเข้มข้น กับแบบสลายดิลูทเจือจาง ต่างกันเยอะไหมคะ?

ต่างกันโดยสิ้นเชิงตามวัตถุประสงค์ค่ะ โดยแบบใช้ตัวยาเข้มข้นจะใช้เพื่อกู้คืนพื้นที่ตอบลึกให้ดูฟูมีมิติ (เช่นใต้โหนกแก้มหรือกรอบหน้า) ขณะที่แบบเจือจางจะเน้นทาสเกลเพื่อปรับปรุงคุณภาพเนื้อผิวให้ชุ่มชื้นเรียบเนียน ยืดหยุ่น แข็งแรงและกระชับจุดเล็กๆ (เช่นเนินอก, หลังมือ, คอ) ซึ่งในคนไข้คนเดียวกันสามารถดีไซน์ผสมผสานเทคนิคที่ต่างกันตามจุดได้เลย เรื่องค่าใช้จ่ายก็จะแตกต่างกันตามปริมาณและขั้นตอนโปรโตคอลค่ะ

Q. ตุ่มไตใต้ผิวหนัง (Nodule) เกิดขึ้นบ่อยแค่ไหนคะ?

ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ เป็นปกติค่ะ แต่ประเด็นคือ หากสัมผัสเจอหรือเกิดขึ้นมาแล้ว Radiesse จะเป็นตัวยาที่สังเกตเห็นและจับเจอได้ง่ายที่สุด ดังนั้นฝีมือและเทคนิคการฉีดของแพทย์ลงในระดับชั้นผิวที่ถูกต้องแม่นยำจึงสำคัญอย่างยิ่ง ควรเลือกเข้ารับบริการกับทีมคุณหมอที่มีประสบการณ์ยาวนานเพื่อความอุ่นใจ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันวงการแพทย์มีแนวทางดูแลหากเกิดตุ่มแข็งด้วยโปรโตคอลมาตรฐาน เช่น การทำทรีตเมนต์นวดเฉพาะจุด, การฉีดสเตียรอยด์เฉพาะที่ หรือการใช้เครื่องมือนวดคลื่นเสียงความถี่สูง (Focused Mechanical Vibration) ที่ช่วยดูแลฟื้นฟูได้เป็นอย่างดีค่ะ

 

บทความน่าอ่านเพิ่มเติม

บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก
บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก

บทความแนะนำ

บทความแนะนำ

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

กล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) ไม่ได้เค่ทำให้เกิดริ้วรอยเท่านั้นนะคะ แต่ยังช่วยพยุงเปิดตาขึ้นด้วยค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

กล้ามเนื้อหน้าผากไม่ได้แค่ทำให้เกิดริ้วรอยเท่านั้นนะคะ — แต่ยังช่วยพยุงลืมตาขึ้นด้วยค่ะ

ทำไมการฉีดในปริมาณเท่ากันและตำแหน่งเดียวกันกลับให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันในแต่ละคน? วันนี้เรามาสรุปสั้นๆ เกี่ยวกับ 2 บทบาทหน้าที่ของกล้ามเนื้อหน้าผาก ทั้งการ ‘สร้างรอยย่น + ช่วยพยุงลืมตา’ รวมถึงความสัมพันธ์ของมันกับกล้ามเนื้อมัดอื่นๆ กันค่ะ

ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาตี่ลง ไม่ใช่เพราะโรคกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (안검하수) นะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาดูเล็กลง ไม่ใช่เพราะอาการหนังตาตก (ptosis) เสมอไปนะคะ

อาการ 'ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาดูหนักๆ' เกิดจากอะไร? เจาะลึกกลไกเมื่อกล้ามเนื้อหน้าผากที่เคยช่วยประคองหายไป และทำไมผลลัพธ์ของแต่ละคนถึงต่างกันตามระดับความจำเป็นในการใช้กล้ามเนื้อส่วนนี้

ก่อนฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ลองแตะหน้าผากแล้วลืมตาขึ้นดูก่อนนะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ก่อนฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ลองใช้นิ้วจับหน้าผากแล้วลืมตาขึ้นดูนะคะ

วิธีฉีดโบหน้าผากให้ได้ผลดีที่สุด ไม่ใช่การ 'ต้องลองฉีดดูก่อนถึงจะรู้' ค่ะ เราได้สรุปแนวทางมาตรฐานทางการแพทย์ในการประเมินรูปแบบการใช้กล้ามเนื้อด้วยการตรวจเช็กตัวเองง่ายๆ ใน 30 วินาที เพื่อช่วยในการปรับปริมาณยา ตำแหน่งที่ฉีด และระยะเวลาเว้นช่วงการฉีดให้เหมาะสมที่สุด

Dysport เห็นผลเร็วกว่าโบท็อกซ์ทั่วไป แต่ทำไมคนที่มีปัญหาดื้อยาถึงต้องระวังเป็นพิเศษ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

Dysport เห็นผลเร็วกว่า Botox แต่ทำไมกลุ่มที่ดื้อโบง่ายถึงต้องใช้รักษาอย่างระมัดระวัง

แม้จะเป็น Botulinum Toxin Type A เหมือนกัน แต่ความแตกต่างของรัศมีการกระจายตัวสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ในการรักษาได้เลยนะคะ มาดูเกณฑ์การเลือก Botox vs Dysport ตามระดับการพึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) กันค่ะ

skin botox ไม่ใช่โบท็อกซ์หน้าผากเวอร์ชันที่เบากว่านะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

Skin botox ไม่ใช่โบท็อกซ์หน้าผากเวอร์ชันเบาๆ นะคะ

สำหรับคนที่ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากไม่ได้ ก็ยังสามารถทำ skin booster หรือโบท็อกซ์ลิฟติ้ง (Skin Botox) ได้อย่างสบายใจค่ะ ด้วยหลักการทำงานที่ใช้โบทูลินัม ท็อกซิน ตัวเดียวกัน แต่เป็นการกระจายตัวยาปริมาณเล็กน้อยลงในชั้นผิวแท้ (Dermis) เพื่อช่วยกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน ลดรอยแดง และปรับ skin texture ให้ผิวเรียบเนียนยิ่งขึ้น

โครงหน้า&วอลลุ่ม

โบท็อกซ์เหมือนกัน แต่ทำไมฉีดที่หน้าผากกับกรามถึงใช้เทคนิคต่างกันคะ?

สรุปสั้นๆ สไตล์เพื่อนสาวมาให้แล้วค่ะ! ว่าทำไมราคา โบท็อกซ์ (Botox) แต่ละบริเวณถึงไม่เท่ากัน พร้อมแชร์ปริมาณยูนิต (Units) ที่เหมาะสมของแต่ละจุด และช่วงเวลาที่เริ่มเห็นผลลัพธ์มาฝากกันค่ะ

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1