ผู้อำนวยการ วี ยองจิน คิม กาอึล แห่งคลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก

Sculptra — คอลลาเจน บูสเตอร์ ที่ช่วยให้ใบหน้าดูอิ่มฟูและมีวอลลุ่มมากที่สุด กับประวัติความเป็นมาที่มีจุดเริ่มต้นเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยเอชไอวี (HIV)

Sculptra — คอลลาเจน บูสเตอร์ ที่ช่วยให้ใบหน้าดูอิ่มฟูและมีวอลลุ่มมากที่สุด กับประวัติความเป็นมาที่มีจุดเริ่มต้นเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยเอชไอวี (HIV)

Sculptra — คอลลาเจน บูสเตอร์ ที่ช่วยให้ใบหน้าดูอิ่มฟูและมีวอลลุ่มมากที่สุด กับประวัติความเป็นมาที่มีจุดเริ่มต้นเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยเอชไอวี (HIV)

Sculptra ซึ่งมีอนุภาค PLLA ที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนอย่างต่อเนื่องยาวนาน 18-24 เดือน แม้ว่าผลลัพธ์ในช่วงแรกอาจจะยังไม่เห็นชัดเจนทันที แต่หลังจากผ่านไป 6 เดือน ถึง 2 ปี คุณจะสังเกตเห็นได้เลยว่าผิวหน้าดูมีวอลลุ่มและอิ่มฟูที่สุด

Sculptra (스컬트라) — คอลลาเจน บูสเตอร์ ที่ช่วยเพิ่มวอลลุ่มได้มากที่สุด พร้อมเปิดประวัติศาสตร์จุดเริ่มต้นในผู้ป่วย HIV

🔗 ไปยังบทความอื่น

คอลลาเจน บูสเตอร์ (Collagen Booster) คืออะไร?1.1 หลักการทำงานของ คอลลาเจน บูสเตอร์

ไลน์อัพ 3 แบรนด์ยอดนิยม2.1 Radiesse (CaHA) · 2.3 Juvelook Volume (PDLLA+HA)

เปรียบเทียบและการเลือกใช้3.1 เปรียบเทียบผลลัพธ์หลังทำ 1 เดือน / 1 ปี · 3.2 ไกด์ไลน์การเลือกสูตรที่เหมาะกับคุณ

ขอเริ่มจากสรุปสั้นๆ เลยนะคะ Sculptra เป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม คอลลาเจน บูสเตอร์ ทั้ง 3 แบรนด์ที่ สามารถสร้างวอลลุ่มให้ใบหน้าได้มากที่สุดในระยะยาว ค่ะ แม้ว่าผลลัพธ์หลังทำทันทีอาจจะยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ร่างกายจะยิ่งสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติขึ้นมาสะสมได้มากที่สุดค่ะ เรื่องน่ารู้ก็คือ ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ครั้งแรกของ Sculptra ไม่ใช่เพื่อความงามนะคะ แต่เริ่มแรกถูกนำมาใช้เพื่อ รักษาภาวะแก้มตอบหรือไขมันฝ่อตัวที่ใบหน้าในผู้ป่วย HIV ค่ะ ซึ่งในงานสัมมนา Sculptra Symposium ที่ฉันได้เข้าร่วมกับคุณหมอคิม กาอึล ประวัติศาสตร์ (history) เรื่องนี้ก็มักถูกนำมาพูดถึงบ่อยๆ ค่ะ

ขอเริ่มจากสรุปสั้นๆ เลยนะคะ Sculptra เป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม คอลลาเจน บูสเตอร์ ทั้ง 3 แบรนด์ที่ สามารถสร้างวอลลุ่มให้ใบหน้าได้มากที่สุดในระยะยาว ค่ะ แม้ว่าผลลัพธ์หลังทำทันทีอาจจะยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ร่างกายจะยิ่งสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติขึ้นมาสะสมได้มากที่สุดค่ะ เรื่องน่ารู้ก็คือ ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ครั้งแรกของ Sculptra ไม่ใช่เพื่อความงามนะคะ แต่เริ่มแรกถูกนำมาใช้เพื่อ รักษาภาวะแก้มตอบหรือไขมันฝ่อตัวที่ใบหน้าในผู้ป่วย HIV ค่ะ ซึ่งในงานสัมมนา Sculptra Symposium ที่ฉันได้เข้าร่วมกับคุณหมอคิม กาอึล ประวัติศาสตร์ (history) เรื่องนี้ก็มักถูกนำมาพูดถึงบ่อยๆ ค่ะ

 

PLLA ส่วนผสมที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ทรงพลังที่สุด

ส่วนประกอบหลักของ Sculptra คืออนุภาค PLLA (Poly-L-Lactic Acid)* ค่ะ ซึ่งเป็นโพลีเมอร์ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (biodegradable polymer) ที่มีความปลอดภัยสูง และถูกนำมาใช้ในไหมละลายสำหรับเย็บแผลมานานหลายทศวรรษแล้ว โดยในระหว่างที่อนุภาคค่อยๆ ย่อยสลายไป มันจะส่งสัญญาณกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่อย่างทรงพลังที่สุดค่ะ

PLLA*(Poly-L-Lactic Acid): เป็นโพลีเมอร์สังเคราะห์ในกลุ่ม Alpha-Hydroxy Acid ค่ะ เป็นส่วนผสมที่ผ่านการพิสูจน์ความปลอดภัยมาอย่างยาวนาน โดยใช้ในไหมละลาย, สกรูยึดกระดูก และวัสดุฝังใต้ผิวหนังสำหรับใบหน้า เมื่อเข้าสู่ผิวจะค่อยๆ ย่อยสลายไปในเวลา 18-24 เดือนขึ้นไป พร้อมทั้งคอยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนอย่างต่อเนื่อง สาเหตุที่ Sculptra สามารถสร้างวอลลุ่มได้มากที่สุดในบรรดา คอลลาเจน บูสเตอร์ ก็เพราะความเร็วในการย่อยสลายและขนาดของอนุภาคที่แตกต่างนี่เองค่ะ

ข้อแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่าง Sculptra กับ Radiesse (CaHA) คือ ผลลัพธ์เรื่องวอลลุ่มหลังทำทันทีจะยังไม่ชัดเจนมากนัก เนื่องจากตัวอนุภาค PLLA เองมีขนาดเล็ก และตัวทำละลาย (carrier) จะถูกดูดซึมหายไป ทำให้หลังทำทันทีอาจจะยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ จนคุณรู้สึกว่า "ทำไมส่องกระจกแล้วยงเหมือนเดิมอยู่นะ?" แต่หลังจากผ่านไป 1-3 เดือน คอลลาเจนจะเริ่มสร้างตัวขึ้นมาอย่างจริงจัง ส่งผลให้ได้ วอลลุ่มที่เต็มอิ่มมากกว่า Radiesse ค่ะ

จากข้อมูลใน รีวิวภาพรวมการทำหัตถการความงามด้วย PDLLA มีรายงานว่าระดับการกระตุ้นคอลลาเจนของ PLLA และ PDLLA นั้นสูงกว่า CaHA ค่ะ อย่างไรก็ตาม PLLA จะย่อยสลายได้ช้ากว่าและมีขนาดอนุภาคที่ใหญ่กว่า PDLLA แม้จะกระตุ้นคอลลาเจนได้แรงที่สุด แต่ก็มีความเสี่ยงในการเกิดตุ่มนูนหรือปุ่มปม (nodule) ใต้ผิวได้มากกว่าเช่นกันค่ะ

PLLA, 가장 강한 콜라겐 자극 성분

 

 

ประวัติศาสตร์อันน่าทึ่งที่มีจุดเริ่มต้นจากผู้ป่วย HIV

การใช้งานทางคลินิกครั้งแรกของ Sculptra ไม่ใช่เพื่อความงามค่ะ โดย เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ค.ศ. 2004 องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (US FDA) ได้อนุมัติเป็นครั้งแรก เพื่อใช้ในการรักษาภาวะไขมันฝ่อตัวบริเวณใบหน้า (facial lipoatrophy) ในผู้ป่วย HIV

เบื้องหลังคือ ยาต้านไวรัส HIVGroup ยา HAART (Highly Active Antiretroviral Therapy)* ที่เริ่มใช้ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ช่วยยืดอายุขัยของผู้ป่วย HIV ได้อย่างมาก แต่ผลข้างเคียงจากยาทำให้เกิดภาวะ lipodystrophy หรือการฝ่อตัวของไขมันบนใบหน้า โดยเฉพาะใต้โหนกแก้มและขมับ ความเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลต่อรูปลักษณ์ภายนอก และทำให้ผู้ป่วยต้องเผชิญกับอคติทางสังคม (social stigma) ซึ่งลดทอนคุณภาพชีวิตลงอย่างมาก

HAART*(Highly Active Antiretroviral Therapy): เป็นวิธีการรักษามาตรฐานที่ผสมผสานยาต้านไวรัส HIV หลายชนิดเข้าด้วยกัน แม้จะช่วยยืดอายุขัยของผู้ป่วยได้ใกล้เคียงคนปกติ แต่ก็มีรายงานผลข้างเคียงเรื่องภาวะ lipodystrophy ที่ไขมันบริเวณใบหน้าและแขนขาฝ่อตัวลงค่ะ

Sculptra เป็นวิธีการรักษาแรกที่ได้รับอนุมัติจาก FDA ในการฟื้นฟูภาวะไขมันฝ่อตัวบนใบหน้านี้ โดยมีรายงานผลการทดสอบทางคลินิกว่า เมื่อแก้มตอบและขมับที่ตอบได้รับการเติมเต็มขึ้น คะแนนความซึมเศร้าและความวิตกกังวลของผู้ป่วยก็ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งประสิทธิภาพนี้ได้รับการยืนยันในงานวิจัยหลายฉบับ เช่น การศึกษาทางคลินิกเกี่ยวกับการฉีด PLLA เข้าชั้นใต้ผิวหนังระดับลึกในผู้ป่วย HIV

ต่อมาในปี 2009 ข้อบ่งชี้เดียวกันนี้ได้ถูกขยายมาใช้เพื่อความงามทั่วไป (การแก้ไขริ้วรอยและภาวะไขมันฝ่อตัวเพื่อความงาม) และในปัจจุบันก็กลายเป็นหนึ่งใน คอลลาเจน บูสเตอร์ มาตรฐานระดับโลก รวมทั้งในเกาหลีและไทยด้วยค่ะ เรียกได้ว่า Sculptra มี ประวัติศาสตร์ที่น่าทึ่งซึ่งเริ่มต้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ ก่อนจะแพร่หลายมาสู่วงการความงาม ค่ะ

HIV 환자에서 시작된 의외의 history

 

 

บริเวณที่เหมาะกับการทำ — จุดที่ต้องการฟื้นฟูวอลลุ่มขนาดใหญ่

บริเวณที่เหมาะกับการทำ Sculptra มากที่สุด มีดังนี้ค่ะ

บริเวณ

คำแนะนำ

แก้มตอบใต้โหนกแก้ม / ขมับตอบมากๆ

เป็นบริเวณที่ฟื้นฟูได้ดีที่สุด ตรงตามข้อบ่งชี้ที่ได้รับอนุมัติจาก FDA

ใบหน้าตอบและสูญเสียวอลลุ่มจากความร่วงโรยตามวัย

เหมาะสำหรับวัย 50+ ที่หน้าเริ่มตอบทั่วใบหน้า

รอยยุบตัวลึกบริเวณแก้มส้ม / ข้างแก้ม

ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนตามธรรมชาติ ให้ผลลัพธ์แลดูเป็นธรรมชาติ

ปรับปรุงบริเวณกรอบหน้า / แนวกระดูกขากรรไกร

ขนาดของอนุภาคช่วยให้ออกฤทธิ์ในผิวชั้นลึกได้ดี

ในทางกลับกัน บริเวณที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ:

  • บริเวณผิวบางรอบดวงตาและรอบริมฝีปาก — เนื่องจากอนุภาคมีขนาดใหญ่ อาจเสี่ยงต่อการเกิดปุ่มปม แนะนำให้ใช้กลุ่ม PDLLA เช่น Juvelook จะดีกว่าค่ะ

  • คนไข้ที่ไม่ต้องการให้หน้าดูมีวอลลุ่มหนาขึ้น — เนื่องจากเป็นตัวที่สร้างวอลลุ่มได้มากที่สุด หากต้องการความเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป อาจพิจารณาตัวเลือกอื่นค่ะ

  • คนไข้ที่กังวลเรื่องการเกิดปุ่มปมใต้ผิว (nodule) มากที่สุด — ความที่อนุภาคใหญ่ หากเกิดปุ่มปมขึ้นมาจะสัมผัสได้ ประสบการณ์ของแพทย์ผู้ทำและระดับความลึกในการฉีดจึงเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ

적응 부위 — 큰 볼륨 회복이 필요한 곳

 

 

ขั้นตอนการทำ (Protocol) — แนะนำทำ 3 ครั้ง ห่างกันทุก 4 สัปดาห์

Sculptra ไม่ใช่หัตถการที่ทำครั้งเดียวแล้วจบนะคะ แต่มาตรฐานการรักษาคือ เน้นทำเป็นคอร์ส 3 ครั้ง ห่างกันทุก 4 สัปดาห์ ค่ะ การได้รับการกระตุ้นซ้ำๆ ทั้ง 3 ครั้งจะช่วยให้การสร้างคอลลาเจนเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์และมีความคงตัวสูงค่ะ

หลังทำทันที ผิวจะดูเต็มขึ้นเล็กน้อยจากตัวทำละลาย (carrier) จากนั้นจะค่อยๆ ยุบลง หลังจากผ่านไป 1 เดือนจะเริ่มรู้สึกเหมือนยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ในเดือนที่ 2-3 วอลลุ่มจะเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างจริงจัง และจะเห็นผลลัพธ์เต็มที่ในเดือนที่ 6 ค่ะ ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นานถึง 24 เดือนขึ้นไป ซึ่งนานที่สุดในกลุ่ม คอลลาเจน บูสเตอร์ เลยทีเดียว

จากเคสที่คุณหมอวี ยองจิน และคุณหมอคิม กาอึล ได้ศึกษาพิจร่วมกันในงานสัมมนา คนไข้ที่ทำครบ 3 ครั้งจะพึงพอใจกับผลลัพธ์ในเดือนที่ 6 และ 12 มากที่สุดค่ะ บางคนทำไปแค่ครั้งเดียวแล้วหยุดเพราะรู้สึกว่า "ทำไมยังไม่ค่อยเห็นผลเลย" ซึ่งความจริงแล้วจุดสำคัญของ Sculptra คือการทำสะสมให้ครบตามรอบรักษาค่ะ

ในบทความถัดไป เราจะมาพูดถึง Juvelook Volume คอลลาเจน บูสเตอร์ สัญชาติเกาหลี (PDLLA + HA) ที่โดดเด่นเรื่องความเรียบเนียนเป็นสรรมชาติกันนะคะ

시술 protocol — 4주 간격 3회 한 사이클

 

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

Q. หลังทำไป 1 เดือนแล้วยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงเลย แบบนี้แปลว่าไม่ได้ผลหรือเปล่าคะ?

เป็นปฏิกิริยาปกติของ Sculptra ค่ะ เพราะตัวนี้เห็นผลลัพธ์หลังทำทันทีน้อยที่สุด และจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนในเดือนที่ 2-3 ค่ะ แนะนำให้ทำสะสมต่อเนื่องให้ครบ 3 ครั้ง ทุกๆ 4 สัปดาห์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์สูงสุด โดยสามารถประเมินผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดได้ในเดือนที่ 6 ค่ะ

Q. เริ่มแรกผลิตมาเพื่อผู้ป่วย HIV คนทั่วไปทำแล้วจะปลอดภัยไหมคะ?

ปลอดภัยแน่นอนค่ะ ตัวยาผ่านการขยายข้อบ่งชี้มาใช้เพื่อความงามทั่วไป โดยมีส่วนประกอบและวิธีการฉีดที่เหมือนกันทุกประการ นอกจากนี้ การที่ผ่านการพิสูจน์ประสิทธิภาพและปลอดภัยในสภาวะที่ละเอียดอ่อนของผู้ป่วย HIV มาก่อน ยิ่งทำให้มีข้อมูลความปลอดภัย (safety data) รองรับอย่างล้นหลามค่ะ ทั้งนี้ ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับเทคนิค ความลึก และการดีไซน์ปริมาณยาของแพทย์ผู้ทำเป็นสำคัญค่ะ

Q. ระหว่าง Radiesse กับ Sculptra แบบไหนดีกว่ากันคะ?

ไม่ได้มีตัวไหนดีกว่ากันอย่างสมบูรณ์ค่ะ เพราะตอบโจทย์เรื่องเวลาที่ต่างกัน หากต้องการ ผลลัพธ์ทันที แนะนำ Radiesse แต่หากต้องการ วอลลุ่มสูงสุดในระยะเวลา 6 เดือนถึง 2 ปี แนะนำ Sculptra ค่ะ แพทย์มักจะเลือกใช้ผสมผสานกันในแต่ละจุดของใบหน้าคนไข้ เช่น บริเวณข้างแก้มตอบใช้ Sculptra (เพื่อวอลลุ่ม) ส่วนแนวกรามใช้ Radiesse (เพื่อกรอบหน้าที่ชัดเจนทันที) ซึ่งเรามีรายละเอียดเพิ่มเติมในบทเปรียบเทียบช่วงท้ายซีรีส์ค่ะ

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

Sculptra (스컬트라) — คอลลาเจน บูสเตอร์ ที่ช่วยเพิ่มวอลลุ่มได้มากที่สุด พร้อมเปิดประวัติศาสตร์จุดเริ่มต้นในผู้ป่วย HIV

🔗 ไปยังบทความอื่น

คอลลาเจน บูสเตอร์ (Collagen Booster) คืออะไร?1.1 หลักการทำงานของ คอลลาเจน บูสเตอร์

ไลน์อัพ 3 แบรนด์ยอดนิยม2.1 Radiesse (CaHA) · 2.3 Juvelook Volume (PDLLA+HA)

เปรียบเทียบและการเลือกใช้3.1 เปรียบเทียบผลลัพธ์หลังทำ 1 เดือน / 1 ปี · 3.2 ไกด์ไลน์การเลือกสูตรที่เหมาะกับคุณ

ขอเริ่มจากสรุปสั้นๆ เลยนะคะ Sculptra เป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม คอลลาเจน บูสเตอร์ ทั้ง 3 แบรนด์ที่ สามารถสร้างวอลลุ่มให้ใบหน้าได้มากที่สุดในระยะยาว ค่ะ แม้ว่าผลลัพธ์หลังทำทันทีอาจจะยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ร่างกายจะยิ่งสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติขึ้นมาสะสมได้มากที่สุดค่ะ เรื่องน่ารู้ก็คือ ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ครั้งแรกของ Sculptra ไม่ใช่เพื่อความงามนะคะ แต่เริ่มแรกถูกนำมาใช้เพื่อ รักษาภาวะแก้มตอบหรือไขมันฝ่อตัวที่ใบหน้าในผู้ป่วย HIV ค่ะ ซึ่งในงานสัมมนา Sculptra Symposium ที่ฉันได้เข้าร่วมกับคุณหมอคิม กาอึล ประวัติศาสตร์ (history) เรื่องนี้ก็มักถูกนำมาพูดถึงบ่อยๆ ค่ะ

ขอเริ่มจากสรุปสั้นๆ เลยนะคะ Sculptra เป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม คอลลาเจน บูสเตอร์ ทั้ง 3 แบรนด์ที่ สามารถสร้างวอลลุ่มให้ใบหน้าได้มากที่สุดในระยะยาว ค่ะ แม้ว่าผลลัพธ์หลังทำทันทีอาจจะยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ร่างกายจะยิ่งสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติขึ้นมาสะสมได้มากที่สุดค่ะ เรื่องน่ารู้ก็คือ ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ครั้งแรกของ Sculptra ไม่ใช่เพื่อความงามนะคะ แต่เริ่มแรกถูกนำมาใช้เพื่อ รักษาภาวะแก้มตอบหรือไขมันฝ่อตัวที่ใบหน้าในผู้ป่วย HIV ค่ะ ซึ่งในงานสัมมนา Sculptra Symposium ที่ฉันได้เข้าร่วมกับคุณหมอคิม กาอึล ประวัติศาสตร์ (history) เรื่องนี้ก็มักถูกนำมาพูดถึงบ่อยๆ ค่ะ

 

PLLA ส่วนผสมที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ทรงพลังที่สุด

ส่วนประกอบหลักของ Sculptra คืออนุภาค PLLA (Poly-L-Lactic Acid)* ค่ะ ซึ่งเป็นโพลีเมอร์ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (biodegradable polymer) ที่มีความปลอดภัยสูง และถูกนำมาใช้ในไหมละลายสำหรับเย็บแผลมานานหลายทศวรรษแล้ว โดยในระหว่างที่อนุภาคค่อยๆ ย่อยสลายไป มันจะส่งสัญญาณกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่อย่างทรงพลังที่สุดค่ะ

PLLA*(Poly-L-Lactic Acid): เป็นโพลีเมอร์สังเคราะห์ในกลุ่ม Alpha-Hydroxy Acid ค่ะ เป็นส่วนผสมที่ผ่านการพิสูจน์ความปลอดภัยมาอย่างยาวนาน โดยใช้ในไหมละลาย, สกรูยึดกระดูก และวัสดุฝังใต้ผิวหนังสำหรับใบหน้า เมื่อเข้าสู่ผิวจะค่อยๆ ย่อยสลายไปในเวลา 18-24 เดือนขึ้นไป พร้อมทั้งคอยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนอย่างต่อเนื่อง สาเหตุที่ Sculptra สามารถสร้างวอลลุ่มได้มากที่สุดในบรรดา คอลลาเจน บูสเตอร์ ก็เพราะความเร็วในการย่อยสลายและขนาดของอนุภาคที่แตกต่างนี่เองค่ะ

ข้อแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่าง Sculptra กับ Radiesse (CaHA) คือ ผลลัพธ์เรื่องวอลลุ่มหลังทำทันทีจะยังไม่ชัดเจนมากนัก เนื่องจากตัวอนุภาค PLLA เองมีขนาดเล็ก และตัวทำละลาย (carrier) จะถูกดูดซึมหายไป ทำให้หลังทำทันทีอาจจะยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ จนคุณรู้สึกว่า "ทำไมส่องกระจกแล้วยงเหมือนเดิมอยู่นะ?" แต่หลังจากผ่านไป 1-3 เดือน คอลลาเจนจะเริ่มสร้างตัวขึ้นมาอย่างจริงจัง ส่งผลให้ได้ วอลลุ่มที่เต็มอิ่มมากกว่า Radiesse ค่ะ

จากข้อมูลใน รีวิวภาพรวมการทำหัตถการความงามด้วย PDLLA มีรายงานว่าระดับการกระตุ้นคอลลาเจนของ PLLA และ PDLLA นั้นสูงกว่า CaHA ค่ะ อย่างไรก็ตาม PLLA จะย่อยสลายได้ช้ากว่าและมีขนาดอนุภาคที่ใหญ่กว่า PDLLA แม้จะกระตุ้นคอลลาเจนได้แรงที่สุด แต่ก็มีความเสี่ยงในการเกิดตุ่มนูนหรือปุ่มปม (nodule) ใต้ผิวได้มากกว่าเช่นกันค่ะ

PLLA, 가장 강한 콜라겐 자극 성분

 

 

ประวัติศาสตร์อันน่าทึ่งที่มีจุดเริ่มต้นจากผู้ป่วย HIV

การใช้งานทางคลินิกครั้งแรกของ Sculptra ไม่ใช่เพื่อความงามค่ะ โดย เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ค.ศ. 2004 องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (US FDA) ได้อนุมัติเป็นครั้งแรก เพื่อใช้ในการรักษาภาวะไขมันฝ่อตัวบริเวณใบหน้า (facial lipoatrophy) ในผู้ป่วย HIV

เบื้องหลังคือ ยาต้านไวรัส HIVGroup ยา HAART (Highly Active Antiretroviral Therapy)* ที่เริ่มใช้ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ช่วยยืดอายุขัยของผู้ป่วย HIV ได้อย่างมาก แต่ผลข้างเคียงจากยาทำให้เกิดภาวะ lipodystrophy หรือการฝ่อตัวของไขมันบนใบหน้า โดยเฉพาะใต้โหนกแก้มและขมับ ความเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลต่อรูปลักษณ์ภายนอก และทำให้ผู้ป่วยต้องเผชิญกับอคติทางสังคม (social stigma) ซึ่งลดทอนคุณภาพชีวิตลงอย่างมาก

HAART*(Highly Active Antiretroviral Therapy): เป็นวิธีการรักษามาตรฐานที่ผสมผสานยาต้านไวรัส HIV หลายชนิดเข้าด้วยกัน แม้จะช่วยยืดอายุขัยของผู้ป่วยได้ใกล้เคียงคนปกติ แต่ก็มีรายงานผลข้างเคียงเรื่องภาวะ lipodystrophy ที่ไขมันบริเวณใบหน้าและแขนขาฝ่อตัวลงค่ะ

Sculptra เป็นวิธีการรักษาแรกที่ได้รับอนุมัติจาก FDA ในการฟื้นฟูภาวะไขมันฝ่อตัวบนใบหน้านี้ โดยมีรายงานผลการทดสอบทางคลินิกว่า เมื่อแก้มตอบและขมับที่ตอบได้รับการเติมเต็มขึ้น คะแนนความซึมเศร้าและความวิตกกังวลของผู้ป่วยก็ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งประสิทธิภาพนี้ได้รับการยืนยันในงานวิจัยหลายฉบับ เช่น การศึกษาทางคลินิกเกี่ยวกับการฉีด PLLA เข้าชั้นใต้ผิวหนังระดับลึกในผู้ป่วย HIV

ต่อมาในปี 2009 ข้อบ่งชี้เดียวกันนี้ได้ถูกขยายมาใช้เพื่อความงามทั่วไป (การแก้ไขริ้วรอยและภาวะไขมันฝ่อตัวเพื่อความงาม) และในปัจจุบันก็กลายเป็นหนึ่งใน คอลลาเจน บูสเตอร์ มาตรฐานระดับโลก รวมทั้งในเกาหลีและไทยด้วยค่ะ เรียกได้ว่า Sculptra มี ประวัติศาสตร์ที่น่าทึ่งซึ่งเริ่มต้นเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ ก่อนจะแพร่หลายมาสู่วงการความงาม ค่ะ

HIV 환자에서 시작된 의외의 history

 

 

บริเวณที่เหมาะกับการทำ — จุดที่ต้องการฟื้นฟูวอลลุ่มขนาดใหญ่

บริเวณที่เหมาะกับการทำ Sculptra มากที่สุด มีดังนี้ค่ะ

บริเวณ

คำแนะนำ

แก้มตอบใต้โหนกแก้ม / ขมับตอบมากๆ

เป็นบริเวณที่ฟื้นฟูได้ดีที่สุด ตรงตามข้อบ่งชี้ที่ได้รับอนุมัติจาก FDA

ใบหน้าตอบและสูญเสียวอลลุ่มจากความร่วงโรยตามวัย

เหมาะสำหรับวัย 50+ ที่หน้าเริ่มตอบทั่วใบหน้า

รอยยุบตัวลึกบริเวณแก้มส้ม / ข้างแก้ม

ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนตามธรรมชาติ ให้ผลลัพธ์แลดูเป็นธรรมชาติ

ปรับปรุงบริเวณกรอบหน้า / แนวกระดูกขากรรไกร

ขนาดของอนุภาคช่วยให้ออกฤทธิ์ในผิวชั้นลึกได้ดี

ในทางกลับกัน บริเวณที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ:

  • บริเวณผิวบางรอบดวงตาและรอบริมฝีปาก — เนื่องจากอนุภาคมีขนาดใหญ่ อาจเสี่ยงต่อการเกิดปุ่มปม แนะนำให้ใช้กลุ่ม PDLLA เช่น Juvelook จะดีกว่าค่ะ

  • คนไข้ที่ไม่ต้องการให้หน้าดูมีวอลลุ่มหนาขึ้น — เนื่องจากเป็นตัวที่สร้างวอลลุ่มได้มากที่สุด หากต้องการความเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป อาจพิจารณาตัวเลือกอื่นค่ะ

  • คนไข้ที่กังวลเรื่องการเกิดปุ่มปมใต้ผิว (nodule) มากที่สุด — ความที่อนุภาคใหญ่ หากเกิดปุ่มปมขึ้นมาจะสัมผัสได้ ประสบการณ์ของแพทย์ผู้ทำและระดับความลึกในการฉีดจึงเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ

적응 부위 — 큰 볼륨 회복이 필요한 곳

 

 

ขั้นตอนการทำ (Protocol) — แนะนำทำ 3 ครั้ง ห่างกันทุก 4 สัปดาห์

Sculptra ไม่ใช่หัตถการที่ทำครั้งเดียวแล้วจบนะคะ แต่มาตรฐานการรักษาคือ เน้นทำเป็นคอร์ส 3 ครั้ง ห่างกันทุก 4 สัปดาห์ ค่ะ การได้รับการกระตุ้นซ้ำๆ ทั้ง 3 ครั้งจะช่วยให้การสร้างคอลลาเจนเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์และมีความคงตัวสูงค่ะ

หลังทำทันที ผิวจะดูเต็มขึ้นเล็กน้อยจากตัวทำละลาย (carrier) จากนั้นจะค่อยๆ ยุบลง หลังจากผ่านไป 1 เดือนจะเริ่มรู้สึกเหมือนยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ในเดือนที่ 2-3 วอลลุ่มจะเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างจริงจัง และจะเห็นผลลัพธ์เต็มที่ในเดือนที่ 6 ค่ะ ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นานถึง 24 เดือนขึ้นไป ซึ่งนานที่สุดในกลุ่ม คอลลาเจน บูสเตอร์ เลยทีเดียว

จากเคสที่คุณหมอวี ยองจิน และคุณหมอคิม กาอึล ได้ศึกษาพิจร่วมกันในงานสัมมนา คนไข้ที่ทำครบ 3 ครั้งจะพึงพอใจกับผลลัพธ์ในเดือนที่ 6 และ 12 มากที่สุดค่ะ บางคนทำไปแค่ครั้งเดียวแล้วหยุดเพราะรู้สึกว่า "ทำไมยังไม่ค่อยเห็นผลเลย" ซึ่งความจริงแล้วจุดสำคัญของ Sculptra คือการทำสะสมให้ครบตามรอบรักษาค่ะ

ในบทความถัดไป เราจะมาพูดถึง Juvelook Volume คอลลาเจน บูสเตอร์ สัญชาติเกาหลี (PDLLA + HA) ที่โดดเด่นเรื่องความเรียบเนียนเป็นสรรมชาติกันนะคะ

시술 protocol — 4주 간격 3회 한 사이클

 

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

Q. หลังทำไป 1 เดือนแล้วยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงเลย แบบนี้แปลว่าไม่ได้ผลหรือเปล่าคะ?

เป็นปฏิกิริยาปกติของ Sculptra ค่ะ เพราะตัวนี้เห็นผลลัพธ์หลังทำทันทีน้อยที่สุด และจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนในเดือนที่ 2-3 ค่ะ แนะนำให้ทำสะสมต่อเนื่องให้ครบ 3 ครั้ง ทุกๆ 4 สัปดาห์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์สูงสุด โดยสามารถประเมินผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดได้ในเดือนที่ 6 ค่ะ

Q. เริ่มแรกผลิตมาเพื่อผู้ป่วย HIV คนทั่วไปทำแล้วจะปลอดภัยไหมคะ?

ปลอดภัยแน่นอนค่ะ ตัวยาผ่านการขยายข้อบ่งชี้มาใช้เพื่อความงามทั่วไป โดยมีส่วนประกอบและวิธีการฉีดที่เหมือนกันทุกประการ นอกจากนี้ การที่ผ่านการพิสูจน์ประสิทธิภาพและปลอดภัยในสภาวะที่ละเอียดอ่อนของผู้ป่วย HIV มาก่อน ยิ่งทำให้มีข้อมูลความปลอดภัย (safety data) รองรับอย่างล้นหลามค่ะ ทั้งนี้ ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับเทคนิค ความลึก และการดีไซน์ปริมาณยาของแพทย์ผู้ทำเป็นสำคัญค่ะ

Q. ระหว่าง Radiesse กับ Sculptra แบบไหนดีกว่ากันคะ?

ไม่ได้มีตัวไหนดีกว่ากันอย่างสมบูรณ์ค่ะ เพราะตอบโจทย์เรื่องเวลาที่ต่างกัน หากต้องการ ผลลัพธ์ทันที แนะนำ Radiesse แต่หากต้องการ วอลลุ่มสูงสุดในระยะเวลา 6 เดือนถึง 2 ปี แนะนำ Sculptra ค่ะ แพทย์มักจะเลือกใช้ผสมผสานกันในแต่ละจุดของใบหน้าคนไข้ เช่น บริเวณข้างแก้มตอบใช้ Sculptra (เพื่อวอลลุ่ม) ส่วนแนวกรามใช้ Radiesse (เพื่อกรอบหน้าที่ชัดเจนทันที) ซึ่งเรามีรายละเอียดเพิ่มเติมในบทเปรียบเทียบช่วงท้ายซีรีส์ค่ะ

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก
บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก

บทความแนะนำ

บทความแนะนำ

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

กล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) ไม่ได้เค่ทำให้เกิดริ้วรอยเท่านั้นนะคะ แต่ยังช่วยพยุงเปิดตาขึ้นด้วยค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

กล้ามเนื้อหน้าผากไม่ได้แค่ทำให้เกิดริ้วรอยเท่านั้นนะคะ — แต่ยังช่วยพยุงลืมตาขึ้นด้วยค่ะ

ทำไมการฉีดในปริมาณเท่ากันและตำแหน่งเดียวกันกลับให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันในแต่ละคน? วันนี้เรามาสรุปสั้นๆ เกี่ยวกับ 2 บทบาทหน้าที่ของกล้ามเนื้อหน้าผาก ทั้งการ ‘สร้างรอยย่น + ช่วยพยุงลืมตา’ รวมถึงความสัมพันธ์ของมันกับกล้ามเนื้อมัดอื่นๆ กันค่ะ

ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาตี่ลง ไม่ใช่เพราะโรคกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (안검하수) นะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาดูเล็กลง ไม่ใช่เพราะอาการหนังตาตก (ptosis) เสมอไปนะคะ

อาการ 'ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาดูหนักๆ' เกิดจากอะไร? เจาะลึกกลไกเมื่อกล้ามเนื้อหน้าผากที่เคยช่วยประคองหายไป และทำไมผลลัพธ์ของแต่ละคนถึงต่างกันตามระดับความจำเป็นในการใช้กล้ามเนื้อส่วนนี้

ก่อนฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ลองแตะหน้าผากแล้วลืมตาขึ้นดูก่อนนะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ก่อนฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ลองใช้นิ้วจับหน้าผากแล้วลืมตาขึ้นดูนะคะ

วิธีฉีดโบหน้าผากให้ได้ผลดีที่สุด ไม่ใช่การ 'ต้องลองฉีดดูก่อนถึงจะรู้' ค่ะ เราได้สรุปแนวทางมาตรฐานทางการแพทย์ในการประเมินรูปแบบการใช้กล้ามเนื้อด้วยการตรวจเช็กตัวเองง่ายๆ ใน 30 วินาที เพื่อช่วยในการปรับปริมาณยา ตำแหน่งที่ฉีด และระยะเวลาเว้นช่วงการฉีดให้เหมาะสมที่สุด

Dysport เห็นผลเร็วกว่าโบท็อกซ์ทั่วไป แต่ทำไมคนที่มีปัญหาดื้อยาถึงต้องระวังเป็นพิเศษ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

Dysport เห็นผลเร็วกว่า Botox แต่ทำไมกลุ่มที่ดื้อโบง่ายถึงต้องใช้รักษาอย่างระมัดระวัง

แม้จะเป็น Botulinum Toxin Type A เหมือนกัน แต่ความแตกต่างของรัศมีการกระจายตัวสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ในการรักษาได้เลยนะคะ มาดูเกณฑ์การเลือก Botox vs Dysport ตามระดับการพึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) กันค่ะ

skin botox ไม่ใช่โบท็อกซ์หน้าผากเวอร์ชันที่เบากว่านะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

Skin botox ไม่ใช่โบท็อกซ์หน้าผากเวอร์ชันเบาๆ นะคะ

สำหรับคนที่ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากไม่ได้ ก็ยังสามารถทำ skin booster หรือโบท็อกซ์ลิฟติ้ง (Skin Botox) ได้อย่างสบายใจค่ะ ด้วยหลักการทำงานที่ใช้โบทูลินัม ท็อกซิน ตัวเดียวกัน แต่เป็นการกระจายตัวยาปริมาณเล็กน้อยลงในชั้นผิวแท้ (Dermis) เพื่อช่วยกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน ลดรอยแดง และปรับ skin texture ให้ผิวเรียบเนียนยิ่งขึ้น

โครงหน้า&วอลลุ่ม

โบท็อกซ์เหมือนกัน แต่ทำไมฉีดที่หน้าผากกับกรามถึงใช้เทคนิคต่างกันคะ?

สรุปสั้นๆ สไตล์เพื่อนสาวมาให้แล้วค่ะ! ว่าทำไมราคา โบท็อกซ์ (Botox) แต่ละบริเวณถึงไม่เท่ากัน พร้อมแชร์ปริมาณยูนิต (Units) ที่เหมาะสมของแต่ละจุด และช่วงเวลาที่เริ่มเห็นผลลัพธ์มาฝากกันค่ะ

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1