ผู้อำนวยการ วี ยองจิน คิม กาอึล แห่งคลินิกบิวตี้สโตน ฮงแด
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก
ฮงแด บิวตี้ด็อกเตอร์ บิวตี้สโตนคลินิก

หลักการสร้างวอลลุ่มให้ผิวด้วยการเติมเต็มคอลลาเจน (collagen booster) และการฉีดไขมันใต้ผิวหนัง

หลักการสร้างวอลลุ่มให้ผิวด้วยการเติมเต็มคอลลาเจน (collagen booster) และการฉีดไขมันใต้ผิวหนัง

หลักการสร้างวอลลุ่มให้ผิวด้วยการเติมเต็มคอลลาเจน (collagen booster) และการฉีดไขมันใต้ผิวหนัง

สำหรับผู้ที่เพิ่งเคยทำ คอลลา겐 บูสเตอร์ (collagen booster) ครั้งแรก — นี่คือบทความเกริ่นนำของซีรีส์ที่จะมาอธิบายหลักการทำงานสองระยะ ทั้งผลลัพธ์ที่เห็นได้ทันที + การสร้างคอลลา겐ในระยะยาว พร้อมเจาะลึก 3 ตัวดังอย่าง Radiesse, Sculptra และ Juvelook Volume

collagen booster (ตัวช่วยสร้างคอลลาเจน) หลักการสร้างวอลลุ่มด้วยการฉีดเข้าชั้นไขมันใต้ผิวหนัง

🔗 ไปยังบทความอื่น

ไลน์อัพ 3 ผลิตภัณฑ์ยอดฮิต2.1 Radiesse (CaHA) · 2.2 Sculptra (PLLA) · 2.3 Juvelook Volume (PDLLA+HA)

เปรียบเทียบและการเลือกใช้3.1 เปรียบเทียบผลลัพธ์หลังทำ 1 เดือน และ 1 ปี · 3.2 ไกด์ไลน์การเลือกสูตรที่เหมาะกับตัวคุณ

ขอสรุปให้ฟังตั้งแต่ต้นเลยนะคะว่า collagen booster ไม่ใช่การทำหัตถการที่ตัวยาจะคงอยู่ตรงนั้นเพื่อเติมเต็มวอลลุ่มทันทีเหมือนกับฟิลเลอร์ค่ะ แต่เป็นหัตถการที่ส่งสัญญาณให้ร่างกายของเราสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ ผ่านอนุภาคที่ฝังตัวอยู่ในชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (subcutaneous fat) ดังนั้น ผลลัพธ์ในช่วงแรกอาจจะยังไม่ชัดเจนมากนัก แต่จะค่อยๆ เห็นวอลลุ่มฟูขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติในช่วง 1-3 เดือนค่ะ คำถามที่หมอพบบ่อยที่สุดในคลินิกก็คือ "ตัวนี้ต่างจากฟิลเลอร์ยังไงคะ?" ซึ่งหัวใจสำคัญคือ ทั้งสองตัวนี้มีระยะเวลาการเห็นผลลัพธ์และชั้นผิวที่ออกฤทธิ์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ

ขอสรุปให้ฟังตั้งแต่ต้นเลยนะคะว่า collagen booster ไม่ใช่การทำหัตถการที่ตัวยาจะคงอยู่ตรงนั้นเพื่อเติมเต็มวอลลุ่มทันทีเหมือนกับฟิลเลอร์ค่ะ แต่เป็นหัตถการที่ส่งสัญญาณให้ร่างกายของเราสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ ผ่านอนุภาคที่ฝังตัวอยู่ในชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (subcutaneous fat) ดังนั้น ผลลัพธ์ในช่วงแรกอาจจะยังไม่ชัดเจนมากนัก แต่จะค่อยๆ เห็นวอลลุ่มฟูขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติในช่วง 1-3 เดือนค่ะ คำถามที่หมอพบบ่อยที่สุดในคลินิกก็คือ "ตัวนี้ต่างจากฟิลเลอร์ยังไงคะ?" ซึ่งหัวใจสำคัญคือ ทั้งสองตัวนี้มีระยะเวลาการเห็นผลลัพธ์และชั้นผิวที่ออกฤทธิ์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ

 

ชั้นผิวที่ collagen booster ทำงาน — ความต่างระหว่างชั้นหนังแท้ (Dermis) และชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Fat)

โดยปกติแล้ว ฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิกแอซิด (HA) ทั่วไป จะถูกฉีดเข้าไปที่ชั้นหนังแท้ระดับกลางถึงระดับลึก (mid to deep dermis) โดยตัว HA ที่เชื่อมต่อกัน (cross-linked) จะเข้าไปแทนที่พื้นที่ตรงนั้น ทำให้เห็นวอลลุ่มที่เติมเต็มขึ้นทันที และนี่คือความเปลี่ยนแปลงที่คุณจะเห็นในกระจกทันทีหลังทำค่ะ

ในขณะที่ collagen booster จะถูกฉีดลึกลงไปอีกขั้นจนถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (subcutaneous fat layer)* ซึ่งอนุภาคที่ฝังตัวอยู่ในชั้นนี้ (CaHA, PLLA, PDLLA) ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสร้างวอลลุ่มในทันที แต่มีเป้าหมายเพื่อให้ร่างกายของเรารับรู้ว่า "มีสิ่งแปลกปลอมอยู่ที่นี่ ต้องเข้ามาจัดการนะ" ซึ่งการรับรู้นี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการส่งสัญญาณเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ค่ะ

ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง*(subcutaneous fat layer): คือชั้นไขมันและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่อยู่ใต้ชั้นหนังแท้ เป็นชั้นที่ช่วยสร้างรูปหน้าและวอลลุ่มให้ใบหน้าดูอิ่มเอิบ และยังเป็นบริเวณแรกที่เกิดการฝ่อตัวเมื่อเราอายุมากขึ้นด้วยค่ะ collagen booster จะเข้าไปฝังตัวในชั้นนี้เพื่อทำหน้าที่กระตุ้นให้ร่างกายเติมเต็มคอลลาเจนของตัวเองกลับคืนมา

ใน รีวิวการสมานแผลและความงามอย่างครอบคลุมของ PDLLA ก็ได้สรุปไว้เช่นกันค่ะว่า กลไกสำคัญของ collagen booster คือการกระตุ้นเซลล์สร้างเส้นใย (fibroblast) ในชั้นหนังแท้และชั้นไขมันใต้ผิวหนัง สรุปง่ายๆ คือไม่ใช่การนำสารจากภายนอกมาเติมเต็มวอลลุ่ม แต่เป็นการเปิดสวิตช์เครื่องผลิตคอลลาเจนในร่างกายของเราให้กลับมาทำงานอีกครั้งนั่นเองค่ะ

콜라겐 부스터가 작동하는 층 — 진피와 피하지방의 차이

 

 

ผลลัพธ์ทันที vs การกระตุ้นคอลลาเจนในระยะยาว — การทำงานร่วมกันของสองไทม์ไลน์

สิ่งสำคัญที่สุดในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับ collagen booster คือการที่ทั้งสองไทม์ไลน์นี้ทำงานไปพร้อมๆ กันค่ะ

ผลลัพธ์ทันที (ไทม์ไลน์ที่ 1) — ตัวนำพาหรือ carrier (เช่น เจล, HA, น้ำเกลือปราศจากเชื้อ) ที่ผสมอุภาคอยู่ จะเข้าไปเติมเต็มพื้นที่ทันที ซึ่งจะเห็นผลลัพธ์นี้ได้ทันทีหลังทำ แต่เมื่อตัวนำพาเหล่านี้ถูกร่างกายดูดซึมไป วอลลุ่มจะค่อยๆ ยุบลงภายใน 1-2 สัปดาห์ จึงไม่แปลกใจเลยค่ะที่มีรีวิวจำนวนมากบอกว่าหลังทำแล้วดูบวมๆ ในตอนแรกแล้วค่อยๆ ยุบลงไป

การกระตุ้นคอลลาเจนระยะยาว (ไทม์ไลน์ที่ 2) — ตัวอนุภาคเองจะค่อยๆ สลายตัวไปตามธรรมชาติภายในเวลา 6 เดือนถึง 2 ปี ซึ่งในระหว่างที่สลายตัวนี้ จะคอยส่งสัญญาณกระตุ้นอย่างต่อเนื่องแบบควบคุมได้ (controlled stimulation)* เพื่อเปิดสวิตช์การสร้างคอลลาเจนเอาไว้ ส่งผลให้หลังจากผ่านไป 1-3 เดือน คอลลาเจนของเราจะค่อยๆ สะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นวอลลุ่มที่แท้จริงและเป็นธรรมชาติค่ะ

การกระตุ้นอย่างต่อเนื่องแบบควบคุมได้*: เป็นการกระตุ้นเบาๆ ที่ทำให้ร่างกายรับรู้ว่า "มีบางอย่างอยู่ตรงนี้ ต้องเข้าไปจัดการนะ" ซึ่งไม่ใช่การทำร้ายผิวรุนแรงเหมือนเป็นแผลพุพอง จึงไม่ทำให้เกิดพังผืดหรือแผลเป็น แต่จะมีเฉพาะคอลลาเจนใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมาเท่านั้น โดยการกระตุ้นนี้จะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาที่อนุภาคของ collagen booster กำลังสลายตัวค่ะ

รูปแบบที่มีการผสมผสานสองไทม์ไลน์นี้ได้ดีที่สุดคือ รูปแบบของ CaHA + HA carrier หรือ PDLLA + HA ซึ่งได้รับคำแนะนำใน แนวทางปฏิบัติร่วมกันสำหรับการปรับปรุงรูปหน้าและการประยุกต์ใช้เพื่อความงามของ PDLLA โดยตัว carrier จะช่วยจับวอลลุ่มไว้ในทันที และอนุภาคจะคอยทำหน้าที่สร้างคอลลาเจนในระยะยาวนั่นเองค่ะ

즉각 효과 vs 장기 콜라겐 자극 — 두 시간축의 만남

 

 

3 คอลลาเจนบูสเตอร์ยอดฮิต — หลักการเดียวกัน แต่ออนุภาคต่างกัน

ทั้ง 3 ผลิตภัณฑ์ที่เราจะพูดถึงในซีรีส์นี้ ล้วนใช้กลไกการทำงานของทั้งสองไทม์ไลน์ข้างต้นเหมือนกันทั้งหมดค่ะ เพียงแต่ผลลัพธ์จะแตกต่างกันไปตามชนิดของอนุภาคที่เลือกใช้

  • Radiesse (CaHA) — แคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทต์ ไมโครสเฟียร์ ด้วยตัวอนุภาคที่แข็งแรงและ carrier ที่เข้มข้น ทำให้ให้ผลลัพธ์ในการสร้างวอลลุ่มทันทีได้ดีที่สุด โดดเด่นมากในการสร้างมิติและโครงสร้างใบหน้าคล้ายแนวกระดูก

  • Sculptra (PLLA) — โพลี-แอล-แลกติก แอซิด แม้ว่าตัวอนุภาคเองจะไม่ใช่สารเติมเต็ม (volumizer) โดยตรง แต่มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นคอลลาเจนสูงที่สุด ยิ่งเวลาผ่านไป ยิ่งให้ผลลัพธ์วอลลุ่มที่ฟูและแน่นที่สุดในบรรดาทุกตัว

  • Juvelook Volume (PDLLA + HA) — โพลี-ดี,แอล-แลกติก แอซิด + ไฮยาลูรอนิกแอซิด ด้วยอนุภาคทรงกลมมนและเรียบเนียน จึงมีความเสี่ยงในการเกิดตุ่มนูน (nodule) ต่ำมาก และช่วยสร้างวอลลุ่มที่ดูเป็นธรรมชาติที่สุด ยอดฮิตจากฝั่งเกาหลี

เนื่องจากแต่ละตัวมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน การเลือกใช้จึงต้องพิจารณาตามบริเวณที่ต้องการฉีด, ปัญหาผิว และความต้องการของคนไข้แต่ละท่าน ซึ่งการเปรียบเทียบนี้แหละค่ะที่เป็นหัวใจสำคัญของซีรีส์นี้

세 가지 콜라겐 부스터 — 같은 원리, 다른 입자

 

 

ทำไมเราต้องเน้นที่ "ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous)

collagen booster (ตัวช่วยสร้างคอลลาเจน) หลักการสร้างวอลลุ่มด้วยการฉีดเข้าชั้นไขมันใต้ผิวหนัง

🔗 ไปยังบทความอื่น

ไลน์อัพ 3 ผลิตภัณฑ์ยอดฮิต2.1 Radiesse (CaHA) · 2.2 Sculptra (PLLA) · 2.3 Juvelook Volume (PDLLA+HA)

เปรียบเทียบและการเลือกใช้3.1 เปรียบเทียบผลลัพธ์หลังทำ 1 เดือน และ 1 ปี · 3.2 ไกด์ไลน์การเลือกสูตรที่เหมาะกับตัวคุณ

ขอสรุปให้ฟังตั้งแต่ต้นเลยนะคะว่า collagen booster ไม่ใช่การทำหัตถการที่ตัวยาจะคงอยู่ตรงนั้นเพื่อเติมเต็มวอลลุ่มทันทีเหมือนกับฟิลเลอร์ค่ะ แต่เป็นหัตถการที่ส่งสัญญาณให้ร่างกายของเราสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ ผ่านอนุภาคที่ฝังตัวอยู่ในชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (subcutaneous fat) ดังนั้น ผลลัพธ์ในช่วงแรกอาจจะยังไม่ชัดเจนมากนัก แต่จะค่อยๆ เห็นวอลลุ่มฟูขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติในช่วง 1-3 เดือนค่ะ คำถามที่หมอพบบ่อยที่สุดในคลินิกก็คือ "ตัวนี้ต่างจากฟิลเลอร์ยังไงคะ?" ซึ่งหัวใจสำคัญคือ ทั้งสองตัวนี้มีระยะเวลาการเห็นผลลัพธ์และชั้นผิวที่ออกฤทธิ์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ

ขอสรุปให้ฟังตั้งแต่ต้นเลยนะคะว่า collagen booster ไม่ใช่การทำหัตถการที่ตัวยาจะคงอยู่ตรงนั้นเพื่อเติมเต็มวอลลุ่มทันทีเหมือนกับฟิลเลอร์ค่ะ แต่เป็นหัตถการที่ส่งสัญญาณให้ร่างกายของเราสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ ผ่านอนุภาคที่ฝังตัวอยู่ในชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (subcutaneous fat) ดังนั้น ผลลัพธ์ในช่วงแรกอาจจะยังไม่ชัดเจนมากนัก แต่จะค่อยๆ เห็นวอลลุ่มฟูขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติในช่วง 1-3 เดือนค่ะ คำถามที่หมอพบบ่อยที่สุดในคลินิกก็คือ "ตัวนี้ต่างจากฟิลเลอร์ยังไงคะ?" ซึ่งหัวใจสำคัญคือ ทั้งสองตัวนี้มีระยะเวลาการเห็นผลลัพธ์และชั้นผิวที่ออกฤทธิ์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ

 

ชั้นผิวที่ collagen booster ทำงาน — ความต่างระหว่างชั้นหนังแท้ (Dermis) และชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Fat)

โดยปกติแล้ว ฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิกแอซิด (HA) ทั่วไป จะถูกฉีดเข้าไปที่ชั้นหนังแท้ระดับกลางถึงระดับลึก (mid to deep dermis) โดยตัว HA ที่เชื่อมต่อกัน (cross-linked) จะเข้าไปแทนที่พื้นที่ตรงนั้น ทำให้เห็นวอลลุ่มที่เติมเต็มขึ้นทันที และนี่คือความเปลี่ยนแปลงที่คุณจะเห็นในกระจกทันทีหลังทำค่ะ

ในขณะที่ collagen booster จะถูกฉีดลึกลงไปอีกขั้นจนถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (subcutaneous fat layer)* ซึ่งอนุภาคที่ฝังตัวอยู่ในชั้นนี้ (CaHA, PLLA, PDLLA) ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสร้างวอลลุ่มในทันที แต่มีเป้าหมายเพื่อให้ร่างกายของเรารับรู้ว่า "มีสิ่งแปลกปลอมอยู่ที่นี่ ต้องเข้ามาจัดการนะ" ซึ่งการรับรู้นี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการส่งสัญญาณเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ค่ะ

ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง*(subcutaneous fat layer): คือชั้นไขมันและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่อยู่ใต้ชั้นหนังแท้ เป็นชั้นที่ช่วยสร้างรูปหน้าและวอลลุ่มให้ใบหน้าดูอิ่มเอิบ และยังเป็นบริเวณแรกที่เกิดการฝ่อตัวเมื่อเราอายุมากขึ้นด้วยค่ะ collagen booster จะเข้าไปฝังตัวในชั้นนี้เพื่อทำหน้าที่กระตุ้นให้ร่างกายเติมเต็มคอลลาเจนของตัวเองกลับคืนมา

ใน รีวิวการสมานแผลและความงามอย่างครอบคลุมของ PDLLA ก็ได้สรุปไว้เช่นกันค่ะว่า กลไกสำคัญของ collagen booster คือการกระตุ้นเซลล์สร้างเส้นใย (fibroblast) ในชั้นหนังแท้และชั้นไขมันใต้ผิวหนัง สรุปง่ายๆ คือไม่ใช่การนำสารจากภายนอกมาเติมเต็มวอลลุ่ม แต่เป็นการเปิดสวิตช์เครื่องผลิตคอลลาเจนในร่างกายของเราให้กลับมาทำงานอีกครั้งนั่นเองค่ะ

콜라겐 부스터가 작동하는 층 — 진피와 피하지방의 차이

 

 

ผลลัพธ์ทันที vs การกระตุ้นคอลลาเจนในระยะยาว — การทำงานร่วมกันของสองไทม์ไลน์

สิ่งสำคัญที่สุดในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับ collagen booster คือการที่ทั้งสองไทม์ไลน์นี้ทำงานไปพร้อมๆ กันค่ะ

ผลลัพธ์ทันที (ไทม์ไลน์ที่ 1) — ตัวนำพาหรือ carrier (เช่น เจล, HA, น้ำเกลือปราศจากเชื้อ) ที่ผสมอุภาคอยู่ จะเข้าไปเติมเต็มพื้นที่ทันที ซึ่งจะเห็นผลลัพธ์นี้ได้ทันทีหลังทำ แต่เมื่อตัวนำพาเหล่านี้ถูกร่างกายดูดซึมไป วอลลุ่มจะค่อยๆ ยุบลงภายใน 1-2 สัปดาห์ จึงไม่แปลกใจเลยค่ะที่มีรีวิวจำนวนมากบอกว่าหลังทำแล้วดูบวมๆ ในตอนแรกแล้วค่อยๆ ยุบลงไป

การกระตุ้นคอลลาเจนระยะยาว (ไทม์ไลน์ที่ 2) — ตัวอนุภาคเองจะค่อยๆ สลายตัวไปตามธรรมชาติภายในเวลา 6 เดือนถึง 2 ปี ซึ่งในระหว่างที่สลายตัวนี้ จะคอยส่งสัญญาณกระตุ้นอย่างต่อเนื่องแบบควบคุมได้ (controlled stimulation)* เพื่อเปิดสวิตช์การสร้างคอลลาเจนเอาไว้ ส่งผลให้หลังจากผ่านไป 1-3 เดือน คอลลาเจนของเราจะค่อยๆ สะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นวอลลุ่มที่แท้จริงและเป็นธรรมชาติค่ะ

การกระตุ้นอย่างต่อเนื่องแบบควบคุมได้*: เป็นการกระตุ้นเบาๆ ที่ทำให้ร่างกายรับรู้ว่า "มีบางอย่างอยู่ตรงนี้ ต้องเข้าไปจัดการนะ" ซึ่งไม่ใช่การทำร้ายผิวรุนแรงเหมือนเป็นแผลพุพอง จึงไม่ทำให้เกิดพังผืดหรือแผลเป็น แต่จะมีเฉพาะคอลลาเจนใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมาเท่านั้น โดยการกระตุ้นนี้จะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาที่อนุภาคของ collagen booster กำลังสลายตัวค่ะ

รูปแบบที่มีการผสมผสานสองไทม์ไลน์นี้ได้ดีที่สุดคือ รูปแบบของ CaHA + HA carrier หรือ PDLLA + HA ซึ่งได้รับคำแนะนำใน แนวทางปฏิบัติร่วมกันสำหรับการปรับปรุงรูปหน้าและการประยุกต์ใช้เพื่อความงามของ PDLLA โดยตัว carrier จะช่วยจับวอลลุ่มไว้ในทันที และอนุภาคจะคอยทำหน้าที่สร้างคอลลาเจนในระยะยาวนั่นเองค่ะ

즉각 효과 vs 장기 콜라겐 자극 — 두 시간축의 만남

 

 

3 คอลลาเจนบูสเตอร์ยอดฮิต — หลักการเดียวกัน แต่ออนุภาคต่างกัน

ทั้ง 3 ผลิตภัณฑ์ที่เราจะพูดถึงในซีรีส์นี้ ล้วนใช้กลไกการทำงานของทั้งสองไทม์ไลน์ข้างต้นเหมือนกันทั้งหมดค่ะ เพียงแต่ผลลัพธ์จะแตกต่างกันไปตามชนิดของอนุภาคที่เลือกใช้

  • Radiesse (CaHA) — แคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทต์ ไมโครสเฟียร์ ด้วยตัวอนุภาคที่แข็งแรงและ carrier ที่เข้มข้น ทำให้ให้ผลลัพธ์ในการสร้างวอลลุ่มทันทีได้ดีที่สุด โดดเด่นมากในการสร้างมิติและโครงสร้างใบหน้าคล้ายแนวกระดูก

  • Sculptra (PLLA) — โพลี-แอล-แลกติก แอซิด แม้ว่าตัวอนุภาคเองจะไม่ใช่สารเติมเต็ม (volumizer) โดยตรง แต่มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นคอลลาเจนสูงที่สุด ยิ่งเวลาผ่านไป ยิ่งให้ผลลัพธ์วอลลุ่มที่ฟูและแน่นที่สุดในบรรดาทุกตัว

  • Juvelook Volume (PDLLA + HA) — โพลี-ดี,แอล-แลกติก แอซิด + ไฮยาลูรอนิกแอซิด ด้วยอนุภาคทรงกลมมนและเรียบเนียน จึงมีความเสี่ยงในการเกิดตุ่มนูน (nodule) ต่ำมาก และช่วยสร้างวอลลุ่มที่ดูเป็นธรรมชาติที่สุด ยอดฮิตจากฝั่งเกาหลี

เนื่องจากแต่ละตัวมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน การเลือกใช้จึงต้องพิจารณาตามบริเวณที่ต้องการฉีด, ปัญหาผิว และความต้องการของคนไข้แต่ละท่าน ซึ่งการเปรียบเทียบนี้แหละค่ะที่เป็นหัวใจสำคัญของซีรีส์นี้

세 가지 콜라겐 부스터 — 같은 원리, 다른 입자

 

 

ทำไมเราต้องเน้นที่ "ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous)

บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก
บิวตี้สด็อกเตอร์ ฮงแด บิวตี้สโตน คลินิก

บทความแนะนำ

บทความแนะนำ

โพสต์ล่าสุด

โพสต์ล่าสุด

กล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) ไม่ได้เค่ทำให้เกิดริ้วรอยเท่านั้นนะคะ แต่ยังช่วยพยุงเปิดตาขึ้นด้วยค่ะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

กล้ามเนื้อหน้าผากไม่ได้แค่ทำให้เกิดริ้วรอยเท่านั้นนะคะ — แต่ยังช่วยพยุงลืมตาขึ้นด้วยค่ะ

ทำไมการฉีดในปริมาณเท่ากันและตำแหน่งเดียวกันกลับให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันในแต่ละคน? วันนี้เรามาสรุปสั้นๆ เกี่ยวกับ 2 บทบาทหน้าที่ของกล้ามเนื้อหน้าผาก ทั้งการ ‘สร้างรอยย่น + ช่วยพยุงลืมตา’ รวมถึงความสัมพันธ์ของมันกับกล้ามเนื้อมัดอื่นๆ กันค่ะ

ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาตี่ลง ไม่ใช่เพราะโรคกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง (안검하수) นะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาดูเล็กลง ไม่ใช่เพราะอาการหนังตาตก (ptosis) เสมอไปนะคะ

อาการ 'ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากแล้วตาดูหนักๆ' เกิดจากอะไร? เจาะลึกกลไกเมื่อกล้ามเนื้อหน้าผากที่เคยช่วยประคองหายไป และทำไมผลลัพธ์ของแต่ละคนถึงต่างกันตามระดับความจำเป็นในการใช้กล้ามเนื้อส่วนนี้

ก่อนฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ลองแตะหน้าผากแล้วลืมตาขึ้นดูก่อนนะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

ก่อนฉีดโบท็อกซ์หน้าผาก ลองใช้นิ้วจับหน้าผากแล้วลืมตาขึ้นดูนะคะ

วิธีฉีดโบหน้าผากให้ได้ผลดีที่สุด ไม่ใช่การ 'ต้องลองฉีดดูก่อนถึงจะรู้' ค่ะ เราได้สรุปแนวทางมาตรฐานทางการแพทย์ในการประเมินรูปแบบการใช้กล้ามเนื้อด้วยการตรวจเช็กตัวเองง่ายๆ ใน 30 วินาที เพื่อช่วยในการปรับปริมาณยา ตำแหน่งที่ฉีด และระยะเวลาเว้นช่วงการฉีดให้เหมาะสมที่สุด

Dysport เห็นผลเร็วกว่าโบท็อกซ์ทั่วไป แต่ทำไมคนที่มีปัญหาดื้อยาถึงต้องระวังเป็นพิเศษ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

Dysport เห็นผลเร็วกว่า Botox แต่ทำไมกลุ่มที่ดื้อโบง่ายถึงต้องใช้รักษาอย่างระมัดระวัง

แม้จะเป็น Botulinum Toxin Type A เหมือนกัน แต่ความแตกต่างของรัศมีการกระจายตัวสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ในการรักษาได้เลยนะคะ มาดูเกณฑ์การเลือก Botox vs Dysport ตามระดับการพึ่งพากล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis) กันค่ะ

skin botox ไม่ใช่โบท็อกซ์หน้าผากเวอร์ชันที่เบากว่านะคะ

โครงหน้า&วอลลุ่ม

Skin botox ไม่ใช่โบท็อกซ์หน้าผากเวอร์ชันเบาๆ นะคะ

สำหรับคนที่ฉีดโบท็อกซ์หน้าผากไม่ได้ ก็ยังสามารถทำ skin booster หรือโบท็อกซ์ลิฟติ้ง (Skin Botox) ได้อย่างสบายใจค่ะ ด้วยหลักการทำงานที่ใช้โบทูลินัม ท็อกซิน ตัวเดียวกัน แต่เป็นการกระจายตัวยาปริมาณเล็กน้อยลงในชั้นผิวแท้ (Dermis) เพื่อช่วยกระชับรูขุมขน ควบคุมความมัน ลดรอยแดง และปรับ skin texture ให้ผิวเรียบเนียนยิ่งขึ้น

โครงหน้า&วอลลุ่ม

โบท็อกซ์เหมือนกัน แต่ทำไมฉีดที่หน้าผากกับกรามถึงใช้เทคนิคต่างกันคะ?

สรุปสั้นๆ สไตล์เพื่อนสาวมาให้แล้วค่ะ! ว่าทำไมราคา โบท็อกซ์ (Botox) แต่ละบริเวณถึงไม่เท่ากัน พร้อมแชร์ปริมาณยูนิต (Units) ที่เหมาะสมของแต่ละจุด และช่วงเวลาที่เริ่มเห็นผลลัพธ์มาฝากกันค่ะ

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1

💬 สามารถปรึกษาแบบ 1:1 ผ่าน KakaoTalk ได้

🌸 Beautystone Clinic เข้าร่วม Cadaver workshop ของ Meditox ที่กรุงเทพฯ 🌸

แนวทางที่ออกแบบเฉพาะแบบ 1:1